วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

 การบาดเจ็บจากระเบิด (Blast injury)


บทความ


พูดคุย


ภาษา


ดาวน์โหลด PDF


ดู


แก้ไข


**การบาดเจ็บจากระเบิด** เป็นการบาดเจ็บทางกายภาพชนิดซับซ้อนที่เกิดจากการสัมผัสโดยตรงหรือโดยอ้อมกับ **การระเบิด**[1] การบาดเจ็บประเภทนี้เกิดขึ้นทั้งจากการจุดระเบิดของ **วัตถุระเบิดแรงสูง (high-order explosives)** และจากการลุกไหม้ของ **วัตถุระเบิดแรงต่ำ (low-order explosives)** โดยอาการบาดเจ็บจะทวีความรุนแรงขึ้นหากการระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่ปิด


การบาดเจ็บจากระเบิด  

แผนภูมิแสดงจำนวนผู้เสียชีวิต/บาดเจ็บรายชั้นในอาคารรัฐบาลสหพันธ์แอลเฟรด พี. เมอร์ราห์ (Alfred P. Murrah Federal Building) จากเหตุระเบิดก่อการร้ายที่เมืองโอกลาโฮมาเมื่อเมษายน ค.ศ. 1995  

สาขาวิชาเกี่ยวข้อง: เวชศาสตร์ฉุกเฉิน, ศัลยศาสตร์บาดแผล  


---


**คำอธิบายเพิ่มเติม:**

1.  **Blast injury** แปลว่า **"การบาดเจ็บจากระเบิด"** (เป็นคำแปลมาตรฐาน)

2.  **Physical trauma** แปลว่า **"การบาดเจ็บทางกายภาพ"**

3.  **Detonation** (ของ high-order explosives) แปลว่า **"การจุดระเบิด"**

4.  **Deflagration** (ของ low-order explosives) แปลว่า **"การลุกไหม้"** (เน้นความแตกต่างจาก detonation)

5.  **Compounded** แปลว่า **"ทวีความรุนแรงขึ้น"**

6.  **Confined space** แปลว่า **"พื้นที่ปิด"**

7.  **Oklahoma City bombing** อธิบายเพิ่มว่า **"เหตุระเบิดก่อการร้ายที่เมืองโอกลาโฮมา"** เพื่อความชัดเจน

8.  **Specialty** แปลว่า **"สาขาวิชาเกี่ยวข้อง"** และแปลชื่อสาขาเฉพาะทาง:

    *   **Emergency medicine:** เวชศาสตร์ฉุกเฉิน

    *   **Trauma surgery:** ศัลยศาสตร์บาดแผล

## การจำแนกประเภทการบาดเจ็บจากระเบิด


แก้ไข


แผนภาพแสดงการบาดเจ็บจากระเบิด


การบาดเจ็บจากระเบิดแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ **ปฐมภูมิ** (primary), **ทุติยภูมิ** (secondary), **ตติยภูมิ** (tertiary) และ **จตุรภูมิ** (quaternary)


---


### การบาดเจ็บปฐมภูมิ (Primary injuries)

แก้ไข


การบาดเจ็บปฐมภูมิเกิดจาก **คลื่นความดันส่วนเกินจากการระเบิด** (blast overpressure waves) หรือ **คลื่นกระแทก** (shock waves)

*   **การเสียหายของร่างกายทั้งร่าง** (Total body disruption) เป็นการบาดเจ็บปฐมภูมิที่รุนแรงที่สุดและทำให้เสียชีวิตทุกราย [2]

*   การบาดเจ็บปฐมภูมินี้พบได้บ่อยเมื่อบุคคลอยู่ใกล้กับวัตถุระเบิด เช่น กับระเบิด [3]

*   **อวัยวะที่มักได้รับผลกระทบมากที่สุดคือหู** ตามมาด้วยปอดและอวัยวะกลวงในระบบทางเดินอาหาร (gastrointestinal tract) โดยการบาดเจ็บของระบบทางเดินอาหารอาจแสดงอาการล่าช้าเป็นชั่วโมงหรือแม้กระทั่งวัน [3]

*   ความรุนแรงของการบาดเจ็บจากคลื่นความดันส่วนเกินขึ้นกับทั้งความดันและระยะเวลาที่ได้รับสัมผัส ยิ่งความดันสูงหรือระยะเวลานานขึ้น ความรุนแรงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น [3]


**ระบบการได้ยินสามารถเสียหายอย่างรุนแรงได้:**

*   **แก้วหู** (tympanic membrane) อาจทะลุจากความรุนแรงของคลื่นความดัน

*   **เซลล์ขน** (hair cells) ซึ่งเป็นตัวรับเสียงในคอเคลีย (cochlea) อาจเสียหายถาวร ส่งผลให้สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ระดับน้อยไปจนถึงรุนแรงมาก (หูตึงรุนแรง) [4]

*   ความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงความดันจากการระเบิดสามารถทำลายหลอดเลือดและเส้นประสาทในระบบการได้ยินได้ [4][5] ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบอาจมีปัญหาในการประมวลผลเสียงแม้ว่าจะได้ยินเสียงปกติ (การได้ยินเกณฑ์ปกติ)

*   ผลรวมของผลกระทบเหล่านี้สามารถนำไปสู่ **การสูญเสียการได้ยิน, หูอื้อ (tinnitus), ปวดศีรษะ, เวียนศีรษะ (vertigo) และความยากลำบากในการประมวลผลเสียง** [5]


โดยทั่วไป การบาดเจ็บปฐมภูมิ**มักไม่มีบาดแผลภายนอกให้เห็น** ทำให้การบาดเจ็บภายในมักไม่ได้รับการรับรู้และประเมินความรุนแรงต่ำเกินไป ผลการทดลองล่าสุดชี้ให้เห็นว่าขอบเขตและประเภทของการบาดเจ็บปฐมภูมิที่เกิดจากระเบิดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงค่าความดันสูงสุด (peak overpressure) เท่านั้น แต่ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ เช่น จำนวนยอดความดัน, ระยะเวลาระหว่างยอดความดัน, ลักษณะของแรงเฉือน (shear fronts) ระหว่างยอดความดัน, การสั่นพ้องของความถี่ (frequency resonance), และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic pulse) เป็นต้น


มีข้อตกลงทั่วไปว่า **การหลุดกระเด็น (spalling), การยุบตัวแบบระเบิดเข้าข้างใน (implosion), แรงเฉื่อย (inertia) และความแตกต่างของความดัน (pressure differentials)** เป็นกลไกหลักที่เกี่ยวข้องกับการเกิดการบาดเจ็บปฐมภูมิจากระเบิด ดังนั้นงานวิจัยส่วนใหญ่ก่อนหน้านี้จึงมุ่งเน้นไปที่กลไกการบาดเจ็บในอวัยวะและระบบอวัยวะที่มีก๊าซ เช่น ปอด ขณะที่ **การบาดเจ็บที่สมองจากแรงระเบิด (primary blast-induced traumatic brain injury)** มักถูกประเมินความสำคัญต่ำเกินไป


**ปอดระเบิด (Blast lung)** หมายถึง **การฟกช้ำของปอดอย่างรุนแรง, เลือดออก หรือบวมน้ำ พร้อมกับความเสียหายต่อถุงลม (alveoli) และหลอดเลือด** หรือทั้งสองอย่างรวมกัน [6] เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดในผู้รอดชีวิตระยะแรกจากการระเบิด [7]


---


### การบาดเจ็บทุติยภูมิ (Secondary injuries)

แก้ไข


การบาดเจ็บทุติยภูมิคือ **การบาดเจ็บจากกระสุนหรือสะเก็ดระเบิด** (ballistic trauma) ซึ่งเกิดจากการถูกชนโดยสะเก็ดระเบิด (shrapnels) และวัตถุอื่นๆ ที่ถูกแรงระเบิดขับเคลื่อนออกมา [8]

*   การบาดเจ็บประเภทนี้อาจเกิดขึ้นกับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย และบางครั้งส่งผลให้เกิด **การบาดเจ็บแบบทะลุผ่าน** (penetrating trauma) พร้อมมีเลือดออกให้เห็นชัดเจน [9]

*   ในบางครั้งวัตถุที่ถูกขับเคลื่อนอาจฝังอยู่ในร่างกาย ทำให้เลือดไม่ไหลออกภายนอก แต่เกิด **การเสียเลือดปริมาณมากภายในช่องว่างของร่างกาย** (body cavities) แทน

*   บาดแผลจากสะเก็ดระเบิดอาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นวัตถุระเบิดต่อต้านบุคคล (anti-personnel explosive devices) หลายชนิดจึงถูกออกแบบมาให้สร้างสะเก็ดที่บินเร็ว


**ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เกิดจากการบาดเจ็บทุติยภูมิ** เนื่องจากโดยทั่วไปสะเก็ดระเบิดจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่กว้างกว่าพื้นที่ผลกระทบหลัก (primary blast area) อย่างมาก เพราะเศษซากต่างๆ สามารถถูกเหวี่ยงไปได้ไกลหลายร้อยหรือหลายพันเมตร [8][9]

*   วัตถุระเบิดบางชนิด เช่น **ระเบิดตะปู** (nail bombs) ถูกออกแบบมาโดยเจตนาเพื่อเพิ่มโอกาสเกิดการบาดเจ็บทุติยภูมิ [8]

*   ในกรณีอื่นๆ เป้าหมายเองก็เป็นแหล่งวัตถุดิบของสะเก็ดที่กระเด็นไปสู่บริเวณโดยรอบ เช่น **เศษกระจกจากหน้าต่างที่แตก** หรือ **ผนังภายนอกอาคารที่ทำจากกระจก** [8]


---


### การบาดเจ็บตติยภูมิ (Tertiary injuries)

แก้ไข


การแทนที่อากาศด้วยแรงระเบิดจะสร้าง **ลมระเบิด** (blast wind) ที่สามารถเหวี่ยงผู้ประสบเหตุกระแทกเข้ากับวัตถุแข็ง [3] การบาดเจ็บที่เกิดจากการกระทบกระแทกประเภทนี้เรียกว่าการบาดเจ็บตติยภูมิจากระเบิด

*   การบาดเจ็บตติยภูมิอาจปรากฏเป็นรูปแบบผสมระหว่าง **การบาดเจ็บแบบทู่** (blunt trauma) และ **การบาดเจ็บแบบทะลุ** (penetrating trauma) รวมถึง **กระดูกหัก** (bone fractures) และ **การบาดเจ็บแบบ coup contre-coup** (การบาดเจ็บตรงข้ามจุดกระแทก - การบาดเจ็บที่สมองทั้งบริเวณที่ถูกกระแทกและด้านตรงข้าม)

*   **เด็กมีความเสี่ยงสูงต่อการบาดเจ็บตติยภูมิ** เนื่องจากน้ำหนักตัวที่ค่อนข้างน้อย [8]


---


### การบาดเจ็บจตุรภูมิ (Quaternary injuries)

แก้ไข


การบาดเจ็บจตุรภูมิ (หรือชื่อเรียกอื่นๆ ตามการจำแนก) หมายถึง **การบาดเจ็บอื่นๆ ทั้งหมดที่ไม่ได้อยู่ในสามประเภทแรก** ซึ่งรวมถึง **แผลไหม้จากแสงวาบ** (flash burns), **การบาดเจ็บจากการถูกทับ** (crush injuries) และ **การบาดเจ็บของระบบทางเดินหายใจ** (respiratory injuries) [8]


*   **การตัดแขนขาจากการบาดเจ็บ** (Traumatic amputations) มักนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว เว้นแต่จะมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทักษะหรือบุคคลอื่นที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างเหมาะสมอยู่ใกล้เคียง สามารถตอบสนองได้ทันท่วงที พร้อมความสามารถในการอพยพทางการแพทย์ทางพื้นดินหรือทางอากาศอย่างรวดเร็วไปยังสถานที่ที่เหมาะสมภายในเวลาที่กำหนด และมี **เครื่องขันชะเนาะ** (tourniquets - สำหรับห้ามเลือดที่จุดที่มีเลือดออก) และอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็น (ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานหรือที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง, อาจจะปลอดเชื้อหรือไม่ก็ตาม) พร้อมใช้งานเพื่อรักษาการบาดเจ็บ ดังนั้น การบาดเจ็บประเภทนี้จึงพบได้ค่อนข้างน้อยในผู้รอดชีวิต แต่มิใช่ว่าจะไม่เคยมีรายงานเลย ไม่ว่าจะรอดชีวิตหรือไม่ก็ตาม มักจะมาพร้อมกับการบาดเจ็บอื่นๆ ที่สำคัญร่วมด้วย [8]

*   อัตราการเกิด **การบาดเจ็บที่ดวงตา** (eye injury) อาจขึ้นอยู่กับประเภทของการระเบิด [8]

*   **การบาดเจ็บทางจิตเวช** (Psychiatric injury) ซึ่งบางส่วนอาจเกิดจากความเสียหายของระบบประสาทที่เกิดขึ้นระหว่างการระเบิด **เป็นการบาดเจ็บจตุรภูมิที่พบบ่อยที่สุด** และ **โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ** (post-traumatic stress disorder - PTSD) อาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่ไม่ได้บาดเจ็บทางกายใดๆ เลย [8]

## กลไกการเกิดการบาดเจ็บจากระเบิด


แก้ไข


การบาดเจ็บจากระเบิดอาจเกิดจากเหตุการณ์หลายประเภท ตั้งแต่**อุบัติเหตุในอุตสาหกรรม**ไปจนถึง**การโจมตีโดยเจตนา** [9]  


*   **วัตถุระเบิดแรงสูง** (High-order explosives) ก่อให้เกิด **คลื่นกระแทกความดันส่วนเกินเหนือเสียง** (supersonic overpressure shock wave)  

*   **วัตถุระเบิดแรงต่ำ** (Low order explosives) จะเกิดการ **ลุกไหม้** (deflagrate) และไม่สร้างคลื่นความดันส่วนเกิน  


**กลไกของคลื่นระเบิด (Blast wave):**  

1.  คลื่นระเบิดเริ่มต้นด้วย **แรงดันอากาศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงครั้งเดียว** (single pulse) ซึ่งกินเวลาเพียง **ไม่กี่มิลลิวินาที**  

2.  ตามมาด้วย **ความดันเชิงลบ** (negative pressure) หรือ **แรงดูด** (suction) ทันทีหลังจากคลื่นบวก  

3.  ระยะเวลาของคลื่นระเบิดขึ้นอยู่กับ **ประเภทของวัตถุระเบิด** และ **ระยะห่างจากจุดระเบิด**  


**การขยายตัวของคลื่นระเบิด:**  

*   คลื่นระเบิดเคลื่อนออกจากแหล่งกำเนิดในรูปทรงกลมของ **ก๊าซที่ถูกอัดและขยายตัวอย่างรวดเร็ว**  

