วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568

 ท่ามกลางการแข่งขันของพ่อแม่ยุคนี้ที่พาลูกสอบเข้าโรงเรียนอินเตอร์ระดับท็อป ส่งไปทำแคมป์ต่างประเทศเพื่อสร้างพอร์ต จัดเต็มทั้งโน้ตบุ๊ก ไอแพด ไอโฟนรุ่นล่าสุดให้พร้อมกว่าเด็กคนอื่น ๆ คนธรรมดา ๆ อย่างเราก็ได้แต่มอง และอดถามตัวเองไม่ได้ว่า “ถ้าเราไม่มีงบแบบนั้น แล้วจะพัฒนาลูกให้เติบโตได้อย่างไร?”

คำถามนี้มีคำตอบที่เรียบง่ายกว่าที่คิด… เพราะผมเชื่อว่าเรายังมีเครื่องมือพัฒนาลูกที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง และมันไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่เลยด้วยซ้ำนั่นคือ ‘หนังสือ“ ครับ หนังสือเก่า ๆ ที่คนสมัยนี้หลงลืมนี่แหละที่ทรงพลังยิ่งกว่าอุปกรณ์ไฮเทคหลายชนิดรวมกัน

และนี่คือเหตุผลจากประสบการณ์จริงของผมเองว่าทำไม “หนังสือเล่ม” อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของพ่อแม่ธรรมดา ๆ อย่างเรา…

- หนังสือช่วยพัฒนาสมองเชิงลึก แบบที่หน้าจอทำแทนไม่ได้ การจับกระดาษ การพลิกหน้า การเห็นข้อความวางอยู่ตรงไหนของหน้าทำให้สมองสร้าง “แผนที่ความจำ” ได้ดีกว่า การเลื่อนหน้าจอที่ดูเหมือนกันทุกหน้าไปหมด เด็กจึงจำเนื้อหาได้แน่นกว่า ลึกกว่า

- หนังสือคือการตัดสิ่งรบกวนโดยอัตโนมัติ เพราะใน iPad คุณอาจจะตั้งใจอ่าน แต่เดี๋ยวก็มีแจ้งเตือนเด้ง เดี๋ยวก็เผลอกดเข้าเกมหรือคลิป เสียงในโลกดิจิทัลมันดังตลอดเวลา แต่หนังสือเล่ม มันเงียบ เด็กเลยโฟกัสได้นานกว่าโดยไม่ต้องสั่ง

- หนังสือฝึกให้เด็ก “อดทนต่อความรู้” ในขณะที่ข้อมูลบนมือถือเร็วมากจนเด็กคุ้นกับการอ่านแบบสแกนอ่านผ่าน ๆ แต่หนังสือเล่มบังคับให้ช้าลง ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ

สิ่งนี้เองทำให้เกิดสมาธิแบบลึก (Deep Focus) ซึ่งเป็นทักษะที่โรงเรียนแพง ๆ ก็สอนแทนไม่ได้

- ไม่มีภาพสำเร็จรูป เด็กจึงสร้างโลกของตัวเองได้เต็มที่ หนังสือคือที่ว่างให้จินตนาการเติบโต ลูกผมเคยบอกว่า “หนูชอบหนังสือที่ไม่มีรูป เพราะมันเหมือนหนูวาดเองในหัวได้” ทักษะนี้มีค่ามากในโลกที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์มากกว่าแค่การจำข้อมูล

- หนังสือสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ ผมเคยเห็นลูกหยิบหนังสือที่อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกขึ้นมาในวันที่เหนื่อยหรือเครียด มันเหมือนเขามีโลกใบเล็ก ๆ ที่กลับไปได้เสมอ ต่างจากหน้าจอที่ยิ่งดูยิ่งกระตุ้นอารมณ์ เด็กจึงสงบและตั้งหลักได้ดีขึ้น

