วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
เคยคิดไหมว่า
ใครมันเป็นคนคิดว่า
ลูกเป็นหนี้พ่อแม่ !?
หรือพ่อแม่คือผู้มีพระคุณ !?
ก็ไม่อยากจะเปรียบเทียบอะไรแบบนี้
แต่ก็ต้องทำ
เวลาหมามันเลี้ยงลูก
มันเลี้ยงด้วยความรักและ
'ไม่คาดหวัง' อะไรจากลูกตอบแทน
เพราะแม่หมาทำหน้าที่เสร็จ
แม่กับลูกก็แยกย้าย
หรือลูกคิดถึงแม่ ก็มาหาแม่
แล้วหมามันทำแบบมนุษย์
เรื่องทวงบุญคุณไหมล่ะ!!?
มีแต่มนุษย์นี่แหละที่ทำ
การบอกว่าลูกเป็นหนี้บุญคุณ
คือ รักแบบมีเงื่อนไข
เพราะมันให้ผลประโยชน์
กับพ่อแม่ 'ฝ่ายเดียว' !!
แล้วก็ทำเป็นเอาคำว่า
กตัญญูพ่อแม่ = เจริญ
มาหลอกเด็ก
แม่หมามันทำงั้นกับลูกที่ไหน !!?
มีแต่มนุษย์อะที่ 'รักไม่เป็น'
จน ขัดสน ไม่มีแดก
แล้วอยากจะหา 'ทางลัด'
แล้วเอาคำว่า 'รัก' มาแลก
นี่เป็นหนทางของคนกระจอกสิ้นดี
เพราะพ่อแม่แบบพวกมึง
พอลูกไม่สะดวกจะทำให้
เสือกโมโห ไม่พอใจ
ทำเป็นทวงเงิน
แหมมมมมมมมมมมม
แม่หมามันโมโหลูกมันมั้ง
ลูกไม่หาอาหารให้แดกอะ !!
แม่หมามันแยกเขี้ยวใส่มั้ง ฮะ!?
มีแต่มนุษย์แบบพวกมึงอะ
สรุปมึงรักผลประโยชน์
ไม่ได้รักลูก !!
มึงคาดหวังมาตลอดว่า
ลูกมันตอบแทนมึงใช่ไหม
แล้วคนที่ตั้งตารอแบบนั้น
คือ พวกขัดสน อยากผลักภาระ
และไม่อยากรับผิดชอบตัวเอง
สิ่งที่พวกมึงทำ
มัน 'ต่ำกว่า' เดรัจฉาน
มีแค่มนุษย์นี่แหละที่นั่งรำเลิกบุญคุณ
พวกมึงแม่งไม่รักใครเลยเว้ย
มึงรักแต่ตัวเอง !!
คนแบบพวกมึงควรเกิดแล้วก็ตายไปคนเดียว
ไม่คู่ควรจะเป็นพ่อแม่ใครทั้งนั้น !!
และสิ่งที่พวกมึงทำก็ทำให้คนไทย
ไม่มี Self-esteem, Self Confidence
ในการพูดภาษาอังกฤษ
จำใส่กะโหลกไว้ด้วย !!
เรื่องสั้น: ไอ้น้ำตาล
ไอ้น้ำตาลเป็นลูกแมวตัวเมียสีน้ำตาลทั้งตัว สีขนคล้ายเปลือกไม้เก่าที่ถูกแดดเผา ขาเล็กเท่าก้านธูป ดวงตากลมโตใสแจ๋วเหมือนหยดน้ำบนยอดหญ้ายามเช้า มันไม่มีแม่ ไม่มีพี่ ไม่มีเพื่อน มันมีเพียงตัวมันเองตัวเดียวเท่านั้นในโลกใบใหญ่ที่มืดหม่นกว่าเงาตะปุ่มตะป่ำใต้ถุนบ้านร้างที่มันอาศัยอยู่
ไอ้น้ำตาลตื่นตอนกลางคืนเหมือนทุกวัน มันเดินออกมาจากใต้ถุนบ้านร้าง หูตั้ง ส่ายหางไปมา ราวกับว่ามันกำลังรับรู้บางสิ่งที่ไม่มีใครได้ยิน มันมองสลับซ้ายทีขวาที ก่อนจะก้าวเท้าเล็ก ๆ ออกไปบนถนนซีเมนต์เย็นเฉียบที่มีเพียงแสงไฟถนนสีส้มสลัว ๆ ทอดเงาทาบลงมาบนขนมันเหมือนคราบสนิมที่ค่อย ๆ คลืบคลานขึ้นเรื่อย ๆ
แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัวมัน
เสียงที่ไม่มีแมวตัวไหนเคยได้ยิน
เสียงที่ทึบ หนัก และเหมือนดังมาจากข้างบนมากกว่าข้างล่าง
“ตึง...”
