วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568

 คนรุ่นใหม่ ไม่รู้แล้วว่า สมัยก่อน

มีคนที่ทำงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตคน 

สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างผลผลิตมากมาย

จนยืนเองได้ 

โดยไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญเลยสักข้อ



ฝน คือน้ำ's post

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

กลุ่มแยก

ฝน คือน้ำ

 ·

Admin

 ·

npdtoSosrec8ghm106

9

thm46u22h69u1t70lt9h06ghaf

m

2443h869iga3t7

 ·

พ่อแม่หลายคนชอบพูดว่า

‘เถียงคำไม่ตกฟาก’

ประโยคนี้ฟังดูเหมือนสอนมารยาท

แต่ความจริงคือประโยคสำหรับ หนีความพ่ายแพ้ทางเหตุผล

เพราะทันทีที่ลูกเริ่มอธิบายได้

ตั้งคำถามได้

หรือให้เหตุผลที่ดีกว่า

พ่อแม่บางคนกลับรับไม่ได้

ไม่ใช่เพราะลูกหยาบ

แต่เพราะ อัตตาตัวเองกำลังแพ้

คำว่า เถียงคำไม่ตกฟาก

เลยไม่ได้หมายถึง “ลูกไม่มีสัมมาคารวะ”

แต่มันแปลว่า

กูเถียงแพ้แล้ว

เสือกให้เหตุผลที่ดีกว่าลูกไม่ได้

เลยต้องใช้อำนาจข่ม

เพื่อทำให้ตัวเองดูชนะ

นี่ไม่ใช่การสั่งสอน

แต่มันคือการ กลบความขายขี้หน้าจากความพ่ายแพ้

ถ้าพ่อแม่มีเหตุผลที่ดีกว่า

ไม่มีใครต้องขึ้นเสียง

ไม่มีใครต้องข่ม

ไม่มีใครต้องเอาคำว่า

“กูเป็นพ่อแม่” มาปิดปากลูก

เพราะเหตุผลที่แข็งแรง

มันไม่กลัวการตั้งคำถาม

แต่พ่อแม่บางคน

ไม่คิดจะหาคำอธิบาย

ไม่คิดจะทบทวน

ไม่คิดจะเรียนรู้เพิ่ม

เลือกทางลัดที่สุดคือ

ใช้อำนาจ

แล้วเรียกมันว่า วัฒนธรรม

เรียกมันว่า ความกตัญญู

เรียกมันว่า การอบรม

ทั้งที่จริงๆ คือ

ความขี้เกียจทางปัญญา

และ ความขี้ขลาดทางอารมณ์

ลูกไม่ได้เถียงเพราะอยากชนะ

ลูกเถียงเพราะอยากเข้าใจ

อยากให้สิ่งที่ทำ

สมเหตุสมผลกับชีวิตจริงของตัวเอง

แต่พ่อแม่แบบนี้

ไม่สนใจความเข้าใจ

สนใจแค่ว่าใครอยู่บน ใครอยู่ล่าง

สุดท้ายเลยเหลือทักษะเดียวที่ใช้เป็น

ไม่ต้องคิด

ไม่ต้องอธิบาย

ไม่ต้องรับผิดชอบความรู้สึกใคร

ใช้เป็นอยู่อย่างเดียว

คือ บงการบังคับชาวบ้าน

และนี่แหละ

ไม่ใช่การเลี้ยงดู

แต่มันคือการใช้อำนาจกับคนที่อ่อนแอกว่า

แล้วหลอกตัวเองว่า

“กูกำลังสั่งสอน”

ใน Inner Work Session

ทั้งในบริบทภาษาอังกฤษและการใช้ชีวิต

นักเรียนของดิฉันหลายคน

สภาพภายนอกคือ “ไม่มั่นใจในตัวเอง”

แต่รากจริงๆ คือ โดนข่มมาทั้งชีวิต

ล่าสุด นักเรียนที่เป็น Wedding Planner

เราไปเจอปมที่ฝังมาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ

ใช่ค่ะ… 3 ขวบ

เด็กคนนั้นโตมาเป็นผู้ใหญ่

ที่วันนี้แม้แต่ภาษาไทย

ก็สื่อสารไม่รู้เรื่อง

ไม่ใช่เพราะไม่ฉลาด

แต่เพราะถูกข่มมานาน

จนเรียนรู้ว่า

“การพูด = ความเสี่ยง”

สุดท้ายเลยเก็บทุกอย่างไว้ในหัว

ไม่ถาม

ไม่เช็ก

ไม่กล้าชี้แจง

ไม่ต้องถามเลยว่า

ภาษาอังกฤษจะสื่อสารรู้เรื่องไหม

เพราะเจ้าตัว กลัวคนเข้าใจผิดอย่างรุนแรง

ผลกระทบก็ชัด

ทำงานผิดบ่อย

จับประเด็นพลาด

เข้าใจไม่ตรงกัน

เพราะไม่กล้าถามตั้งแต่ต้น

จนกระทั่งใน Session

ความกลัวค่อยๆ คลาย

รู้สึกปลอดภัยพอ

ที่จะตั้งคำถาม

และนั่นคือจุดที่ชีวิตเริ่มเปลี่ยน

วัฒนธรรมแบบนี้แหละ

ที่ทำให้เด็ก “ดูโง่”

เพราะมีผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมคิด

คอยแพร่พันธุ์ความกลัวต่อไปไม่รู้จบ

ถ้าคุณอยากออกจาก

Toxic Loop

ที่โตมากับการถูกข่ม

ถูกปิดปาก

และถูกลดคุณค่า

 


ฝน คือน้ำ's post

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

Facebook

กลุ่มแยก

ฝน คือน้ำ

 ·

Admin

 ·

npsdtroeSo3l86

m

7tlu93c

0

2f8m8475m70g8cci0gchi20a27102hg9098

1

0

 ·

ความสบาย

คือศัตรูของความก้าวหน้า

___________

1. หยุดถามชีวิต

เมื่อทุกอย่างยังพอไหว เราจะเลิกถามตัวเองว่าดีกว่านี้ได้ไหม ความสบายทำให้เราอยู่กับคำว่าโอเค ทั้งที่หัวใจยังอยากไปไกลกว่านั้น

2. ยอมทนง่ายขึ้น

เพราะมันยังไม่เจ็บพอ เราเลยทนกับงานคน

หรือชีวิตที่ไม่ใช่ ความสบายทำให้การทนดูเป็นเรื่องปกติ

3. เวลาหายเงียบ ๆ

วันคืนผ่านไปในความคุ้นเคย จนรู้ตัวอีกทีเวลา

ก็เอาความฝันของเราไปพร้อมกันโดยไม่ส่งเสียงเตือน

4. ผัดวันเก่งขึ้น

ความสบายทำให้คำว่าเดี๋ยวค่อยทำฟังดู

ไม่ผิด ทั้งที่มันกำลังเลื่อนชีวิตเราออกไปเรื่อย ๆ

5. ฝันเล็กลง

จากที่เคยอยากไปให้สุด กลายเป็นแค่อยู่ให้รอดเพราะ

ความสบายค่อย ๆ ลดขนาดความฝันโดยไม่ขออนุญาต

6. กลัวเริ่มใหม่

เรากลัวเสียของเดิม แม้มันจะไม่ดีพอ

ความคุ้นเคยเลยกลายเป็นกรงที่มองไม่เห็น

7. เลิกฝึกตัวเอง

เมื่อไม่จำเป็นต้องเก่ง เราก็หยุด

พัฒนา ทั้งที่โลกไม่เคยหยุดรอใคร

8. กลัวล้มเกินจริง

ไม่ใช่เพราะล้มแรง แต่เพราะไม่เคยล้ม

ความสบายทำให้เรากลัวครูที่ชื่อว่าความผิดพลาด

9. ใจพูดเบาลง

เสียงหัวใจยังอยู่ แต่ถูกกลบ

ด้วยเสียงความเคยชินที่ดังขึ้นทุกวัน

10. พลาดโอกาส

หลายโอกาสไม่ได้หายไป แต่เราเลือก

ไม่คว้า เพราะความสบายบอกว่ายังไม่ต้องรีบ

11. เลือกปลอดภัย

เรามักเลือกสิ่งที่มั่นคง มากกว่าสิ่งที่

มีความหมาย เพราะความสบายไม่ชอบความเสี่ยง

12. ไม่รู้ตัวเก่ง

ศักยภาพแท้จริงจะไม่โผล่

ถ้าเราไม่เคยกดดันตัวเองให้พ้นจากจุดเดิม

13. พูดว่าพอ

หลายครั้งคำว่าพอแล้วไม่ได้

แปลว่าอิ่ม แต่แปลว่ากลัวจะเปลี่ยน

14. รอวันหยุด

ใช้ชีวิตเพื่อรอวันพักแทนที่

จะสร้างวันที่อยากตื่นมาเจอ

15. เสียตัวตน

เรายอมตามใจคนอื่นเพื่อรักษา

ความสบาย จนลืมถามใจตัวเอง

16. เลี่ยงความเหนื่อย

ทั้งที่ความเหนื่อยบางอย่างคือบันได

ของการเติบโต แต่เรากลับเลือกทางเรียบ

17. แค่ไม่แย่

ความสบายทำให้เราพอใจ

กับคำว่าไม่แย่ ทั้งที่ชีวิตควรได้ดีกว่านั้น

18. ติดความสบาย

ความสบายไม่ผิด แต่วันที่เรา

ติดมันคือวันที่ความก้าวหน้าหยุดเดิน


ประโยคนี้

เป็นสิ่งที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ตั้งแต่เด็กจนโต

รวมถึงจากนักเรียนวัยทำงานจำนวนมากของดิฉัน

Enabler หรือคนให้ท้ายทั้งหลาย

มักพูดประโยคนี้ใส่คนอื่นได้อย่างสบายใจ

แต่ไม่เคยมีใครถามเลยว่า

อะไรทำให้คนคนหนึ่ง

มาถึงจุดที่ โอเคกับการไม่มีพ่อแม่อีกต่อไป

เพราะไม่มีใครตื่นเช้ามาแล้วตัดสินใจว่า

“วันนี้ฉันจะไม่รักพ่อแม่แล้วนะ”