- หนังสือทำให้เด็กเห็น “ความก้าวหน้า” ของตัวเองแบบจับต้องได้ กองหนังสือที่อ่านจบแล้วคือผลงานที่เห็นจริง เด็กจะภูมิใจโดยไม่ต้องมีระบบสะสมแต้ม ไม่ต้องมีเรามาคอยให้รางวัล ขณะที่การอ่านในจอ… จบแล้วก็หายไป ไม่มีอะไรให้ย้อนกลับมาดูว่าเราเดินมาถึงไหนแล้ว

- หนังสือเป็นวิธีลดเวลาหน้าจอที่ “ไม่ต้องบังคับ” หลายบ้านออกกฎ ห้ามเล่นมือถือเกินวันละกี่ชั่วโมง แต่เด็กก็จะต่อต้าน แต่ถ้าเขาหยิบหนังสือที่ชอบขึ้นมาเอง เวลาอยู่หน้าจอก็ลดลงโดยธรรมชาติ นี่คือพฤติกรรมดี ๆ ที่เกิดขึ้นเอง ไม่ต้องใช้ความขัดแย้งเลย

ไม่สำคัญว่าคุณจะส่งลูกไปโรงเรียนอินเตอร์ไหม

ไม่สำคัญว่าคุณจะซื้อแกดเจ็ตใหม่ล่าสุดให้ได้หรือเปล่า

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “สภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ลูกเติบโต” ซึ่งบางครั้งก็เริ่มต้นง่าย ๆ แค่การปล่อยให้เด็กนั่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอย่างเงียบ ๆ ง่าย ๆ

เพราะในยุคที่ทุกบ้านกำลังวิ่งแข่งด้วยเทคโนโลยี… บ้านธรรมดา ๆ ที่มีชั้นหนังสือแบบเรียบง่าย อาจได้เปรียบกว่าใครที่คิดไม่ถึงนะครับ

- นักวิจัยพบว่า - 

   เด็กที่ถูกตำหนิบ่อย ๆ มักมี #ระบบความเครียด

ที่ทำงานมากเกินไป

   เพราะเมื่อเด็กได้ยินคำพูดลบซ้ำ ๆ 

** สมองจะเริ่มมองว่าสิ่งรอบตัว “#ไม่ปลอดภัย” ส่งผลให้ร่างกายเข้าสู่ " โหมดสู้ หรือ หนี "

 (fight or flight) บ่อยกว่าปกติ 

     จนทำให้เด็กผ่อนคลายยาก และ รู้สึกไม่มั่นคงแม้ในสถานการณ์ธรรมดา

งานวิจัยยังบอกด้วยว่า 

#การถูกวิจารณ์ซ้ำๆ 

  มีผลต่อการจัดการอารมณ์ของสมอง 

เด็กอาจไม่เรียนรู้ #การแก้ปัญหาอย่างสงบ 

แต่.....!! กลับรู้สึกตึงเครียด วิตก หรือ ระแวดระวังมากขึ้น และ ลักษณะนี้อาจติดตัวไปจนโต 

หากไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีเพียงพอ ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่ความอ่อนแอของเด็ก แต่เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของสมองที่ถูกกดดันซ้ำ ๆ

    #ผู้เชี่ยวชาญ 

แนะนำให้ผู้ใหญ่ใช้วิธี

✅️ชี้แนะด้วยความใจเย็น 

✅️การให้ความมั่นใจ 

✅️การสื่อสารอย่างชัดเจน 

    การสนับสนุนเชิงบวกช่วยให้เด็ก 

“รู้สึกปลอดภัย” ระบบความเครียดก็จะค่อย ๆ สงบลง แม้เพียงแค่การฟัง การให้กำลังใจ หรือ การชมความพยายาม ก็ช่วยพัฒนาด้านอารมณ์ของเด็กได้มาก

     เมื่อเราเข้าใจว่า 

"คำวิจารณ์ส่งผลต่อระบบประสาทอย่างไร..." 