*   ก๊าซนี้จะ **แทนที่อากาศปริมาตรเท่ากันด้วยความเร็วสูงมาก**  

*   ความเร็วของคลื่นระเบิดในอากาศอาจสูงมาก ขึ้นอยู่กับประเภทและปริมาณวัตถุระเบิด  


**ปัจจัยทำลายล้างต่อร่างกาย:**  

ผู้ที่อยู่ในแนวระเบิดจะได้รับผลกระทบจาก:  

1.  **ความดันบรรยากาศส่วนเกิน** (excess barometric pressure)  

2.  **แรงดันจากลมความเร็วสูง** ที่เคลื่อนที่ตามแนวหน้าคลื่นกระแทก (shock front) ทันที  


**ปัจจัยกำหนดความรุนแรงของความเสียหาย:**  

ความเสียหายจากคลื่นระเบิดขึ้นอยู่กับ:  

1.  **ค่าสูงสุดของคลื่นความดันบวกเริ่มต้น** (peak initial positive pressure)  

2.  **ระยะเวลาของแรงดันส่วนเกิน** (duration of overpressure)  

3.  **ตัวกลางที่เกิดการระเบิด**  

4.  **ระยะห่างจากคลื่นระเบิดต้นทาง**  

5.  **ระดับการรวมคลื่น** (focusing) เนื่องจากพื้นที่ปิดหรือกำแพง  


**ปรากฏการณ์การขยายความรุนแรง:**  

*   การระเบิด **ใกล้หรือภายในพื้นผิวแข็ง** จะทำให้ความรุนแรง **เพิ่มขึ้น 2 ถึง 9 เท่า** เนื่องจากการสะท้อนของคลื่นกระแทก  

*   ดังนั้น ผู้ที่อยู่ **ระหว่างจุดระเบิดกับอาคาร** มักจะได้รับบาดเจ็บรุนแรง **มากกว่าผู้ที่อยู่ในที่โล่ง 2-3 เท่า** [10]  


---


**คำอธิบายศัพท์เทคนิค:**  

1.  **Deflagrate:** ลุกไหม้ (การเผาไหม้ด้วยความเร็วต่ำกว่าคลื่นกระแทก)  

2.  **Overpressure:** แรงดันส่วนเกิน/ความดันส่วนเพิ่ม  

3.  **Shock front:** แนวหน้าคลื่นกระแทก  

4.  **Focusing:** การรวมคลื่น/การรวมศูนย์พลัง  

5.  **Amplified:** ขยายความรุนแรง/ทวีคูณ

## การบาดเจ็บทางระบบประสาทจากระเบิด (Neurotrauma)


แก้ไข


การบาดเจ็บจากระเบิดสามารถก่อให้เกิด **ความเสียหายทางประสาทสัมผัส[11] และสมองที่มองไม่เห็น** ซึ่งนำไปสู่ผลกระทบทางระบบประสาทและประสาทสัมผัสได้

*   นี่เป็น **กลุ่มอาการทางคลินิกที่ซับซ้อน** เกิดจากผลรวมของกลไกการบาดเจ็บจากระเบิดทุกประเภท ได้แก่ ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ และจตุรภูมิ

*   การบาดเจ็บจากระเบิดมักปรากฏในรูปแบบ **พอลิทราอมา (polytrauma)** หรือการบาดเจ็บหลายระบบพร้อมกัน

*   **กลไกหลักที่ส่งผลต่อสมอง:**

    1.  **ภาวะขาดออกซิเจนในอวัยวะสำคัญ:** เลือดออกจากอวัยวะที่บาดเจ็บ (เช่น ปอดหรือลำไส้) ทำให้สมองและอวัยวะสำคัญอื่นๆ ขาดออกซิเจน

    2.  **ความบกพร่องในการแลกเปลี่ยนก๊าซ:** ความเสียหายของปอดลดพื้นที่ในการดูดซับออกซิเจนจากอากาศ ส่งผลให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองลดลง

    3.  **สารสื่อกลางจากเนื้อเยื่อถูกทำลาย:** การสลายตัวของเนื้อเยื่อกระตุ้นการสังเคราะห์และปล่อยฮอร์โมนหรือสารสื่อกลางเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งเมื่อไปถึงสมองจะเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมอง

    4.  **การระคายเคืองปลายประสาท:** การระคายเคืองของปลายประสาทในเนื้อเยื่อหรืออวัยวะส่วนปลายที่บาดเจ็บก็มีส่วนสำคัญต่อการบาดเจ็บทางระบบประสาทจากระเบิด


**อาการที่พบ:**

ผู้ที่สัมผัสกับแรงระเบิดมักแสดงอาการดังนี้:

*   สูญเสียความทรงจำเหตุการณ์ก่อนและหลังการระเบิด

*   สับสน

*   ปวดศีรษะ

*   การรับรู้ความจริงบกพร่อง

*   ความสามารถในการตัดสินใจลดลง


**ความท้าทายทางคลินิก:**

*   ผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บที่สมองจากระเบิดมักเกิด **อาการสมองบวม (brain swelling)** และ **ภาวะหลอดเลือดสมองหดเกร็ง (cerebral vasospasm)** อย่างรวดเร็วและไม่คาดคิด แม้จะได้รับการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

*   อาการแรกเริ่มของการบาดเจ็บทางระบบประสาทจากระเบิด (Blast-Induced Neurotrauma: BINT) **อาจปรากฏล่าช้าเป็นเดือนหรือปี** หลังเหตุการณ์ จึงถูกจัดเป็น **การบาดเจ็บที่สมองระยะทุติยภูมิ (secondary brain injuries)**[12]


**อาการระยะยาว:**

อาการที่พบมีความหลากหลายมาก ได้แก่:

*   น้ำหนักลด

*   ความไม่สมดุลของฮอร์โมน

*   อ่อนเพลียเรื้อรัง

*   ปวดศีรษะ

*   ปัญหาด้านความจำ

*   ปัญหาด้านการพูด

*   ปัญหาด้านการทรงตัว (balance)

*   อาการเหล่านี้มักทำให้ผู้ป่วยทุพพลภาพและรบกวนชีวิตประจำวัน


**ปัญหาการวินิจฉัย:**

*   เนื่องจาก BINT ในผู้ประสบเหตุระเบิด **มักถูกประเมินความสำคัญต่ำเกินไป** จึงทำให้เสีย **ช่วงเวลาสำคัญสำหรับการบำบัดป้องกันและ/หรือการฟื้นฟูสภาพที่ทันท่วงที** ไป[12]


**ความก้าวหน้าล่าสุด (2022):**

*   การศึกษาที่ตีพิมพ์ในปี 2022 ชี้ให้เห็นว่า **การใช้ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพจากเลือด (blood-based biomarkers)** เป็นวิธีที่มีแนวโน้มดีในการตรวจหาการบาดเจ็บทางระบบประสาท แม้ในผู้ที่ไม่มีอาการภายนอก[13]

*   การศึกษานี้พบ **การเปลี่ยนแปลงระดับโมเลกุล** ที่สอดคล้องกับ **การอักเสบของระบบประสาท (neuroinflammation)** และ **ความเสียหายของหลอดเลือด** ในกำลังพลที่สัมผัสกับการระเบิดระดับต่ำซ้ำๆ


---


**คำอธิบายศัพท์:**

1.  **Neurotrauma:** การบาดเจ็บทางระบบประสาท (เน้นการบาดเจ็บจากแรงกระแทก/ระเบิด)

2.  **Polytrauma:** การบาดเจ็บหลายระบบพร้อมกัน (ศัพท์ทางการแพทย์)

3.  **Cerebral vasospasm:** ภาวะหลอดเลือดสมองหดเกร็ง

4.  **Secondary brain injuries:** การบาดเจ็บที่สมองระยะทุติยภูมิ (อาการที่ตามมาภายหลัง)

5.  **Blast-Induced Neurotrauma (BINT):** การบาดเจ็บทางระบบประสาทจากแรงระเบิด (คงตัวย่อ BINT ไว้)

6.  **Blood-based biomarkers:** ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพจากเลือด (สารที่วัดในเลือดเพื่อบ่งชี้โรค/การบาดเจ็บ)

7.  **Neuroinflammation:** การอักเสบของระบบประสาท

## การวิจัยคลื่นระเบิดกับโรค PTSD


แก้ไข


นอกจาก**ปัจจัยเสี่ยงของโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD)** ที่ทราบกันดีทั้งใน**ประชากรทั่วไปและบุคลากรทหาร** ในพื้นที่สงครามแล้ว ในต้นปี 2018 รายการ **60 Minutes** ได้รายงาน[14] ว่า **ดร. แดเนียล "แดน" เพิร์ล** ผู้เชี่ยวชาญด้าน**ประสาทพยาธิวิทยา (neuropathology)** ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเนื้อเยื่อสมองที่ได้รับ**การบาดเจ็บที่สมอง (TBI)** และค้นพบ **ความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (causal relationship)** ระหว่าง**คลื่นระเบิดจากระเบิดประดิษฐ์ (IED blast waves)** กับ PTSD  


*   ดร.เพิร์ลถูกเชิญให้ดำรงตำแหน่ง **ศาสตราจารย์ด้านพยาธิวิทยา** ที่ **มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สุขภาพของเหล่าทัพ (Uniformed Services University of the Health Sciences)**  

*   และให้จัดตั้ง **ศูนย์ประสาทวิทยาศาสตร์และการแพทย์ฟื้นฟูสภาพ (Center for Neuroscience and Regenerative Medicine)** ตามที่รัฐสภา (สหรัฐอเมริกา) กำหนดไว้ในปี 2008[15]  


**การค้นพบสำคัญ:**  

ในปี 2006 นักวิจัยพบว่า **อาการของ PTSD หลายอย่างทับซ้อนกับอาการของ TBI** ซึ่งอาจนำไปสู่ **การวินิจฉัยผิดพลาด (misdiagnosis)** ในผู้ที่เคยประสบการบาดเจ็บจากระเบิด[16]  


---


**คำอธิบายศัพท์และบริบท:**  

1.  **IED (Improvised Explosive Device):** ระเบิดประดิษฐ์ (มักใช้ในสงครามกองโจร/การก่อการร้าย)  

2.  **Blast waves:** คลื่นระเบิด (แรงดันที่แผ่กระจายจากการระเบิด)  

3.  **Causal relationship:** ความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (คลื่นระเบิด *เป็นสาเหตุ* ของ PTSD)  

4.  **Neuropathology:** ประสาทพยาธิวิทยา (การศึกษาโรคของระบบประสาท)  

5.  **Traumatic Brain Injury (TBI):** การบาดเจ็บที่สมองจากแรงกระแทก  

6.  **Symptom overlap:** อาการทับซ้อนกัน (ทำให้แยกโรค PTSD และ TBI ยาก)  

7.  **Misdiagnosis:** การวินิจฉัยผิดพลาด  

8.  **Uniformed Services University of the Health Sciences (USUHS):** ชื่อสถาบันการศึกษาเฉพาะทางด้านการแพทย์สำหรับเหล่าทัพของสหรัฐฯ (คงชื่อภาษาอังกฤษไว้และใส่คำแปลภาษาไทยในวงเล็บ)  

9.  **60 Minutes:** ชื่อรายการข่าวสาร调查ที่มีชื่อเสียงของสหรัฐฯ (คงชื่อเดิม)

## การประเมินจำนวนผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต และระบบการคัดแยกผู้ป่วย (Casualty estimates and triage)


แก้ไข


การระเบิดใน**พื้นที่ปิด** (confined spaces) หรือการระเบิดที่ก่อให้เกิด**โครงสร้างพังทลาย** (structural collapse) มักส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมากกว่า  

*   พื้นที่ปิด ได้แก่ **เหมือง อาคาร และยานพาหนะขนาดใหญ่**  


**หลักการประมาณการผู้บาดเจ็บเบื้องต้น:**  

*   สำหรับการประมาณจำนวนผู้บาดเจ็บรวมจากเหตุการณ์อย่างคร่าวๆ ให้ **ใช้ตัวเลขสองเท่าของจำนวนผู้มารับการรักษาในชั่วโมงแรก**  

*   ผู้ป่วยที่บาดเจ็บน้อยมักมาถึงโรงพยาบาลก่อน เนื่องจากสามารถเดินทางมาด้วยตนเองได้  


**รูปแบบการมาถึงโรงพยาบาล (พบในเหตุระเบิด):**  

1.  **ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย:** มักมาถึงโรงพยาบาลเร็วที่สุด (ด้วยตนเอง)  

2.  **ผู้บาดเจ็บสาหัส:** มักมาถึงช้ากว่า ผ่านบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (เรียกว่า **"การคัดแยกแบบกลับด้าน" หรือ "upside-down" triage**)  

3.  **กรณีมีโครงสร้างพังทลาย:** จะมีผู้บาดเจ็บรุนแรงจำนวนมากขึ้น และมาถึงโรงพยาบาลช้ากว่าเดิม [17]  


---


**คำอธิบายศัพท์:**  

1.  **Confined spaces:** พื้นที่ปิด (พื้นที่จำกัด เช่น ในอาคาร, ยานพาหนะ)  

2.  **Structural collapse:** การทรุดตัว/พังทลายของโครงสร้างสิ่งปลูกสร้าง  

3.  **Casualty estimates:** การประเมินจำนวนผู้บาดเจ็บ/เสียชีวิต  

4.  **Triage:** การคัดแยกผู้บาดเจ็บตามความเร่งด่วน (เพื่อจัดสรรทรัพยากรการรักษา)  

5.  **"Upside-down" triage:**  

    *   **ระบบการคัดแยกแบบกลับด้าน** (คำแปลตรง)  

    *   **ลักษณะเฉพาะ:** ในเหตุระเบิด ผู้บาดเจ็บเล็กน้อยจะมาถึงโรงพยาบาลก่อนผู้บาดเจ็บสาหัส ซึ่งตรงข้ามกับรูปแบบการคัดแยกปกติที่ผู้สาหัสจะมาก่อน  

    *   **สาเหตุ:** ผู้บาดเจ็บสาหัสต้องการการช่วยเหลือที่ซับซ้อนและใช้เวลานานในการเคลื่อนย้ายออกจากที่เกิดเหตุ  

6.  **Rough estimate:** การประมาณการอย่างคร่าวๆ

 นี่คือคำแปลเป็นภาษาไทยของบทความที่ให้มา:


**แผลแทง**


บทความ


 