ไอ้น้ำตาลเงยหน้าขึ้นทันที
ท้องฟ้ากำลังสั่นไหวเหมือนผืนน้ำ แสงไฟส่องลอดกลุ่มหมอกบาง ๆ เห็นเพียงเงาดำมหึมารูปทรงประหลาดคล้ายตึกสูงกำลังเคลื่อนตัว
“ตึง... ตึง...”
เงาดำนั้นเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ
จนกระทั่งไอ้น้ำตาลเห็นว่า มันไม่ใช่ตึก
มันเป็นขา
ขาของอะไรสักอย่างที่สูงเสียดฟ้าจนเกินจะบรรยาย
ไอ้น้ำตาลร้อง “เหมียว” เบา ๆ ราวกับถามใครสักคนว่ามันคืออะไร
แต่มันไม่ได้รับคำตอบ
ได้รับมาเพียงเสียงลมกระแทกพื้นอย่างแรงเหมือนฟ้าพิโรธ
จากนั้นส่วนที่เป็นนิ้วมือของสิ่งนั้นก็เปิดออก
เผยให้เห็นมิสไซล์สีเงินเป็นแถว ๆ
เหมือนเล็บของปีศาจที่พร้อมจะจิกโลกแตกเป็นเสี่ยง ๆ
ไอ้น้ำตาลขนฟู หูแนบศีรษะ มันเริ่มวิ่ง
วิ่งสุดกำลังของขาที่สั่นจนแทบรับน้ำหนักตัวเองไม่ไหว
แต่เสียงคำรามดังสนั่นก็ตามมาเหมือนผีอาฆาตที่ไม่เคยหยุดหายใจ
มิสไซล์พุ่งลงสู่พื้น
“ตูม!!!”
บ้านทั้งหลังลอยขึ้นไปบนฟ้า
ถนนแตกกระจายเป็นเศษฝุ่น
รถยนต์ถูกยกขึ้นเหมือนใบไม้ปลิวตามลม
ท่อประปา เสาไฟ รั้วเหล็ก ต้นไม้ ทุกอย่างลอยขึ้นเหนือหัวมัน
ไอ้น้ำตาลถูกแรงระเบิดยกตัวขึ้นด้วย
ลอยคลึงไปกลางอากาศ
ดวงตากลมโตมองเห็นเมืองทั้งเมืองค่อย ๆ ถูกฉีกออกจากพื้นโลก
ก่อนจะตกลงอย่างรุนแรงจนพื้นดินยุบเป็นหลุมมหึมา
เมื่อสิ่งต่าง ๆ เริ่มร่วงหล่น
ไอ้น้ำตาลที่ลอยอยู่บนนั้นก็ร่วงลงตามไปด้วย
มันพยายามเหยียดขาเล็ก ๆ ออก
เหมือนจะคว้าอะไรไว้ แต่คว้าไม่ได้เลยสักอย่าง
เสียงลมหวีดหวิวดังผ่านหู
ดวงตาของมันเบิกกว้าง
ภาพเมืองแตกเป็นเสี่ยงใหญ่สีดำฉาบไปทั่วท้องฟ้า
เหมือนโลกกำลังถูกกลืน
ร่างของไอ้น้ำตาลกระแทกลงไปบนเศษซากคอนกรีตที่แตกร้าว
เสียงเบา ๆ
เบาจนน้อยกว่าเสียงกระพริบตาของแมวด้วยซ้ำ
มันนอนนิ่ง
ดวงตากลมโตที่เคยใสแจ๋วค่อย ๆ ดับลง
ลมหายใจสุดท้ายหลุดออกมาเหมือนเงาจาง ๆ
และทุกอย่างเงียบลงในทันที
