10 พฤติกรรมพ่อแม่ที่ทำร้ายใจลูกแบบไม่รู้ตัว
บาดแผลเงียบ ๆ ที่เด็กต้องแบกไปจนโต
เราโตมาในสังคมที่เชื่อว่า “พ่อแม่หวังดีเสมอ”
แต่ความหวังดีบางแบบ…บางทีมันเหมือนยาพิษอ่อน ๆ ที่ซึมเข้าชีวิตลูกทุกวัน
และกว่าจะรู้ตัว เขาก็โตเป็นผู้ใหญ่ที่มีแผลเต็มใจไปแล้ว
=====
10 พฤติกรรมที่เจอบ่อยที่สุดในโลกปัจจุบัน เท่าที่จะไปค้นมาได้
และในเรื่องที่พ่อแม่เล่ากันใน Social ครับ
1) เปรียบเทียบลูกกับคนอื่นจนชินปาก...หลายครั้งก็เผลอ
“ดูเพื่อนสิทำไมเขาทำได้”
“ลูกบ้านนั้นเขาได้ที่หนึ่งอีกแล้วนะ”
เด็กไม่ได้ฮึด
เด็กแค่เรียนรู้ว่า “ในบ้านนี้ ฉันไม่เคยดีพอจริง ๆ”
งานวิจัยบอก การเปรียบเทียบทำให้เด็กมี self-esteem ต่ำ และไม่เห็นคุณค่าในตัวเองเลย
(Parental Social Comparison, 2024)
นี่คือสูตรสำเร็จของการสร้างผู้ใหญ่ที่เก่ง แต่มองตัวเองว่า “มีปมด้อย” ตลอดชีวิต และไม่เคยภูมิใจในตัวเองตอนเป็นผู้ใหญ่เลย
=====
2) ใช้น้ำเสียงเหน็บ แนม ประชด เสียดสีนิดเดียว…แต่เจ็บทั้งชีวิต
พ่อแม่หลายคนคิดว่านิด ๆ หน่อย ๆ ไม่น่าปีปัญหา
แต่สำหรับเด็ก มันคือ "เสียงตัดสิน"
เขาจะจำ “น้ำเสียง” มากกว่าคำพูด
และเสียงนั้นจะตามเขาไปถึงตอนโต
มีงานวิจัยเรื่อง verbal aggression สรุปว่า เด็กกลุ่มนี้โตขึ้นมีโอกาสซึมเศร้าและวิตกกังวลสูงกว่าปกติ
(Harsh Parenting & Child Outcomes, 2023)
ยังไง ๆ ซะบ้านที่เสียงดัง…ไม่มีทางเป็นบ้านที่ปลอดภัยทางใจได้เลย
=====
3) คาดหวังสูงจนเด็กไม่มีสิทธิ์พลาด
ปัญหาไม่ใช่คาดหวัง
แต่คือคาดหวังแบบ "ไม่มีพื้นที่ให้ล้ม"
ผลลัพธ์คือเด็กเก่งแต่ “ไม่กล้าเริ่มอะไรใหม่”
เพราะความผิดพลาดสำหรับเขา = ความรักที่หายไป
มีงานวิจัยเรื่อง maladaptive perfectionism พบว่า เด็กที่ถูกคาดหวังสูงแบบกดดัน มีโอกาส Burnout และกลัวผิดพลาดสูงมากตอนโต
(Wang & Chao, 2016; Tang et al., 2021)
====
4) ให้ความรักแบบมีเงื่อนไข
“ทำคะแนนให้ดี เดี๋ยวค่อยชื่นชม”
“พลาดแบบนี้ แม่ไม่โอเคนะ”
เด็กจะตีความทันทีว่า “ฉันจะมีค่าก็ต่อเมื่อฉันทำได้ดีพอ”
นี่เป็นแผลลึกที่สุดแบบหนึ่ง
และเป็นสาเหตุใหญ่.......ของผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ต้องการการยอมรับตลอดเวลา
งานวิจัยของ Assor, Roth & Deci (Child Development, 2004) อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่าพฤติกรรมแบบนี้ ทำให้เด็กได้รับผลกระทบนี้เต็ม ๆ
=====
5) ควบคุมลูกทุกฝีก้าว
เลือกเรียนแทนลูก
เดี๋๊ยวนี้บางคนเข้าไปยุ่งวุ่นวายในโรงเรียนลูกตลอดเวลาก็มี
เลือกเป้าหมายแทนลูก
แม้กระทั่ง.....เลือกความฝันแทนลูก
พ่อแม่คิดว่ากำลังพาเขาไปทางที่ดี
แต่จริง ๆ คือกำลัง “พรากความเป็นเจ้าของชีวิต” ไปจากเด็กทีละนิด
มีงานวิจัยเกี่ยวกับ Helicopter Parenting พบว่าเด็กกลุ่มนี้โตไป จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความวิตกกังวลสูง และไม่เชื่อมั่นในตัวเอง
(Segrin et al., 2013)
=====
6) ดูเบาอารมณ์ลูก
“แค่นี้เอง ร้องทำไม”
