วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
Super Empath คือใคร? และทำไมคนกลุ่มนี้ถึง "ปั่นหัว" ยากที่สุด ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า "Empath" หรือผู้ที่มีความสามารถในการรับรู้และซึมซับอารมณ์ของผู้อื่นได้อย่างลึกซึ้ง ได้รับความสนใจอย่างมาก แต่ยังมีอีกระดับของบุคคลเหล่านี้ที่กำลังถูกพูดถึง นั่นคือ "Super Empath" ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำเสนอภาพของ Empath ที่สามารถเปลี่ยนความอ่อนไหวให้กลายเป็นความเข้มแข็งได้อย่างน่าทึ่ง 🔎 Super Empath คือใคร? Super Empath ไม่ใช่คำศัพท์ทางจิตวิทยาที่เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการ แต่เป็นแนวคิดที่แพร่หลายในแวดวงการตระหนักรู้ในตนเองและการเยียวยาจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ กล่าวโดยสรุป Super Empath คือ Empath ที่มีความตระหนักรู้ในตนเองสูง (Highly Self-Aware) และสามารถตั้งขอบเขต (Boundaries) ที่มั่นคงได้ พวกเขายังคงมีความสามารถในการรับรู้อารมณ์ผู้อื่นได้อย่างลึกซึ้งเหมือน Empath ทั่วไป แต่สิ่งที่พวกเขาพัฒนาขึ้นมาคือ "กลไกการป้องกัน" และ "ความเข้าใจในคุณค่าของตนเอง" ทำให้พวกเขาสามารถใช้พลังแห่งความเห็นอกเห็นใจได้อย่างมีสติ โดยไม่ยอมให้ตนเองถูกดูดพลังงานหรือถูกบงการ 🛡️ ความแตกต่างสำคัญ: จากผู้ซึมซับสู่ผู้สร้างเกราะป้องกัน ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง Empath ทั่วไปกับ Super Empath อยู่ที่ "การจัดการตนเอง" และ "การมีขอบเขต" 1. การจัดการอารมณ์ที่รับเข้ามา - Empath ทั่วไป มักจะซึมซับอารมณ์ของผู้อื่นเข้ามาในตนเองอย่างง่ายดาย ทำให้รู้สึกสับสน เหนื่อยล้า และอาจแยกแยะได้ยากว่าอารมณ์ใดเป็นของตนเองและอารมณ์ใดเป็นของผู้อื่น - Super Empath แม้จะรับรู้ความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง แต่พวกเขาสามารถ "แยกแยะ" และ "ป้องกัน" ตัวเองได้ พวกเขารู้ว่าเมื่อใดควรถอยออกมาและรู้ว่าอารมณ์ที่รับเข้ามาไม่ใช่ภาระของตนเอง 2. การตั้งขอบเขต (Boundaries) - Empath ทั่วไป มักมีขอบเขตอ่อนแอ ทำให้ถูกใช้ประโยชน์ (Emotional Dumping) หรือถูกดูดพลังงานได้ง่าย เพราะกลัวการปฏิเสธหรือต้องการช่วยเหลือทุกคน - Super Empath มี ขอบเขตที่แข็งแกร่งและชัดเจน พวกเขาสามารถปฏิเสธและปกป้องพื้นที่ส่วนตัวได้อย่างมั่นคง พวกเขาเชื่อว่าการเคารพตนเองเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกก่อนที่จะช่วยเหลือผู้อื่น 3. การรับมือกับการบงการ: Super Empath สามารถ มองทะลุเจตนาและกลอุบาย ของบุคคลที่มีพฤติกรรมเป็นพิษ (Toxic) หรือผู้ที่มีบุคลิกหลงตัวเอง (Narcissist) ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้พวกเขา ยากต่อการถูกหลอกหรือควบคุม และมักถูกเรียกว่าเป็น "ฝันร้ายของ Narcissist" เพราะความฉลาดทางอารมณ์และความมั่นคงในตนเองทำให้ผู้บงการไม่สามารถดึงพลังงานไปได้ #SuperEmpath #Empath #จิตวิทยา