    ก็จะช่วยให้ครอบครัวสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น และ ปลอดภัยขึ้นได้ 

   เมื่อเด็กรู้สึกว่าตัวเองได้รับ"การสนับสนุน"

มากกว่า " การถูกตัดสิน "

    เขาจะเติบโตด้วยความมั่นใจ อารมณ์สมดุล และรับมือกับความท้าทายได้ดีขึ้น

ขอบคุณบทความจาก Brain Talk 

#fblifestyle #parenting #mentalhealth #growth



อยากจับเย็ด




 

 - นักวิจัยพบว่า - 

   เด็กที่ถูกตำหนิบ่อย ๆ มักมี #ระบบความเครียด

ที่ทำงานมากเกินไป

   เพราะเมื่อเด็กได้ยินคำพูดลบซ้ำ ๆ 

** สมองจะเริ่มมองว่าสิ่งรอบตัว “#ไม่ปลอดภัย” ส่งผลให้ร่างกายเข้าสู่ " โหมดสู้ หรือ หนี "

 (fight or flight) บ่อยกว่าปกติ 

     จนทำให้เด็กผ่อนคลายยาก และ รู้สึกไม่มั่นคงแม้ในสถานการณ์ธรรมดา

งานวิจัยยังบอกด้วยว่า 

#การถูกวิจารณ์ซ้ำๆ 

  มีผลต่อการจัดการอารมณ์ของสมอง 

เด็กอาจไม่เรียนรู้ #การแก้ปัญหาอย่างสงบ 

แต่.....!! กลับรู้สึกตึงเครียด วิตก หรือ ระแวดระวังมากขึ้น และ ลักษณะนี้อาจติดตัวไปจนโต 

หากไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีเพียงพอ ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่ความอ่อนแอของเด็ก แต่เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของสมองที่ถูกกดดันซ้ำ ๆ

    #ผู้เชี่ยวชาญ 

แนะนำให้ผู้ใหญ่ใช้วิธี

✅️ชี้แนะด้วยความใจเย็น 

✅️การให้ความมั่นใจ 

✅️การสื่อสารอย่างชัดเจน 

    การสนับสนุนเชิงบวกช่วยให้เด็ก 

“รู้สึกปลอดภัย” ระบบความเครียดก็จะค่อย ๆ สงบลง แม้เพียงแค่การฟัง การให้กำลังใจ หรือ การชมความพยายาม ก็ช่วยพัฒนาด้านอารมณ์ของเด็กได้มาก

     เมื่อเราเข้าใจว่า 

"คำวิจารณ์ส่งผลต่อระบบประสาทอย่างไร..." 

    ก็จะช่วยให้ครอบครัวสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น และ ปลอดภัยขึ้นได้ 

   เมื่อเด็กรู้สึกว่าตัวเองได้รับ"การสนับสนุน"

มากกว่า " การถูกตัดสิน "

    เขาจะเติบโตด้วยความมั่นใจ อารมณ์สมดุล และรับมือกับความท้าทายได้ดีขึ้น

ขอบคุณบทความจาก Brain Talk 

#fblifestyle #parenting #mentalhealth #growth




 

 วันก่อนผมนั่งที่ฟูดคอร์ทที่ห้างแห่งหนึ่ง

มีคุณพ่อคนนึงนั่งกินข้าวรอลูกเรียนพิเศษ

ลูกเรียนเสร็จ...มาพร้อมคุณแม่แล้วก็วิ่งมาหาคุณพ่อ

"พ่อ ๆ วันนี้หนูทำ test ได้ 4"

พ่อ อึ้งไปนิด  ๆ....แล้วก็บอกว่า "หืมมม เต็ม 10 น่ะเหรอลูก ????" น้ำเสียง งง ๆ ปนตกใจหน่อย  ๆ 

ลูกบอก "ใช่ ๆๆๆ"

พ่อ เปลี่ยนเสียงเลย "โอ้โห สุดยอด เก่งมาก ๆ ลูก มาพ่อกอดหน่อย" 

แล้วคุณพ่อก็เอาที่ test มาดูแล้วค่อย ๆ คุยกันว่าผิดตรงไหน มีอะไรให้ช่วย ฯลฯ 

น่ารักมาก  ๆเลยครับ ผมนั่งดูยังยิ้มตาม

====

เราอยู่ในสังคมที่เชื่ออย่างฝังหัวว่า “คาดหวังสูง = เด็กจะเก่ง”

