วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568


 เธอคือนางเอกของงานชิ้นนี้และเป็นแม่ของมาซาโตะ[ 2 ]ตามที่ผู้เขียนกล่าวไว้ว่า "เธอไม่ใช่นางเอกที่ถูกรัก แต่เป็นนางเอกที่รักคุณ" [ 17 ] เธอคือ " แม่ที่ไม่สามารถปล่อยลูกไปได้ " ด้วยเหตุนี้ เธอจึงใช้อำนาจที่พลิกผันสามัญสำนึกในเกมเพื่อยืนยัน "ความเห็นแก่ตัวในฐานะแม่" ของเธอ

ตามที่ลูกชายของเขากล่าว สิ่งที่เขาชอบที่สุดคืองานบ้านและการขายสินค้าลดราคา[ 18 ]

เธอมี หน้าอกที่ใหญ่ที่สุด ในซีรีส์นี้ รูปร่างดีเยี่ยม และดูอ่อนเยาว์มากราว 15 ปี อย่างไรก็ตาม เธอก็มีด้านที่เป็นผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน สวมใส่ชุดชั้นในที่หวาบหวิวและใจกว้าง ตามที่มาซาโตะกล่าว เธอไม่ใช่ภรรยาคนที่สองของเขา แต่เป็นแม่แท้ๆ ของเขา ในฉบับการ์ตูน มามาโกะถูกวาดให้สวมใส่เสื้อผ้าลำลองและมัดผมหางม้า

พ่อของเธอไปทำงานต่างจังหวัด เธอจึงอยู่กับลูกชายเพียงลำพัง เธอเต็มไปด้วยความรักและความเมตตา และอยากให้ลูกชายทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ เธอเรียกมาซาโตะว่า "มาคุง" แต่เขาไม่ชอบ เธอรู้ว่า "ถึงแม้ลูกชายของฉันก็คงไม่เป็นเด็กตลอดไป" แต่เธอก็ยังบอกชิราเสะว่าเธออยากให้เขาได้รับการเอาใจเหมือนที่เคยเป็นมา

ในเกม "MMMMMORPG (ชื่อชั่วคราว)" ความสามารถของเธอนั้นเหนือชั้นมาก ทำให้เธอสามารถโจมตีสองครั้งด้วยดาบสองเล่ม และทำลายกลุ่มมอนสเตอร์ได้ทันทีด้วยกระสุนหินและน้ำ เธอยังสามารถใช้สกิลแม่ได้อีกด้วย แต่เธอกลับไม่เข้าใจแนวคิดและธรรมเนียมของ "เกม" เก็บสะสมแต้มสกิลแทนที่จะใช้ (คิดว่า "แต้ม" คือสิ่งที่ต้องเก็บสะสม) ด้วยเหตุนี้ ทั้งมาซาโตะและไวส์จึงไม่มีบทบาทในการต่อสู้ ซึ่งทำให้เธอตั้งคำถามถึงจุดมุ่งหมายในชีวิตของตัวเอง แต่เธอกลับไม่รู้ตัวและอยากให้มาซาโตะชมเชยเธออย่างบริสุทธิ์ใจ อย่างไรก็ตาม ความสามารถทางกายภาพของเธอดูจะน่าสงสัย เพราะครั้งหนึ่งเธอเคยถูกกลุ่มก็อบลินจับตัวไปได้อย่างง่ายดาย

แม้ว่าเธอจะมีบุคลิกอ่อนโยน แต่เธอก็ทนไม่ได้กับคนที่ทำร้ายลูกชายของเธอ หรือคนที่ให้การศึกษาที่บิดเบือนแก่เขา แม้ว่าจะเป็นคนจากครอบครัวอื่นก็ตาม และความรู้สึกยุติธรรมอันแรงกล้านี้ได้ถูกส่งต่อมายังลูกชายของเธอ ในทางกลับกัน เธออ่อนไหวต่อกลโกงและการโจมตีทางจิตวิทยาที่ใช้ลูกชายของเธอเป็นข้ออ้าง และในเล่มที่ 3 เธอ รู้สึกหดหู่เมื่อ อามันเทะชี้ให้เห็นว่า "มาซาโตะไม่เป็นที่นิยมเพราะมามาโกะ" แต่เธอก็ได้รับการให้กำลังใจจากลูกชายและฟื้นตัวได้ แม้ว่าเธอจะค่อนข้างไร้เดียงสา แต่เธอก็ไม่ได้โง่หรือขาดสัญชาตญาณ และค่อยๆ เข้าใจวิธีการปฏิสัมพันธ์กับลูกชายของเธอ อย่างไรก็ตาม เธอยังคงไม่สามารถปล่อยวางลูกชายได้ และจะแอบตามเขาไปทุกครั้งที่ทั้งสองออกไปข้างนอกด้วยกัน

