วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568
วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568
Talking to yourself might feel awkward, but your brain knows exactly what it’s doing.
And the moment you say something out loud, your thinking starts to sharpen.
You’ve probably caught yourself muttering instructions while searching for your keys or talking through a problem step by step. It feels small, almost unconscious, yet it brings clarity when your thoughts feel tangled.
Psychologists have found that speaking aloud helps the brain organise attention. When you name what you’re looking for, your mind creates a clearer visual filter, making it easier and faster to process what’s in front of you. Thoughts stop bouncing around and begin lining up.
Here is the truth.
Talking to yourself is not a flaw in thinking. It is a tool for better thinking.
And structure is often the difference between confusion and clarity.
When you read or think out loud, you engage more than just your eyes. Your voice and your ears join in, creating stronger memory traces and helping information settle instead of slipping away.
Run Fact: Research by psychologists Gary Lupyan and Daniel Swingley found that verbalising what you are searching for can make visual processing up to 20 percent faster, improving focus and recall.
So let yourself speak it out. Sometimes the clearest mind is the one that talks things through.
#science #humanmind #productivity #learning #fblifestyle
Sources
University of Wisconsin–Madison Cognitive Science Research
Psychological Science
Journal of Experimental Psychology
วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568
ในหลายองค์กรและสังคมการทำงาน เรามักเห็นปรากฏการณ์คล้ายกัน คนที่มีตำแหน่งสูง มีชื่อเสียง หรือได้รับการยอมรับในวงกว้าง มักแสดงความมั่นใจอย่างชัดเจน และความมั่นใจนั้นก็ค่อยๆ ถูกตีความ ทั้งจากคนรอบข้างและจากตัวเขาเองว่าเป็นหลักฐานของ “ความสามารถที่เหนือกว่า”
แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เปลี่ยนไปก่อนอาจไม่ใช่ความเก่ง หากเป็น บริบททางสังคม ที่รายล้อมตัวบุคคลนั้น
เมื่อใครก็ตามก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น วิธีที่คนอื่นปฏิบัติต่อเขาจะเปลี่ยนไปทันที ความเห็นเริ่มได้รับการรับฟังมากขึ้น การคัดค้านลดลง คำถามเชิงท้าทายหายไปอย่างเงียบๆ สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ส่งสัญญาณซ้ำๆ ว่า “คุณคิดถูก” หรืออย่างน้อย “ไม่มีใครกล้าบอกว่าคุณคิดผิด” และสัญญาณเช่นนี้ทรงพลังมากพอที่จะบิดเบือนการประเมินตัวเองได้โดยไม่รู้ตัว
ตำแหน่งและชื่อเสียงยังสร้างแรงจูงใจให้แสดงความมั่นใจอย่างหนักแน่น เพราะในโลกของอำนาจ ความมั่นใจมักถูกมองว่าเป็นภาวะผู้นำ คนที่พูดชัด พูดแรง และตัดสินใจเร็ว มักได้รับการยกย่องมากกว่าคนที่ลังเลหรือเปิดพื้นที่ให้ความไม่แน่นอน เมื่อพฤติกรรมแบบนี้ “ได้ผล” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความมั่นใจจึงค่อยๆ ขยายเกินขอบเขตของความสามารถจริง และกลายเป็นความเชื่อว่าตนเองตัดสินใจได้ดีกว่าคนอื่นโดยธรรมชาติ
ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อระบบรอบตัวทำหน้าที่เป็นห้องสะท้อนเสียง ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่อยากเสี่ยงแย้ง ผู้ร่วมงานเลือกความปลอดภัยมากกว่าความจริง คำติเตือนจึงถูกกรองออกตั้งแต่ต้น ในขณะที่คำชมยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ภาพสะท้อนที่ผู้นำเห็นจึงเป็นภาพที่เรียบเกินจริง สวยเกินจริง และไม่มีรอยแตกให้ตั้งคำถามกับตัวเอง
เมื่อความสำเร็จเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจากจังหวะ โอกาส ระบบ หรือทีม มนุษย์มีแนวโน้มจะอธิบายมันด้วย “ความสามารถส่วนตัว” มากกว่าปัจจัยอื่น ตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้นจึงถูกใช้เป็นหลักฐานย้อนหลังว่า “เรามาถูกทางเพราะเราเก่ง” ทั้งที่ในหลายกรณี ความสำเร็จนั้นอาจไม่สามารถทำซ้ำได้ภายใต้เงื่อนไขเดิม
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่การมีความมั่นใจ แต่คือการที่ชื่อเสียงและตำแหน่งค่อยๆ ปิดกั้นกลไกการเรียนรู้ เมื่อคนเชื่อว่าตัวเองเก่งอยู่แล้ว คำถามจะหายไป การฟังจะลดลง และการปรับตัวจะช้าลง ในระยะสั้น องค์กรอาจยังเดินหน้าได้ด้วยแรงอำนาจ แต่ในระยะยาว การตัดสินใจที่ไม่ถูกท้าทายย่อมสะสมความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว
ท้ายที่สุด ชื่อเสียงและตำแหน่งไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ความเก่ง หากเป็น แรงกดดันรูปแบบหนึ่ง ที่ทดสอบว่ายังรักษาความถ่อมตนทางปัญญาได้หรือไม่ ผู้นำที่แข็งแรงจริง ไม่ใช่คนที่ไม่เคยผิด แต่คือคนที่ยังยอมให้ตำแหน่งของตนเองถูกท้าทายได้ แม้ในวันที่ไม่มีใครกล้าพูดก็ตาม
รู้จัก Moral Licensing
เมื่อ 'ผู้พิทักษ์' บนโลกออนไลน์มักเป็น 'วายร้าย' ในชีวิตจริง
.