เอาจริง ๆ หลาย ๆ คนก็รู้แหละครับเด็กที่โตมากับความคาดหวังสูงเกินไป ไม่ได้โตมาเป็นผู้ใหญ่ที่เก่งกว่าเสมอไป

แต่กลับกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ กลัวผิดพลาด, กลัวถูกทิ้ง, และ เก่งจนพัง มากกว่าที่ใครคิด

เด็กบางคนเรียนเก่ง ๆ มาก ๆ เก่งแบบเหนือคน บางทีเขาไม่ได้มีความสุขหรือประสบความสำเร็จในชีวิตก็มี

ย้ำก่อนนะ...บทความนี้ไม่ได้บอกว่า ห้ามตั้งใจเรียน ห้ามเรียนเก่งนะ

แต่บทความนี้...รวบรวมงานเเขียนต่าง ๆ มาให้ว่า เด็กที่โตมากับ ความคาดหวัง ...........ย้ำสิบรอบ "ที่สูงเกินไป" โตไปอาจกลายเป็นผู้ใหญ่ในแบบไหน

ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ “ความรู้สึกดราม่า”

แต่คือความจริงที่งานวิจัยพูดตรงกับชีวิตคนจริง ๆ จำนวนมาก

====

1) เขาโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ “กลัวผิดพลาดมากกว่ากลัวเหนื่อย”

เวลาเด็กได้ยินคำว่า

“ต้องได้ที่หนึ่งนะ”

“ทำไมแค่นี้ก็ผิดอีกแล้ว?”

ซ้ำ ๆ มานานพอ

ในที่สุดเขาจะเชื่อว่า “ตัวเรามีค่าแค่ตอนที่เราทำได้ดี”

งานวิจัยของ Amy Wang & Ruth Chao (Journal of Child and Family Studies, 2016)

ชี้ชัดว่าเด็กที่โตมากับพ่อแม่คาดหวังสูงแบบกดดัน

จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ กลัวผิดพลาด เพราะความผิดพลาด = การหมดคุณค่าในตัวเอง

นี่คือนิสัยของคนที่ทำงานหนักที่สุดในออฟฟิศ

แต่เป็นคนที่วิตกที่สุดเมื่อทำผิดเพียงนิดเดียว

=====

2) เขาโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ “ต้องการการยอมรับตลอดเวลา”

เด็กที่ถูกสอนว่า “ทำดี = ถึงจะถูกรัก”

ไม่ได้โตมาเป็นคนเก่ง แต่โตมาเป็นคนที่ ต้องการ approval ตลอดเวลา

งานวิจัย Soenens & Vansteenkiste (Journal of Personality, 2010)

พบว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยความรักแบบมีเงื่อนไข

มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่…

กลัวถูกตำหนิ

ไม่กล้าพูดความเห็นตัวเอง

ใช้ชีวิตเพื่อให้คนอื่นพอใจ

วัดคุณค่าตัวเองจากสายตาคนอื่น

นี่คือคำอธิบายว่า ทำไมผู้ใหญ่จำนวนมาก “สำเร็จมาก แต่หายใจไม่เต็มปอด”

=====

3) เขาจะเป็นผู้ใหญ่ที่ “เก่งจริง แต่หมดไฟเร็ว”

เด็กที่ถูกคาดหวังสูงมักจะเรียนดี ทำได้ทุกอย่าง

แต่โตขึ้นกลับหมดไฟเร็วกว่าเด็กทั่วไป

Tang et al. (Frontiers in Psychology, 2021)

พบว่าเด็กที่ถูกคาดหวังมากเกินไป

มีระดับความเครียดสะสมสูงเรื้อรัง ทำให้ระบบฮอร์โมนเครียดพุ่ง

และโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ Burnout ง่ายกว่าปกติ

คุณเคยเห็นไหม?

