วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568


 

 เราคิดเองจริงหรือแค่ถูกสังคมปั้นมา: มุมมองของ Michel Foucault ต่อ “ตัวเลือกที่หลอกตา"

.

Point ของบทความนี้: ถ้าความรู้ที่เราเชื่อว่าคิดเอง กลับเป็นผลผลิตของอำนาจ แล้วความคิดไหนเป็น “ของเรา” จริงๆ?

.

โดยทั่วไปเรามักจะคิดว่าว่า “ฉันคิดเองได้ ตัดสินใจเองได้ ไม่ได้โดนใครบงการ” 

.

แต่หลายครั้งความคิดเราเหมือนถูกจัดวางมาแล้วล่วงหน้า ทั้งไลฟ์สไตล์อยากได้ ความสำเร็จที่ควรตามหา หรือแม้แต่ความดีและความชั่วที่ยึดถือ

.

Michel Foucault ให้คำตอบ ว่า

“ความรู้ไม่เคยเป็นกลาง ทุกความรู้ล้วนถูกผลิตขึ้นเพื่อรองรับโครงสร้างอำนาจบางอย่าง”

.

We should admit that power produces knowledge (power and knowledge directly imply one another); that there is no power relation without the correlative constitution of a field of knowledge, nor any knowledge that does not presuppose and constitute at the same time power relations. - Discipline and Punish

.

Foucault แสดงให้เห็นว่าเรามีความเชื่อที่ผิดๆ อยู่ ซึ่งคือความเชื่อที่ว่า: 

"การเชื่อว่าความรู้ที่เราใช้ตัดสินใจมาจากการไตร่ตรองส่วนตัว ทั้งที่จริงมันถูกผลิตผ่านสถาบัน อำนาจ และบรรทัดฐานสังคม"

.

ซึ่งขัดกับความเชื่อเรื่องเสรีภาพในการคิดอย่างสิ้นเชิง

.

สิ่งที่ฟูโก้เสนอคือแนวคิด Power/Knowledge ซึ่งไม่ใช่ “อำนาจ หรือ ความรุนแรง" โดยตรง แต่เป็นอำนาจที่ "ผลิตความรู้" ให้คนเชื่อว่ามันคือ ความจริง

.

กลไกของอำนาจมีประมาณนี้

.

[🏫 มีสถาบันสร้างความจริง] โรงเรียน รัฐ แพทย์ สื่อ ฯลฯ กำหนดว่าอะไรคือเรื่องจริง เรื่องผิดปกติ เรื่องที่ควรกลัว เรื่องที่ควรทำตาม

.

[🏃‍♂️ทำให้ความรู้เป็นพฤติกรรมซ้ำๆ] เมื่อถูกสอนเรื่องไหนซ้ำๆ เราจะ internalize มัน แล้วทำตามโดยไม่ต้องถูกบังคับ

.

[✔️ทำให้เต็มใจเชื่อ] เพราะมันไม่ใช่การใช้กำลัง แต่มันทำให้เรา “เชื่ออย่างสนิทใจ” ว่านี่คือสิ่งถูกต้อง

.

ผมจะพาดูตัวอย่างง่ายๆอย่างเช่น "ความขยัน"

.

โรงเรียนสอนว่าเด็กดีคือต้องขยัน 

บริษัทสอนว่าคนเก่งคือต้องทำงานหนัก

จน "ความขยัน" ถูกปั้นให้เป็น ความจริงเชิงศีลธรรมด้วยฝีมือของ 🏫 สถาบันสร้างความจริง

.

และมันถูกทำให้เห็นซ้ำๆ โดยคนที่เชื่อว่าความขยัน = ดี เราจะรู้สึกผิดเมื่อพัก กดดันตัวเองให้ต้องยุ่งตลอดเวลา ทั้งหมดนี้ไม่ต้องมีเจ้านายมาคอยบอก แต่เพราะความเชื่อมันฝังแล้ว

.