คนเรามาถึงจุดนั้น

หลังจากพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หลังจากอธิบาย

หลังจากอดทน

หลังจากหวัง

หลังจากผิดหวัง

และหลังจากเจ็บจนระบบประสาทเรียนรู้ว่า

การมีพ่อแม่อยู่ในชีวิต = อันตรายทางใจ

แต่ประโยค

“พ่อแม่ไม่อยู่แล้วจะรู้สึก”

กลับถูกโยนมาเหมือนคาถาศีลธรรม

เพื่อปิดปาก

ไม่ใช่เพื่อเข้าใจ

มันไม่ใช่คำถาม

มันคือคำสั่งให้ รู้สึกผิด

ทั้งที่คนพูดไม่เคยอยู่ในร่างคนฟังแม้แต่วินาทีเดียว

นอกจะไม่มี Empathy แล้วก็ยัง 'เสนอหน้า' ยัดเยียดมุมอันคับแคบของตัวเองให้คนอื่นอีก !!

ความจริงที่คนจำนวนมากไม่อยากยอมรับคือ

พ่อแม่บางคน

ไม่เคยทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ปลอดภัย”

แต่เป็นแหล่งกำเนิดบาดแผล

และความผูกพันที่สร้างจากความกลัว

การควบคุม

การดูถูก

หรือการใช้ลูกเป็นที่ระบายอีโก้

มันไม่ใช่ความรัก

มันคือการผูกมัด

พ่อแม่ที่ จิตปกติ

จะไม่ทำให้ลูกต้องใช้เวลาทั้งชีวิต

เพื่อหนีจากตัวเอง

หรือฝันถึงชีวิตที่สงบกว่า

ในวันที่ไม่มีพ่อแม่อยู่แล้ว

ดังนั้นเวลาที่ใครบางคนพูดว่า

“ถ้าพ่อแม่ไม่อยู่แล้วจะรู้สึก”

แล้วอีกฝ่ายตอบว่า

“รู้สึกโล่ง”

“รู้สึกเบา”

หรือแม้แต่ “รู้สึกดี”

นั่นไม่ใช่ความเลว

แต่มันคือสัญญาณของระบบประสาท(Nervous System)

ที่ไม่ต้องอยู่ในโหมดเอาตัวรอดอีกต่อไป

แต่ Enabler จะไม่อยากได้ยินเรื่องนี้

เพราะถ้ายอมรับว่าลูกบางคน

ไม่ได้เสียใจเมื่อพ่อแม่หายไป

มันแปลว่า

พ่อแม่ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยอัตโนมัติ

และนั่นคือความจริง

ที่พวกเขาไม่พร้อมรับ

คนที่พูดประโยคนี้ใส่คนอื่น

จึงไม่ใช่คนห่วงใย

แต่เป็นคนที่ต้องการรักษาภาพโลกแบบเดิม

โดยยอมให้คนอื่นเจ็บต่อไป

คำถามจึงไม่ใช่ว่า

“พ่อแม่ไม่อยู่แล้วจะรู้สึกไหม”

แต่คือ

“อะไรทำให้ลูกคนหนึ่ง

ต้องรู้สึกว่า

ชีวิตจะดีกว่า

ถ้าพ่อแม่ไม่อยู่”

ก็คิดดูเอาละกันว่าป่วยจิตกันแค่ไหนที่ Enabler หลายคนรู้ตัวว่า สิ่งที่เด็กเจอแย่แค่ไหน แต่สามารถตีมึนหน้าตาเฉยทำตัวว่ามันปกติไม่ได้ร้ายแรงอะไร



 

เมื่อเราปล่อย “สิ่งที่ไม่ใช่” ออกไป ชีวิตก็จะมีพื้นที่ว่างมากพอ ให้จักรวาลส่งสิ่งที่เราต้องการมาให้


 โปรดใช้ชีวิตธรรมดาของคุณต่อไปเถิด

ถ้าหากชีวิตเช่นนี้ 

มันดูดีเกินไปในสายตาใคร

และสะกิดให้เขาหมั่นไส้

จนต้องเกลียด ด่า สาปแช่ง

ก็จงรู้ไว้ว่า

นั่นไม่ใช่เพราะคุณไปทำอะไรเขา

แต่เพราะแค่การมีอยู่ของคุณ

มันดันไปตอกย้ำลมหายใจของเขาว่า

“กระจอก”

อย่าลดตนลงไปเกลียด หรือด่าตอบเลยค่ะ

เพราะแค่นี้ ชะตาชีวิตของพวกเขา…

ก็น่าเวทนามากพอแล้ว