คนที่เหมือนมีพลังแบบไม่รู้จบตอนเด็ก แต่กลายเป็นคนหมดแรงตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30

นี่แหละ “รอยแผลของความคาดหวัง”ที่สูงเกินไป ย้ำอีกสิบรอบ "ที่สูงเกินไป"

=====

4) ผู้ใหญ่ที่ “ทำงานเก่ง แต่ไม่เคยภูมิใจในตัวเองจริง ๆ”

หลายคนสำเร็จมาก แต่ไม่เคยรู้สึกพอ

งานวิจัยของ Lekhal (Journal of Youth and Adolescence, 2020)

บอกว่าเด็กที่โตมากับความคาดหวังสูงมาก  ๆ

โตไปจะเป็นผู้ใหญ่ที่…

คาดหวังตัวเองสูงผิดปกติ

วิจารณ์ตัวเองรุนแรง

มองความสำเร็จเป็นเรื่องปกติ แต่เห็นข้อผิดพลาดเป็นเรื่องใหญ่โต

นี่คือคนที่ “ชนะทุกสนาม แต่แพ้ในใจตัวเอง”

=====

5) ความสัมพันธ์ส่วนตัวมีปัญหา เพราะรักแบบมีเงื่อนไขฝังอยู่ในใจ

เด็กที่ชินกับการถูกให้ความรักแบบมีเงื่อนไข

โตไปมีปัญหาความสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว

งานวิจัย Assor et al. (Child Development, 2004)

พบว่าเขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่…

กลัวทำให้คู่รักผิดหวัง

ไวต่อคำวิจารณ์

ทนความสัมพันธ์ที่ไม่ดีเพราะ “กลัวถูกทิ้ง”

นี่คือเรื่องเศร้าที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพ “ผู้ใหญ่ที่ดูสมบูรณ์แบบ”

=====

6) ระบบประสาทถูกตั้งโปรแกรมให้ไวต่อความเครียดมากกว่าปกติ

นี่ไม่ใช่เรื่องอารมณ์อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องชีววิทยาของสมอง

Yale Child Study Center (2019)

พบว่าเด็กที่ถูกคาดหวังสูงพร้อมการตำหนิรุนแรง

จะมีการเชื่อมต่อสมอง (amygdala - prefrontal cortex) ที่ไวต่อความเครียดผิดปกติ

ทำให้โตไปมีโอกาสเป็นโรควิตกกังวลและซึมเศร้าสูงกว่า 2–3 เท่า

ความกดดันที่บ้าน เปลี่ยนสมองได้จริง ๆ

=====

7) ผู้ใหญ่ที่ “ตัดสินใจเองไม่เป็น” เพราะชีวิตถูกกำกับมาตลอด

เด็กที่ถูกกำหนดเส้นทางชีวิตละเอียดทุกก้าว

จะโตไปโดยขาด “Sense of Agency” หรือ ความเชื่อว่าควบคุมชีวิตตัวเองได้

Schiffrin et al. (Journal of Child and Family Studies, 2014)

พบว่า Overcontrolling Parenting ทำให้เด็กกลายเป็นผู้ใหญ่ที่

กลัวความเสี่ยง

เลือกเส้นทางชีวิตไม่เป็น

รู้สึกหลงทางง่าย

ไม่แน่ใจในตัวเองแม้จะประสบความสำเร็จ

นี่คือคนจำนวนมากที่ยืนอยู่บนความสำเร็จ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่

====

8.) และใช่ครับ… บางคนกลายเป็น “ผู้นำที่แข็งแรงมาก” ถ้าความคาดหวังมีฐานรักที่มั่นคง

ย้ำอีกที.....ความคาดหวังไม่ใช่ผู้ร้าย

แต่ผู้ร้ายคือ ความคาดหวังที่ไม่มีความรักรองรับ

งานวิจัย University of Maryland (2018)

พบว่าเมื่อเด็กได้รับ…

ความคาดหวังสูง

แต่มีพื้นที่ผิดพลาด

และได้รับการยอมรับแบบไร้เงื่อนไข

เขาจะโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่

มีวินัย

มี Grit  =  ความสามารถ “เดินต่อ” แม้ล้มซ้ำ และ “มุ่งมั่นระยะยาว” แม้ผลลัพธ์ยังไม่มา ไม่ใช่แค่เก่งตอนเริ่ม แต่คือไม่ยอมแพ้จนจบ