พูดคุย


ภาษา


ดาวน์โหลด PDF


ดู


แก้ไข


สำหรับอัลบั้มเพลง ดูที่ Stab Wounds


**แผลแทง** (Stab wound) เป็นรูปแบบเฉพาะของการบาดเจ็บแบบทะลุ (penetrating trauma) ที่ผิวหนังซึ่งเกิดจาก**มีด**หรือวัตถุมีปลายแหลมคล้ายคลึงกัน[1][2][3][4] แม้แผลแทงจะมักเป็นที่รู้จักว่าเกิดจากมีด แต่ก็สามารถเกิดได้จากอุปกรณ์อื่นๆ หลากหลายประเภท เช่น ขวดแตก และเหล็กปลายแหลม (ice picks) การแทงส่วนใหญ่เกิดขึ้นเนื่องจากความรุนแรงที่จงใจหรือเกิดจากการทำร้ายตัวเอง[5] การรักษาขึ้นอยู่กับตัวแปรที่แตกต่างกันมากมาย เช่น ตำแหน่งทางกายวิภาคและความรุนแรงของการบาดเจ็บ แม้ว่าแผลแทงจะเกิดขึ้นในอัตราที่สูงกว่าแผลกระสุนปืนมาก แต่ก็คิดเป็นสาเหตุการตายจากการบาดเจ็บแบบทะลุทั้งหมด**น้อยกว่าร้อยละ 10**[อ้างอิงจำเป็น]


แผลแทงภาพปี ค.ศ. 1833 แสดงเหตุการณ์ Jereboam O. Beauchamp กำลังแทง Solomon P. Sharp

สาขาวิชาเฉพาะทาง: แพทย์ฉุกเฉิน, ศัลยศาสตร์การบาดเจ็บ


**คำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแปล:**


1.  **Stab wound:** แปลตรงตัวว่า **"แผลแทง"** ซึ่งเป็นศัพท์บัญญัติทางการแพทย์ที่ใช้กันทั่วไปในภาษาไทย

2.  **Penetrating trauma:** แปลว่า **"การบาดเจ็บแบบทะลุ"** ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในทางการแพทย์ไทย

3.  **Knife:** แปลว่า **"มีด"**

4.  **Implements:** แปลกว้างๆ ว่า **"อุปกรณ์"** หรือ **"สิ่งของ"** ในบริบทนี้

5.  **Broken bottles:** แปลว่า **"ขวดแตก"**

6.  **Ice picks:** เลือกใช้คำทับศัพท์ **"เหล็กปลายแหลม (ice picks)"** และเพิ่มคำแปลไทยในวงเล็บเพื่อความชัดเจน เนื่องจากเป็นวัตถุเฉพาะ

7.  **Stabbings:** แปลว่า **"การแทง"**

8.  **Intentional violence:** แปลว่า **"ความรุนแรงที่จงใจ"**

9.  **Self-infliction:** แปลว่า **"การทำร้ายตัวเอง"**

10. **Anatomical location:** แปลว่า **"ตำแหน่งทางกายวิภาค"**

11. **Severity of the injury:** แปลว่า **"ความรุนแรงของการบาดเจ็บ"**

12. **Gunshot wounds:** แปลว่า **"แผลกระสุนปืน"**

13. **Penetrating trauma deaths:** แปลว่า **"สาเหตุการตายจากการบาดเจ็บแบบทะลุ"**

14. **Less than 10%:** แปลว่า **"น้อยกว่าร้อยละ 10"**

15. **[citation needed]:** แปลและคงรูปแบบเดิมว่า **[อ้างอิงจำเป็น]**

16. **Specialty:** แปลว่า **"สาขาวิชาเฉพาะทาง"**

17. **Emergency medicine:** แปลว่า **"แพทย์ฉุกเฉิน"**

18. **Trauma surgery:** แปลว่า **"ศัลยศาสตร์การบาดเจ็บ"**

19. **Depiction:** แปลว่า **"ภาพ...แสดงเหตุการณ์"**

20. ชื่อบุคคล (Jereboam O. Beauchamp, Solomon P. Sharp) และชื่ออัลบั้ม (Stab Wounds) ยังคงใช้ทับศัพท์ตามต้นฉบับ

21. โครงสร้างหัวข้อ (บทความ, พูดคุย, ภาษา, ฯลฯ) และการมีอยู่ของภาพถูกคงไว้ในคำแปล


คำแปลนี้พยายามรักษาความหมายเดิม ความถูกต้องทางเทคนิค (โดยเฉพาะศัพท์การแพทย์) และโครงสร้างของบทความต้นฉบับไว้ให้มากที่สุดในภาษาไทย

นี่คือคำแปลส่วน "Management" และ "Surgery" เป็นภาษาไทย:


**การจัดการ (Management)**


*แก้ไข*


แผลแทงสามารถส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บทั้งภายในและภายนอกได้หลายรูปแบบ โดยทั่วไปแล้วแผลเหล่านี้เกิดจากอาวุธที่มีความเร็วต่ำ (low-velocity weapons) ซึ่งหมายความว่าความเสียหายมักจำกัดอยู่เฉพาะทางเดินของอาวุธนั้น ไม่เหมือนกับแผลกระสุนปืนที่มักส่งผลต่อเนื้อเยื่อโดยรอบ[6] **ช่องท้อง** เป็นบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บบ่อยที่สุดในกรณีของแผลแทง การแทรกแซงที่อาจจำเป็นต้องทำขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการบาดเจ็บ ได้แก่ การจัดการทางเดินหายใจ (airway) การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (intravenous access) และการควบคุมการตกเลือด (control of hemorrhage)[5][7] ความยาวและขนาดของ **ใบมีด** รวมถึง **วิถีการแทง** เป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินและทำนายว่าอวัยวะหรือโครงสร้างภายในใดอาจได้รับความเสียหาย[1][3] นอกจากนี้ ยังมีข้อพิจารณาเฉพาะที่ต้องคำนึงถึง เนื่องด้วยธรรมชาติของการบาดเจ็บ มีความเป็นไปได้สูงว่าผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าวอาจอยู่ภายใต้อิทธิพลของยาเสพติด ซึ่งอาจทำให้การได้มาซึ่งประวัติทางการแพทย์ที่สมบูรณ์ทำได้ยากขึ้น[8] ควรมีการระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำจากผู้ก่อเหตุต่อผู้เสียหายใน **สถานพยาบาล**[9] เช่นเดียวกับการรักษาภาวะช็อก (shock) สิ่งสำคัญคือต้องรักษาความดันซิสโตลิกให้สูงกว่า 90 มม.ปรอท รักษาอุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย และจัดให้มีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยัง **ศูนย์การบาดเจ็บ (trauma center)** อย่างรวดเร็วในกรณีรุนแรง[10][11]


เพื่อพิจารณาว่ามี **เลือดออกภายใน (internal bleeding)** หรือไม่ สามารถใช้ **การประเมินด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงแบบเฉพาะจุด (Focused Assessment with Sonography - FAST)** หรือ **การล้างช่องท้องเพื่อวินิจฉัย (Diagnostic Peritoneal Lavage - DPL)** การตรวจวินิจฉัยอื่นๆ เช่น **การสแกนเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography scan)** หรือ **การตรวจด้วยสารทึบรังสีชนิดต่างๆ (various contrast studies)** สามารถใช้เพื่อจำแนกประเภทการบาดเจ็บทั้งในด้านความรุนแรงและตำแหน่งได้แม่นยำยิ่งขึ้น[12] **การสำรวจแผลเฉพาะที่ (Local wound exploration)** เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่อาจใช้เพื่อกำหนดว่าวัตถุนั้นแทงลึกเข้าไปแค่ไหน[13] **การสังเกตอาการ (Observation)** สามารถใช้แทนการผ่าตัดได้ เนื่องจากสามารถทดแทนการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นได้ จึงเป็นวิธีการรักษาที่นิยมสำหรับการบาดเจ็บแบบทะลุ (penetrating trauma) ที่เกิดจากแผลแทง เมื่อผู้ป่วย **ไม่มีภาวะเลือดออกมากจนปริมาตรเลือดลดลง (hypovolemia)** หรือภาวะช็อก[14] การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น **ค่าเฮมาโตคริต (hematocrit)** **จำนวนเม็ดเลือดขาว (white blood cell count)** และการตรวจทางเคมี เช่น **การตรวจการทำงานของตับ (liver function tests)** ก็สามารถช่วยประเมินประสิทธิภาพของการดูแลรักษาได้[15]


**การผ่าตัด (Surgery)**


*แก้ไข*


อาจจำเป็นต้องมีการ **แทรกแซงด้วยการผ่าตัด (Surgical intervention)** แต่ขึ้นอยู่กับว่า **ระบบอวัยวะ (organ systems)** ใดได้รับผลกระทบจากแผลและขอบเขตของความเสียหาย[3] เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ให้บริการดูแลจะต้องตรวจสอบตำแหน่งแผลอย่างละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจาก **การฉีกขาดของหลอดเลือดแดง (laceration of an artery)** มักนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ล่าช้าและบางครั้งทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ในกรณีที่ **ไม่สงสัยว่ามีเลือดออกหรือการติดเชื้อ** ไม่มีประโยชน์ที่ทราบแน่ชัดของการผ่าตัดเพื่อแก้ไขการบาดเจ็บที่มีอยู่[16] โดยทั่วไปแล้ว **ศัลยแพทย์ (surgeon)** จะติดตาม **เส้นทางของอาวุธ (track the path of the weapon)** เพื่อกำหนดโครงสร้างทางกายวิภาคที่ได้รับความเสียหายและซ่อมแซมความเสียหายใดๆ ที่พวกเขาพิจารณาว่าจำเป็น[17] โดยทั่วไปแล้ว **การอัดก้อนผ้าก๊อซในแผล (Surgical packing of the wounds)** ไม่ใช่เทคนิคที่นิยมในการควบคุมการตกเลือด เนื่องจากอาจมีประโยชน์น้อยกว่าการซ่อมแซมอวัยวะที่ได้รับผลกระทบโดยตรง[18] ในกรณีรุนแรงเมื่อไม่สามารถรักษา **ภาวะธำรงดุล (homeostasis)** ได้ อาจใช้ **การผ่าตัดเพื่อควบคุมความเสียหาย (damage control surgery)**[19]


**คำอธิบายหลักเกณฑ์การแปล:**


1.  **Medical Terminology:** เน้นการแปลศัพท์ทางการแพทย์ให้ถูกต้องและเป็นมาตรฐานตามที่ใช้ในภาษาไทย เช่น

    *   Management = การจัดการ

    *   Hemorrhage control = การควบคุมการตกเลือด

    *   Trauma center = ศูนย์การบาดเจ็บ

    *   Focused Assessment with Sonography (FAST) = การประเมินด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงแบบเฉพาะจุด (FAST)

    *   Diagnostic Peritoneal Lavage (DPL) = การล้างช่องท้องเพื่อวินิจฉัย (DPL)

    *   Hypovolemia = ภาวะเลือดออกมากจนปริมาตรเลือดลดลง

    *   Surgical intervention = การแทรกแซงด้วยการผ่าตัด

    *   Organ systems = ระบบอวัยวะ

    *   Laceration = การฉีกขาด

    *   Homeostasis = ภาวะธำรงดุล

    *   Damage control surgery = การผ่าตัดเพื่อควบคุมความเสียหาย

2.  **Clarity:** อธิบายศัพท์เทคนิคที่อาจไม่คุ้นเคยในวงเล็บหรือใช้คำไทยที่ชัดเจน เช่น

    *   Low-velocity weapons = อาวุธที่มีความเร็วต่ำ (low-velocity weapons)

    *   Core body temperature = อุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย

    *   Contrast studies = การตรวจด้วยสารทึบรังสี

    *   Local wound exploration = การสำรวจแผลเฉพาะที่

    *   Observation = การสังเกตอาการ

    *   Track the path of the weapon = ติดตามเส้นทางของอาวุธ

    *   Surgical packing = การอัดก้อนผ้าก๊อซในแผล

3.  **Context:** แปลให้สอดคล้องกับบริบททางการแพทย์ เช่น "persons with these injuries might be under the influence of drugs" แปลโดยเน้นผลลัพธ์ทางการแพทย์ว่า "ผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าวอาจอยู่ภายใต้อิทธิพลของยาเสพติด ซึ่งอาจทำให้การได้มาซึ่งประวัติทางการแพทย์ที่สมบูรณ์ทำได้ยากขึ้น"

4.  **Structure:** รักษาโครงสร้างของหัวข้อ (Management, Surgery) และคำว่า "edit" (แก้ไข) ไว้ตามต้นฉบับ

5.  **Conciseness and Accuracy:** พยายามใช้ภาษาไทยที่กระชับ ชัดเจน และตรงความหมายทางการแพทย์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่สูญเสียรายละเอียดสำคัญหรือความถูกต้องทางวิชาการ

6.  **Acronyms:** ใช้ตัวย่อภาษาอังกฤษ (FAST, DPL) คู่กับคำแปลภาษาไทยเต็มรูปแบบในครั้งแรกที่ปรากฏ เพื่อความเข้าใจง่ายและเป็นมาตรฐานสากล

7.  **References:** รักษาเลขอ้างอิง [ ] ไว้ตามต้นฉบับ


คำแปลนี้มุ่งเน้นความถูกต้องทางคลินิกและความชัดเจนในการสื่อสารข้อมูลทางการแพทย์ที่สำคัญเกี่ยวกับการจัดการและการผ่าตัดแผลแทงเป็นภาษาไทย

นี่คือคำแปลส่วน "Epidemiology" เป็นภาษาไทย:


**วิทยาการระบาด (Epidemiology)**


*แก้ไข*


รอยด้ามมีดที่ทิ้งไว้บนผิวหนัง


แผลแทงเป็นรูปแบบหนึ่งของการบาดเจ็บแบบทะลุที่พบได้บ่อยที่สุดทั่วโลก แต่มีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าการบาดเจ็บจากแรงกระแทก (blunt injuries) เนื่องจากผลกระทบที่จำกัดอยู่เฉพาะจุดมากกว่าของแผลแทง[16] แผลแทงอาจเกิดจากการทำร้ายตัวเอง การบาดเจ็บจากเครื่องยิงตะปูโดยอุบัติเหตุ[20][21] และการบาดเจ็บจากปลากระเบน[22] อย่างไรก็ตาม แผลแทงส่วนใหญ่เกิดจากความรุนแรงที่จงใจ เนื่องจากอาวุธที่ใช้ก่อแผลประเภทนี้หาได้ง่ายกว่าปืน[23] การแทงเป็นสาเหตุของการฆาตกรรมที่พบค่อนข้างบ่อยในแคนาดา[24] และสหรัฐอเมริกา[25] โดยทั่วไปการเสียชีวิตจากแผลแทงเกิดจากภาวะอวัยวะล้มเหลวหรือการสูญเสียเลือด และเป็นกลไกของการฆ่าตัวตายประมาณ 2%[26]