ในสังคมออนไลน์คุณสามารถพบ นักบุญ, นักปราชญ์ และ ผู้พิทักษ์ ที่น่าเลื่อมใสได้อย่างง่ายดาย ไม่ใช่เพราะสังคมของเราก้าวหน้าขึ้น แต่เป็นเพราะขีดความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เพิ่มขึ้น ทำให้ใครก็สามารถสถาปนาตัวเองเป็นผู้หยั่งรู้ ผู้บรรลุ หรือผู้มาก่อนกาลได้ ส่วน 'นิสัย' และ 'พฤติกรรม' ในชีวิตจริงของพวกเขาอาจต้องพิจารณาให้ลึกมากไปกว่านั้น
.
ครั้งหนึ่งพิธีกรชื่อดัง 'เอลเลน ดีเจนเนอเรส' (Ellen DeGeneres) ผู้ที่ใครต่างก็เชื่อว่าเธอจริงใจและใจดี กลับถูกโจมตีว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นคนใจร้าย ไม่แคร์ใคร และมีพฤติกรรมที่เป็นพิษในที่ทำงาน ขณะที่ 'แซม แบงก์แมน-ฟรีด' (Sam Bankman-Fried) อดีตมหาเศรษฐีคริปโตผู้ก่อตั้ง FTX ที่พยายามนำเสนอว่าตัวเองเป็นคนสมถะ และแนะนำผู้คนไปสู่หนทางแห่งความสำเร็จในโลกธุรกิจ กลับถูกตัดสินโทษจำคุก 25 ปี และปรับ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ฐานฉ้อโกงและยักยอกเงินลูกค้า
.
คำถามคือ ทำไมหลายครั้งคนที่มักแสดงตนว่า "เป็นคนดี" โดยเฉพาะบนสื่อสังคมออนไลน์ มักซุกซ่อนนิสัยร้าย ๆ ที่ขัดกับสิ่งที่พวกเขาเชื่อและศรัทธา?
.
🟣 โพสต์ 'ดี' แล้ว ทำ 'ชั่ว' ได้
.
ในทางจิตวิทยาให้คำจำกัดความปรากฏการณ์ในลักษณะนี้ว่า 'Moral Licensing' หรือ 'ใบอนุญาตทางศีลธรรม' เป็นอคติทางความคิดที่ทำให้เราเชื่อว่า หากทำความดีหรือเป็นคนดีแล้ว (ในความคิดของตนเอง) จะสามารถทำตัวแย่แค่ไหนก็ได้ กลไกนี้เปรียบเสมือนการสะสม 'แต้มบุญ' ภายในใจ เมื่อเราทำสิ่งที่รู้สึกว่าดีหรือถูกต้องไปแล้ว เราจะแอบให้รางวัลตัวเองด้วยการอนุญาตให้ทำสิ่งที่ไม่ดีหรือขัดกับศีลธรรมในภายหลัง โดยที่ยังรู้สึกถึงความเป็น 'คนดี' ของตัวเองอยู่
.