ในเล่มที่ 11 ด้วยความกังวลว่าความสัมพันธ์ของเธอกับมาซาโตะจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม เธอจึงแปลงร่างเป็นเมก้ามามาโกะและเผชิญหน้ากับเขาเพื่อที่จะรักษาลูกชายของเธอให้อยู่ในโลกของเกมต่อไป

ผู้เขียน ทาจิมะ อินากะ กล่าวว่า "ฉันทำให้เธอเป็นตัวละครที่โกงเพื่อสร้างผลกระทบ" [ 2 ]อินากะยังกล่าวอีกว่าเขาตระหนักดีว่าจะไม่ทำให้เธอเป็นแม่ที่ผู้คนจะไม่ชอบ[ 19 ]








 


 

 "โลกสวยในทุ่งลาเวนเดอร์" เมื่อนักการเมืองรุ่นใหม่ 'อ่อนต่อโลก' จนกลายเป็นภัยต่อความมั่นคง

ในยุคที่โซเชียลมีเดียครองเมือง เรามักเห็นวาทกรรมที่ฟังดูเท่ ดูหล่อ และดูมีการศึกษาจากนักการเมือง "รุ่นใหม่" ที่พยายามขายภาพลักษณ์ของความเป็นตะวันตกและความทันสมัย แต่เมื่อถอดรหัสข้อความเหล่านั้นออกมาแล้ว สิ่งที่พบกลับไม่ใช่ความเฉลียวฉลาด แต่คือความ "กลวง" และความ "อ่อนต่อโลก" (Naivety) ในระดับที่น่าตกใจ โดยเฉพาะเมื่อคนกลุ่มนี้พยายามเสนอตัวเข้ามาบริหารความเป็นความตายของชาติ

ไหนจะมองว่า สงครามโลกจะเป็น สงครามโลกทิพย์ เมื่อทฤษฎีฝรั่งบังตา จนมองไม่เห็นสนามรบจริง

จากข้อความของคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่ฟันธงอย่างมั่นใจว่า "สงครามโลกถ้าจะมี มันจะไม่ใช่เอาทหารราบมารบตะลุมบอนกัน... มันน่าจะมาในรูปแบบสงครามการค้า" ข้อความนี้คือหลักฐานชั้นดีของความ "ดักดานทางความคิด" ที่เชื่อตามตำรารัฐศาสตร์ตะวันตกสายเสรีนิยม (Liberalism) แบบท่องจำ โดยไม่ลืมตาดูความเป็นจริง

ลองหันไปดูโลกความเป็นจริงในปัจจุบัน สงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คือคำตอบที่เอามาตบหน้าวาทกรรมนี้ได้อย่างจังครับ

เราเห็นรถถัง เราเห็นปืนใหญ่ เราเห็นทหารราบขุดสนามเพลาะสู้รบกันเลือดนองแผ่นดินไม่ต่างจากสงครามโลกครั้งที่ 1

การมองว่า "โลกนี้ศิวิไลซ์แล้ว เขาไม่รบกันด้วยอาวุธหรอก" คือความคิดของเด็กน้อยที่โตมาในทุ่งดอกไม้ การด้อยค่าความสำคัญของ "Hard Power" หรืออาวุธยุทโธปกรณ์ แล้วบอกให้ไปเน้นแค่สงครามการค้า คือความประมาทเลินเล่อที่อาจพาชาติไปสู่หายนะ หากวันหนึ่งภัยสงครามมาถึงตัว แล้วกองทัพไทยมีแต่ "แม่ค้าออนไลน์" ไว้สู้รบตามทฤษฎีที่คุณบอก ประเทศจะเป็นอย่างไร? เอาเรือประมง หรือรถไถ ไปสู้กับเขมรรึ?