วางเป้าหมายเก่ง

รับผิดชอบสูง

เป็นผู้นำที่มั่นคง

เพราะเด็กไม่ได้ต้องการพ่อแม่เก่งที่สุด

เขาต้องการพ่อแม่ที่ “มั่นคงและรับมือได้” ที่สุดต่างหาก

=====

สังคมไทยชอบพูดว่า

“เราคาดหวังเพราะรัก”

แต่เด็กส่วนใหญ่มักตีความหมายเป็น “เรารักเฉพาะตอนที่เธอทำได้ดี”

และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมเรามีผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมากขึ้น

แต่ข้างในเหนื่อยล้ามากขึ้น มั่นใจน้อยลง

และกลัวผิดพลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ

ความคาดหวังไม่เคยทำร้ายเด็ก

สิ่งที่ทำร้ายเขาคือความคาดหวังที่แลกมาด้วย "ความรักแบบมีเงื่อนไข"

สุดท้าย เด็กที่โตมากับความคาดหวังสูง

ไม่ได้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่แย่ อาจประสบความสำเร็จในอาชีพด้วยซ้ำ

แต่อาจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ เจ็บลึก และ โดดเดี่ยวภายใน มากกว่าที่สังคมยอมรับ

และสิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคื

ตอนเป็นเด็ก พวกเขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจ

แต่ตอนโต พวกเขากลายเป็นผู้ใหญ่ที่ “ไม่เคยภูมิใจในตัวเอง” เลย



 "The Crowd is Untruth" "ฝูงชนคือความไม่จริง (หรือ 'ความไม่ซื่อสัตย์')" ..... เป็นการเตือนว่าความเชื่อ ความเห็น ค่านิยม สมัยนี้ก็ต้องรวมกระแสทางโซเชียลมีเดีย ฯลฯ ของฝูงชนคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ความจริงเสมอไป มีโอกาสสูงที่ไม่ใช่ความจริง

..... เซอร์เอิน เคียร์เคกอร์ นักปรัชญาชาวเดนมาร์ก (ค.ศ.1813-1855)

.

เคียร์เคกอร์ มองว่ากลุ่มคนหมู่มากคืออันตรายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อการพัฒนาของ ปัจเจกบุคคลที่เป็นของแท้ (authentic individual)

เขาแย้งว่าในขณะที่ความจริงมักจะพบได้ในประสบการณ์ส่วนตัวที่เป็นอัตวิสัย และความมุ่งมั่นส่วนบุคคล (โดยเฉพาะในเรื่องของศรัทธาและจริยธรรม) แต่ฝูงชนไม่สามารถเป็นตัวแทนของความจริงได้

.

เมื่อบุคคลกลายเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชน พวกเขาจะ สูญเสียความรับผิดชอบส่วนบุคคล และความจำเป็นอันยากลำบากในการเลือกทางเลือกทางจริยธรรมที่แท้จริง ฝูงชนทำให้ผู้คนสามารถซ่อนการกระทำของตนไว้เบื้องหลังอัตลักษณ์รวมหมู่ที่ไม่มีตัวตน

.

ข้อเปรียบเทียบการกระทำ

สำหรับเคียร์เคกอร์ การทำตามฝูงชนก็เหมือนกับการปฏิเสธที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง และปล่อยให้กลุ่มที่ไม่แน่นอนเป็นผู้ตัดสิน เนื่องจากความจริงต้องการการตัดสินใจที่เร่าร้อนและเป็นส่วนตัว ฝูงชนซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ส่วนตัวจึงไม่สามารถเข้าถึงความจริงนั้นได้

.