ในแคนาดา การฆาตกรรมโดยการแทงและการยิงเกิดขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน (1,008 ต่อ 980 ราย ในช่วงปี 2005 ถึง 2009)[24] ในสหรัฐอเมริกา ปืนเป็นวิธีการฆาตกรรมที่พบบ่อยกว่า (9,484 ราย เทียบกับ 1,897 รายจากกรณีแทงหรือฟันในปี 2008)[25]


ในสหราชอาณาจักร แผลแทงเกิดขึ้นบ่อยกว่าแผลกระสุนปืนถึงสี่เท่า แต่อัตราการเสียชีวิตที่สัมพันธ์กับการถูกแทงอยู่ในช่วง 0–4% เนื่องจาก 85% ของการบาดเจ็บจากแผลแทงส่งผลกระทบเฉพาะต่อเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (subcutaneous tissue)[7][9][27] ในเบลเยียม การทำร้ายร่างกายส่วนใหญ่ที่ส่งผลให้เกิดแผลแทงเกิดขึ้นต่อผู้ชายและโดยผู้ชาย และเกิดขึ้นในกลุ่มบุคคลจากชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์[28]


**ตาราง: การฆาตกรรมด้วยอาวุธมีคมในประเทศที่เลือกมา[29]**


| ประเทศ                                | จำนวนการฆาตกรรม<br>ด้วยอาวุธมีคม | อัตราต่อ<br>ประชากรแสนคน | % ของการฆาตกรรม<br>ที่ใช้อาวุธมีคม | ปีที่เกิดเหตุ |

| :------------------------------------ | :-------------------------------: | :---------------------: | :----------------------------------: | :----------: |

| แคนาดา (Canada)                       |                201                |          0.59           |                 37%                  |     2011     |

| สหรัฐอเมริกา (USA)                    |               1589               |          0.51           |                 11%                  |     2012     |

| สกอตแลนด์ (Scotland)                  |                26                |          0.49           |                 58%                  |   2012/13    |

| นิวซีแลนด์ (New Zealand)              |                15                |          0.32           |                 26%                  |     2016     |

| ออสเตรเลีย (Australia)                |                94                |          0.43           |                 -                    |     2009     |

| อังกฤษและเวลส์ (England & Wales)     |                193               |          0.34           |                 39%                  |     2012     |

| ซูดานใต้ (South Sudan)                |                15                |          0.14           |                 41%                  |     2012     |

| อียิปต์ (Egypt)                       |                514               |          0.65           |                 19%                  |     2011     |

| แอฟริกาใต้ (South Africa)             |               6840               |         13.83           |                 37%                  |     2007     |

| บาฮามาส (Bahamas)                     |                22                |          5.91           |                 17%                  |     2011     |

| สาธารณรัฐโดมินิกัน (Dominican Rep.)   |                567               |          5.53           |                 25%                  |     2012     |

| เกรเนดา (Grenada)                     |                10                |          9.44           |                 71%                  |     2012     |

| จาเมกา (Jamaica)                      |                215               |          7.81           |                 19%                  |     2011     |

| เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ (St. Vincent) |                11                |          10.08          |                 44%                  |     2010     |

| ตรินิแดดและโตเบโก (Trinidad & Tobago) |                56                |          4.22           |                 16%                  |     2011     |

| เบลีซ (Belize)                        |                41                |         12.94           |                 33%                  |     2011     |

| คอสตาริกา (Costa Rica)                |                77                |          1.62           |                 19%                  |     2012     |

| เอลซัลวาดอร์ (El Salvador)            |                545               |          8.65           |                 21%                  |     2012     |

| ฮอนดูรัส (Honduras)                   |                717               |          9.04           |                 10%                  |     2011     |

| นิการากัว (Nicaragua)                 |                377               |          6.48           |                 48%                  |     2010     |

| ปานามา (Panama)                       |                111               |          2.92           |                 17%                  |     2012     |

| ชิลี (Chile)                          |                204               |          1.18           |                 32%                  |     2011     |

| โคลอมเบีย (Colombia)                  |               2054               |          4.31           |                 14%                  |     2011     |

| กายอานา (Guyana)                      |                59                |          7.38           |                 45%                  |     2011     |

| อุรุกวัย (Uruguay)                    |                68                |          2.01           |                 34%                  |     2011     |

| จีน (China)                           |               3487               |          0.26           |                 26%                  |     2010     |

| มองโกเลีย (Mongolia)                  |                9                 |          3.43           |                 5%                   |     2011     |

| อาร์เมเนีย (Armenia)                  |                14                |          0.47           |                 26%                  |     2011     |

| อาเซอร์ไบจาน (Azerbaijan)             |                33                |          0.36           |                 17%                  |     2010     |

| ไซปรัส (Cyprus)                       |                6                 |          0.52           |                 26%                  |     2012     |

| บัลแกเรีย (Bulgaria)                  |                49                |          0.67           |                 35%                  |     2012     |

| เช็กเกีย (Czech Republic)             |                40                |          0.38           |                 47%                  |     2011     |

| ฮังการี (Hungary)                     |                48                |          0.47           |                 36%                  |     2012     |

| ฟินแลนด์ (Finland)                    |                31                |          0.56           |                 35%                  |     2012     |

| ไอซ์แลนด์ (Iceland)                   |                1                 |          0.30           |                 100%                 |     2012     |

| แอลเบเนีย (Albania)                   |                30                |          0.95           |                 19%                  |     2011     |

| อันดอร์รา (Andorra)                   |                1                 |          1.31           |                 100%                 |     2010     |

| บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา (Bosnia)      |                4                 |          0.10           |                 8%                   |     2010     |

| โครเอเชีย (Croatia)                   |                19                |          0.44           |                 37%                  |     2012     |

| อิตาลี (Italy)                        |                159               |          0.27           |                 27%                  |     2009     |

| มอลตา (Malta)                         |                3                 |          0.70           |                 25%                  |     2012     |

| มอนเตเนโกร (Montenegro)               |                2                 |          0.38           |                 14%                  |     2011     |

| เซอร์เบีย (Serbia)                    |                19                |          0.20           |                 17%                  |     2012     |

| สโลวีเนีย (Slovenia)                  |                6                 |          0.30           |                 43%                  |     2012     |

| สเปน (Spain)                          |                142               |          0.31           |                 39%                  |     2012     |

| นอร์ทมาซิโดเนีย (Macedonia)           |                2                 |          0.10           |                 7%                   |     2011     |

| ออสเตรีย (Austria)                    |                27                |          0.30           |                 39%                  |     2011     |

| ลักเซมเบิร์ก (Luxembourg)             |                2                 |          0.40           |                 50%                  |     2011     |

| สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)          |                13                |          0.17           |                 28%                  |     2011     |


**คำอธิบายหลักเกณฑ์การแปล:**


1.  **Epidemiology:** แปลตรงตัวว่า **"วิทยาการระบาด"** ซึ่งเป็นศัพท์บัญญัติทางการแพทย์

2.  **Hilt mark:** แปลว่า **"รอยด้ามมีด"**

3.  **Subcutaneous tissue:** แปลตรงตัวและเป็นศัพท์ทางการแพทย์ว่า **"เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง"**

4.  **Ethnic minorities:** แปลว่า **"ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์"**

5.  **Table Translation:**

    *   **Sharp Instrument Homicides:** แปลว่า **"จำนวนการฆาตกรรมด้วยอาวุธมีคม"**

    *   **Rate per 100,000 people:** แปลว่า **"อัตราต่อประชากรแสนคน"** (รูปแบบมาตรฐานในการรายงานอัตรา)

    *   **% Of Homicides Where Sharp Instrument Is Used:** แปลว่า **"% ของการฆาตกรรมที่ใช้อาวุธมีคม"**

    *   **Year of Incidents:** แปลว่า **"ปีที่เกิดเหตุ"**

    *   **Country Names:** ใช้ชื่อประเทศภาษาไทยตามประกาศราชบัณฑิตยสถานหรือที่นิยมใช้ทั่วไป โดยมีชื่อภาษาอังกฤษในวงเล็บเพื่อความชัดเจน

    *   **Numerical Data:** รักษาตัวเลขทุกค่า (จำนวน, อัตรา, ร้อยละ) ไว้ตามต้นฉบับอย่างเคร่งครัด

6.  **Nail gun injuries:** แปลว่า **"การบาดเจ็บจากเครื่องยิงตะปู"**

7.  **Stingray injuries:** แปลว่า **"การบาดเจ็บจากปลากระเบน"**

8.  **Organ failure:** แปลว่า **"ภาวะอวัยวะล้มเหลว"**

9.  **Blood loss:** แปลว่า **"การสูญเสียเลือด"**

10. **Mechanism of suicide:** แปลว่า **"กลไกการฆ่าตัวตาย"** (ในบริบทนี้หมายถึงวิธีการ)

11. **Blunt injuries:** แปลว่า **"การบาดเจ็บจากแรงกระแทก"** (blunt trauma)


คำแปลนี้มุ่งเน้นความถูกต้องของข้อมูลทางสถิติและระบาดวิทยา ความชัดเจนของศัพท์เฉพาะทางการแพทย์และสังคมศาสตร์ และการนำเสนอตารางข้อมูลจำนวนมากให้อ่านเข้าใจง่ายในภาษาไทย โดยรักษาความถูกต้องของตัวเลขและบริบททั้งหมดไว้อย่างครบถ้วน

นี่คือคำแปลส่วน "History" เป็นภาษาไทย:


**ประวัติศาสตร์ (History)**


*แก้ไข*


หลักการดูแลบาดแผลเบื้องต้นบางส่วนมาจาก **ฮิปโปเครตีส (Hippocrates)** ผู้ส่งเสริมให้รักษาบาดแผลให้แห้ง ยกเว้นในระหว่างการล้างแผล (irrigation)[40] ส่วน **กีย์ เดอ โชเลียค (Guy de Chauliac)** ได้ส่งเสริมหลักการดังนี้: การนำสิ่งแปลกปลอมออก การเชื่อมต่อเนื้อเยื่อที่ถูกตัดขาด การรักษาความต่อเนื่องของเนื้อเยื่อ การสงวนรักษาสารตั้งต้นของอวัยวะ (organ substance) และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน[40]


**การผ่าตัดหัวใจครั้งแรก** ที่ประสบความสำเร็จในผู้ถูกแทงที่หัวใจ ดำเนินการในปี ค.ศ. 1896 โดย **ลุดวิก เรห์น (Ludwig Rehn)** ซึ่งปัจจุบันถือเป็นกรณีแรกของการผ่าตัดหัวใจ (heart surgery)[41]


ในช่วงปลายทศวรรษ 1800 การรักษาแผลแทงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากระบบการขนส่งผู้บาดเจ็บไปยังสถานพยาบาลไม่มีประสิทธิภาพ และความสามารถของศัลยแพทย์ในการซ่อมแซมอวัยวะได้อย่างมีประสิทธิภาพยังจำกัด อย่างไรก็ดี การใช้ **การผ่าตัดเปิดช่องท้อง (laparotomy)** ซึ่งได้รับการพัฒนาไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าที่เคยเห็นมาก่อน[42] หลังจากการริเริ่มใช้ การผ่าตัดเปิดช่องท้องเพื่อวินิจฉัย (exploratory laparotomies) ได้รับการสนับสนุนอย่างสูงสำหรับ "แผลแทงลึกทั้งหมด" ซึ่งศัลยแพทย์จะต้องหยุดเลือดที่กำลังไหลอยู่ ซ่อมแซมความเสียหาย และกำจัด "เนื้อเยื่อที่สูญเสียการทำงาน (devitalized tissues)"[43]


เนื่องจากการผ่าตัดเปิดช่องท้องถูกมองว่ามีประโยชน์ต่อผู้ป่วย จึงถูกนำมาใช้กับผู้ถูกแทงที่ช่องท้องเกือบทุกคนจนถึงทศวรรษ 1960 เมื่อแพทย์ถูกสนับสนุนให้ใช้วิธีนี้อย่างรอบคอบมากขึ้น โดยหันไปใช้ **การสังเกตอาการ (observation)** แทน[44]


ในช่วง **สงครามเกาหลี (Korean War)** มีการเน้นย้ำมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้ **ผ้าพันแผลกดห้ามเลือด (pressure dressings)** และ **สายรัดห้ามเลือด (tourniquets)** เพื่อควบคุมการตกเลือดในขั้นต้น[40]


**คำอธิบายหลักเกณฑ์การแปล:**


1.  **Historical Figures:** รักษาชื่อบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์การแพทย์ในรูปแบบทับศัพท์:

    *   Hippocrates = ฮิปโปเครตีส

    *   Guy de Chauliac = กีย์ เดอ โชเลียค

    *   Ludwig Rehn = ลุดวิก เรห์น

2.  **Medical Procedures & Terms:**

    *   Irrigation = การล้างแผล (คงคำว่า irrigation ในวงเล็บไว้ในครั้งแรก)

    *   Foreign bodies = สิ่งแปลกปลอม

    *   Rejoining of severed tissues = การเชื่อมต่อเนื้อเยื่อที่ถูกตัดขาด

    *   Maintenance of tissue continuity = การรักษาความต่อเนื่องของเนื้อเยื่อ

    *   Preservation of organ substance = การสงวนรักษาสารตั้งต้นของอวัยวะ

    *   Prevention of complications = การป้องกันภาวะแทรกซ้อน

    *   Heart surgery = การผ่าตัดหัวใจ

    *   Laparotomy = การผ่าตัดเปิดช่องท้อง

    *   Exploratory laparotomies = การผ่าตัดเปิดช่องท้องเพื่อวินิจฉัย

    *   Stop active bleeding = หยุดเลือดที่กำลังไหลอยู่

    *   Repair damage = ซ่อมแซมความเสียหาย

    *   Devitalized tissues = เนื้อเยื่อที่สูญเสียการทำงาน

    *   Observation = การสังเกตอาการ (ตามที่แปลในส่วนก่อนหน้า)

    *   Pressure dressings = ผ้าพันแผลกดห้ามเลือด

    *   Tourniquets = สายรัดห้ามเลือด

3.  **Clarity and Context:**

    *   "in what is now considered the first case of heart surgery" แปลโดยเน้นความสำคัญทางประวัติศาสตร์: **"ซึ่งปัจจุบันถือเป็นกรณีแรกของการผ่าตัดหัวใจ"**

    *   "poor transportation of victims" แปลให้ชัดเจนขึ้น: **"ระบบการขนส่งผู้บาดเจ็บไปยังสถานพยาบาลไม่มีประสิทธิภาพ"**

    *   "low ability for surgeons to effectively repair organs" แปลให้สมบูรณ์: **"ความสามารถของศัลยแพทย์ในการซ่อมแซมอวัยวะได้อย่างมีประสิทธิภาพยังจำกัด"**