หลุมยักษ์ที่กำเนิดจากมิสไซล์มองลงมาราวกับปากมังกรกำลังอ้ารับเหยื่อ
เมืองทั้งเมืองดับสูญ
และชีวิตเล็ก ๆ ของลูกแมวสีน้ำตาลตัวหนึ่งก็จบลงไปพร้อมกับมัน
ไม่มีใครรู้ว่าเคยมีลูกแมวตัวน้อยชื่อไอ้น้ำตาลอยู่ในเมืองนี้
ไม่มีแม้แต่เงาให้จำว่าเคยมีมันอยู่
เหลือเพียงหลุมยักษ์เงียบสงัด
กับซากเมืองที่ไร้รูปทรงทับมันเอาไว้ตลอดกาล
ปล.แค่เขียนระบายอารมณ์ เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องสั้นขยะ เป็นแค่เรื่องสั้นกากๆของคนไร้ความสามารถไร้สติปัญญาคนหนึ่ง
ปล.แค่เขียนระบายอารมณ์ เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องสั้นขยะ เป็นแค่เรื่องสั้นกากๆของคนไร้ความสามารถไร้สติปัญญาคนหนึ่ง
เรื่องสั้น: ไอ้น้ำตาล
ไอ้น้ำตาลเป็นลูกแมวตัวเมียสีน้ำตาลทั้งตัว สีขนคล้ายเปลือกไม้เก่าที่ถูกแดดเผา ขาเล็กเท่าก้านธูป ดวงตากลมโตใสแจ๋วเหมือนหยดน้ำบนยอดหญ้ายามเช้า มันไม่มีแม่ ไม่มีพี่ ไม่มีเพื่อน มันมีเพียงตัวมันเองตัวเดียวเท่านั้นในโลกใบใหญ่ที่มืดหม่นกว่าเงาตะปุ่มตะป่ำใต้ถุนบ้านร้างที่มันอาศัยอยู่
ไอ้น้ำตาลตื่นตอนกลางคืนเหมือนทุกวัน มันเดินออกมาจากใต้ถุนบ้านร้าง หูตั้ง ส่ายหางไปมา ราวกับว่ามันกำลังรับรู้บางสิ่งที่ไม่มีใครได้ยิน มันมองสลับซ้ายทีขวาที ก่อนจะก้าวเท้าเล็ก ๆ ออกไปบนถนนซีเมนต์เย็นเฉียบที่มีเพียงแสงไฟถนนสีส้มสลัว ๆ ทอดเงาทาบลงมาบนขนมันเหมือนคราบสนิมที่ค่อย ๆ คลืบคลานขึ้นเรื่อย ๆ
แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัวมัน
เสียงที่ไม่มีแมวตัวไหนเคยได้ยิน
เสียงที่ทึบ หนัก และเหมือนดังมาจากข้างบนมากกว่าข้างล่าง
“ตึง...”
ไอ้น้ำตาลเงยหน้าขึ้นทันที
ท้องฟ้ากำลังสั่นไหวเหมือนผืนน้ำ แสงไฟส่องลอดกลุ่มหมอกบาง ๆ เห็นเพียงเงาดำมหึมารูปทรงประหลาดคล้ายตึกสูงกำลังเคลื่อนตัว
“ตึง... ตึง...”