และเราถูกทำให้เต็มใจเชื่อโดยที่เราสนับสนุนวัฒนธรรมนี้ด้วยตนเอง เช่น ชื่นชมคนที่ทำงานหนักกว่า บางคนอวดความเหนื่อยของตัวเอง เพราะมันคือ “สถานะ” 

.

สรุปคือ เรากลายเป็นคนส่งต่อความรู้เรื่อง ความขยัน ที่สร้างจากอำนาจ โดยที่ไม่มีใครต้องบังคับเลย

.

อีกตัวอย่างที่มักเป็นประเด็นบ่อยๆก็คือ Beauty Standard 💋

.

ในสื่อมักแสดงให้เห็นว่าคนสวยต้องผอม เป๊ะ หุ่นแบบนางแบบ 

คลินิกมักโฆษณาว่า “จมูกนิด ปากกระจับมาสด้า” คือสวย

โรงเรียนล้อเด็กอ้วนจนมันกลายเป็น norm 

.

และเราเห็นคนลงสตอรี่ถ่ายรูปไปวิ่ง

เวลาถ่ายรูปต้องใช้ฟิลเตอร์

กลัวน้ำหนักขึ้น

นี่คือการ internalize ความเชื่อว่า “ต้องผอม หน้าเป๊ะ ถึงจะมีคุณค่า”

.

แล้วเราทำไงได้หละทีนี้?

.

ฟูโก้ไม่ได้สอนให้เราหนีอำนาจ (เพราะมันหนีไม่ได้) แต่สอนให้เรารู้ทันมัน แล้ว “เลือกเองมากขึ้น”

.

โดยการทำ 3 ขั้นตอนนี้

.

[1] ตั้งคำถามว่า “ความเชื่อนี้เริ่มมาจากไหน?”  ดูว่ามันมีรากมาจากสื่อ ระบบการศึกษา ครอบครัว หรือสถาบันไหน

[2] แยก "ความต้องการแท้จริง" ออกจาก "ความต้องการที่ถูกทำให้คิดว่าต้องการ" โดยการถามตัวเองว่า "ถ้าไม่มีใครเห็น ไม่มีใครบอกว่าควรทำ…เรายังอยากทำสิ่งนี้อยู่ไหม?"

[3] ฝึก Disciplinary Awareness ด้วย 3 คำถามนี้

ใครกำลังนิยาม “สิ่งที่ถูกต้อง”?

ใครได้ประโยชน์จากบรรทัดฐานนี้?

ใครที่กำลังถูกควบคุม หรือต้องถูกควบคุม?

 .

คุณไม่จำเป็นต้องหลุดจากทุกอำนาจในโลก ฟูโก้ไม่เคยบอกให้ทำแบบนั้น

แต่ถ้าคุณเริ่ม “เห็นกลไกที่หล่อหลอมความคิดตัวเอง” คุณก็เริ่มสร้างอิสรภาพแบบของคุณเองได้แล้ว

.

มันไม่ใช่การแหวกแนว หัวดื้อ กบฎ

แต่เป็นการหยุดยอมเชื่อทุกอย่างที่สังคมส่งมาให้แบบเนียนๆ

.

ตามอ่านได้ที่ Michel Foucault – Discipline and Punish: The Birth of the Prison (1975)



วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568

 คนดีจริงหายาก ไม่จ้า คนห่วยแตกมาเป็นพ่อแม่เยอะเกินไป !!



พ่อแม่ที่ปากบอกว่ารัก

แต่ไม่เคยบอกรักลูก

ไม่ใช่คนลึกซึ้ง

เขาเรียกว่า สื่อสารไม่เป็น

และคนที่สื่อสารไม่เป็น

ไม่ใช่เพราะโง่ภาษา

แต่เพราะ ไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเอง

ไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอะไร

เลยไม่รู้จะสื่อสารอะไรออกไป

ฉันมีนักเรียนคนหนึ่ง

ตำแหน่ง Manager

เข้ามา Inner Work Session

โตมากับบ้านที่

ไม่เคยชม

ไม่เคยยืนยันคุณค่า

ไม่เคยบอกว่า “เธอดีพอแล้ว”

ผลคืออะไร?