    *   "had provided better patient outcomes than had been seen before" แปลโดยเน้นการเปรียบเทียบ: **"ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าที่เคยเห็นมาก่อน"**

    *   "until the 1960s when doctors were encouraged to use them more selectivity in favor of observation" แปลให้กระชับและสื่อความหมาย: **"จนถึงทศวรรษ 1960 เมื่อแพทย์ถูกสนับสนุนให้ใช้วิธีนี้อย่างรอบคอบมากขึ้น โดยหันไปใช้การสังเกตอาการแทน"**

    *   "a greater emphasis was put on..." แปลเป็น **"มีการเน้นย้ำมากขึ้นเกี่ยวกับ..."**

4.  **Chronology:** รักษาความถูกต้องของช่วงเวลา (ปลายทศวรรษ 1800, ค.ศ. 1896, ทศวรรษ 1960, สงครามเกาหลี) ไว้อย่างเคร่งครัด

5.  **References:** รักษาเลขอ้างอิง [40], [41], [42], [43], [44] ไว้ตามต้นฉบับ

6.  **Structure:** รักษาโครงสร้างหัวข้อ "History" (ประวัติศาสตร์) และคำว่า "edit" (แก้ไข) ไว้


คำแปลนี้มุ่งเน้นความถูกต้องของข้อมูลทางประวัติศาสตร์การแพทย์ ความชัดเจนของศัพท์เฉพาะ และการสื่อสารลำดับเหตุการณ์พัฒนาการของการรักษาแผลแทงในภาษาไทย

นี่คือคำแปลบทความเกี่ยวกับบาดแผลกระสุนปืนเป็นภาษาไทย:


**บาดแผลกระสุนปืน (Gunshot wound)**


*   **บทความ**

*   **พูดคุย**

*   **ภาษา**

*   **ดาวน์โหลด PDF**

*   **ชม**

*   **แก้ไข**


**บาดแผลกระสุนปืน** (Gunshot wound - GSW) คือ **การบาดเจ็บแบบทะลุ** ที่เกิดจาก **วัตถุที่ถูกขับเคลื่อน** (เช่น กระสุนปืน) ที่ถูก **ยิง** ออกจาก **ปืน** (โดยทั่วไปคืออาวุธปืน) [11][12] ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นรวมถึง **การตกเลือด, กระดูกหัก, อวัยวะเสียหาย, แผลติดเชื้อ,** และ **การสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวส่วนหนึ่งของร่างกาย** [2] ความเสียหายขึ้นอยู่กับส่วนของร่างกายที่ถูกกระทบ, เส้นทางที่กระสุนผ่าน (หรือเข้าไปใน) ร่างกาย, และประเภทและความเร็วของกระสุน [12] ในกรณีรุนแรง ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่ปกติ การบาดเจ็บนี้อาจ **ถึงแก่ชีวิตได้** ภาวะแทรกซ้อนระยะยาวอาจรวมถึง **ลำไส้อุดตัน, ความล้มเหลวในการเจริญเติบโต (failure to thrive), กระเพาะปัสสาวะผิดปกติจากระบบประสาท (neurogenic bladder) และอัมพาต, ภาวะหายใจลำบากและโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศ (pneumothorax) ซ้ำ, การบาดเจ็บของสมองจากขาดออกซิเจนนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมก่อนวัย, การตัดอวัยวะ, อาการปวดเรื้อรังและอาการปวดเมื่อสัมผัสเบาๆ (hyperalgesia), ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (deep venous thrombosis) พร้อมลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (pulmonary embolus), อาการบวมและความอ่อนแรงของแขนขา, และภาวะพิษจากสารตะกั่ว** [1][2]


**บาดแผลกระสุนปืน**

กะโหลกศีรษะเพศชายแสดงรอยทางออกของกระสุนบนกระดูกขม่อม (parietal bone)

*   **ความเชี่ยวชาญพิเศษ**: เวชศาสตร์ฉุกเฉิน, ศัลยศาสตร์บาดแผล (Trauma surgery)

*   **อาการ**: ปวด, รูปทรงผิดปกติ, เลือดออก [1][2]

*   **ภาวะแทรกซ้อน**: โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD), ภาวะพิษจากสารตะกั่ว, ช็อกจากเลือดหรือน้ำลดปริมาณมาก (Hypovolemic shock), เส้นประสาทบาดเจ็บ [1][2][3], แผลติดเชื้อ, ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis), สมองเสียหาย, แผลเน่า (gangrene), ความพิการ, การตัดอวัยวะ [4]

*   **สาเหตุ**: ปืน

*   **ปัจจัยเสี่ยง**: การค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย, การไม่รู้ถึงความปลอดภัยในการใช้ปืน, **การใช้สารในทางที่ผิด (substance misuse)**, การดื่มแอลกอฮอล์ในทางที่ผิด, สุขภาพจิตไม่ดี, กฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืน, ความแตกต่างทางสังคมและเศรษฐกิจ, อาชีพบางประเภท, สงคราม [5][6]

*   **การป้องกัน**: ความปลอดภัยในการใช้ปืน, การป้องกันอาชญากรรม [7][8]

*   **การรักษา**: การดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บรุนแรง (Trauma care) [9]

*   **ความถี่**: 1 ล้านราย (ความรุนแรงระหว่างบุคคลในปี 2015) [10]

*   **การเสียชีวิต**: 251,000 ราย (ปี 2016) [5]


ปัจจัยที่กำหนดอัตราการ **ใช้ความรุนแรงด้วยปืน** แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ [5] ปัจจัยเหล่านี้อาจรวมถึง **การค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย**, การเข้าถึงปืนได้ง่าย, **การใช้สารในทางที่ผิด (substance misuse)** รวมถึงแอลกอฮอล์, ปัญหาสุขภาพจิต, กฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืน, ทัศนคติทางสังคม, ความแตกต่างทางเศรษฐกิจ, และอาชีพเช่นการเป็นตำรวจ [5][6] ในที่ที่ปืนเป็นสิ่งธรรมดามากขึ้น ความขัดแย้งมักจบลงด้วยการเสียชีวิตบ่อยครั้งขึ้น [13]


ก่อนเริ่มการจัดการผู้ป่วย ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าพื้นที่นั้นปลอดภัยก่อน [9] ตามด้วยการหยุดเลือดออกที่รุนแรง, จากนั้นจึงประเมินและประคับประคองทางเดินหายใจ (airway), การหายใจ (breathing), และระบบไหลเวียนโลหิต (circulation) [9] กฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืน โดยเฉพาะการตรวจประวัติ (background checks) และการขออนุญาตซื้อ (permit to purchase) ช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากอาวุธปืน [7] **การเก็บปืนให้ปลอดภัย (Safer firearm storage)** อาจลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับปืนในเด็ก [8]


ในปี 2015 มีบาดแผลกระสุนปืนประมาณหนึ่งล้านรายที่เกิดจากความรุนแรงระหว่างบุคคล [10] ในปี 2016 อาวุธปืนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต 251,000 รายทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 209,000 รายในปี 1990 [5] ในจำนวนผู้เสียชีวิตเหล่านี้ 161,000 ราย (64%) เป็นผลจากการ **ทำร้ายผู้อื่น (assault)**, 67,500 ราย (27%) เป็นผลจากการ **ฆ่าตัวตาย (suicide)**, และ 23,000 ราย (9%) เป็น **อุบัติเหตุ** [5] ในสหรัฐอเมริกา อาวุธปืนทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 40,000 รายในปี 2017 [14] การเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนพบได้บ่อยที่สุดในเพศชายอายุระหว่าง 20 ถึง 24 ปี [5] ค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจจากบาดแผลกระสุนปืนในสหรัฐอเมริกาถูกประมาณไว้ที่ 140 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี [15]

นี่คือคำแปลส่วน "อาการและอาการแสดง" ของบาดแผลกระสุนปืนเป็นภาษาไทย:


**อาการและอาการแสดง (Signs and symptoms)**


*แก้ไข*


**การบาดเจ็บรุนแรง (Trauma)** จากบาดแผลกระสุนปืนมีความหลากหลายอย่างมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ชนิดของกระสุน, ความเร็ว, มวล, จุดเข้าของกระสุน, วิถีกระสุน, โครงสร้างทางกายวิภาคที่ได้รับผลกระทบ, และจุดออกของกระสุน บาดแผลกระสุนปืนสามารถก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับการบาดเจ็บแบบทะลุ (penetrating injuries) ประเภทอื่นๆ เนื่องจากหลังจากกระสุนเข้าสู่ร่างกายแล้ว วิถีและการแตกกระจาย (fragmentation) ของกระสุนสามารถคาดเดาได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้น บาดแผลกระสุนปืนมักจะเกี่ยวข้องกับการฉีกขาดและทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบในวงกว้างอย่างมาก ซึ่งเกิดจากผลกระทบทางกายภาพของวัตถุที่ถูกขับเคลื่อน (projectile) ซึ่งสัมพันธ์กับการจำแนกประเภทตามความเร็วของกระสุน [16]


**ผลกระทบที่ก่อให้เกิดความเสียหายทันที** ของบาดแผลกระสุนปืนโดยทั่วไปคือ **การตกเลือดรุนแรง** ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะช็อกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า **ภาวะช็อกจากเลือดหรือน้ำลดปริมาณมาก (hypovolemic shock)** นี่คือภาวะที่การส่งออกซิเจนไปยังอวัยวะสำคัญไม่เพียงพอ [17] ในกรณีของภาวะช็อกจากเลือดหรือน้ำลดปริมาณมากจากการบาดเจ็บรุนแรง (traumatic hypovolemic shock) ความล้มเหลวในการส่งออกซิเจนที่เพียงพอนี้เกิดจากการสูญเสียเลือด เนื่องจากเลือดเป็นตัวกลางในการส่งออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนี้ **เลือดออกภายใน (internal bleeding)** ยังสามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้


**ผลกระทบที่รุนแรงจนถึงขั้นหายนะ** สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อกระสุนกระทบอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ, ปอด, หรือตับ หรือทำลายส่วนประกอบของระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system) เช่น ไขสันหลัง (spinal cord) หรือสมอง [17] สิ่งเหล่านี้อาจนำไปสู่ **ภาวะอวัยวะล้มเหลว (organ failure)** และเสียชีวิตได้


**สาเหตุทั่วไปของการเสียชีวิต** ภายหลังการบาดเจ็บจากกระสุนปืน ได้แก่ **การตกเลือด, ภาวะออกซิเจนต่ำ (low oxygen)** ที่เกิดจาก **โพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศ (pneumothorax), การบาดเจ็บร้ายแรงต่อหัวใจและหลอดเลือดแดงใหญ่**, และ **ความเสียหายต่อสมองหรือระบบประสาทส่วนกลาง** ส่วน **บาดแผลกระสุนปืนที่ไม่ถึงแก่ชีวิต** มักส่งผลกระทบระยะยาวตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง โดยทั่วไปมักก่อให้เกิดความพิการทางกายภาพที่เห็นได้ชัดเจน เช่น **การตัดอวัยวะ (amputation)** เนื่องจาก **กระดูกหักรุนแรง (severe bone fracture)** และอาจทำให้เกิด **ความพิการถาวร (permanent disability)** ได้ นอกจากนี้ **เลือดอาจพุ่งฉีดทันที (sudden blood gush)** จากบาดแผลกระสุนปืนได้ หากกระสุนทำลายหลอดเลือดขนาดใหญ่โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง **หลอดเลือดแดง (arteries)**

นี่คือคำแปลส่วน "พยาธิสรีรวิทยา (Pathophysiology)" ของบาดแผลกระสุนปืนเป็นภาษาไทย:


**พยาธิสรีรวิทยา (Pathophysiology)**


*แก้ไข*


กระดูกต้นขา (Femur) ที่ถูกยิงด้วยกระสุน Minié ขนาด .58 แคลิเบอร์


กระดูกต้นขา (Femur) ที่ถูกยิงด้วยกระสุนขนาด 5.56 มม.


**ระดับของการทำลายเนื้อเยื่อ** ที่เกิดจาก **วัตถุที่ถูกขับเคลื่อน (projectile)** นั้นสัมพันธ์กับ **โพรงช่องว่าง (cavitation)** ที่วัตถุนั้นสร้างขึ้นขณะเคลื่อนผ่านเนื้อเยื่อ กระสุนที่มีพลังงานเพียงพอจะก่อให้เกิด **ผลกระทบแบบโพรงช่องว่าง (cavitation effect)** นอกเหนือจากบาดแผลแบบทะลุตามรอยทางของกระสุน ขณะที่กระสุนเคลื่อนผ่านเนื้อเยื่อ โดยเริ่มต้นจากการบดขยี้แล้วตามด้วยการฉีกขาด ช่องว่างที่เหลืออยู่จะก่อตัวเป็นโพรง; นี่เรียกว่า **โพรงถาวร (permanent cavity)** กระสุนที่มีความเร็วสูงจะสร้าง **คลื่นความดัน (pressure wave)** ที่ผลักเนื้อเยื่อให้แยกออกไป สร้างไม่เพียงแต่โพรงถาวรที่มีขนาดเท่ากับแคลิเบอร์ของกระสุน แต่ยังสร้าง **โพรงชั่วคราว (temporary cavity)** หรือโพรงทุติยภูมิ (secondary cavity) ซึ่งมักมีขนาดใหญ่กว่าตัวกระสุนเองหลายเท่า [18] โพรงชั่วคราวคือการยืดขยายออกทางรัศมีของเนื้อเยื่อรอบๆ รอยทางของกระสุน ซึ่งทิ้งช่องว่างไว้ชั่วขณะ เกิดจากความดันสูงที่อยู่รอบๆ วัตถุที่ถูกขับเคลื่อน ซึ่งเร่งให้วัสดุเคลื่อนตัวออกห่างจากเส้นทางของมัน [17] ขนาดของโพรงช่องว่างนี้จะสัมพันธ์กับคุณลักษณะต่อไปนี้ของวัตถุที่ถูกขับเคลื่อน:


1.  **พลังงานจลน์ (Kinetic energy)**: KE = 1/2mv² (โดยที่ **m** คือ **มวล (mass)** และ **v** คือ **ความเร็ว (velocity)**). สิ่งนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมบาดแผลที่เกิดจากวัตถุที่มีมวลมากกว่าและ/หรือความเร็วสูงกว่าจึงก่อให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อมากกว่าวัตถุที่มีมวลและความเร็วน้อยกว่า **ความเร็วของกระสุนเป็นตัวกำหนดที่สำคัญกว่าสำหรับการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ** แม้ว่าทั้งมวลและความเร็วจะมีส่วนต่อพลังงานรวมของวัตถุที่ถูกขับเคลื่อน แต่พลังงานจะแปรผันตรงกับมวล ในขณะที่แปรผันตรงกับ **กำลังสอง** ของความเร็ว ผลลัพธ์คือ ที่ความเร็วคงที่ ถ้ามวลเพิ่มเป็นสองเท่า พลังงานจะเพิ่มเป็นสองเท่า; อย่างไรก็ตาม ถ้าความเร็วของกระสุนเพิ่มเป็นสองเท่า พลังงานจะเพิ่มขึ้นสี่เท่า ความเร็วเริ่มต้นของกระสุนขึ้นอยู่กับอาวุธปืนเป็นส่วนใหญ่ กองทัพสหรัฐฯ มักใช้กระสุนขนาด 5.56 มม. ซึ่งมีมวลค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกระสุนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ความเร็วของกระสุนเหล่านี้ค่อนข้างสูง ผลที่ตามมาคือพวกมันสร้างปริมาณพลังงานจลน์ที่มากขึ้น ซึ่งส่งผ่านไปยังเนื้อเยื่อของเป้าหมาย [18][19] ขนาดของโพรงชั่วคราวจะแปรผันโดยประมาณกับพลังงานจลน์ของกระสุนและขึ้นอยู่กับความต้านทานของเนื้อเยื่อต่อความเค้น (stress) [17] **พลังงานที่ปากกระบอกปืน (Muzzle energy)** ซึ่งอิงตามความเร็วที่ปากกระบอกปืน (muzzle velocity) มักถูกใช้เพื่อความสะดวกในการเปรียบเทียบ


2.  **การหมุนเบน (Yaw)**: โดยทั่วไปกระสุนปืนพกจะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงค่อนข้างตรง หรือหมุนครั้งเดียวหากกระทบกระดูก เมื่อเคลื่อนผ่านเนื้อเยื่อที่ลึกลงไป กระสุนที่มีพลังงานสูงอาจสูญเสียความเสถียรเมื่อความเร็วลดลง และอาจพลิกคว่ำ (pitch and yaw) เมื่อพลังงานของวัตถุถูกดูดซับ ส่งผลให้เกิดการยืดและฉีกขาดของเนื้อเยื่อโดยรอบ [18]


3.  **การแตกกระจาย (Fragmentation)**: โดยส่วนใหญ่แล้ว กระสุนจะไม่แตกกระจาย และความเสียหายทุติยภูมิจากเศษกระดูกที่แตกหักเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยกว่าการแตกกระจายของตัวกระสุนเอง [18]

นี่คือคำแปลส่วน "การวินิจฉัย (Diagnosis)" และ "การป้องกัน (Prevention)" ของบาดแผลกระสุนปืนเป็นภาษาไทย:


**การวินิจฉัย (Diagnosis)**


*แก้ไข*


**การจำแนกประเภท (Classification)**

*แก้ไข*


บาดแผลกระสุนปืนถูกจำแนกตามความเร็วของวัตถุที่ถูกขับเคลื่อน (projectile) โดยใช้ **ระบบจำแนกกระดูกหักแบบเปิดของกัสติโล (Gustilo open fracture classification)** ดังนี้


1.  **ความเร็วต่ำ (Low-velocity)**: น้อยกว่า 335 เมตร/วินาที (1,100 ฟุต/วินาที)  

    บาดแผลความเร็วต่ำเป็นลักษณะทั่วไปของปืนพกขนาดกระสุนเล็ก (small caliber) โดยทั่วไปไม่ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อเนื้อเยื่ออ่อน และในระบบจำแนกกระดูกหักแบบเปิดของกัสติโล จะถูกจัดเป็นบาดแผลประเภท 1 หรือ 2


2.  **ความเร็วปานกลาง (Medium-velocity)**: ระหว่าง 360 เมตร/วินาที (1,200 ฟุต/วินาที) ถึง 600 เมตร/วินาที (2,000 ฟุต/วินาที)  

    บาดแผลประเภทนี้เป็นลักษณะทั่วไปของการยิงด้วยปืนลูกซองหรือปืนพกขนาดกระสุนใหญ่กว่า เช่น แม็กนัม ความเสี่ยงของการติดเชื้อจากบาดแผลประเภทนี้สามารถแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทและรูปแบบของกระสุนที่ยิง รวมถึงระยะห่างจากปืน


3.  **ความเร็วสูง (High-velocity)**: ระหว่าง 600 เมตร/วินาที (2,000 ฟุต/วินาที) ถึง 1,000 เมตร/วินาที (3,500 ฟุต/วินาที)  

    มักเกิดจากปืนไรเฟิลที่มีพลังสูง เช่น ปืนจู่โจม (assault rifles) หรือปืนล่าสัตว์ และมักทำให้เกิดบาดแผลประเภท 3 ตามการจำแนกของกัสติโล ความเสี่ยงของการติดเชื้อสูงเป็นพิเศษเนื่องจากพื้นที่การบาดเจ็บกว้างและเนื้อเยื่อถูกทำลายมาก [20]


กระสุนจาก**ปืนพก (handguns)** บางครั้งมีความเร็วน้อยกว่า 300 เมตร/วินาที (980 ฟุต/วินาที) แต่ด้วยกระสุนปืนพกรุ่นใหม่ในปัจจุบัน โดยทั่วไปมักมีความเร็วสูงกว่า 300 เมตร/วินาที (980 ฟุต/วินาที) เล็กน้อย ในขณะที่กระสุนจาก**ปืนไรเฟิล (rifles)** รุ่นใหม่ส่วนใหญ่มีความเร็วเกิน 750 เมตร/วินาที (2,500 ฟุต/วินาที) กระสุนปืนประเภทหนึ่งที่พัฒนาขึ้นเมื่อไม่นานมานี้คือกระสุนไฮเปอร์-เวลอซิตี้ (hyper-velocity bullet) ตลับกระสุนประเภทนี้มักถูกผลิตขึ้นมาเพื่อให้ได้ความเร็วสูงเป็นพิเศษ โดยผลิตในโรงงานหรือทำโดยมือสมัครเล่น ตัวอย่างตลับกระสุนไฮเปอร์-เวลอซิตี้ ได้แก่ ตลับกระสุน .220 Swift, .17 Remington และ .17 Mach IV กองทัพสหรัฐฯ มักใช้กระสุน**ขนาด 5.56 มม.** ซึ่งมีมวลค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกระสุนอื่นๆ (2.6-4.0 กรัม) อย่างไรก็ตาม ความเร็วของกระสุนเหล่านี้ค่อนข้างสูง (ประมาณ 850 เมตร/วินาที (2,800 ฟุต/วินาที) จึงจัดอยู่ในประเภทความเร็วสูง) ผลที่ตามมาคือพวกมันสร้างปริมาณพลังงานจลน์ที่มากขึ้น ซึ่งส่งผ่านไปยังเนื้อเยื่อของเป้าหมาย [18] การถ่ายโอนพลังงานสูงส่งผลให้เนื้อเยื่อถูกทำลายมากขึ้น ซึ่งมีบทบาทในการทำให้สูญเสียความสามารถ (incapacitation) แต่ปัจจัยอื่นๆ เช่น ขนาดของบาดแผลและตำแหน่งที่ถูกยิง ก็มีความสำคัญเช่นกัน


**การยิงแบบครอนไลน์ (Kronlein shot)**

*แก้ไข*


"การยิงแบบครอนไลน์" (Kronlein shot; ภาษาเยอรมัน: Krönleinschuss) เป็นบาดแผลถูกยิงที่ศีรษะชนิดพิเศษที่สามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะจากกระสุนไรเฟิลความเร็วสูงหรือกระสุนเดี่ยว (slug) ของปืนลูกซองเท่านั้น [21] ในการยิงแบบครอนไลน์ สมองที่ยังคงสภาพสมบูรณ์จะถูก**ดีดออกจากกะโหลกศีรษะ (ejected)** และตกอยู่ห่างจากร่างกายของผู้เสียชีวิต [22] เชื่อว่าบาดแผลประเภทนี้เกิดจาก**ปรากฏการณ์ทางไฮโดรดายนามิกส์ (hydrodynamic effect)** แรงดันไฮดรอลิกที่เกิดขึ้นภายในกะโหลกศีรษะโดยกระสุนความเร็วสูงนำไปสู่การดีดระเบิดของสมองออกจากกะโหลกศีรษะที่แตกหัก [23]


**การป้องกัน (Prevention)**

*แก้ไข*


มีการแนะนำมาตรการแทรกแซงเพื่อลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน องค์กรทางการแพทย์ต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาได้แนะนำให้ต้องมีการ**ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (criminal background checks)** ก่อนที่บุคคลจะสามารถซื้อปืนได้ และผู้ที่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดทางอาญาที่รุนแรงควรถูกห้ามไม่ให้ซื้อ [14] นอกจากนี้ยังสนับสนุนกฎหมาย**การเก็บอาวุธอย่างปลอดภัย (safe-storage laws)** รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตที่ดีขึ้นและการนำปืนออกจากผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย [14] แพทย์ได้รับการส่งเสริมให้ให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับการเก็บอาวุธอย่างปลอดภัยและกลยุทธ์การป้องกันการบาดเจ็บอื่นๆ ในระหว่างการดูแลทางการแพทย์ตามปกติ [24] การเก็บปืนในที่ล็อคและไม่บรรจุกระสุนมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับปืน (รวมถึงความเสี่ยงที่ลดลงของการฆ่าตัวตาย) สำหรับสมาชิกทุกคนในครัวเรือน [24]


การนำปืนออกจากบ้านเป็นการชั่วคราว ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือตามคำสั่งศาล (เช่น ตามคำสั่งคุ้มครองความเสี่ยงขั้นรุนแรง [extreme risk protection orders - ERPOs] หรือที่เรียกว่า "กฎหมายธงแดง" ["red flag laws"] ในสหรัฐอเมริกา) เป็นที่แนะนำสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายหรือการใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น [24] กฎหมายดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของการฆ่าตัวตายโดยใช้ปืนในการศึกษาเชิงประชากร [24][25][26]

นี่คือคำแปลส่วน "การจัดการผู้บาดเจ็บ (Management)" ของบาดแผลกระสุนปืนเป็นภาษาไทย:


**การจัดการผู้บาดเจ็บ (Management)**

*แก้ไข*


**การประเมินเบื้องต้น** สำหรับบาดแผลกระสุนปืนใช้แนวทางเดียวกันกับการบาดเจ็บรุนแรงเฉียบพลันประเภทอื่น โดยใช้โปรโตคอล **การช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บรุนแรงขั้นสูง (Advanced Trauma Life Support - ATLS)** [27] ซึ่งประกอบด้วย:


*   **A) ทางเดินหายใจ (Airway)** - ประเมินและรักษาความปลอดภัยของทางเดินหายใจ และอาจรวมถึงกระดูกสันหลังส่วนคอ

*   **B) การหายใจ (Breathing)** - รักษาการหายใจและการได้รับออกซิเจนให้เพียงพอ

*   **C) ระบบไหลเวียนโลหิต (Circulation)** - ประเมินและควบคุมการตกเลือด เพื่อรักษาการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะ รวมถึงการ **ประเมินเฉพาะจุดด้วยอัลตราซาวนด์สำหรับการบาดเจ็บรุนแรง (Focused Assessment with Sonography for Trauma - FAST)**

*   **D) ระดับความรู้สึกตัว (Disability)** - ดำเนินการตรวจประสาทวิทยาขั้นพื้นฐาน รวมถึง **มาตรวัดระดับความรู้สึกตัวกลาสโกว์ (Glasgow Coma Scale - GCS)**

*   **E) การเปิดเผยบาดแผล (Exposure)** - เปิดเผยร่างกายทั้งหมดและค้นหาบาดแผล รอยทางเข้าของกระสุน และรอยทางออกที่อาจพลาดไป พร้อมทั้งรักษาอุณหภูมิร่างกาย


ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการบาดเจ็บ การจัดการอาจครอบคลุมตั้งแต่การผ่าตัดฉุกเฉินไปจนถึงการสังเกตอาการ ดังนั้น ประวัติจากที่เกิดเหตุ เช่น ประเภทปืน จำนวนนัดที่ยิง ทิศทางการยิง ระยะห่าง การสูญเสียเลือดที่เกิดเหตุ และสัญญาณชีพก่อนมาถึงโรงพยาบาล สามารถเป็นประโยชน์อย่างมากในการกำหนดแนวทางการรักษา ผู้บาดเจ็บที่ไม่คงที่ (Unstable) ที่มีสัญญาณของการตกเลือดที่ไม่สามารถควบคุมได้ระหว่างการประเมินเบื้องต้น จำเป็นต้องได้รับการ **สำรวจด้วยการผ่าตัด (Surgical exploration)** ทันทีในห้องผ่าตัด [27] ส่วนในกรณีอื่น แนวทางการจัดการจะถูกกำหนดโดยจุดเข้าของกระสุนตามกายวิภาคศาสตร์และวิถีกระสุนที่คาดการณ์ไว้


**การบาดเจ็บที่คอ (Neck)**

*แก้ไข*

โปรโตคอลการบาดเจ็บที่คอแบบทะลุ (Penetrating neck injury protocol) [28]


บาดแผลกระสุนปืนที่คออาจเป็นอันตรายเป็นพิเศษเนื่องจากมีโครงสร้างทางกายวิภาคศาสตร์ที่สำคัญจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็ก คอประกอบด้วย กล่องเสียง (larynx), หลอดลม (trachea), คอหอย (pharynx), หลอดอาหาร (esophagus), โครงสร้างหลอดเลือด (หลอดเลือดแดงคาโรติด, ซับคลาเวียน, เวอร์ทีบรัล; หลอดเลือดดำจูกูลาร์, เบรคิโอเซฟาลิก, เวอร์ทีบรัล; หลอดเลือดของต่อมไทรอยด์), และโครงสร้างระบบประสาท (ไขสันหลัง, เส้นประสาทสมอง, เส้นประสาทส่วนปลาย, เชนซิมพาเทติก, กลุ่มประสาทเบรเคียลพล็กซัส) การยิงที่คอจึงสามารถทำให้เกิด **การตกเลือดรุนแรง, ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น (airway compromise), และการบาดเจ็บของระบบประสาท** ได้ [29]


