วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

 

มีเรื่องหนึ่งที่ผมเกลียดมาก ๆ เป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับ The Lord of the ring ครับ
ผมเกลียดข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ชมจำนวนไม่น้อยเลยเกลียดโฟรโด และเหตุผลที่พวกเขาเกลียดโฟรโดก็ไม่ใช่เพราะว่าโฟรโดนั้นชั่วร้าย เพียงแต่บาดแผลของโฟรโดนั้นมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นก็เท่านั้นเอง…
จะมีสักกี่คนกันครับที่ทราบว่าสิ่งที่พวกเราได้รับชมในสื่อบันเทิงตรงกับความเป็นจริงแค่ไหน เคยสงสัยกันบ้างไหมครับ เวลาที่ตัวละครอ้างอิงถึงคำศัพท์ทางวิชาการ เทคนิคเฉพาะทาง หรือแม้แต่แสดงพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ได้พบในประชากรส่วนมาก ฉากที่แสดงออกมาเหล่านั้นมีความถูกต้องตรงกับสิ่งที่มันเป็นจริง ๆ มากแค่ไหน?
หากอ้างอิงจากงานวิจัยของสถาบัน UNC Annenberg และ มูลนิธิเพื่อการป้องกันอัตวินิบาตกรรมสหรัฐฯ (AFSP) ซึ่งได้เก็บข้อมูลภาพยนต์ยอดนิยม 100 อันดับประจำปีตั้งแต่ปี 2016 2019 และ 2022 แล้วนั้น
พบว่าการแสดงถึงปัญหาสุขภาพจิตในภาพยนต์ยังคงห่างไกลจากความเป็นจริงมาก และอาจจะบิดเบือนความเข้าใจของสาธารณชน หรือสร้างความเข้าใจผิด สร้างภาพจำผิด ๆ ที่เป็นอันตรายได้ไม่ยากนัก
ในสื่อตัวละครเหล่านั้นมักจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่มีสติรู้ตัว เป็นอันตรายต่อสังคมรอบข้างซึ่งมักจะเป็นพฤติกรรมที่ตรงข้ามกับผู้ป่วยจริงที่อาการข้างต้นพบได้ยาก
เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด
ซ้ำ ตัวละครมักจะถูกปรามาส หรือถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ด้วยถ้อยคำเช่น “บ้า” “ตัวประหลาด” “ขี้แพ้” ฯลฯ เป็นนิจ
แม้แต่ภาพยนต์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ในทางที่ดี หรือได้รับรางวัลออสก้าก็ตาม หลายเรื่องยังคงแสดงภาพจำซ้ำ ๆ ที่ไม่มีอยู่จริง และไม่ตรงกับความเป็นจริงอยู่
72% ของผู้ป่วยในภาพยนต์เป็นผู้ก่อเหตุ หรือใช้ความรุนแรง แต่ในสถิติอาชญากรรมของผู้ป่วยจิตเวชในชีวิตจริงในสหรัฐมีเพียงแค่ 3-5% เท่านั้น
จากกลุ่มตัวอย่างจากภาพยนต์กลุ่มตัวอย่างของปี 2022 78% ของตัวละครที่เป็นผู้ป่วยถูกนำเสนอในเชิงดูถูกเหยียดหยาม 18% ในรูปแบบของการเป็นตัวตลก และ 27% ต้องปิดบังตัวเอง และซ่อนอาการเจ็บป่วยเอาไว้จากสังคม
นอกจากนั้นภาพยนต์ยังมักจะแสดงภาพของอาการป่วยให้ดูไร้ทางออก ไร้ทางช่วย มีเพียง 25% ของตัวละครในกลุ่มตัวอย่างเท่านั้นที่ได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์ และมีเพียง 16% ที่รักษาจนหายได้ และที่สำคัญคือตัวละคร 40% ไม่มีชีวิตรอดจนจบเรื่องจากหลายเหตุปัจจัย
นั่นมันน้อยมาก ๆ อ้างอิงจากรายงานประจำปีของกรมสุขภาพจิตไทยปี 2567 ผู้ป่วยใหม่โรคซึมเศร้าเพียงโรคเดียวก็ได้รับการรักษาหายถึง 70% แล้ว
ทำไม?