ตลกดีที่ ภูมิใจที่ "ยอมโง่" ข้ออ้างของคนขี้แพ้ที่บริหารอำนาจไม่เป็น

ส่วนวาทกรรมของคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ถูกนำมาแชร์ต่อด้วยความภาคภูมิใจว่า "ถ้าทำงานการเมืองตรงไปตรงมาแล้วดูโง่ ผมก็ยอมโง่ต่อไป" นั้น ฟังเผินๆ อาจดูเหมือนพระเอกลิเกผู้เสียสละ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง นี่คือคำสารภาพของ "ความอ่อนหัด"

การเมืองสุด

เพราะการเมืองคือ เรื่องของการจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ (Management of Power) ไม่ใช่สภานักเรียนที่เน้นความถูกใจวัยรุ่น การประกาศตัวว่า "ฉันซื่อตรงจนดูโง่" ไม่ใช่ความดีงาม แต่มันคือ "ความไร้ความสามารถ" (Incompetence) ในการบริหารจัดการ ความซับซ้อน และความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำ

การยึดถืออุดมการณ์แบบทื่อๆ โดยไม่รู้จักบริบท ไม่รู้จักกาลเทศะ และไม่รู้จักทางหนีทีไล่ แล้วมาตัดพ้อว่าสังคมไม่เข้าใจ หรือยอมเป็น "เหยื่อ" ของระบบ เป็นเพียง "กลไกป้องกันตัวเอง" (Defense Mechanism) ของคนที่ไม่สามารถเอาชนะเกมการเมืองในโลกความเป็นจริงได้ จึงต้องสร้างโลกเสมือนขึ้นมาปลอบใจตัวเองและฐานเสียงว่า "ที่เราแพ้ เพราะเราดีเกินไป" ทั้งที่ความจริงคือ "คุณอ่อนเกินไป" เป็น loser ต่างหาก

ไม่พอยังคลั่งอุดมการณ์ตะวันตก จนลืมรากเหง้าความจริง

ปัญหาหลักของแนวคิดตะวันตก คือการ "Copy & Paste" ชุดความคิดแบบตะวันตกมาครอบหัว โดยไม่สนบริบทของโลกที่โหดร้าย พวกเขาเสพติดแนวคิดเรื่อง "สิทธิมนุษยชน" "โลกไร้พรมแดน" หรือ "Demilitarization" (การลดกำลังทหาร) จนมองกองทัพของชาติตัวเองเป็นศัตรู มองความมั่นคงเป็นเรื่องล้าหลัง

ความดักดานอยู่ที่การเชื่อว่า หากเราทำตัวเป็นเด็กดี วางอาวุธ และพูดจาภาษาดอกไม้ โลกใบนี้จะใจดีกับเรา ทั้งที่มหาอำนาจตะวันตกที่พวกเขาเชิดชูนั้น ต่างก็สะสมอาวุธและพัฒนากองทัพให้ทันสมัยที่สุดอยู่ตลอดเวลา

การมีภาพสวยๆว่าเป็นนักการเมืองของคนรุ่นใหม่ มี"วิสัยทัศน์ใหม่" แต่เป็นดันเป็น "ภาพสะท้อนความกลวง" ของกลุ่มคนที่อยากบริหารประเทศแต่ขาดความเข้าใจในสัจธรรมของโลก (Realpolitik) 

การฝากบ้านเมืองไว้กับคนที่มองสงครามเป็นเรื่องตลก และมองความไร้เดียงสาเป็นความภาคภูมิใจ จึงมีความเสี่ยงที่จะพาประเทศเดินลงเหว เพียงเพราะพวกเขาเชื่อว่า "ก้นเหวนั้นมีทุ่งลาเวนเดอร์รออยู่" ประเทศชาติมันไม่ใช่เกมส์ RoV นะเว้ย 



วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568


 

 When you’re broke, you’ll see who really loves you.

When you’re rich, you’ll see who only pretends.

Money doesn’t actually change people.

It exposes them.

You’ll notice who disappears the moment you have nothing to give.

You’ll notice who suddenly shows up the moment you have more than enough.

And then there are the rare ones

the ones who stay the same whether your pockets are empty or full.

That’s the painful test life gives us twice:

First, in poverty.

Then again, in abundance.

Both times, you’ll see who’s real and who was only borrowing space in your life.

Because the truth is, wealth isn’t about what’s in your bank account.

It’s about who’s still standing beside you when the numbers change.

Money reveals the truth: LOVE stays, INTEREST leaves, PRETENDERS get exposed.