เงาดำนั้นเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ
จนกระทั่งไอ้น้ำตาลเห็นว่า มันไม่ใช่ตึก
มันเป็นขา
ขาของอะไรสักอย่างที่สูงเสียดฟ้าจนเกินจะบรรยาย
ไอ้น้ำตาลร้อง “เหมียว” เบา ๆ ราวกับถามใครสักคนว่ามันคืออะไร
แต่มันไม่ได้รับคำตอบ
ได้รับมาเพียงเสียงลมกระแทกพื้นอย่างแรงเหมือนฟ้าพิโรธ
จากนั้นส่วนที่เป็นนิ้วมือของสิ่งนั้นก็เปิดออก
เผยให้เห็นมิสไซล์สีเงินเป็นแถว ๆ
เหมือนเล็บของปีศาจที่พร้อมจะจิกโลกแตกเป็นเสี่ยง ๆ
ไอ้น้ำตาลขนฟู หูแนบศีรษะ มันเริ่มวิ่ง
วิ่งสุดกำลังของขาที่สั่นจนแทบรับน้ำหนักตัวเองไม่ไหว
แต่เสียงคำรามดังสนั่นก็ตามมาเหมือนผีอาฆาตที่ไม่เคยหยุดหายใจ
มิสไซล์พุ่งลงสู่พื้น
“ตูม!!!”
บ้านทั้งหลังลอยขึ้นไปบนฟ้า
ถนนแตกกระจายเป็นเศษฝุ่น
รถยนต์ถูกยกขึ้นเหมือนใบไม้ปลิวตามลม
ท่อประปา เสาไฟ รั้วเหล็ก ต้นไม้ ทุกอย่างลอยขึ้นเหนือหัวมัน
ไอ้น้ำตาลถูกแรงระเบิดยกตัวขึ้นด้วย
ลอยคลึงไปกลางอากาศ
ดวงตากลมโตมองเห็นเมืองทั้งเมืองค่อย ๆ ถูกฉีกออกจากพื้นโลก
ก่อนจะตกลงอย่างรุนแรงจนพื้นดินยุบเป็นหลุมมหึมา
เมื่อสิ่งต่าง ๆ เริ่มร่วงหล่น
ไอ้น้ำตาลที่ลอยอยู่บนนั้นก็ร่วงลงตามไปด้วย
มันพยายามเหยียดขาเล็ก ๆ ออก
เหมือนจะคว้าอะไรไว้ แต่คว้าไม่ได้เลยสักอย่าง
เสียงลมหวีดหวิวดังผ่านหู
ดวงตาของมันเบิกกว้าง
ภาพเมืองแตกเป็นเสี่ยงใหญ่สีดำฉาบไปทั่วท้องฟ้า
เหมือนโลกกำลังถูกกลืน
ร่างของไอ้น้ำตาลกระแทกลงไปบนเศษซากคอนกรีตที่แตกร้าว
เสียงเบา ๆ
เบาจนน้อยกว่าเสียงกระพริบตาของแมวด้วยซ้ำ
มันนอนนิ่ง
ดวงตากลมโตที่เคยใสแจ๋วค่อย ๆ ดับลง
ลมหายใจสุดท้ายหลุดออกมาเหมือนเงาจาง ๆ
และทุกอย่างเงียบลงในทันที
หลุมยักษ์ที่กำเนิดจากมิสไซล์มองลงมาราวกับปากมังกรกำลังอ้ารับเหยื่อ
เมืองทั้งเมืองดับสูญ
และชีวิตเล็ก ๆ ของลูกแมวสีน้ำตาลตัวหนึ่งก็จบลงไปพร้อมกับมัน
ไม่มีใครรู้ว่าเคยมีลูกแมวตัวน้อยชื่อไอ้น้ำตาลอยู่ในเมืองนี้
ไม่มีแม้แต่เงาให้จำว่าเคยมีมันอยู่
เหลือเพียงหลุมยักษ์เงียบสงัด
กับซากเมืองที่ไร้รูปทรงทับมันเอาไว้ตลอดกาล
ปล.แค่เขียนระบายอารมณ์ เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องสั้นขยะ เป็นแค่เรื่องสั้นกากๆของคนไร้ความสามารถไร้สติปัญญาคนหนึ่ง