ทำไมต้องเป็นแบบนี้?
ในฐานะที่เป็นนักเขียนเหมือนกัน ผมคงจะพูดได้แค่ว่าเพราะผู้เขียนแค่อยากเขียนกระมัง อาจจะเป็นเพราะว่าผู้สร้างต้องการ “เรื่องราว” หรือ “อารมณ์” ในบรรเทิงคดีที่ไม่มีอยู่จริงอยู่แล้ว บางประการที่จะทำให้งานที่เขาเขียนดำเนินไปในแบบที่เขาคิด… แต่ประเด็นคือ มันเป็นจรรยาบรรณ และความรับผิดชอบส่วนรวมส่วนหนึ่งของพวกเขาด้วย
แน่นอนว่านักเขียนจะเขียนอะไรก็ได้ตราบใดที่บรรเทิงคดีออกมาสนุก… แล้วหลังจากนั้นล่ะ ทุกอย่างจะเป็นอย่างไรต่อไป?
แน่นอนว่ามันก็เป็นความรับผิดชอบของผู้ชมเช่นกันที่จะต้องใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อด้วยเช่นกัน แต่ถ้าเป็นไปได้ การทำสื่อให้ถูกต้องไปเลยก็ไม่ใช่เรื่องแย่นัก เพราะไม่ว่าอย่างไร บนโลกนี้มักจะมีผู้คนที่ใช้บรรเทิงคดีในการอ้างอิง หรือคิดเป็นจริงเป็นจังกับมันเสมอ แม้ว่าบรรเทิงคดีจะไม่ใช่สื่อที่มีความน่าเชื่อถือ หรือใช้อ้างอิงไม่ได้ก็ตาม
มันมักจะมีบุคคลเช่นนั้นเสมอ
พวกเราจำเป็นที่จะต้องใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ เพราะหลาย ๆ ครั้งมันส่งผลถึงคนจริง ๆ ที่เจ็บปวดจริง แต่อาจจะถูกมองข้าม หรือปฏิบัติในทางที่แย่เพราะภาพจำในสื่อได้
*หมายเหตุ: ในเอกสารงานวิจัยได้มีการระบุสถิติตัวละครที่ป่วย เทียบสัดส่วนจำนวนต่อประชากรในชีวิตจริงด้วย แต่ผมจะขอละเอาไว้เนื่องจากมันไม่ได้มีนัยสำคัญ ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ตัวละครรูปแบบนี้อาจจะไม่ได้ส่งผลต่อเรื่องราวในสื่อผู้เขียนจึงไม่ได้ใส่มาก็ได้ และผู้เขียนมีอิสระในการเล่าเรื่องที่ตนเองอยากเล่า
ตอนแรกผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ที่อื่น แต่ด้วยความบังเอิญในกลุ่มนี้ (OS) มีสมาชิกท่านอื่นตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับ PTSD พอดี และก็พบว่ายังมีหลาย ๆ ท่านที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพดังกล่าว สุดท้ายตนเองจึงตัดสินใจเอาบทความที่ยังเขียนไม่เสร็จมาลงในกลุ่มด้วยเลยละกัน
ผมคงจะไม่ใช่บุคคลที่จะให้ข้อมูลพวกนี้ได้อย่างน่าเชื่อถือ ดังนั้นผมจะไม่พยายามให้ข้อมูลอะไรที่มาจากตัวผมเอง แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ทุกคนสามารถก้าวข้ามภาพจำเหล่านั้นไปด้วยกันเพื่อสังคมที่ดีขึ้นได้ครับ
ยุคปัจจุบันข้อมูลต่าง ๆ เองก็เข้าถึงได้ง่าย ผมเชื่อว่าทุกท่านสามารถหาข้อมูลได้เองแน่นอนทั้งจากเว็บไซต์ของหน่วยงานทางด้านสุขภาพจิตโดยตรง หรือสถาบันที่เชื่อถือได้อื่น ๆ หรือแม้แต่หนังสือ หรือตลิป Youtube สำหรับบุคคลทั่วไปที่จัดทำโดยจิตแพทย์โดยตรงก็มีให้รับชม/อ่านกันได้เช่นกันครับ ผมแนะนำช่อง Healthy GamerGG ไว้ช่องหนึ่งที่อธิบายได้ดีมาก ๆ และพิธีกรเองก็เป็นจิตแพทย์จริงด้วยเช่นกัน