“เรื่องเล็กนิดเดียว ทำไมคิดมาก”
สิ่งที่เด็กเรียนรู้คือ “ความรู้สึกของฉันไม่สำคัญ”
โตขึ้นเขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่จัดการอารมณ์ไม่เป็น
เพราะตั้งแต่เด็ก เขาถูกสอนว่า “อย่ารู้สึก”
มีงานวิจัยเรื่อง emotional invalidation อธิบายว่า พฤติกรรมแบบนี้ย้ำ ๆ ตอนเด็ก โตไปอาจมีความเสี่ยงซึมเศร้าและก้าวร้าวเพิ่มขึ้น
(Psychological Invalidations & Emotional Regulation, 2022)
=====
7) ตำหนิซ้ำ ๆ โดยไม่เคยสอนวิธีแก้ปัญหา
เด็กจะรู้สึกว่า
ฉันผิดเสมอ
ฉันแย่เสมอ
ไม่ว่าทำอย่างไร ก็ยังโดนต่อว่าอยู่ดี
งานวิจัยเรื่อง negative labeling พบว่าเด็กที่โดนตำหนิเยอะแบบไม่ constructive มีแนวโน้มที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ที่วิตกสูง ขาดความมั่นใจ และเลิกพยายาม
(Parental Criticism & Child Anxiety, 2023)
เขาไม่ได้ดื้อ แต่เขาแค่หมดแรงพิสูจน์ตัวเองแล้ว
=====
8.) พ่อแม่ผิด…แต่ไม่เคยขอโทษ
บางบ้านถือว่า “ผู้ใหญ่ผิดไม่ได้”
แต่ความจริงคือเด็กเห็นหมดว่าใครผิด ใครใช้อารมณ์
การไม่ขอโทษ
คือการบอกลูกว่า “ใครมีอำนาจมากกว่า คนนั้นชนะเหตุผล”
งานวิจัยด้าน authoritarian parenting พบว่าเด็กกลุ่มนี้โตไปมีปัญหาความสัมพันธ์สูงมาก
(Psychological Control & Adolescent Outcomes, 2020)
คำว่า “พ่อแม่ก็ผิดได้ และขอโทษได้”
เป็นประโยคที่ทรงพลังที่สุดประโยคหนึ่งในบ้าน
=====
9) ไม่เคยฟังลูกให้จบประโยค
เด็กคิด…พ่อแม่ตัดบท
เด็กเริ่มเล่า…พ่อแม่สรุปแทน
เด็กมีปัญหา…พ่อแม่รีบแก้แทน
เด็กจะเรียนรู้ว่า “พูดไปก็ไม่มีใครฟัง”
และเมื่อถึงวันหนึ่ง…เขาจะเลิกเล่า
ไม่ใช่เพราะไม่มีเรื่องแต่เพราะเขารู้แล้วว่า “บ้านไม่ใช่ที่สำหรับเล่า”
งานวิจัยด้าน autonomy-supportive parenting ยืนยันว่า “การฟัง” คือรากของความร่วมมือ ความเชื่อใจ และสุขภาพจิตที่ดี
(Self-Determination Theory, 2023)
=====
10) ทะเลาะกันรุนแรงต่อหน้าเด็ก
ไม่ว่าทะเลาะเรื่องอะไร
สำหรับเด็ก มันคือข้อความว่า “โลกของเขา ไม่ปลอดภัย”
สมองเด็กไวต่อความเครียดกว่าผู้ใหญ่มาก
และงานวิจัยด้าน interparental conflict ชี้ว่าเด็กที่เห็นฉากความรุนแรงซ้ำ ๆ
จะโตไปมี
วิตกกังวล
ไวต่อเสียงดัง
ความสัมพันธ์ไม่มั่นคง
และมองโลกเป็นพื้นที่อันตราย
(Cummings & Davies, 2010; updated reviews 2023)
เด็กไม่ได้ต้องการบ้านที่สมบูรณ์แบบ
แต่เขาต้องการบ้านที่ “ปลอดภัย”
=====
เด็กไม่ได้เจ็บเพราะเหตุการณ์ใหญ่
เด็กเจ็บเพราะ “พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ผู้ใหญ่ทำซ้ำทุกวัน”
และส่วนใหญ่เกิดเพราะเราไม่รู้ว่ามันทำร้ายเขา
การเป็นพ่อแม่ที่ดี ไม่ได้แปลว่าต้องสมบูรณ์แบบ
แต่แปลว่า
กล้าหยุด…กล้าฟัง…และกล้าปรับตัว
ให้ความรักไม่ใช่รางวัล
และให้บ้านเป็นที่เดียวที่ลูก “ไม่ต้องพิสูจน์อะไรเลย”
เมื่อจัดการอารมณ์ไม่เป็น…พฤติกรรมก็พูดแทนเรา🤯
หลายครั้งปัญหาไม่ได้เริ่มจากความโกรธ ความเครียด หรือความผิดหวัง
แต่เริ่มจาก “เราไม่รู้จะรับมือกับมันยังไง”
.