การประเมินเบื้องต้นของบาดแผลกระสุนปืนที่คอ ประกอบด้วยการตรวจสอบโดยไม่ใช้เครื่องมือล้วงค้น (non-probing inspection) เพื่อดูว่าการบาดเจ็บนั้นเป็น **การบาดเจ็บที่คอแบบทะลุ (Penetrating Neck Injury - PNI)** หรือไม่ ซึ่งจำแนกโดยการที่บาดแผลลึกผ่านชั้นกล้ามเนื้อพลาทิสมา (platysma muscle) [29] หากกล้ามเนื้อพลาทิสมายังคงสมบูรณ์ บาดแผลนั้นถือว่าตื้นและต้องการเพียงการดูแลบาดแผลเฉพาะที่เท่านั้น หากการบาดเจ็บเป็น PNI ควรปรึกษาทีมศัลยกรรมทันทีขณะที่กำลังจัดการผู้บาดเจ็บ สิ่งสำคัญคือ **ไม่ควรสำรวจบาดแผลในที่เกิดเหตุหรือในห้องฉุกเฉิน** เนื่องจากความเสี่ยงที่จะทำให้บาดแผลแย่ลง


เนื่องจากการก้าวหน้าในการถ่ายภาพวินิจฉัย การจัดการ PNI ได้เปลี่ยนจากการใช้แนวทาง "แบ่งโซน" (zone-based) ซึ่งใช้ตำแหน่งทางกายวิภาคของบาดแผลเป็นแนวทาง มาเป็นแนวทาง "ไม่แบ่งโซน" (no-zone) ซึ่งใช้อัลกอริทึมตามอาการเป็นหลัก [30] แนวทางไม่แบ่งโซนใช้ระบบ "อาการแสดงที่ชัดเจน (hard signs)" และการถ่ายภาพเพื่อชี้นำขั้นตอนต่อไป อาการแสดงที่ชัดเจน ได้แก่ ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น, ช็อกโดยไม่ตอบสนองต่อการรักษา, ชีพจรเบาลง, เลือดออกที่ไม่สามารถควบคุมได้, เลือดคั่งที่ขยายตัว (expanding hematoma), เสียงฟู่/การสั่นสะเทือน (bruits/thrill), ฟองอากาศออกจากบาดแผลหรือมีอากาศใต้ผิวหนังจำนวนมาก (extensive subcutaneous air), เสียงหายใจดัง/เสียงแหบ (stridor/hoarseness), และการขาดหายไปของการทำงานของระบบประสาท (neurological deficits) [30] หากมีอาการแสดงที่ชัดเจนใดๆ ปรากฏขึ้น ต้องทำการสำรวจและซ่อมแซมด้วยการผ่าตัดทันที พร้อมไปกับการควบคุมทางเดินหายใจและการตกเลือด หากไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน ผู้บาดเจ็บควรได้รับการตรวจ **เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดแบบมัลติดีเทคเตอร์ (Multi-detector CT Angiography - MDCTA)** เพื่อการวินิจฉัยที่ดีขึ้น อาจพิจารณาการตรวจ **หลอดเลือดแดงแบบตรงเป้าหมาย (directed angiography)** หรือ **การส่องกล้อง (endoscopy)** ในกรณีที่วิถีกระสุนมีความเสี่ยงสูง ผลบวกจากการตรวจ CT จะนำไปสู่การสำรวจด้วยการผ่าตัด หากผลเป็นลบ อาจสังเกตอาการผู้บาดเจ็บพร้อมกับการดูแลบาดแผลเฉพาะที่ [30]


**การบาดเจ็บที่ทรวงอก (Chest)**

*แก้ไข*


กายวิภาคศาสตร์ที่สำคัญในทรวงอก ได้แก่ ผนังทรวงอก, ซี่โครง, กระดูกสันหลัง, ไขสันหลัง, มัดประสาทและหลอดเลือดระหว่างซี่โครง (intercostal neurovascular bundles), ปอด, หลอดลม, หัวใจ, หลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา, หลอดเลือดแดงใหญ่, หลอดอาหาร, ท่อน้ำเหลืองทรวงอก (thoracic duct), และกะบังลม การยิงที่ทรวงอกจึงสามารถทำให้เกิด **การตกเลือดรุนแรง (hemothorax), ภาวะการหายใจล้มเหลว (pneumothorax, hemothorax, ปอดช้ำ (pulmonary contusion), การบาดเจ็บของหลอดลมและหลอดลมใหญ่ (tracheobronchial injury)), การบาดเจ็บที่หัวใจ (ภาวะหัวใจถูกบีบรัดจากเลือดหรือน้ำในถุงหุ้มหัวใจ - pericardial tamponade), การบาดเจ็บที่หลอดอาหาร, และการบาดเจ็บของระบบประสาท** [31]


การตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นตามที่ระบุไว้ในส่วน Workup มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับบาดแผลกระสุนปืนที่ทรวงอก เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการบาดเจ็บโดยตรงต่อปอด หัวใจ และหลอดเลือดแดงใหญ่ ข้อควรทราบสำคัญสำหรับการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นเฉพาะการบาดเจ็บที่ทรวงอกมีดังนี้ ในผู้บาดเจ็บที่มีภาวะ pericardial tamponade หรือภาวะโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศชนิดมีแรงดัน (tension pneumothorax) ควรทำการระบายหรือลดแรงดันในทรวงอก (ถ้าเป็นไปได้) ก่อนพยายามใส่ท่อช่วยหายใจเข้าในหลอดลม (tracheal intubation) เนื่องจากการช่วยหายใจด้วยแรงดันบวก (positive pressure ventilation) สามารถทำให้เกิด **ภาวะความดันโลหิตต่ำ (hypotension)** หรือ **ภาวะระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว (cardiovascular collapse)** ได้ [32] ผู้ที่มีอาการแสดงของ tension pneumothorax (หายใจไม่สมมาตร, การไหลเวียนเลือดไม่คงที่, หายใจลำบาก) ควรได้รับ **ท่อระบายทรวงอก (chest tube)** (ขนาด > 36 French) ทันที หรือทำการลดแรงดันด้วยเข็ม (needle decompression) หากไม่สามารถใส่ท่อระบายทรวงอกได้ทันที [32] การตรวจ FAST ควรรวมมุมมองที่ขยายเข้าไปในทรวงอกเพื่อประเมินภาวะ **มีเลือดในช่องหุ้มหัวใจ (hemopericardium)**, ภาวะโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศ (pneumothorax), ภาวะมีเลือดในช่องเยื่อหุ้มปอด (hemothorax), และ **ของเหลวในช่องท้อง (peritoneal fluid)** [32]


ผู้บาดเจ็บที่มีภาวะหัวใจถูกบีบรัดจากเลือดหรือน้ำในถุงหุ้มหัวใจ (cardiac tamponade), เลือดออกที่ไม่สามารถควบคุมได้, หรือมีอากาศรั่วออกจากท่อระบายทรวงอกอย่างต่อเนื่อง (persistent air leak) ต่างก็ **จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด** [33] ภาวะ cardiac tamponade สามารถตรวจพบได้จากการตรวจ FAST การสูญเสียเลือดที่ทำให้ต้องผ่าตัดคือมีเลือดระบายออกทางท่อระบายทรวงอกทันที 1–1.5 ลิตร หรือเลือดออกอย่างต่อเนื่อง 200-300 มล./ชม. [33][34] การรั่วของอากาศอย่างต่อเนื่องบ่งชี้ถึงการบาดเจ็บของหลอดลมและหลอดลมใหญ่ (tracheobronchial injury) ซึ่งจะไม่หายหากไม่ได้รับการผ่าตัด [33] ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผู้บาดเจ็บและหากมีภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) เพิ่งเกิดขึ้นหรือใกล้จะเกิดขึ้น ผู้บาดเจ็บอาจต้องได้รับการผ่าตัดในห้องฉุกเฉิน หรือที่เรียกว่า **การผ่าตัดเปิดช่องอกในห้องฉุกเฉิน (Emergency Department Thoracotomy - EDT)** [35]


อย่างไรก็ตาม **ไม่ใช่ทุกกรณี** ที่ถูกยิงที่ทรวงอกจะต้องผ่าตัด ผู้บาดเจ็บที่ไม่มีอาการ (Asymptomatic) และมีผลเอกซเรย์ทรวงอกปกติ สามารถสังเกตอาการพร้อมกับการตรวจซ้ำและการถ่ายภาพหลังจาก 6 ชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เกิดภาวะโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศหรือมีเลือดในช่องเยื่อหุ้มปอดแบบล่าช้า [32] หากผู้บาดเจ็บมีเพียงภาวะโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศหรือมีเลือดในช่องเยื่อหุ้มปอด การใส่ท่อระบายทรวงอกมักเพียงพอสำหรับการจัดการ เว้นแต่จะมีเลือดออกปริมาณมากหรืออากาศรั่วอย่างต่อเนื่องดังที่กล่าวไว้ข้างต้น [32] การถ่ายภาพเพิ่มเติมหลังจากเอกซเรย์ทรวงอกและอัลตราซาวนด์เบื้องต้นสามารถเป็นประโยชน์ในการชี้นำขั้นตอนต่อไปสำหรับผู้บาดเจ็บที่อาการคงที่ การถ่ายภาพที่พบบ่อย ได้แก่ CT ทรวงอก, การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (echocardiography) แบบมาตรฐาน, การฉีดสีดูหลอดเลือด (angiography), การส่องกล้องตรวจหลอดอาหาร (esophagoscopy), การกลืนแป้งตรวจหลอดอาหาร (esophagography), และการส่องกล้องตรวจหลอดลม (bronchoscopy) ขึ้นอยู่กับอาการและอาการแสดง [36]


**การบาดเจ็บที่ช่องท้อง (Abdomen)**

*แก้ไข*

บาดแผลกระสุนปืนที่ช่องท้อง


กายวิภาคศาสตร์ที่สำคัญในช่องท้อง ได้แก่ กระเพาะอาหาร, ลำไส้เล็ก, ลำไส้ใหญ่, ตับ, ม้าม, ตับอ่อน, ไต, กระดูกสันหลัง, กะบังลม, หลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาส่วนลง (descending aorta), และหลอดเลือดและเส้นประสาทในช่องท้องอื่นๆ การยิงที่ช่องท้องจึงสามารถทำให้เกิด **การตกเลือดรุนแรง, การรั่วของสิ่ง содержиภายในลำไส้, เยื่อบุช่องท้องอักเสบ (peritonitis), อวัยวะฉีกขาด, ภาวะการหายใจล้มเหลว, และการสูญเสียการทำงานของระบบประสาท**


การประเมินเบื้องต้นที่สำคัญที่สุดสำหรับบาดแผลกระสุนปืนที่ช่องท้องคือการหาว่ามี **การตกเลือดที่ไม่สามารถควบคุมได้, การอักเสบของเยื่อบุช่องท้อง (peritoneum), หรือการรั่วไหลของสิ่ง содержиภายในลำไส้** หรือไม่ หากมีข้อบ่งชี้เหล่านี้ข้อใดข้อหนึ่ง ผู้บาดเจ็บควรถูกส่งไปยังห้องผ่าตัดทันทีเพื่อทำการ **ผ่าตัดเปิดช่องท้อง (Laparotomy)** [37] หากประเมินข้อบ่งชี้เหล่านั้นได้ยากเนื่องจากผู้บาดเจ็บไม่รู้สึกตัวหรือสื่อสารไม่ได้ การตัดสินใจว่าจะทำการผ่าตัดเปิดช่องท้อง, การส่องกล้องสำรวจช่องท้อง (exploratory laparoscopy), หรือใช้เครื่องมือสืบสวนทางเลือกอื่น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศัลยแพทย์


แม้ว่าในอดีตผู้บาดเจ็บจากบาดแผลกระสุนปืนที่ช่องท้องทุกคนจะถูกนำเข้าห้องผ่าตัด แต่แนวปฏิบัติได้เปลี่ยนไปในปีที่ผ่านมา ด้วยความก้าวหน้าในการถ่ายภาพวินิจฉัย สู่แนวทางที่ไม่ต้องผ่าตัด (non-operative approaches) ในผู้บาดเจ็บที่มีอาการคงที่มากขึ้น [38] หากสัญญาณชีพของผู้บาดเจ็บคงที่และไม่มีข้อบ่งชี้ให้ผ่าตัดทันที จะทำการถ่ายภาพเพื่อประเมินขอบเขตของการบาดเจ็บ [38] **อัลตราซาวนด์ (FAST)** ช่วยระบุการตกเลือดภายในช่องท้อง และ **เอกซเรย์** สามารถช่วยกำหนดวิถีกระสุนและการแตกกระจายของกระสุน [38] อย่างไรก็ตาม วิธีที่ดีและเหมาะสมที่สุดในการถ่ายภาพคือ **เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความละเอียดสูงแบบมัลติดีเทคเตอร์ (High-resolution Multi-detector CT - MDCT)** พร้อมสารทึบรังสีทางหลอดเลือดดำ (IV), ทางปาก (oral), และบางครั้งทางทวารหนัก (rectal) [38] ความรุนแรงของการบาดเจ็บที่พบจากการถ่ายภาพจะเป็นตัวกำหนดว่าศัลยแพทย์จะใช้แนวทางการผ่าตัดหรือการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด


**การล้างช่องท้องเพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic Peritoneal Lavage - DPL)** ได้ล้าสมัยไปมากแล้วด้วยความก้าวหน้าของ MDCT โดยการใช้งานจำกัดอยู่ที่ศูนย์ที่ไม่สามารถเข้าถึงเครื่อง CT เพื่อชี้นำความจำเป็นในการส่งตัวด่วนเพื่อการผ่าตัด [38]


**การบาดเจ็บที่แขนขา (Extremities)**

*แก้ไข*

การบาดเจ็บรุนแรงแบบทะลุเฉียบพลันจากปืนลูกซองระยะประชิดที่หัวเข่า สามารถมองเห็นลูกกระสุนนก shot (birdshot pellets) ภายในกระดูกสะบ้าหัวเข่าที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ส่วนจุกอัดดินปืน (powder wad) จากปลอกกระสุนลูกซองถูกดึงออกมาจากบาดแผล และมองเห็นได้ที่ด้านบนขวาของภาพ


ส่วนประกอบหลักสี่ประการของแขนขาคือ **กระดูก, หลอดเลือด, เส้นประสาท, และเนื้อเยื่ออ่อน** บาดแผลกระสุนปืนจึงสามารถทำให้เกิด **การตกเลือดรุนแรง, กระดูกหัก, การสูญเสียการทำงานของเส้นประสาท, และความเสียหายของเนื้อเยื่ออ่อน** ได้ **ระบบคะแนนความรุนแรงของแขนขาที่บาดเจ็บสาหัส (Mangled Extremity Severity Score - MESS)** ใช้เพื่อจำแนกความรุนแรงของการบาดเจ็บ และประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บของกระดูกและ/หรือเนื้อเยื่ออ่อน, ภาวะขาดเลือดของแขนขา (limb ischemia), ภาวะช็อก, และอายุ [39] ขึ้นอยู่กับขอบเขตของการบาดเจ็บ การจัดการสามารถอยู่ในช่วงตั้งแต่การดูแลบาดแผลตื้นๆ ไปจนถึง **การตัดแขนขา (limb amputation)**