และที่สำคัญที่สุดพยายามหลีกเลี่ยงข้อมูลจาก TikTok หรือ Reddit หรือพื้นที่ที่ใครจะพูดอะไรก็ได้โดยไม่มีข้อผูกพันทางด้าน Credit หรือความรับผิดชอบอื่น ๆ จะดีกว่า
ต่อไปจะขอพูดถึงตัวอย่างเด่น ๆ ในเกมและการ์ตูนบ้างเนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเกี่ยวกับสื่อดังกล่าวครับ
ในเกมหรือการ์ตูน เรื่องพวกนี้โดยทั่วไปก็ไม่ได้นำเสนอแตกต่างจากในหนังมากเท่าไรนัก
แต่หลัง ๆ ตั้งแต่ช่วงท้าย ๆ ยุค 2010s เป็นต้นมา ตั้งแต่สังคมคนทั่วไปเปิดกว้างกับความหลากหลาย หรืออาการป่วยมากขึ้น คำศัพท์ทางวิชาการถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันค่อนข้างจะบ่อยเลยทีเดียว บางที่อาจจะบ่อยเกินจนเกร่อจนทำให้มันหมดความหมายเลยด้วยซ้ำ (ใช่ฉันมองแกอยู่เด็กแว๊นซ์เบียวซึมเศร้า, ทุกอย่างคือการ Gaslight, ทุกคนที่ทำตัวไม่ดีคือ Narcissist, ฯลฯ) และเช่นกัน หลาย ๆ ครั้งการใช้งานก็ยังไม่ตรงกับบริบทมันอยู่… และ Biohazard เกมดังเกมโปรดของใครหลายคนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ถึงแม้ว่าตัวเอกใน Biohazard อย่างลีออน หรือคริสต์จะไม่เคยถูกระบุไว้ในเรื่องว่ามีปัญหาสุขภาพจิต (ปัญหาเดียวที่ทั้งสองคนมี และในเรื่องได้ระบุไว้คือทั้งคู่ติดสุราหนัก) ไม่ต้องห่วงครับผู้ชมพร้อมจะหาปัญหาสุขภาพจิตไปใส่ให้พวกเขาเอง หลังจาก Bio4Re วางขายก็มีเสียงแตกเป็นสองฝั่ง มีทั้งผู้เล่นที่รู้สึกว่าลีออนเปลี่ยนไป และตัวเขาในเวอร์ชั่นใหม่ดูไม่เหมือนลีออนที่เป็นคนทะเล้นติดเล่น กล้าหาญพอที่จะเล่นมุกกับผีตรงหน้าได้แบบไม่สนโลก ซึ่งตรงข้ามกับฉบับรีเมคที่ลีออนกลายเป็นคนเบื่อโลก แล้วก็มักจะพูดสบถ หรือบ่นรำคาญทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเขาทั้งเกม
สิ่งที่ผู้เล่นหลายคนพูดต่อ ๆ กันเพื่อพยายามจะอธิบายว่าทำไมลีออนถึงเปลี่ยนไป หนึ่งในเหตุผลหลัก ๆ ที่คนมักจะพูดกันคือ PTSD ครับ ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นเพราะสื่อบันเทิงแนว ๆ ต่อสู้หลัง ๆ ชอบอ้างถึง PTSD กันเยอะ
แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เล่นมองข้ามกันไปคือ มนุษย์ทุกคนมีความเศร้า ความเสียใจ หรือความกลัวอยู่แล้ว และไม่ใช่ทุกคนที่จะมีปัญหาสุขภาพจิตที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ดังกล่าว
โดยทั่วไป ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างคนที่เศร้า กับคนที่เป็นโรคที่เกี่ยวกับความเศร้าคือ ความเศร้าดังกล่าวเป็นอารมณ์ที่อยู่ถูกที่ถูกเวลาไหม? เหมาะสมกับสถานการณ์ตรงหน้าไหม? และมันขัดขวางการใช้ชีวิตประจำวันไหม?