กระบวนการทำให้เท่าเทียมกัน (The Leveling Process - Nivellering)

เคียร์เคกอร์อธิบายถึงกระบวนการที่เรียกว่า "การทำให้เท่าเทียมกัน" (Nivellering) ในงานเขียนของเขา The Present Age แนวคิดนี้คล้ายกับการวิพากษ์วิจารณ์ของนีทเชอที่ว่าศีลธรรมแบบฝูงชนนำไปสู่ความ ธรรมดา

การทำให้เท่าเทียมกันคือกระบวนการที่ ความแตกต่างส่วนบุคคล คุณสมบัติพิเศษ และความปรารถนาอันแรงกล้าถูกสลายไป กลายเป็นความเหมือนกันที่ไม่มีความหมายและเป็นแบบทั่วไป

ฝูงชนซึ่งขับเคลื่อนด้วยความอิจฉาและความปรารถนาความสะดวกสบาย จะพยายาม ลดทุกคนให้อยู่ในระดับต่ำสุดที่เท่ากัน โดยสัญชาตญาณ

เป้าหมายของการทำให้เท่าเทียมกันคือการป้องกันไม่ให้ใครก็ตามโดดเด่นเหนือผู้อื่น ดังนั้นจึงบรรลุสภาวะของ ความธรรมดาที่สงบเงียบและไร้ความปรารถนา ซึ่งไม่มีใครถูกท้าทายให้ต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือแตกต่างอย่างแท้จริง

.

สาธารณชนที่ไม่มีตัวตน (The Anonymous Public)

เคียร์เคกอร์มองว่าการเกิดขึ้นของ "สาธารณชน" ที่ไม่มีตัวตน (ซึ่งมักอำนวยความสะดวกโดยสื่อมวลชน) เป็นอันตรายที่เกิดขึ้นในยุคสมัยใหม่โดยเฉพาะ

สาธารณชนนี้เป็นนามธรรม—ไม่ใช่ชุมชนจริงที่มีผู้คนจริง แต่เป็น เสียงรวมหมู่ในจินตนาการ ที่ทุกคนพยายามเอาใจ

มันส่งเสริมให้เกิด การซุบซิบนินทาและการคาดเดาอย่างไร้สาระ แทนที่จะเป็นการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงหรือความคิดที่ลึกซึ้ง มันแทนที่ ชีวิตแห่งศรัทธาที่เร่าร้อน อันยากลำบากด้วยชีวิตที่สะดวกสบาย ไร้ความปรารถนาแห่ง การใคร่ครวญ และการสังเกตเท่านั้น

เคียร์เคกอร์กระตุ้นให้ปัจเจกชนต่อต้านสาธารณชนนี้ และหันมาใช้ ชีวิตที่สันโดษและไตร่ตรอง ซึ่งจะสามารถค้นพบ ความจริงที่เป็นอัตวิสัย ที่แท้จริงได้

.

ส่วน ฟรีดริช นีทเช่ นักปรัชญา ฯลฯ ชาวเยอรมนี (ค.ศ.1844–1900) ก็บอกว่า

ปัญหาหลักของ "ฝูงชน" คือมันส่งเสริม ความธรรมดา และเรียกร้องให้ คล้อยตาม ฝูงชนแสวงหาความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความรู้สึกมั่นคงร่วมกัน ซึ่งบรรลุได้ด้วยการกำจัดหรือทำให้ความแตกต่างหรือความทะเยอทะยานส่วนบุคคลใดๆ ที่ถูกมองว่าเป็นอันตรายหรือสร้างความวุ่นวายนั้นราบลง

และ

ความคิดเห็นของฝูงชนมักจะ ไม่ได้รับการตรวจสอบ และถูกยอมรับเพียงเพราะเป็นนิสัย ความกลัวที่จะแตกต่าง หรือความปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับ นีทเชอสนับสนุนให้ปัจเจกชนประเมินคุณค่าทั้งหมดใหม่และสร้างคุณค่าที่เป็นของแท้ของตนเอง

"ความบ้าคลั่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในปัจเจกชน—แต่มันเป็นกฎในกลุ่ม, พรรคการเมือง, ชาติ, และยุคสมัย"

(Madness is something rare in individuals—but in groups, parties, nations, and epochs, it is the rule.)