ในทำนองเดียวกัน เมื่อคนเหล่านี้ได้ "แสดงออก" ถึงการทำดีบางอย่าง เช่น รณรงค์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ แสดงทัศนะความก้าวหน้าด้านสังคม ผ่านการโพสต์ยาวเหยียด มันจะทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองได้ "ทำดี" ให้กับสังคมไปแล้ว ที่สำคัญคือเป็นสังคมใหญ่ด้วย ดังนั้นมันจึงดูไม่รู้สึกแย่สักเท่าไหร่หากจะทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดูเฮงซวยในสายตาคนกลุ่มน้อย อาทิ วีนลูกน้อง โบ้ยงานคนอื่น ขาดความรับผิดชอบ หรือบางครั้งก็ทำสวนทางกับสิ่งที่ตัวเองโพสต์ไปเลย
.
🟣 เมื่อทำดีแล้วก็จะคำนึงถึงศีลธรรมน้อยลง
.
Moral Licensing ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด แต่ได้รับการพิสูจน์จากนักจิตวิทยาแล้วว่า มนุษย์มีกลไกการจัดการกับความรู้สึกของตนเองในลักษณะนี้จริง ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต (University of Toronto) ที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการทำความดีและศีลธรรม พบว่า ผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (ในความคิดเท่ากับทำความดี) มีแนวโน้มที่จะมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่น้อยลง และมีแนวโน้มที่จะโกงและขโมยมากขึ้น เพราะพวกเขารู้สึกว่าตนเองเป็น "คนดีที่รักษ์โลก" ไปแล้ว จึงลดความระมัดระวังเรื่องศีลธรรมด้านอื่นลง
.
🟣 แล้วทำไมบนโลกออนไลน์ถึงกลายเป็น 'สนามแห่งความดี' ที่คนร้าย ๆ เลือกมาชุบตัว?
.
ในสังคมออนไลน์นั้นหอมหวานสำหรับนักบุญซ่อนบาป นักปราชญ์ซ่อนปืน เพราะบนโซเชียลมีเดียเราสามารถสร้างภาพว่าตนเองเป็นอะไรได้ง่ายกว่าในชีวิตจริง เพียงแค่โพสต์แสดงความคิดเห็นไปในทางเดียวกันกับกระแสสังคม แสดงทัศนะส่วนตัวว่าตนเองหัวก้าวหน้าผ่านอักษรที่ไร้เสียง ไม่ว่าใครก็สามารถรู้สึก "อิ่มเอมทางศีลธรรม" ได้ง่าย และเมื่ออิ่มเอมใจแล้ว พวกเขาก็จะลดทอนความเข้มงวดกับพฤติกรรมในชีวิตจริง ทำให้กลายเป็นคนที่ "ปากว่าตาขยิบ" ในที่สุด
.
พูดง่าย ๆ คือ ถ้ามองเรื่องนี้เป็นการลงทุน การเสียเวลาโพสต์แสดงความคิดเห็นของตนบนโลกโซเชียล แล้วรอให้มีคนมาสรรเสริญความดีเพื่อตอกย้ำว่าตัวเองเป็นคนมีศีลธรรม มันเป็นการลงทุนที่ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับการที่ต้องออกไปเหน็ดเหนื่อยลงพื้นที่ คอยรณรงค์ให้ผู้คนหันมารักษ์โลก สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ หรือลงแรงในกิจกรรมต่าง ๆ จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้เราเห็นคนดีหัวก้าวหน้าผุดขึ้นมาในสังคมเยอะยิ่งกว่าดอกเห็ด
.
แต่ถึงกระนั้นก็ยังเชื่อว่า ต่อให้ทฤษฎีจะกล่าวอย่างไร แต่คนที่คิดดีและทำดีนั้นมีอยู่จริงแน่นอน การเหมารวมแบบมองมุมเดียวอาจไม่สามารถตัดสินหรืออนุมานเรื่องใดได้ ในทำนองเดียวกัน เราก็ไม่อาจตัดสินใครเพียงแค่เขาโพสต์อะไรลงโซเชียลมีเดียแล้วดูดี
.
เรื่อง : กนกวรรณ เชียงตันติ์
ภาพ : มณฑล ชลสุข
----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW' 👆 เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
----
#MoralLicensing
#ใบอนุญาตทางศีลธรรม
#ผู้พิทักษ์
#คนดี
#วายร้าย
#ทำความชั่ว
#ศีลธรรม
#โซเชียลมีเดีย
#โลกออนไลน์
#MentalHealth
#SUMUPTaste
#SUMUPTH
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)