แน่นอนว่าลีออนเศร้าเสียใจที่เขาช่วยเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ไม่ได้ แต่ลีออนยังสามารถมีความสุขกับชีวิตปกตินอกเหนือจากงานที่ต้องไปต่อสู้กับพวกผีชีวะได้ (อ้างอิงจากที่ลีออนบอกเจดีว่ากำลังพักร้อนแฮปปี้ดีอยู่ ๆ ก็ต้องมาทำงานอีกแล้ว) และลีออนยังใช้ชีวิตปกติได้ครับ ลีออนไม่ได้เป็น PTSD และมันเป็นข้อเท็จจริงที่ว่า ทหารผ่านศึกแทบทุกคนเสียใจกับสงคราม แต่ตามสถิติกองทัพสหรัฐมีทหารผ่านศึกเป็น PTSD เพียง 6% ของประชากรทหารเท่านั้นตลอดประวัติศาสตร์สงครามมนุษย์จนถึงปัจจุบัน หรือคิดเป็น 14% ของทหารชายที่ไปรบในอิรักต่อจำนวณทหารหนี่งร้อยคน (30% สำหรับทหารหญิงในศึกเดียวกันต่อจำนวณทหารหญิงหนึ่งร้อยคนเช่นกัน) ถึงแม้ว่ามันจะเป็นอาการที่ร้ายแรงและน่าเป็นห่วง แต่มันก็ไม่ได้เป็นง่ายขนาดนั้น
บางท่านอาจจะบอกว่า “เอะ แต่ในบันทึกของลีออนใน Bio6 เขาเคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วครั้งหนึ่งนะ” อ่ะถูกต้องครับ แต่เช่นกัน คนเราไม่จำเป็นต้องป่วยจิตถึงพยายามฆ่าตัวตายก็ได้ ในไทยสาเหตุที่ทำให้คนฆ่าตัวตายมากที่สุดเองก็มาจากวิกฤตชีวิต และปัญหาการติดสุราหรือสารเสพติดอื่น ๆ เช่นกัน ลองลงมาถึงเป็นความเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ และนอกจากนั้นยังมีเหตุผลอื่น ๆ ที่คิดเป็น % ไม่น้อย เช่นความรู้สึกสิ้นหวังที่เกิดจากสถานการณ์แย่ ๆ ในชีวิต ฯลฯ และเวลาเฉลี่ยที่ผู้ตายใช้ในการตัดสินใจก่อนลงมือคือ 5 นาที
จะเห็นได้ว่าลีออนไม่จำเป็นต้องป่วยก็สามารถแสดงออกในแบบที่เขาเป็นได้ และลีออนยังติดสุราซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่นำไปสู่การตัดสินใจดังกล่าวได้เหมือนกัน
นอกจากนั้นลีออนก็ไม่ได้ไปหาหมอ แต่เขาตัดสินใจที่จะไม่ฆ่าตัวตายอีกครั้งหลังจากที่เขาคิดได้ว่าชีวิตตัวเองยังมีเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ อยู่ ซึ่งหากลีออนป่วยจริง ลีออนต้องไปหาหมอเพื่อให้หมอช่วย ลีออนไม่สามารถหายเองได้ครับ
อ้างอิงจากส่วนหนึ่งของรายงานสถานการณ์การฆ่าตัวตาย เขตสุขภาพที่ 7 ปีงบประมาณ 2568
(ระหว่างเดือน ตุลาคม 2567 ถึง มีนาคม 2568)
โดย งานเฝ้าระวังป้องกันการฆ่าตัวตาย ศูนย์สุขภาพจิตที่ 7 กรมสุขภาพจิต แบบคำต่อคำ “การฆ่าตัวตายไม่ใช่โรคทางจิตเวช แต่เป็นผลพวงของหลายเหตุปัจจัย ดังนั้นการป้องกันแก้ไขปัญหา
การฆ่าตัวตายก็ต้องจัดการที่ต้นเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้นเหตุการณ์ฆ่าตัวตายไม่ใช่สรุปง่ายๆว่า เพราะอก
หักจึงฆ่าตัวตายหรือเพราะถูกด่า น้อยใจจึงฆ่าตัวตาย เพราะในวันๆหนึ่งคนที่อกหักมีหลายพันคน คนที่ถูกด่าให้
น้อยใจมีหลายพันคน แล้วทำไมคนเหล่านี้ไม่ฆ่าตัวตาย”