เขาไม่ได้กลายเป็นคนไม่มั่นใจแบบที่สังคมชอบเข้าใจ

ตรงกันข้ามเลย

ภายนอกคือ

สวย

รูปร่างดี

ยอดขายหลักสิบล้าน

พัฒนาตัวเอง

Spiritual

พูดเรื่องสติ ความตื่นรู้ ความรักตัวเองได้เป็นฉาก ๆ

แต่ข้างในคืออะไร?

คือคนที่ วิ่งหาคุณค่าและความรัก

ด้วยวิธีเดียวที่เคยถูกสอนมาโดยไม่รู้ตัว

“การเอาชนะ”

ไม่ใช่เอาชนะในรูปแบบตั้งใจแข่ง

ไม่ใช่ประกาศว่าใครเหนือกว่าใคร

แต่มาในรูปแบบที่แนบเนียนกว่านั้นมาก

เขาล้อมตัวเอง

ด้วยผู้ชายที่ “ห่วยกว่าตัวเอง”

ไม่ใช่เพราะบังเอิญ

แต่เพราะจิตใต้สำนึกกำลังพูดว่า

“กูต้องฉลาดกว่า

กูต้องเหนือกว่า

กูต้องไม่แพ้ผู้ชายแบบพ่อกู”

ใช่

เขาเกลียดพ่อ

โดยไม่เคยรู้ตัวว่ามันยังอยู่

แล้วคุณค่าของตัวเองถูกวัดจากอะไร?

เกรด

ผลงาน

ความสำเร็จ

การช่วยเหลือคนอื่น

การเป็นคนดี

การเป็นคนเก่ง

ไม่ใช่จากการเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีคุณค่าอยู่แล้ว

แล้วนั่นคือการแก้แค้นและเอาชนะพ่อโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมันเป็นภาพสะท้อนของพ่อแม่ด้วยว่า การที่ตัวเองไม่เคยสำคัญ พอมีลูก ปมที่มีก็ถูกรื้อขึ้นมารอวันเอาคืนพ่อแม่ของตัวเอง

พ่อแม่ที่ซาดิสต์ ไม่ได้สะใจแบบหัวเราะเสียงดัง

มันสะใจแบบเงียบ ๆ ลึก ๆ และโคตรเนียน

สะใจตอนที่ลูก ต้องเดาใจ

ไม่ชม ไม่ด่า ไม่ให้สัญญาณอะไรทั้งนั้น

ปล่อยให้ลูกคิดเองว่า

“กูยังไม่ดีพอใช่ไหม?”

สะใจตอนที่ลูก พยายามมากขึ้น

เรียนเก่งขึ้น ทำงานหนักขึ้น ช่วยเหลือมากขึ้น

แล้วพ่อแม่ทำหน้าเฉย ๆ

ไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ยอมรับ

เพราะยิ่งลูกพยายาม พ่อแม่ยิ่งรู้สึกว่า

“เห็นไหม กูยังคุมได้”

สะใจตอนที่ลูก เอาคุณค่าตัวเองมาฝากไว้ที่สายตาพ่อแม่

ยอดขายเท่าไหร่ก็ไม่พอ

เก่งแค่ไหนก็ยังต้องถามว่า

“แบบนี้โอเคไหม?”