เวลาพูดถึง “การคิดเชิงระบบ” (Systems Thinking) หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นการคิดอย่างเป็นระบบ (Systematic Thinking) ทั้งที่จริงแล้ว ทั้งสองแนวคิดนี้ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ — และความเข้าใจผิดเพียงเล็กน้อยนี้ อาจทำให้องค์กรใช้ “ระบบ” ผิดจุดประสงค์
Systems Thinking: การมองภาพรวมและความสัมพันธ์
Systems Thinking คือการคิดแบบมองทั้งระบบ (Holistic Thinking) ที่ไม่ได้มองแค่ชิ้นส่วนหรือขั้นตอน แต่เน้นเข้าใจ “ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ” ในระบบเดียวกัน เช่น ในองค์กร หน่วยงานหนึ่งอาจส่งผลต่ออีกหน่วยหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
หัวใจของการคิดแบบนี้คือ “ความเชื่อมโยง” และ “ผลสะท้อนกลับ” (Feedback Loops) ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจว่า ปัญหาหนึ่งในองค์กรอาจไม่ใช่ปัญหาจุดเดียว แต่เป็นผลจากโครงสร้างของระบบทั้งหมด เช่น ยอดขายตกอาจไม่ใช่เพราะทีมขายไม่เก่ง แต่เพราะนโยบายรางวัลทำให้ทีมเน้นระยะสั้นมากเกินไป
Systems Thinking จึงเหมาะกับการวางกลยุทธ์ การเปลี่ยนแปลงองค์กร และการแก้ปัญหาซับซ้อนที่มีหลายปัจจัยเกี่ยวพันกัน
Systematic Thinking: การคิดอย่างเป็นขั้นตอนและมีระเบียบ
ในทางกลับกัน Systematic Thinking คือการคิดอย่างมีระเบียบ เป็นลำดับขั้นตอน มีการวางแผน ตรวจสอบ และปฏิบัติตามกระบวนการอย่างเคร่งครัด
มันคือ “ความเป็นระบบ” ในเชิงปฏิบัติการ ไม่ใช่เชิงมุมมอง เช่น การออกแบบกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐาน หรือการจัดทำ SOP เพื่อให้ทุกคนทำงานได้เหมือนกันทุกครั้ง
Systematic Thinking จึงเหมาะกับการบริหารงานประจำวัน การควบคุมคุณภาพ และการทำให้สิ่งที่ซับซ้อนกลายเป็นรูปแบบที่ทำซ้ำได้
เมื่อทั้งสองมาพบกัน
ปัญหาที่พบบ่อยคือ องค์กรพยายาม “จัดการปัญหาเชิงระบบ” ด้วย “วิธีคิดเชิงขั้นตอน” เช่น เมื่อยอดขายตก ก็รีบทำแผนการตลาดใหม่โดยไม่ย้อนกลับมามองว่าระบบรางวัลหรือวัฒนธรรมองค์กรเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหรือไม่
ในความเป็นจริง ทั้งสองแนวคิดนี้ ควรใช้ร่วมกัน
- ใช้ Systems Thinking เพื่อเข้าใจว่าระบบทั้งหมดทำงานอย่างไร
- ใช้ Systematic Thinking เพื่อออกแบบกระบวนการที่ทำให้ระบบนั้นดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้นำที่ดีต้องรู้ว่าเมื่อใดควรมอง “ภาพใหญ่” และเมื่อใดควรลงมือ “จัดการรายละเอียด” การคิดเชิงระบบช่วยให้เราเข้าใจโครงสร้างของปัญหา การคิดอย่างเป็นระบบช่วยให้เราแก้ปัญหานั้นได้จริง