อนิเมะ หลายเรื่องเองก็เช่นกัน เวลาที่ตัวเอกรู้สึกไม่ดี ตัวเอกมักจะก้าวข้ามปัญหาดังกล่าวได้ง่าย ๆ หลังจากได้รับพลังบวกจากเพื่อน ๆ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดีครับ การช่วยมอบพลังบวกให้ผู้ป่วย และอยู่ข้างเขาในวันที่เขาต้องการเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ แต่นั่นยังไม่พอ อย่างไรก็ดีการไปพบจิตแพทย์เพื่อรับความช่วยเหลือยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่ ซึ่งถ้าตัวละครในการ์ตูนแค่รู้สึกแย่ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าหากตัวละครตัวนั้นผู้เขียนตั้งใจจะนำเสนอว่าเป็นผู้ป่วยจริงนับว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนัก
อนิเมะ และนิยายเรื่อง 86 เองก็เช่นกัน ตัวเอกของเรื่องอย่างชินเองก็เจอปัญหาในลักษณะเดียวกับลีออน (ยกเว้นเรื่องสุรานะ) ชินเห็นเพื่อนตายชินเสียใจเป็นเรื่องปกติ ชินเจอคนรักแล้วแฮปปี้อันนี้ก็ปกติ ถ้าชินเห็นเลน่าแล้วโมโห หรือชินเห็น 86 คนอื่น ๆ ตายแล้วหัวเราะชอบใจ แบบนี้สิถึงจะไม่ปกติ และคนปกติสามารถเสียใจที่ตัวเองช่วยเพื่อนไม่ได้หลังเหตุการณ์มันผ่านมาแล้วได้ สามารถฝันร้ายถึงเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตได้เช่นกันครับ และชินยังใช้ชีวิตประจำวันได้ ชินไม่จำเป็นต้องเป็น PTSD ก็ได้
เอาล่ะ หลังจากที่ได้เห็นถึงปัญหากันมาพอสมควรแล้ว หลายท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วมันมีเรื่องไหนที่เป็นตัวอย่างที่ดีบ้างไหม? มีครับ และผมจะเล่าเรื่องที่ว่าให้ฟังก่อนจะจากกันไปในวันนี้ นั่นคือนิยายภาพ Muv-Luv (2003) และ Muv-Luv Alternative (2006) ครับ (รูปซ้ายบน)
ในเรื่อง พระเอกทาเครุจะต้องต่อสู้กับมนุษย์ต่างดาวที่เรียกกันว่า BETA และตอนหลังจะมีตัวละครหลักหนึ่งตัวถูก BETA งับหัวขาดในลักษณะที่น่าสยดสยองมาก ๆ และเหตุการณ์นั้นก็เป็นแผลใจให้กับทาเครุ ในฉากต่อมาแพทย์ทหารได้วินิจฉัยว่าทาเครุเป็น PTSD และไม่สามารถต่อสู้ในสนามรบได้
ทาเครุอาการแย่ขนาดไหน? แค่ได้ยินเสียงออด หรือคำพูดที่คล้าย ๆ กับคำพูดของตัวละครตัวนั้น หรือแค่เห็นรูปถ่ายของ BETA เขาก็หายใจไม่ออก สติแตก ฉี่ราด ล้มลงไปนอนดิ้นกับพื้นแล้ว ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้อย่างสิ้นเชิง และหมอสั่งให้ต้องกินยาคลายกังวลด้วย
แต่มันก็ยังไม่จบ ทาเครุแสดงอาการที่สมจริงออกมาอีกอย่าง คือเขาไม่อยากกินยา เพราะพอกินยาแล้วรู้สึกแย่ หัวตัน กินแล้วมีปัญหาด้านการนอน เลยแอบหมอหยุดยาเอง ซึ่งนั่นก็เป็นปัญหาใหญ่ที่พบได้ง่ายในผู้ป่วยที่ต้องกินยาคลายกังวลเช่นกัน นอกจากนั้นในเรื่องยังมีการกล่าวถึงผลข้างเคียงของยาที่สมจริงด้วย แต่ก็ได้บอกไว้ว่าถึงการกินยามันจะทำให้รู้สึกไม่ดี แต่มันก็เป็นสิ่งที่จำเป็นนะสำหรับวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