และสะใจที่สุด

คือตอนที่ลูก โทษตัวเอง แทนที่จะโทษพ่อแม่

“เขาคงรักเราในแบบของเขาแหละ”

“เราอ่อนไหวเกินไปเอง”

“พ่อแม่เหนื่อย เราไม่ควรเรียกร้อง”

พ่อแม่ไม่ต้องพูดอะไรเลย

แค่ปล่อยให้ลูก วิ่งต่อไปเรื่อย ๆ

โดยไม่มีเส้นชัย

ไม่มีคำว่า “พอแล้ว ลูกมีค่าแล้ว”

นี่แหละ

ซาดิสม์แบบผู้ใหญ่

ไม่ต้องใช้กำลัง

ใช้แค่ความเงียบ กับอำนาจทางอารมณ์ เอาคืนพ่อแม่ตัวเองไม่ได้ ก็เลยมาลงกับลูก 

และใช่

คนรักกัน ไม่ทำกันแบบนี้ ป่วยจิตก็ไปหาหมอไม่ใช่มาเป็นพ่อแม่คน

**และลูกแบบคุณสามารถออกจากวงจรความรู้สึกแบบวิ่งไล่ตามแบบนี้ได้ใน Inner Work Session ค่ะ ใครสนใจสมัครที่ Link ใน Comment ค่ะ




 


 

 ชีวิตคนเรา

มีแรงผลักดันข้างใน

ที่ถ้าเราไม่ใส่ใจทำความรู้จัก

มันจะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม

ที่เราไม่ชอบ ไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น

แต่ก็เบรกมันไว้ไม่อยู่

เมื่อทำไปแล้วก็ไม่สบายใจ

หรือทำให้คนอื่นไม่สบายใจ

มนุษย์​แต่ละคนมีแรงผลักนี้

อยู่ภายในที่ลึกและซับซ้อน

จึงเกิดการปะทะกัน

เพราะเรามีแรงผลักต่างกัน

ความปรารถนา​ ความเจ็บปวด​ต่างกัน

เรานำเอาความรู้​สึกภายในมาทุ่มใส่กัน

เช่น เราไม่พอใจตัวเองแต่กลับด่าว่าคนอื่น

เราหวาดกลัวแต่กลับเรียกร้องการดูแล

เรารู้สึกตัวเองไม่ดีพอแต่กลับยกตนข่มท่าน

และอื่นๆ และอื่นๆ อีกมากมาย

โลกจึงเต็มไปด้วยความสัมพันธ์

ที่ทำร้ายกัน

ไม่ราบรื่น

ไม่สื่อสารความต้องการกัน

ในแบบตรงไปตรงมา

ขัดแย้ง รุนแรง บอบช้ำ

หากเรามองเห็น "แรงผลัก"

ทั้งในตัวเองและคนอื่น

เราจะค่อยๆ มองเห็นว่า

เขามิได้มีเจตนาก่อพฤติกรรม​นั้น

แต่เขามิอาจหลุดจากแรงผลักเบื้องลึก

ที่ตนเองก็มองไม่เห็น

เราเองก็เช่นกัน

การมีชีวิตที่คลี่คลาย

เข้าใจตัวเอง

สัมพันธ์​ที่ราบรื่น

สุข สงบ งาม

มากกว่าเดิม

เริ่มจากมองเห็น "แรงผลัก"

และทำงานกับมัน

เท่าทันมัน

แปรเปลี่ยน​เป็นพลังที่ดี

ไม่ปล่อยมันจูงจมูก

เราเป็นฝ่ายกุมบังเหียน

แล้วบังคับทิศทาง

ของพฤติกรรม​ที่แสดงออกมา

เมื่อปรับพฤติกรรม​ได้

เราก็ปรับทิศทาง​ชีวิตได้

ไม่เผลอทำร้ายใคร

ไม่ปล่อยให้ใครมาทำร้ายเรา

ร่างชีวิตใหม่ให้ตัวเอง

มีชีวิตที่พึงใจมากขึ้น

อิสระขึ้น

จากแรงผลักของตน

และคนอื่น

#นิ้วกลมบันทึก

#ชีวิตที่ร่างเอง3