วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568


 

 


 


 






 




 

 



 

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

 เนื้อคู่ ลูกสาว ลูกหลาน สายเลือดเดียวกันของปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์

ไม่ใช้คนอื่น ไม่ด่าคนอื่น ไม่ประชดคนอื่น ไม่เสียดสีคนอื่น ไม่เหน็บแนมคนอื่น ไม่นึกจะพูดก็พูด ไม่พูดมาก ไม่บ่น ไม่เอะอะพูด ไม่พูดว่าคนอื่น ไม่ตำหนิคนอื่น ไม่คิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าคนอื่น   ไม่คิดว่าตัวเองเหนื่อยกว่าคนอื่น ไม่คิดว่าตัวเองทำงานเลี้ยงคนอื่น ไม่คิดว่าตัวเองลำบากกว่าคนอื่น ไม่เปรียบเทียบคนอื่นกับคนอื่น ไม่คิดว่าอีกฝ่ายทำแบบที่ตัวเองทำไม่ได้ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายทำไม่ได้   ไม่คิดว่าอีกฝ่ายโง่ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายใช้ไม่ได้ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้เรื่อง ไม่คิดว่าอีกฝ่ายงี่เง่า ไม่เคยคิดว่าสิ่งใดๆไร้สาระ  ไม่คิดว่าตัวเองก็_เป็น    ไม่ห้ามคนอื่นโกรธ      ไม่คิดว่าต้องแก้ปัญหาตัวเองก่อน ไม่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมประชาธิปไตย ไม่จับผิดคนอื่น มองเห็นความไร้สาระของมนุษย์ มองเห็นความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ มองเห็นความน่ารังเกียจของมนุษย์ คิดว่าประวัติศาสตร์นั้นไร้สาระ ไม่เป็นเด็กที่ไม่รู้จักโต ไม่ดูถูกคนอื่น ไม่ทำให้ตัวเองน่าสงสาร ไม่ทำให้ตัวเองน่าเห็นใจ ไม่คิดว่าตัวเองไม่มีเวลา ไม่คิดว่าตัวเองไม่ว่าง ไม่คิดว่าตัวเองยุ่ง ไม่เรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเอง สำนึกผิด ไม่คิดว่าตัวเองทำงานหนัก ไม่ติดว่าตัวเองไม่ได้พัก ไม่คิดว่าคนอื่นจะอยู่ยังไงหลังตัวเองตาย ไม่ใช้คนอื่นจะอยู่ยังไงหลังตัวเองตายมาเรียกร้อง ไม่ใช้คนอื่นจะอยู่ยังไงหลังตัวเองตายมาถาม ไม่เคยคิดว่าตัวเองไม่มีความสบาย ไม่เคยคิดว่าตัวเองไม่ได้รับความสบายเลย ไม่เคยคิดว่าตัวเองไม่เคยได้รับความสบายเลย ไม่คิดว่าตัวเองลำบาก ไม่เคยคิดว่าตัวเองลำบาก ไม่คิดว่าตัวเองมีแต่ความลำบาก ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีแต่ความลำบาก ไม่คิดว่าตัวเองไม่สบายเลย ไม่เคยคิดว่าตัวเองไม่สบายเลย ไม่คิดว่าตัวเองไม่ได้รับความสบายเลย ไม่เคยคิดว่าตัวเองไม่ได้รับความสบายเลย ไม่คิดว่าตัวเองไม่เคยสบายเลย ไม่เคยคิดว่าตัวเองไม่เคยสบายเลย ไม่เรียกความสงสารจากคนอื่น ไม่เรียกความเห็นใจจากคนอื่น ไม่ทุกข์ ไม่ยาก ไม่ทุกข์ยาก ไม่เหนื่อย ไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่เครียด ไม่เดือดร้อน มีความสุข ไม่ตะโกนเรียกคนอื่น ไม่เรียกคนอื่นจากที่ไกล ไม่เรียกคนอื่นจากระยะไกล ไม่เรียกคนอื่นจากที่ที่ไม่เห็นอีกฝ่าย ไม่เรียกคนอื่นจากที่ที่อีกฝ่ายไม่เห็น ไม่เรียกคนอื่นจากที่ที่ตัวเองไม่ได้ยินอีกฝ่าย ไม่เรียกคนอื่นจากที่ที่อีกฝ่ายไม่ได้ยิน ไม่ฝากอีกฝ่ายใช้อีกฝ่ายซื้ออะไรให้ ไม่ฝากอีกฝ่ายใช้อีกฝ่ายทำอะไรให้ ไม่ใช้ให้คนอื่นตอบแทนตัวเอง รู้ว่าทำผิดแก้เอง รู้ว่าทำให้มีปัญหาแก้ปัญหาเอง ไม่ยุ่งอีกฝ่าย ไม่ยุ่งวุ่นวายกับอีกฝ่าย ไม่พูดคำหยาบคาย ไม่หาว่าคนอื่นขึ้นเสียง ไม่เรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง ไม่เรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเอง รู้ว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเสมอ รู้ว่ามนุษย์ซ้ำรอยเสมอ ไม่บ้าการเมือง ไม่ยุ่งการเมือง ไม่เสียดสีประชดประชันวิพากษ์วิจารณ์ด่าการเมือง ไม่ต้องการให้มีระบบ ไม่ต้องการให้มีเงินตรา เงินไม่ใช่พระเจ้า เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง เงินซื้อความสุขไม่ได้ ทุกอย่างแก้ปัญหาไม่ได้ด้วยเงิน เงินมากแค่ไหนก็แก้ปัญหาไม่ได้ เงินมากแค่ไหนก็แก้ทุกปัญหาไม่ได้ ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ทุกอย่างไม่ต้องใช้เงิน ทุกอย่างไม่ใช้เงิน ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบ ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก ความรุนแรงแก้ปัญหาไม่ได้ ไม่บอกให้คนอื่นเห็นแก่ตัวเอง ไม่พูดให้คนอื่นเห็นแก่ตัวเอง ไม่เรียกร้องให้คนอื่นเห็นแก่ตัวเอง ไม่เรียกร้องให้ผู้อื่นเห็นแก่ตัวเอง ไม่บอกให้คนอื่นเห็นแก่คนอื่น ไม่พูดให้คนอื่นเห็นแก่คนอื่น ไม่เรียกร้องให้คนอื่นเห็นแก่คนอื่น ไม่เรียกร้องให้ผู้อื่นเห็นแก่คนอื่น ไม่บอกให้ผู้อื่นเห็นแก่ผู้อื่น ไม่พูดให้ผู้อื่นเห็นแก่ผู้อื่น ไม่เรียกร้องให้ผู้อื่นเห็นแก่ผู้อื่น ไม่เรียกร้องให้คนอื่นเห็นแก่ผู้อื่น ไม่ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ไม่รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง ทำทุกอย่างเอง ไม่ใช้ให้คนอื่นทำ ไม่บอกให้คนอื่นทำ เห็นแก่ผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว

 I have studied the concept of light cones, which Albert Einstein drew inspiration from and integrated into his theory of relativity. Building on this foundation, I propose that gravitational lenses could fold a light cone back onto itself. In my conceptual diagram, I positioned gravitational lenses on both sides of Earth, allowing the past and future light cones to fold inward. While this does not enable time travel, if my hypothesis is correct, it would cause the past, present, and future to overlap at a single point—potentially allowing the past or future to be altered.  


In my illustration, if point *E* emits matter particles, it triggers events in the future light cone. Conversely, if matter particles are directed toward *E*, they could influence events in the past light cone. If my theory holds, emitting particles toward *E* might enable corrections to the past.  


I have also attached my earlier draft on time, which I once submitted to the Royal Society. It was rejected for lacking scientific rigor and failing to reference prior work by earlier scientists (a criticism I agree with). Nonetheless, I included it here because I remain fond of one idea from it: *"We do not yet understand time well enough."*  


However, if this concept were to be experimentally tested, I might need to collaborate with NASA or relevant government agencies. To be honest, I do not fully trust government institutions, and I am uncertain whether NASA or any government body would even assist in conducting such an experiment.




 ผมได้อ่านแนวคิดกรวยแสงที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เอาไปเป็นแรงบันดาลใจรวมเข้ากับทฤษฎีสัมพัทธภาพของเขา ผมจึงอาศัยพื้นฐานจากแนวคิดกรวยแสงที่ว่า เลนส์แรงโน้มถ่วงสามารถพับกรวยแสงเข้าหาตัวกรวยแสงเองได้ ผมจึงวาดภาพแนวคิด ที่วางเลนส์แรงโน้มถ่วงไว้ทั้งสองข้างของโลกเพื่อให้กรวยแสงอดีตและกรวยแสงอนาคตพับเข้าหาตัวมันเอง แม้จะไม่ใช่การเดินทางข้ามเวลา แต่ถ้าแนวคิดนี้ของผมถูกต้องมันจะทำให้อดีต ปัจจุบัน อนาคตซ้อนทับกันในจุดเดียว ซึ่งถ้าแนวคิดของผมถูกต้องจะสามารถแก้ไขอดีตหรืออนาคตได้ ผมได้วาดภาพแสดงว่า Eปล่อยอนุภาคสสารออกมาจะทำให้เกิดเหตุการณ์ในกรวยแสงอนาคตและหากมีอนุภาคสสารปล่อยไปที่Eจะทำให้เกิดเหตุการณ์ในกรวยแสงอดีตซึ่งถ้าแนวคิดของผมถูกต้องหากมีการปล่อยอนุภาคมาที่Eเราอาจสามารถแก้ไขอดีตได้ ผมแนบไฟล์แนวคิดเก่าของผมเกี่ยวกับเวลาที่ผมเคยเขียนส่งให้ราชสมาคมแต่ถูกปฏิเสธเพราะไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์และไม่ได้กล่าวถึงงานเก่าๆที่เคยมีอยู่ของนักวิทยาศาสตร์คนก่อนๆ(ซึ่งผมก็เห็นด้วย)แต่ผมแนบมาให้ด้วยเพราะผมชอบแนวคิดหนึ่งของผมเองในแนวคิดนี้ที่ว่า "เรายังไม่รู้จักเวลาดีพอ" แต่หากต้องการทดลองแนวคิดผมอาจต้องร่วมมือกับNASAหรือหน่วยงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบอกตามตรงว่าผมไม่ไว้พวกหน่วยงานรัฐบาลนัก และผมก็ไม่รู้และไม่แน่ใจว่าNASAหรือหน่วยงานรัฐบาลจะช่วยเราทำการทดลองนี้หรือเปล่าด้วย