และเมื่อทั้งสองถูกใช้ควบคู่กัน นั่นคือจุดที่ “กลยุทธ์” และ “การปฏิบัติ” เชื่อมต่อกันได้อย่างแท้จริง
--------------------------
หมายเหตุ: ขอบคุณที่มีทักกันมาว่า Systems Thinking นั้นมี S ด้วยซึ่งเป็นความผิดพลาดในเวอร์ชั่นแรก ต้องขออภัยผู้อ่านมา ณ ที่นี้
มนุษย์ทุกคนเชื่อว่าตัวเอง “มีเหตุผล” จนกว่าจะพบว่าความคิดที่แน่ใจที่สุดบางอย่าง กลับมาจากอคติที่มองไม่เห็น
อคติ (bias) ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้าย มันเป็น “กลไกช่วยคิดเร็ว” ของสมอง แต่ปัญหาคือ สมองมักทำให้เรามั่นใจเกินจริงในสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว และยิ่งเราฉลาดหรือมีประสบการณ์มากเท่าไร อคติแบบนี้ก็ยิ่งแยบยลขึ้นเท่านั้น และนั่นกลายเป็นสิ่งที่ต้องระวัง รู้เท่าทัน เพื่อใช้ในการกำกับความคิดของเรา
1. อคติคือกลไกที่ทำให้เรามั่นใจเกินจริง
จิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า self-serving bias หรือเรามีแนวโน้มที่จะให้เครดิตกับตัวเองเมื่อสิ่งต่าง ๆ เป็นไปด้วยดีและโทษปัจจัยภายนอกเมื่อมันไม่เป็นไปตามคาด
ในเชิงความคิดก็เช่นกัน เมื่อเรามีความเชื่อบางอย่าง สมองจะคัดเลือกข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อนั้น และมองข้ามข้อมูลที่ขัดแย้งไปอย่างแนบเนียน (confirmation bias)
ผลคือ เราไม่ได้คิดอย่างเป็นกลางเท่าที่เราคิด เรากำลัง “เลือกคิด” ในแบบที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองถูกอยู่เสมอ
2. การรู้ว่าเรามีอคติ = การปลดล็อกจากมายาคติแห่งความถูกต้อง
เมื่อเราตระหนักว่า “เราก็มีอคติ” สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ความคิด แต่มันคือท่าที โดยเราจะเริ่มตั้งคำถามกับความเชื่อของตัวเอง เช่น
“ทำไมฉันถึงมั่นใจในสิ่งนี้มากขนาดนั้น?”
“มีหลักฐานอะไรที่อาจหักล้างมุมมองของฉันได้ไหม?”
การยอมรับอคติของตัวเองจึงเป็นเหมือนการวางกระจกตรงหน้านั้น ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษ แต่เพื่อดูว่าเรากำลังถูกมุมมองของตัวเอง “สะกดจิต” อยู่หรือเปล่า
และยิ่งเราฝึกมองกระจกบ่อยเท่าไร เรายิ่งลดโอกาสที่จะหลงคิดว่าความเห็นของเราคือ “ความจริงแท้” มากขึ้นนั่นเอง
3. ความอ่อนน้อมทางปัญญา: จุดเริ่มต้นของความคิดที่เติบโต
สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับ “ความมั่นใจเกินจริง” ไม่ใช่ “ความไม่มั่นใจ” แต่มันคือ ความอ่อนน้อมทางปัญญา (Intellectual Humility) หรือการรู้ว่าเราอาจผิด และพร้อมจะเรียนรู้เมื่อเจอข้อมูลใหม่