สุดท้ายทาเครุตัดสินใจหนีความรับผิดชอบของตัวเอง ออกจากกองทัพไปเลย แม้ว่าตนเองจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้มนุษยชาติรอดจาก BETA ไปได้
เขากลับไปยังโรงเรียนที่ตนเองเคยเรียน เข้าไปกอดครูประจำชั้น (เพราะพ่อแม่เขาไม่อยู่แล้ว) ร้องห่มร้องไห้ตั้งแต่เช้ายันฟ้ามืด ขอโทษทุกคนที่ตนเองไม่มีความกล้าพอจะก้าวไปข้างหน้า โทษตนเองที่อ่อนแอและไม่สามารถเลือกส่วนรวมมากกว่าตนเองได้ แม้ว่านั่นมันจะไม่จริงเลย แต่อาการพวกนี้เองก็เป็นสิ่งที่พบได้ง่ายในชีวิตจริง
และแม้ว่าเพื่อน ๆ จะพยายามปลอบใจเขา ให้พลังบวกกับเขา มันก็ส่งไปไม่ถึง ถึงแม้ว่าทุกคนจะให้อภัยเขาได้ แต่เขาให้อภัยตนเองไม่ได้
คืนนั้นเอง เขาไปนั่งกินข้าวกับครูประจำชั้นที่เป็นแม่คนที่สอง และแม่คนเดียวที่เหลืออยู่สำหรับเขา แต่ในคืนเดียวกันดันมี stalker ติดตามมาด้วย และเข้าใจผิดว่าทาเครุเป็นแฟนของคุณครู จึงได้ลงมือฆาตกรรมคุณครูไปอีกคน
เหตุการณ์นั้นยิ่งทำให้ทาเครุสภาพจิตใจย่ำแย่ลงไปใหญ่ และเขาก็โทษตนเองหนักกว่าเดิมว่าถ้าตัวเองแค่เข้มแข็งกว่านี้แล้วไม่ต้องไปพึ่งพาคนอื่น ครูก็ไม่ต้องตายแล้ว แทนที่เขาจะโทษ stalker ที่เป็นคนร้ายเพราะว่าสภาพจิตใจตอนนั้นทาเครุไม่ไหวอีกแล้ว ทุกคำพูดที่เพื่อน ๆ บอกกับเขาว่ายกโทษให้มีแต่จะยิ่งเป็นสิ่งซ้ำเติมถึงความล้มเหลว สุดท้ายทาเครุก็ไม่สามารถมองหน้าเพื่อน ๆ ได้อีกต่อไป
ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะปลอดภัยแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าเพื่อน ๆ รักเขา แต่เพื่อน ๆ ที่อยู่ในเขตุปลอดภัยไม่เข้าใจว่าเขาที่ไปผ่านสงครามมาเป็นยังไง และไม่เข้าใจเขาที่ป่วยจิตเวช
ถึงแม้ว่ารอบ ๆ ตัวจะมีใครอีกหลายคน แต่มันก็เหมือนกับในชีวิตนี้ไม่มีใครอีกแล้ว
ถึงจะใกล้ตา แต่ก็ยังไกลใจ สำหรับเขารอบ ๆ ตัวไม่มีใครเข้าใจเขาสักคน ดังนั้นเขาถึงอยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางผู้คนมากมาย
ถึงเขาจะกลับมายังที่อยู่ของตนเองได้ แต่เขาก็ไม่มีบ้านให้กลับไปได้อีกแล้ว
([[https://youtu.be/_W26HGqH_8k?si=WQnnMAohKVDGfE2K](https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fyoutu.be%2F_W26HGqH_8k%3Fsi%3DWQnnMAohKVDGfE2K%26fbclid%3DIwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBEwbTFPV3NQdmVyN1BpZG5LOHNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR6vyVNoOjBNr3Wq2ONManClURm_BsROhDZgB8mvg-Odp-kwvMAu5NEawtQg5A_aem_ItEIYycXt_omcN92ox1ojA&h=AT1LFvzUNWbVnIhxabw-sqnuLWPZ8rKEI6fE_utqyuG5DJCOBeK7eSEckPgwnnYtNgUfIdz7P-gVE1YzBUskwQj4LmLguPnIlD5BJ8dKepBIqG_WGL1WV3tw1hpIh6f17CrHW7FCeQiLZ8w6R-J11o1E&__tn__=-UK-y-R&c[0]=AT0PYZCEGCGA2JWBl6n6u5UnIFSDPBEg94yZkLmriRGYtKofrDYdre-l-Cx4-CplXpivnd2jaiOjJcV43ZPCeMBhnCEyS2n4BAqWuOC3feOepUr2eM73iH1iCUzYjYYEOzYpnMhd1sDUhK5D3TsZR9U7PID86T7D0RlimsWE_BDZ3KenWbO_oyrKFJHcuxAUv880KqDmnsnW-rezpX5zgCljLjdsnepx8yNFQYwMb7dLqZXPqRdp5uTT4kLGJsHcMprMa1eXOOoWBPUg0oc-yq673TwsunJ_4ug)]([https://youtu.be/_W26HGqH_8k?si=WQnnMAohKVDGfE2K](https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fyoutu.be%2F_W26HGqH_8k%3Fsi%3DWQnnMAohKVDGfE2K%26fbclid%3DIwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBEwbTFPV3NQdmVyN1BpZG5LOHNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR6k4ItRRz-1Uu_7EA5erpv3Y0cQ87bDULAbswSiNNtsR8NPTMX4O-e6lnCosQ_aem_lYjO3k0GPIjTIa3cfKJDGQ&h=AT1LFvzUNWbVnIhxabw-sqnuLWPZ8rKEI6fE_utqyuG5DJCOBeK7eSEckPgwnnYtNgUfIdz7P-gVE1YzBUskwQj4LmLguPnIlD5BJ8dKepBIqG_WGL1WV3tw1hpIh6f17CrHW7FCeQiLZ8w6R-J11o1E&__tn__=-UK-y-R&c[0]=AT0PYZCEGCGA2JWBl6n6u5UnIFSDPBEg94yZkLmriRGYtKofrDYdre-l-Cx4-CplXpivnd2jaiOjJcV43ZPCeMBhnCEyS2n4BAqWuOC3feOepUr2eM73iH1iCUzYjYYEOzYpnMhd1sDUhK5D3TsZR9U7PID86T7D0RlimsWE_BDZ3KenWbO_oyrKFJHcuxAUv880KqDmnsnW-rezpX5zgCljLjdsnepx8yNFQYwMb7dLqZXPqRdp5uTT4kLGJsHcMprMa1eXOOoWBPUg0oc-yq673TwsunJ_4ug)))
วันถัดมาเพื่อนสมัยเด็กของทาเครุอยู่ ๆ ก็ถูกแป้นบาสล้มทับ และกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรานอนโคม่าในโรงพยาบาล มันเป็นอุบัติเหตุง่าย ๆ ธรรมดา ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น
แต่สำหรับทาเครุนั่นคือฟางเส้นสุดท้าย เขาตัดสินใจฆ่าตัวตาย ถ้าหนีโชคชะตานี้ไม่ได้ งั้นก็ไม่ต้องรับรู้มันไปเลย… แต่ตัวละครที่เป็นหัวหน้าของเขาก็ได้ห้ามเขาไว้ เพราะทาเครุจะตายไม่ได้ ถ้าทาเครุตายโลกก็จะแตก เขาเป็นคนเดียวที่จะพามนุษย์ชนะ BETA ได้
สุดท้าย ถึงแม้ว่าทาเครุจะยังไม่หายดี แต่เหตุการณ์นั้นได้แสดงให้เขาเห็น และคิดได้ว่าบางครั้ง เรื่องเลวร้ายบางอย่างมันก็เกิดขึ้นแค่เพราะดวงซวย ทุกอย่างมันไม่ได้จำเป็นจะต้องเป็นความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง เขาจึงตัดสินใจที่จะขอหัวหน้ากลับไปสู้อีกครั้งได้ และหัวหน้าของเขาก้ได้ตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ผู้นำคนอื่น ๆ ในการ์ตูนหุ่นยนต์ไม่ค่อยทำกัน…
แทนที่จะส่งมาเครุที่จิตใจไม่มั่นคงไปรบ หัวหน้าส่งทาเครุไปหาหมออีกครั้ง
.