ปล.แค่เขียนระบายอารมณ์ เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องสั้นขยะ เป็นแค่เรื่องสั้นกากๆของคนไร้ความสามารถไร้สติปัญญาคนหนึ่ง
หุ่นยนต์ยักษ์บุกโจมตี
ชายคนหนึ่งถูกพบในสภาพหมดสตินอนคว่ำหน้า ใกล้ๆกับซากเมืองขนาดใหญ่เมืองหนึ่งที่อยู่ในหลุม
ชายคนนั้นถูกส่งโรงพยาบาล ตำรวจสืบสวนหาความจริงของเรื่องราวที่เกิดขึ้น ตำรวจสอบถามชายคนนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น
"หุ่นยนต์ยักษ์สูงเสียดฟ้ายิงมิสไซล์ยกเมืองทั้งเมืองลอยขึ้นฟ้า ปล่อยให้เมืองตกลงมาจนกระทั่งกลายเป็นหลุมอุกกาบาต"
เพราะเขาเป็นชาวเมืองเพียงคนเดียวจากชาวเมืองนับสองหมื่นคนที่รอดชีวิต ทางตำรวจจึงไม่มีทั้งพยานหรือหลักฐานใดๆอีกนอกจากเขาเพียงคนเดียว
ทางตำรวจได้รับแจ้งจากชายคนหนึ่งว่ามีหุ่นยนต์ยักษ์สูงเสียดฟ้ายิงมิสไซล์ใส่เมืองอีกเมืองยกเมืองขึ้นฟ้าจนเมืองตกลงมากลายเป็นซากอยู่ในหลุม
จากนั้นก็มีคนอีกคนแจ้งตำรวจว่ามีหุ่นยนต์ยักษ์สูงเสียดฟ้ายิงมิสไซล์ระเบิดเมืองขึ้นไปบนฟ้าแล้วจมลงไปในหลุมขนาดยักษ์ชนิดที่ว่าถ้ายักษ์มีอยู่จริง หลุมที่สร้างจากมิสไซล์ของหุ่นยนต์ยักษ์ก็ใช้ฝังศพยักษ์ได้ห้าพันตน
แล้วก็มีอีกคนบอกตำรวจว่า มีหุ่นยนต์ยักษ์สูงเสียดฟ้าตัวหนึ่งยิงมิสไซล์ถล่มเมืองกระจุยกระจาย เมืองก็กระจายขึ้นท้องฟ้าก่อนเมืองจะร่วงหล่นลงมา พื้นดินก็ยุบเป็นหลุมยักษ์ เมืองโดนถล่มเป็นเมืองที่สี่
จากนั้นมีคนที่ห้ามาบอกตำรวจว่า หุ่นยนต์ยักษ์สูงเสียดฟ้าเจ้าเก่ายิงมิสไซล์ระเบิดเมืองขึ้นฟ้าสร้างหลุมยักษ์ เมืองพินาศเป็นเมืองที่ห้า
ดูเหมือนว่าตำรวจคงจะได้รับข้อความเดิม ๆ นี่อีกสักห้าครั้งหรืออีกสี่ครั้งนับจากนี้ มีคนบอกตำรวจว่าเจ้าหุ่นยนต์ยักษ์สูงเสียดฟ้ายิงมิสไซล์ระเบิดเมืองขึ้นฟ้าสร้างหลุมยักษ์ เมืองพินาศเป็นเมืองที่หกแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นคนรอดชีวิตจากเมืองที่โดนระเบิดหรือแค่คนเห็นเหตุการณ์เฉยๆ แต่เขาคนนี้ก็มาบอกตำรวจว่า มีหุ่นยนต์สูงเสียดฟ้ายิงมิสไซล์ระเบิดเมืองขึ้นฟ้าก่อนจะปล่อยให้เมืองจมลงอยู่ในหลุมยักษ์เป็นเมืองที่เจ็ดแล้ว