ผู้นำ นักวิจัย หรือแม้แต่นักคิดที่ยิ่งใหญ่ ล้วนมีลักษณะร่วมกันคือพวกเขา “เชื่ออย่างยืดหยุ่น” (flexible conviction)
เชื่อในสิ่งที่รู้ แต่พร้อมจะเปลี่ยนเมื่อข้อมูลเปลี่ยน เพราะความมั่นใจที่แท้จริงไม่ได้มาจากการคิดว่าตัวเองถูก แต่มาจากการรู้ว่าตัวเอง “อาจผิดได้” แล้วก็ยังกล้าที่จะคิดต่อไป
4. การรู้เท่าทันอคติคือการรักษา “เสรีภาพทางความคิด”
ในยุคที่ทุกคนมีพื้นที่แสดงความเห็น สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่ “ความเห็นต่าง” แต่คือ “ความคิดที่ไม่เคยถูกตั้งคำถาม”
เมื่อเรามองเห็นอคติในตัวเอง เราจะไม่หลงในกรอบความเชื่อที่คับแคบ เราจะเริ่มฟังเสียงคนอื่นมากขึ้น เห็นคุณค่าของความหลากหลาย และใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ เพราะการรู้เท่าทันอคติคือการเปิดประตูให้ตัวเอง “คิดได้อิสระกว่าเดิม”
การรู้ว่าตัวเองมีอคติ ไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นคนที่คิดถูกเสมอ แต่มันทำให้เรา “ไม่หลง” ในความคิดของตัวเอง และเมื่อไม่หลง เราก็จะเริ่มคิดได้อย่างซื่อตรง เปิดใจได้อย่างแท้จริง และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ยอมรับครับว่าบทภาคนี้เขียนมาดีในแง่ของจิตวิทยา เพราะตัวละครทุกรายมีที่มาที่ไป มีคาแรคเตอร์ที่น่าพูดถึงหลายอย่าง นอกจากบทจิลล์ ตัวเอกของเรื่องที่มีแรงผลักดันจากภาคแรกในการประกอบอาชีพ (เป็นนักจิตช่วยวัยรุ่น) แล้ว บทวายร้ายโรคจิตก็ยังน่าสนใจครับ เพราะนายคนนี้ มีอาการทางจิตประเภทหลงผิด (Delusion) ทั้งแยกตัวจากสังคม มีพฤติกรรมหวาดระแวง และยังเชื่อแบบเหนียวแน่น (อย่างผิดๆ) ด้วย
ฉากที่พี่แกไปแสดงละครหุ่นในไนท์คลับ มันสะท้อนให้เห็นเลยเขามองโลกในอีกมุมโดยสิ้นเชิง ซึ่งการมองในมุมแบบนั้น ทำให้คนดูเข้าใจเลยครับ ว่าสำหรับเขาแล้ว การฆ่าคนหรือการพรากสิ่งที่คนอื่นรักไปนั้น ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันเป็นเรื่องเหมาะสมด้วยซ้ำ…
อย่างหนึ่งที่ผมชอบในหนังชุดนี้ก็คือแง่มุมทางจิตวิทยานั่นแหละครับ หนังไม่ได้เน้นขายฉากตื่นเต้นหรือความสยอง แต่หนังพยายามสื่อสารกับเราให้เข้าใจถึงสาเหตุของ “ภัยที่มาจากมนุษย์” ไม่ว่าจะคนที่คิดเลว หรือคนที่มีอาการทางจิตจนหลงผิด ทำสิ่งเลวร้าย ส่วนใหญ่แล้ว การที่คนเหล่านั้นกลายเป็นพิษเป็นภัย ก็เพราะการเลี้ยงดู เพราะสภาพสังคมที่หล่อหลอมมา ตามด้วยการถูกปฏิบัติอย่างเลวร้าย แบบที่ตัวร้ายภาคนี้โดนไงครับ ทั้งเจ้าของไนท์คลับที่เอาแต่จะไล่เขาท่าเดียว ไม่มีการถามไถ่ว่าเขาเป็นอะไรหรือเปล่า ถึงได้แสดงอาการแปลกๆ หรือคนดูที่พร้อมจะโห่ไล่เขาทันทีที่ทำอะไรไม่ถูกใจ
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนมีปัญหาทางจิต ก็เกิดจากผลแห่งการกระทำของมนุษย์ด้วยกันนี่แหละ