คนที่ขาดทักษะจัดการอารมณ์มักไม่ได้อยากทำร้ายใคร
แต่เพราะไม่รู้วิธีระบายอย่างปลอดภัย
อารมณ์จึงพุ่งออกมาในรูปแบบที่ดูก้าวร้าว เช่น
-ประชด
-เสียดสี
-ตะคอก
-หรือเงียบใส่เพื่อเป็นการลงโทษ
.
พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเหมือน “กลไกป้องกันตัวเอง”
ที่สมองใช้เพื่อเอาตัวรอดจากความรู้สึกหนัก ๆ 🧠
เพราะยังไม่มีทักษะแบบที่เป็นผู้ใหญ่ใช้กัน—เช่น การบอกความรู้สึกตรง ๆ
การตั้งขอบเขต หรือการขอเวลาสงบใจ
.
ในทางจิตวิทยา สิ่งนี้คือสัญญาณหนึ่งว่า
เราอาจยังไม่ได้เรียนรู้วิธีดูแลอารมณ์ของตัวเองจริง ๆ
และทุกครั้งที่อารมณ์ค้างอยู่โดยไม่ถูกจัดการ
มันจะหาทางออกที่ง่ายที่สุด แม้จะทำให้คนรอบตัวเจ็บก็ตาม
.
การยอมรับว่า “เรายังจัดการอารมณ์ได้ไม่ดีพอ”
คือก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง
เพราะทันทีที่เริ่มเข้าใจตัวเอง
เราจะเริ่มเลือกตอบสนองแบบที่ไม่ทำร้ายทั้งตัวเองและคนที่รัก
Cry for Help สัญญาณขอความช่วยเหลือของผู้ป่วยจิตเวชที่ไม่ควรมองข้าม
.
หลายครั้งคนเราต้องเจอกับช่วงเวลายากลำบากทางใจจนเริ่มส่งสัญญาณบางอย่างออกมา แม้ว่าภายนอกเขาจะดูเข้มแข็งหรือปกติดี แต่ข้างในอาจเต็มไปด้วยความเครียด ความกลัว หรือความสิ้นหวังที่ไม่รู้จะบอกใครอย่างไร
.
เพราะปัญหาสุขภาพจิตที่ยังไม่ได้รับการรักษา หรือการผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงในชีวิต ล้วนทำให้คนเรามีอาการบางอย่างที่บอกว่า “ฉันทนไม่ไหวแล้ว” แม้เขาจะไม่พูดออกมาตรง ๆ ก็ตาม
.
เมื่อปัญหาหนักเข้ามาพร้อมกันหลายเรื่อง หลายคน โดยเฉพาะเด็ก วัยรุ่น และวัยทำงานตอนต้น อาจรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ หรือคิดว่าตัวเองควรแก้ปัญหาให้ได้เอง การเข้าใจสัญญาณของความทุกข์ใจจึงสำคัญมาก เพราะบางครั้งสัญญาณเหล่านั้นอาจช่วยให้เราช่วยชีวิตใครสักคนได้
.
การเข้าใจสัญญาณของพวกเขาจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เรามักคิดว่าคนที่ต้องการความช่วยเหลือจะพูดออกมาตรง ๆ แต่ในความจริงพวกเขากลับขอคงามช่วยเหลือทางอ้อม หรือ Cry for Help ที่มักปรากฏผ่านพฤติกรรมที่ดูธรรมดา เช่น คำพูดติดตลกที่แฝงความเหนื่อยล้า ความเงียบที่ผิดปกติ หรือแม้แต่การหายตัวจากสังคมโดยไม่บอกใคร นี่คือสัญญาณจากคนที่เริ่มรับมือกับความทุกข์ไม่ไหวอีกต่อไป และกำลังรอให้ใครสักคนสังเกตเห็น
.
แม้บางสัญญาณจะดูเล็กน้อย แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าคน ๆ นั้นอาจกำลังอยู่ในจุดอันตราย เช่น พูดถึงความตาย การบอกลาที่ดูแปลกไป การบอกว่าตัวเองเป็นภาระ การขู่ทำร้ายตัวเอง การมอบของสำคัญให้คนอื่น หรือการหาวิธีทำร้ายตัวเอง สัญญาณเหล่านี้ไม่ควรถูกมองข้ามแม้แต่วินาทีเดียว
.
เมื่อเห็นว่ามีใครกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นคุยด้วยความอ่อนโยนและจริงใจ ฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่ตำหนิ และไม่รีบให้คำแนะนำจนกว่าเขาจะเล่าออกมาอย่างเต็มที่ การบอกว่า “ฉันอยู่ตรงนี้นะ” อาจมีความหมายมากกว่าที่คิด การค่อย ๆ แนะนำให้เขาพบผู้เชี่ยวชาญ หรือบอกคนที่สามารถช่วยได้ เช่น ครอบครัวหรือบุคคลที่เขาไว้ใจ ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้เขาไม่ต้องแบกปัญหาไว้คนเดียว
.