.
.
และครั้งนี้ เขาพร้อมที่จะให้หมอช่วยเขาแล้ว เขายอมอดทน และฝืนกินยาที่ทำให้รู้สึกแย่ ยอมเข้าไปบำบัดทุกวัน และกลับมาใช้ชีวิตปกติ กลับไปสู้ได้อีกครั้งในที่สุด
และหัวหน้าก็ทำหน้าที่ได้ดี โดยการซัพพอร์ตทาเครุ และเตรียมทุกอย่างให้พร้อมไว้ ทำให้แผนสามารถเดินต่อได้ทันทีที่ทาเครุพร้อม (ดูซะเก็นโด อยากให้ชินจิขับอีวาต้องทำแบบนี้)
นับเป็นช่วงเรื่องที่น่าอึดอัดที่สุดช่วงหนึ่งในนิยายเรื่องนี้เลยครับ และผู้แต่งก็ได้เขียนเอาไว้สมจริง ตรงกับทหารในชีวิตจริงพอสมควรเลย แถมยังให้เวลาช่วงเรื่องนี้รวมกันถึง 10 กว่าชั่วโมงในการอ่านด้วยความเร็วปกติด้วย น่าเสียดายที่เนื้อหาพวกนี้ถูกตัดออกไปหมดเลยตอน Muv-Luv Alternative ได้ถูกดัดแปลงเป็นอนิเมะในปี 2022
ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ หวังว่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ ท้ายที่สุด ผมคิดว่าจะผู้ป่วยก็ดี คนทั่วไปก็ดี ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์คือสิ่งสำคัญ ที่สามารถช่วยใครสักคนเอาไว้ได้ครับ และไม่ว่าเขาจะป่วยหรือไม่ ทุกคนก็สมควรจะได้รับความช่วยเหลือเท่าเทียมกันหมด



 

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568







 


 


 


 

  “ประเด็นสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการหยิบยกฉากความรุนแรงจากภาพยนตร์ขึ้นมาเปิดกว้าง ชวนให้ผู้คนเข้าไปมีส่วนร่วม จนพวกเขาเริ่มเข้าสู่ภาวะปฏิกิริยาตอบสนองแบบคาดเดาได้ของโทรทัศน์ฮอลลีวูด แล้วบิดเบือนมันจนไม่สนุกอีกต่อไป กลายเป็นเพียงคลื่นความเจ็บป่วยในลำไส้... มันน่าเกลียด โหดร้าย และน่าขยะแขยงอย่างที่สุด มันไม่ใช่ความสนุก เกม คาวบอย หรืออินเดียนแดง แต่มันเป็นสิ่งที่เลวร้าย น่าเกลียด และถึงกระนั้นก็มีปฏิกิริยาบางอย่างที่คุณได้รับจากมัน นั่นคือความตื่นเต้น เพราะเราทุกคนล้วนเป็นคนรุนแรง”
 "The point of the film is to take this façade of movie violence and open it up, get people involved in it so that they are starting to go in the Hollywood television predictable reaction syndrome, and then twist it so that it's not fun anymore, just a wave of sickness in the gut ... it's ugly, brutalizing, and bloody awful; it's not fun and games and cowboys and Indians. It's a terrible, ugly thing, and yet there's a certain response that you get from it, an excitement, because we're all violent people." 
x

 "ฉันชอบฆ่าคนเพราะมันสนุกมาก มันสนุกกว่าการฆ่าสัตว์ป่าในป่าเสียอีก เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่อันตรายที่สุด
"I like killing people because it is so much fun it is more fun than killing wild game in the forrest because man is the most dangeroue anamal
x