คนไม่ยอมฟังกัน (แต่เธอต้องฟังฉันนะ) ไม่พูดกันดีๆ (แต่เธอห้ามมาหยาบกับฉันนะ) ไม่ยอมเข้าใจซึ่งกันและกัน (แต่เธอต้องเข้าใจฉันสิ)…
Fred Walton ที่เขียนบทและกำกับทั้งสองภาค พยายามจะบอกให้เรามองที่ต้นเหตุแห่งปัญหาเรื่องภัยจากมนุษย์ แล้วลองช่วยกันแก่ด้วยการหันมาเห็นแก่กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีไมตรีต่อกันแบบที่จิลล์และจอห์นทำ
ถ้าลองว่าคนช่วยประคองกัน ปัญหาแบบนี้ย่อมลดลงไปได้ในระดับหนึ่ง แม้จะช่วยคนที่หลงผิดไม่ได้ในทันที แต่อย่างน้อยก็ไม่ทำให้มีคนหลงผิดเพิ่มปริมาณไปมากกว่านี้ (อย่างจูเลียเอง หากไร้คนช่วย เธออาจจบลงที่โรงพยาบาลบ้าก็ได้)
อย่าเรียกความเฉยชาว่าเย็นชา
มันคือความสงบหลังจากไฟมอด
คนที่ผ่านไฟมาเท่านั้นจะเข้าใจความเงียบแบบนี้
เธอไม่ได้เย็นชา เธอแค่เหนื่อยกับการอธิบายทุกความรู้สึก
คนที่ไม่เคยไหม้ย่อมไม่เข้าใจความงามของขี้เถ้า
มันคือจุดที่ไฟหยุดเผาแต่ยังอุ่นอยู่ข้างใน
Let them think you’re cold — เพราะความสงบของคุณไม่ต้องขออนุญาต
มันคือรางวัลหลังจากผ่านสงคราม
เธอไม่ต้องพูดเสียงดังอีกแล้ว เพราะตอนนี้…ความเงียบของเธอมีน้ำหนักมากกว่าคำใด
[#LetThemTheory](https://www.facebook.com/hashtag/letthemtheory?__eep__=6&__cft__[0]=AZW4J749PK5Mkd3rxjz228oPHGlgOc4zgCAexKi4h0qLSiM4X_duF9mFCyjKrFt--rkNEhyUcQ90h8HlJh5FT8O0Y-l6C8GRq3ifIKhptA-B9-_1zlHU6-RUIYORZAatPXGDP63tY3ZV10pnzuCn2lLL_8TULMh5aWCh0xjaFtdLsFG3WrtUli3amvobYvvSDF1FMy7ysWrgoepUoB0GbBxxNcdekXQ5mNQCunS9GmdVZQ&__tn__=*NK-y-R) [#ทฤษฎีปล่อยให้เขา](https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2?__eep__=6&__cft__[0]=AZW4J749PK5Mkd3rxjz228oPHGlgOc4zgCAexKi4h0qLSiM4X_duF9mFCyjKrFt--rkNEhyUcQ90h8HlJh5FT8O0Y-l6C8GRq3ifIKhptA-B9-_1zlHU6-RUIYORZAatPXGDP63tY3ZV10pnzuCn2lLL_8TULMh5aWCh0xjaFtdLsFG3WrtUli3amvobYvvSDF1FMy7ysWrgoepUoB0GbBxxNcdekXQ5mNQCunS9GmdVZQ&__tn__=*NK-y-R) [#BukowskiSoul](https://www.facebook.com/hashtag/bukowskisoul?__eep__=6&__cft__[0]=AZW4J749PK5Mkd3rxjz228oPHGlgOc4zgCAexKi4h0qLSiM4X_duF9mFCyjKrFt--rkNEhyUcQ90h8HlJh5FT8O0Y-l6C8GRq3ifIKhptA-B9-_1zlHU6-RUIYORZAatPXGDP63tY3ZV10pnzuCn2lLL_8TULMh5aWCh0xjaFtdLsFG3WrtUli3amvobYvvSDF1FMy7ysWrgoepUoB0GbBxxNcdekXQ5mNQCunS9GmdVZQ&__tn__=*NK-y-R) [#วิญญาณเงียบที่ไม่ยอมแพ้](https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89?