เช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นคนที่รอดชีวิตจากเมืองที่โดนยิงมิสไซล์ใส่หรือแค่ผ่านทางมาแล้วเห็นเหตุการณ์เฉยๆ แต่เขาคนนี้ก็ทำเช่นเดียวกับทุกคนก่อนหน้านี้ เขาบอกกับตำรวจว่าเมืองที่แปดโดนหุ่นยนต์ที่สูงเสียดฟ้ายิงมิสไซล์ระเบิดเมืองขึ้นฟ้าปล่อยให้เหลือแต่หลุมยักษ์ที่มีซากเมืองที่หล่นลงมาจากฟ้าจมอยู่ในนั้น
มีคนมาบอกกับตำรวจว่า หุ่นยนต์สูงเสียดฟ้ายิงมิสไซล์ยกเมืองขึ้นฟ้าปล่อยให้เหลือแต่หลุมยักษ์เป็นเมืองที่เก้าแล้ว
ตำรวจคงกำลังสับสน มีคนพูดแบบเดียวกันตั้งเก้าคน ก็ยังมีคนที่สิบมาพูดเรื่องเดียวกันอีกต่างหาก เช่นเดิม คนที่สิบบอกว่าหุ่นยนต์สูงเสียดฟ้ายิงมิสไซล์ระเบิดเมืองขึ้นฟ้า ปล่อยให้เหลือไว้แต่เพียงหลุมยักษ์
แล้วก็มีหุ่นยนต์ยักษ์สีเงินรูปร่างเหมือนชุดเกราะอัศวินที่มีกลไกของเครื่องจักรไอน้ำปรากฏอยู่อย่างชัดเจนบินมาจากท้องฟ้าลงสู่พื้นดิน หุ่นยนต์ยักษ์มีความสูงมากกว่าความสูงของเสาสัญญาณโทรศัพท์สองเท่า
ส่วนที่เป็นนิ้วมือของหุ่นยนต์เปิดออกเผยให้เห็นมิสไซล์และกลไกยิงมิสไซล์
หุ่นยนต์ยักษ์ยิงมิสไซล์เจาะเข้าใต้ดินของเมือง เกิดเสียงดังก้องขึ้นดั่งเสียงฟ้าผ่าอันสนั่น ตึก บ้าน ถนน ต้นไม้ รั้วเหล็ก เสาไฟ หอคอย เสาโทรศัพท์ ท่อประปา ถังน้ำ พื้นดิน ทุกอย่างถูกระเบิดลอยขึ้นทะลุก้อนเมฆ เกิดระเบิดเพลิงคลุมไปทั่วบริเวณ ทิ้งหลุมยักษ์ที่แทบจะไร้ขอบเขตไว้ ยามเมื่อทุกสิ่งที่ลอยอยู่บนชั้นบรรยากาศก็ร่วงหล่นลงมาลงสู่หลุมยักษ์ ด้วยแรงกระแทกมหาศาลที่เกินกว่าจะวัดได้ ก็ทำให้หลุมยักษ์นั้นยุบตัวลงไปขึ้นแล้วก็ทำให้หลุมยักษ์นั้นเพิ่มขนาดอย่างมโหฬารขึ้นไปอีก ทุกอย่างจบสิ้นแต่เพียงเท่านี้
ปล.แค่เขียนระบายอารมณ์ เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องสั้นขยะ เป็นแค่เรื่องสั้นกากๆของคนไร้ความสามารถไร้สติปัญญาคนหนึ่ง
วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
จอห์นนี่ ดาร์กเนสเรื่องที่4
(เดิมทีตั้งใจให้เป็นเรื่องที่3 และเรื่องseriousเป็นเรื่องที่4ต่อจากเรื่องนี้)
จอห์นนี่ ดาร์กเนส Chronicles of Johnny Darkness's Earth: the Darkness, the His Friends, and the Narnia.