**ความคงที่ของสัญญาณชีพและการประเมินหลอดเลือด** เป็นปัจจัยกำหนดที่สำคัญที่สุดในการจัดการการบาดเจ็บที่แขนขา เช่นเดียวกับกรณีการบาดเจ็บรุนแรงอื่นๆ ผู้ที่มีเลือดออกที่ไม่สามารถควบคุมได้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทันที [27] หากไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ทันที และการกดโดยตรงไม่เพียงพอที่จะควบคุมการตกเลือด อาจใช้ **สายรัดห้ามเลือด (tourniquets)** หรือ **การหนีบหลอดเลือดที่มองเห็นได้โดยตรง (direct clamping of visible vessels)** ชั่วคราวเพื่อชะลอการตกเลือดที่กำลังเกิดขึ้น [40] ผู้ที่มี **อาการแสดงที่ชัดเจน (hard signs)** ของการบาดเจ็บของหลอดเลือดก็จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทันทีเช่นกัน อาการแสดงที่ชัดเจน ได้แก่ เลือดออกที่กำลังเกิดขึ้น, เลือดคั่งที่ขยายตัวหรือเต้นเป็นจังหวะ (expanding or pulsatile hematoma), เสียงฟู่/การสั่นสะเทือน (bruit/thrill), ชีพจรส่วนปลายหายไป และอาการแสดงของภาวะขาดเลือดของแขนขา [41]


สำหรับผู้บาดเจ็บที่มีอาการคงที่และไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจนของการบาดเจ็บของหลอดเลือด ควรคำนวณ **ดัชนีการบาดเจ็บของแขนขา (Injured Extremity Index - IEI)** โดยเปรียบเทียบความดันโลหิตในแขนขาที่บาดเจ็บกับแขนขาที่ไม่บาดเจ็บ เพื่อประเมินเพิ่มเติมสำหรับการบาดเจ็บของหลอดเลือดที่อาจเกิดขึ้น [42] หากค่า IEI หรืออาการทางคลินิกบ่งชี้ถึงการบาดเจ็บของหลอดเลือด ผู้บาดเจ็บอาจได้รับการผ่าตัดหรือการถ่ายภาพเพิ่มเติม รวมถึง CT angiography หรือ conventional arteriography


นอกจากจัดการเรื่องหลอดเลือดแล้ว ต้องประเมินผู้บาดเจ็บสำหรับการบาดเจ็บของกระดูก เนื้อเยื่ออ่อน และเส้นประสาท **ภาพรังสีธรรมดา (Plain films)** สามารถใช้สำหรับกระดูกหักร่วมกับ CT สำหรับการประเมินเนื้อเยื่ออ่อน กระดูกหักต้องได้รับการ **กำจัดเนื้อตาย (debrided)** และ **ตรึงให้มั่นคง (stabilized)**, ซ่อมแซมเส้นประสาทเมื่อเป็นไปได้ และเนื้อเยื่ออ่อนต้องได้รับการกำจัดเนื้อตายและปิดคลุม [43] กระบวนการนี้มักต้องทำหลายขั้นตอนเมื่อเวลาผ่านไป ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการบาดเจ็บ

นี่คือคำแปลส่วน "วิทยาการระบาด (Epidemiology)" ของบาดแผลกระสุนปืนเป็นภาษาไทย:


**วิทยาการระบาด (Epidemiology)**

*แก้ไข*


ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: รายชื่อประเทศเรียงตามอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน


ในปี 2015 มีบาดแผลกระสุนปืนประมาณหนึ่งล้านรายที่เกิดจาก**ความรุนแรงระหว่างบุคคล (interpersonal violence)** [10] อาวุธปืนทั่วโลกในปี 2016 ก่อให้เกิดการเสียชีวิต 251,000 ราย เพิ่มขึ้นจาก 209,000 รายในปี 1990 [5] ในจำนวนผู้เสียชีวิตเหล่านี้ 161,000 ราย (64%) เป็นผลมาจาก**การทำร้ายผู้อื่น (assault)**, 67,500 ราย (27%) เป็นผลมาจาก**การฆ่าตัวตาย (suicide)**, และ 23,000 ราย (9%) เป็น**อุบัติเหตุ** [5] การเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนพบได้บ่อยที่สุดใน**เพศชายอายุระหว่าง 20 ถึง 24 ปี** [5]


ในปี 2016 ประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืนมากที่สุด ได้แก่ **บราซิล, สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก, โคลอมเบีย, เวเนซุเอลา, กัวเตมาลา, บาฮามาส และแอฟริกาใต้** ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งหมด [5] ในสหรัฐอเมริกาในปี 2015 ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิต 44,000 รายที่ฆ่าตัวตาย ทำเช่นนั้นโดยใช้อาวุธปืน [44]


นับจนถึงปี 2016 ประเทศที่มี**อัตราความรุนแรงจากอาวุธปืนต่อหัวประชากรสูงที่สุด** ได้แก่ เอลซัลวาดอร์ เวเนซุเอลา และกัวเตมาลา โดยมีจำนวนการเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนจากความรุนแรง 40.3, 34.8 และ 26.8 ราย ต่อประชากร 100,000 คน ตามลำดับ [45] ประเทศที่มี**อัตราต่ำที่สุด** ได้แก่ **สิงคโปร์, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้** โดยมีจำนวนการเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนจากความรุนแรง 0.03, 0.04 และ 0.05 ราย ต่อประชากร 100,000 คน ตามลำดับ [45]


**แคนาดา (Canada)**

*แก้ไข*


ในปี 2016 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 893 รายจากบาดแผลกระสุนปืนในแคนาดา (2.1 รายต่อประชากร 100,000 คน) [5] ประมาณ 80% เป็นการฆ่าตัวตาย, 12% เป็นการทำร้ายผู้อื่น และ 4% เป็นอุบัติเหตุ [46]


**สหรัฐอเมริกา (United States)**

*แก้ไข*


ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: ความรุนแรงจากอาวุธปืนในสหรัฐอเมริกา


ในปี 2017 มีผู้เสียชีวิต 39,773 รายในสหรัฐอเมริกาจากบาดแผลกระสุนปืน [14] ในจำนวนนี้ 60% เป็นการฆ่าตัวตาย, 37% เป็นการฆาตกรรม, 1.4% เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย, 1.2% เป็นอุบัติเหตุ, และ 0.9% มีสาเหตุไม่ทราบแน่ชัด [14] ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจาก 37,200 รายในปี 2016 (10.6 รายต่อประชากร 100,000 คน) [5] สำหรับการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ**ความรุนแรงระหว่างบุคคล (interpersonal violence)** สหรัฐอเมริกามีอัตราสูงเป็นอันดับที่ 31 ของโลกในปี 2016 โดยมีผู้เสียชีวิต 3.85 ราย ต่อประชากร 100,000 คน [45] **การฆาตกรรมและการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน และการเสียชีวิตส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนเป็นผลมาจากการฆาตกรรมและการฆ่าตัวตาย** [47] อย่างไรก็ตาม เมื่อเรียงลำดับตาม **ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)** สหรัฐอเมริกามีอัตราการเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนจากความรุนแรงสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อย่างมาก โดยมีจำนวนการเสียชีวิตจากการทำร้ายด้วยอาวุธปืนสูงกว่าผลรวมของประเทศที่มี GDP สูงที่สุด 4 อันดับถัดไปรวมกันมากกว่า 10 เท่า [48] **ความรุนแรงจากบาดแผลกระสุนปืนเป็นสาเหตุอันดับสามที่ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงสุดจากการบาดเจ็บ และเป็นรูปแบบการรักษาตัวในโรงพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุดเป็นอันดับสี่ในสหรัฐอเมริกา** [49]

นี่คือคำแปลส่วน "ประวัติศาสตร์ (History)" ของบาดแผลกระสุนปืนเป็นภาษาไทย:


**ประวัติศาสตร์ (History)**

*แก้ไข*


จนถึงทศวรรษ 1880 แนวปฏิบัติมาตรฐานในการรักษาบาดแผลกระสุนปืน กำหนดให้แพทย์สอด **นิ้วที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ (unsterilized fingers)** เข้าไปในบาดแผลเพื่อสำรวจและหาตำแหน่งวิถีกระสุน [50] ในขณะนั้น ทฤษฎีการผ่าตัดมาตรฐาน เช่น การเปิดช่องท้องเพื่อซ่อมแซมบาดแผลกระสุนปืน [51], **ทฤษฎีเชื้อโรค (germ theory)**, และ **เทคนิคการผ่าตัดแบบปลอดเชื้อ (antiseptic surgery)** ของ **โจเซฟ ลิสเตอร์ (Joseph Lister)** ที่ใช้กรดคาร์โบลิกเจือจาง ยังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน ตัวอย่างเช่น แพทย์สิบหกคนเข้ารักษาประธานาธิบดี **เจมส์ เอ. การ์ฟีลด์ (James A. Garfield)** หลังจากที่ท่านถูกยิงในปี 1881 และส่วนใหญ่ใช้การล้วงบาดแผลด้วยนิ้วมือหรือเครื่องมือสกปรก [52] นักประวัติศาสตร์เห็นพ้องว่า **การติดเชื้ออย่างรุนแรง (massive infection)** เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเสียชีวิตของท่านการ์ฟีลด์ [50][53]


ในเวลาใกล้เคียงกัน ที่เมือง **ทอมบ์สโตน (Tombstone)** ใน **ดินแดนแอริโซนา (Arizona Territory)** เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 1881, **จอร์จ อี. กู๊ดเฟลโลว์ (George E. Goodfellow)** ได้ทำการ **ผ่าตัดเปิดช่องท้อง (laparotomy)** ครั้งแรกเพื่อรักษาบาดแผลกระสุนปืนที่ช่องท้อง [54]: M-9  กู๊ดเฟลโลว์เป็นผู้บุกเบิกการใช้เทคนิคปลอดเชื้อในการรักษาบาดแผลกระสุนปืน [55] โดยล้างบาดแผลของผู้ป่วยและมือของเขาด้วยสบู่ล้างขี้เถ้า (lye soap) หรือวิสกี้ และผู้ป่วยของเขา ซึ่งแตกต่างจากประธานาธิบดี ก็หายดี [56] เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของอเมริกาในด้านบาดแผลกระสุนปืน [57] และได้รับเครดิตว่าเป็น **ศัลยแพทย์บาดเจ็บรุนแรงพลเรือน (civilian trauma surgeon)** คนแรกของสหรัฐอเมริกา [58]


ปืนพกในกลางศตวรรษที่สิบเก้า เช่น ปืนรีวอลเวอร์ของโคลท์ (Colt revolvers) ที่ใช้ในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา มี **ความเร็วปากกระบอกปืน (muzzle velocities)** เพียง 230–260 เมตร/วินาที และปืนรุ่นก่อนหน้าที่ใช้ดินปืนและลูกกระสุนทรงกลม (powder and ball) มีความเร็ว 167 เมตร/วินาที หรือน้อยกว่านั้น ต่างจากกระสุนความเร็วสูงในปัจจุบัน ลูกกระสุนทรงกลมในศตวรรษที่สิบเก้าก่อให้เกิด **โพรงช่องว่าง (cavitation)** น้อยมากหรือแทบไม่มีเลย และเนื่องจากเคลื่อนที่ช้ากว่า พวกมันจึงมักจะ **ติดค้าง (lodge)** อยู่ในตำแหน่งที่ผิดปกติ ซึ่งขัดแย้งกับวิถีกระสุนที่คาดการณ์ไว้ [59]


การค้นพบ **รังสีเอกซ์ (X-rays)** โดย **วิลเฮล์ม คอนราด เรินต์เกน (Wilhelm Röntgen)** ในปี 1895 นำไปสู่การใช้ **ภาพถ่ายรังสี (radiographs)** เพื่อระบุตำแหน่งกระสุนในทหารที่ได้รับบาดเจ็บ [60]


**อัตราการรอดชีวิต (Survival rates)** สำหรับบาดแผลกระสุนปืนดีขึ้นในหมู่บุคลากรทางทหารของสหรัฐฯ ในช่วง **สงครามเกาหลี (Korean)** และ **สงครามเวียดนาม (Vietnam Wars)** ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก **การอพยพทางเฮลิคอปเตอร์ (helicopter evacuation)** ร่วมกับการปรับปรุงวิธีการ **การกู้ชีพ (resuscitation)** และ **การแพทย์สนามรบ (battlefield medicine)** [60][61] การปรับปรุงที่คล้ายกันนี้พบเห็นได้ในแนวปฏิบัติด้านการบาดเจ็บรุนแรงของสหรัฐฯ ในช่วง **สงครามอิรัก (Iraq War)** [62] ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพทางทหารที่กลับไปปฏิบัติงานพลเรือน บางครั้งได้เผยแพร่แนวปฏิบัติการดูแลผู้บาดเจ็บรุนแรงทางทหาร [60][63][64] แนวปฏิบัตินี้อย่างหนึ่งคือการโอนย้ายเคสบาดเจ็บรุนแรงใหญ่ไปยัง **ห้องผ่าตัด (operating theater)** อย่างเร็วที่สุด เพื่อหยุด **เลือดออกภายใน (internal bleeding)** ภายในสหรัฐอเมริกา อัตราการรอดชีวิตสำหรับบาดแผลกระสุนปืนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตจากอาวุธปืนลดลงในรัฐที่มีอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากบาดแผลกระสุนปืนที่คงที่ [65][66][67][68]


 


 

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2568



 


 


 

 ผมมีไอเดียหนังมาเสนอครับ

1.หลังจากส่งสายสืบไปแฝงตัวในแก๊งของจอห์นนี่ ดาร์กเนสซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียที่ฉลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมา และขึ้นชื่อเรื่องความโหดต่อศัตรูและสายลับ แต่เมื่อถึงวันปฏิบัติการจับกุมจอห์นนี่ ดาร์กเนส กลับเกิดเหตุการ์ผิดแผนเกิดขึ้นพร้อมกับเกิดสงครามแก๊งพอดี จอห์นนี่ ดาร์กเนสก็รู้ทันแล้วและโต้กลับทันที จึงเกิดการปะทะกันของตำรวจ จอห์นนี่ ดาร์กเนส และแก๊งศัตรูของจอห์นนี่ ดาร์กเนส

2.หนังแนวแอคชั่นผสมไซไฟ ตำรวจพยายามจับตัวร้ายที่มีความสามารถในการติดต่อสื่อสารกับตัวเองในกาลเวลาอื่นได้(ตัวร้ายในอดีต ตัวร้ายในปัจจุบัน ตัวร้ายในอนาคต สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้)

อยากได้ไอเดียไหนไปทำหนังครับ?