__eep__=6&__cft__[0]=AZW4J749PK5Mkd3rxjz228oPHGlgOc4zgCAexKi4h0qLSiM4X_duF9mFCyjKrFt--rkNEhyUcQ90h8HlJh5FT8O0Y-l6C8GRq3ifIKhptA-B9-_1zlHU6-RUIYORZAatPXGDP63tY3ZV10pnzuCn2lLL_8TULMh5aWCh0xjaFtdLsFG3WrtUli3amvobYvvSDF1FMy7ysWrgoepUoB0GbBxxNcdekXQ5mNQCunS9GmdVZQ&__tn__=*NK-y-R) [#NattaphonWrites](https://www.facebook.com/hashtag/nattaphonwrites?__eep__=6&__cft__[0]=AZW4J749PK5Mkd3rxjz228oPHGlgOc4zgCAexKi4h0qLSiM4X_duF9mFCyjKrFt--rkNEhyUcQ90h8HlJh5FT8O0Y-l6C8GRq3ifIKhptA-B9-_1zlHU6-RUIYORZAatPXGDP63tY3ZV10pnzuCn2lLL_8TULMh5aWCh0xjaFtdLsFG3WrtUli3amvobYvvSDF1FMy7ysWrgoepUoB0GbBxxNcdekXQ5mNQCunS9GmdVZQ&__tn__=*NK-y-R) [#PoetryOfLettingGo](https://www.facebook.com/hashtag/poetryoflettinggo?__eep__=6&__cft__[0]=AZW4J749PK5Mkd3rxjz228oPHGlgOc4zgCAexKi4h0qLSiM4X_duF9mFCyjKrFt--rkNEhyUcQ90h8HlJh5FT8O0Y-l6C8GRq3ifIKhptA-B9-_1zlHU6-RUIYORZAatPXGDP63tY3ZV10pnzuCn2lLL_8TULMh5aWCh0xjaFtdLsFG3WrtUli3amvobYvvSDF1FMy7ysWrgoepUoB0GbBxxNcdekXQ5mNQCunS9GmdVZQ&__tn__=*NK-y-R) [#QuietStrength](https://www.facebook.com/hashtag/quietstrength?__eep__=6&__cft__[0]=AZW4J749PK5Mkd3rxjz228oPHGlgOc4zgCAexKi4h0qLSiM4X_duF9mFCyjKrFt--rkNEhyUcQ90h8HlJh5FT8O0Y-l6C8GRq3ifIKhptA-B9-_1zlHU6-RUIYORZAatPXGDP63tY3ZV10pnzuCn2lLL_8TULMh5aWCh0xjaFtdLsFG3WrtUli3amvobYvvSDF1FMy7ysWrgoepUoB0GbBxxNcdekXQ5mNQCunS9GmdVZQ&__tn__=*NK-y-R) [#EmotionalDepth](https://www.facebook.com/hashtag/emotionaldepth?__eep__=6&__cft__[0]=AZW4J749PK5Mkd3rxjz228oPHGlgOc4zgCAexKi4h0qLSiM4X_duF9mFCyjKrFt--rkNEhyUcQ90h8HlJh5FT8O0Y-l6C8GRq3ifIKhptA-B9-_1zlHU6-RUIYORZAatPXGDP63tY3ZV10pnzuCn2lLL_8TULMh5aWCh0xjaFtdLsFG3WrtUli3amvobYvvSDF1FMy7ysWrgoepUoB0GbBxxNcdekXQ5mNQCunS9GmdVZQ&__tn__=*NK-y-R) [#WordsThatBreathe](https://www.facebook.com/hashtag/wordsthatbreathe?__eep__=6&__cft__[0]=AZW4J749PK5Mkd3rxjz228oPHGlgOc4zgCAexKi4h0qLSiM4X_duF9mFCyjKrFt--rkNEhyUcQ90h8HlJh5FT8O0Y-l6C8GRq3ifIKhptA-B9-_1zlHU6-RUIYORZAatPXGDP63tY3ZV10pnzuCn2lLL_8TULMh5aWCh0xjaFtdLsFG3WrtUli3amvobYvvSDF1FMy7ysWrgoepUoB0GbBxxNcdekXQ5mNQCunS9GmdVZQ&__tn__=*NK-y-R) [#ForThoseWhoFeelTooMuch](https://www.facebook.com/hashtag/forthosewhofeeltoomuch?__eep__=6&__cft__[0]=AZW4J749PK5Mkd3rxjz228oPHGlgOc4zgCAexKi4h0qLSiM4X_duF9mFCyjKrFt--rkNEhyUcQ90h8HlJh5FT8O0Y-l6C8GRq3ifIKhptA-B9-_1zlHU6-RUIYORZAatPXGDP63tY3ZV10pnzuCn2lLL_8TULMh5aWCh0xjaFtdLsFG3WrtUli3amvobYvvSDF1FMy7ysWrgoepUoB0GbBxxNcdekXQ5mNQCunS9GmdVZQ&__tn__=*NK-y-R)
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