"ตั้งแต่ผมกลายร่างมาเป็นเด็กสาวหูกระต่าย นอกเหนือไปจากหูกระต่ายสีขาว ผมยาวสีขาว ตาสีฟ้า กับเรื่องที่ตาสีฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงตอนโกรธจัดหรือเอาจริงแล้ว ก็ยังเหมือนเดิม" -จอห์นนี่ ดาร์กเนส-
จอห์นนี่ ดาร์กเนสในร่างเด็กสาวหูกระต่ายยืนอยู่หน้าหลุมศพโหยที่สร้างแบบโมเดลจำลองย่อส่วนของสุสานขนาดใหญ่ของฮ่องเต้หลังเสร็จสิ้นงานศพของโหย พร้อมกันกับเพื่อนอีกสองคนของเขา นพพร ชายอ้วนร่างสูงผิวคล้ำ กับโฟล์กชายผอมผู้ไม่สูงมากผิวสว่างกว่า หลังเลิกงานศพ นพพรกับโฟล์กกลับบ้าน จอห์นนี่ ดาร์กเนสยังยืนอยู่หน้าหลุมศพโหย แล้วจอห์นนี่ ดาร์กเนสเดินไปยืนพิงหลังที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งข้างหลุมฝังศพโหยนั้น
จอห์นนี่ ดาร์กเนสร่างเด็กสาวหูกระต่ายพาโหยเดินที่ชายหาดทะเลที่ไม่มีพืชเลยยกเว้นต้นแอปเปิ้ลเพียงต้นเดียว
จอห์นนี่ ดาร์กเนสร่างเด็กสาวหูกระต่ายพาโหยเดินที่ป่าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
จอห์นนี่ ดาร์กเนสร่างเด็กสาวหูกระต่ายพาโหยเดินเล่นที่เกาะกลางทะเลแห่งหนึ่งที่ทิศเหนือไปจนถึงตะวันตกเต็มไปด้วยเทือกเขาและภูเขาจำนวนหลายลูก ด้านทิศตะวันตกนั้นชายฝั่งทะเลเว้าและมีแหลมสลับกับอ่าวที่เว้าลึกเข้าไปในตลิ่งสูงชันจนเหมือนฟยอร์ดและทะเลสาบน้ำเค็ม ทิศตะวันออกชายฝั่งทะเลนั้นราบเรียบและมีปากแม่น้ำขนาดใหญ่หลายแห่ง มีหาดทรายยาว ทุ่งทรายนี้มีทุ่งหญ้าขึ้นอยู่เป็นทุ่งหญ้าผืนทราย เมื่อรวมแนวความยาวของเทือกเขาและภูเขาทั้งหมดมีรอยแตกจากใต้ไปเหนือตรงกลางเส้นแนวความยาวนั้น ตอนกลางของเกาะเป็นที่ราบขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางที่ราบสูงและเทือกเขา ที่สามารถมองเห็นเนินเขาหลายแห่งได้ และเนินเขายาวหลายแห่ง และภูเขาโดดหลายแห่ง ที่ทิศใต้เลยรอยแตกทางทิศใต้นั้น เป็นแนวเนินเขายาวสลับกับหุบเขากว้าง เกาะนี้มีทะเลสาบน้ำจืดหลายแห่ง
จอห์นนี่ ดาร์กเนสร่างเด็กสาวหูกระต่ายพาโหยเดินที่เกาะที่มีชายหาดยาว เห็นชั้นหินตะกอนได้ชัดเจน และเสาหินกลางทะเลหลายแห่ง
จอห์นนี่ ดาร์กเนสร่างเด็กสาวหูกระต่ายพาโหยเดินที่เกาะที่เป็นที่ราบต่ำ มีเนินเขาหินทรายที่สูงชัน ชายฝั่งทิศตะวันตกมีหน้าผาสูงชัน มีทะเลสาบ และลำธารที่ไหลลงมาจากที่สูง เกาะนี้ไม่มีต้นไม้
จอห์นนี่ ดาร์กเนสร่างเด็กสาวหูกระต่ายพาโหยเดินที่เกาะที่เป็นที่ราบชายฝั่ง
จอห์นนี่ ดาร์กเนสร่างเด็กสาวหูกระต่ายพาโหยเดินที่เกาะที่มีเทือกเขาทอดยาวจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นลูกคลื่น เทือกเขานี้ยอดกลม เต็มไปด้วยหญ้า มีเทือกเขาทอดยาวจากทิศใต้ไปทิศตะวันออกเฉียงใต้ และมีเทือกเขาที่อยู่ไกลออกไปในทิศตะวันตก ทิศเหนือเป็นที่ราบชายฝั่ง มีแม่น้ำไหลไปทางทิศเหนือและทิศตะวันตกและทิศใต้
จอห์นนี่ ดาร์กเนสร่างเด็กสาวหูกระต่ายพาโหยเดินที่เกาะที่ทิศตะวันตกมีอ่าวและสนามหญ้า
จอห์นนี่ ดาร์กเนสร่างเด็กสาวหูกระต่ายพาโหยเดินที่เกาะที่เต็มไปด้วยหน้าผา อ่าว แหลม และเป็นเนินเขา มีป่า ป่าผสมทุ่งหญ้า มีพื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่ง


