folder
วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2569
บางทีอาจจะเพราะประเทศเรามันอุดมสมบูรณ์เกินไป location บนโลกดีเกินไป เลยหล่อหลอมให้ mindset คนในประเทศเราส่วนใหญ่เป็นแบบที่เห็นกันทุกวันนี้ ถ้าจะดัดนิสัยให้สลักใน DNA สืบทอดไปรุ่นถัดไปโดยอัตโนมัติ ต้องให้ประเทศอยู่ในสภาพเหมือนบางประเทศช่วงสงครามโลก เช่น ญี่ปุ่นโดนของหนักถึงได้หยุดหรือไม่ก็เกาหลีใต้ แค่รู้ว่าประเทศตัวเองกำลังจะโดนรัฐประหาร ก็ต่อต้านเพราะอารมณ์เหมือน PTSD เคยโดนเหตุการณ์ร้ายแรงแล้วเอาชนะมันมาได้พอเจอเหตุการณ์ที่จะดึงกลับไปก็เหมือนโดน trigger ใต้หวันเคยโดนชาวโลกทิ้งเพราะพรี่จีนแกล้ง
สรุปคือประเทศเราต้องเจอเหตุการณ์หนักๆ แบบ ไม่เหลืออะไรเลยจริง หรือ โดนเหตุการณ์ระดับโศกนาฏกรรมมน ระดับที่ชาวโลกเอามาทำเป็น documentary เช่น ญี่ปุ่นทำกับคนจีนที่นานกิงหรือฮิตเลอร์ทำกับคนยิว;
ประเทศเราต้องโดนแบบหมาจนตรอกสักครั้ง ถึงได้เจริญไปข้างหน้าจริงๆ ไม่วน loop อยู่แบบนี้
อยากจะฆ่าตัวตายไปให้พ้นๆไป ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขียนก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ เหนื่อยฉิบหาย พอกันที กับชีวิตที่ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จซักอย่าง ตอนอยู่อยว.มีผู้หญิงมาสารภาพรักจริงจังถึง2ครั้ง จำได้แม่นเลยตอนม.1 ม.2 ป่านนี้ยังไม่มีแฟนซักที ส่งงานเขียนให้สำนักพิมพ์ก็ไม่ผ่าน สำนักพิมพ์ที่เพิ่งตั้งใหม่แย่างสำนักพิมพ์ผวายังไม่รับเลย โกรธ เบื่อหน่าย และหงุดหงิด เริ่มหมดความอดทนแล้ว เริ่มหมดความพยายามแล้ว และจะไม่พยายามต่อไป ทั้งชีวิตมีแต่ความล้มเหลว โคตรน้อยใจโชคชะตาเลย ไอ้ที่อยากทำก็ไม่เคยได้ทำเลย โคตรน่าเบื่อ วันที่10 กันยา 1999 เป็นวันที่กูเกลียดที่สุด
เกิดมาทำไม? โตมาทำไม? ญี่ปุ่นไม่ได้ไป ไม่ได้เขียนบทหนังอุลตร้าแมน ไม่ได้กำกับอุลตร้าแมน ไม่ได้เป็นสูทแอคเตอร์อุลตร้าแมน ไม่แสดงในอุลตร้าแมน ยิ่งมาเจองานวิจัยที่ว่าคนฉลาดไม่มีทางประสบความสำเร๋จ คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่โชคดีต่างหาก แล้วกูจะตั้งใจเรียนไปทำเหี้ยอะไร? ได้เกรดดีๆไปทำเหี้ยไร? กูจะเรียนจบปริญญาไปทำเหี้ยไร ถ้าเราต้องพึ่งดวงขนาดนี้ กูจะขยันทำงานไปทำเหี้ยไร? กูเอาเงินไปแทงหวยอย่างเดียวจะดีกว่าไหม? ตอนเด็กกูจะเอาแต่อ่านหนังสือ เป็นเนิร์ดหนังสือไปทำไมวะ? แล้วกูเรียนเก่งเหรอ? ตอนม.3 ม.2อยู่ทับไหนแม่งก็อยู่ทับเดิมนั่นแหละ ถ้ากูเรียนเก่งจริงทำไมตอนม.3คณิตกูได้แค่เกรด2เองวะ? นี่กูฉลาดแล้วใช่ไหม? กูฉลาดเหรอ? เราจะเกิดมาทำไม ถ้าเราต้องใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าเป็นแพลงก์ตอนไปวันๆแบบนี กูจะทุ่มเทตั้งใจทำสุดความสามารถไปทำไม? กูเกลียดโลกใบนี้ แล้วกูก็เกลียดตัวเองด้วย
กูเจอดาราญี่ปุ่นเกิดวันเดือนปีเดียวกันกับกูด้วยว่ะ เช็กมาในวิกิพีเดียญี่ปุ่น ถ้าไม่ผิดพลาด เขาเป็นนักแสดงตั้งแต่เราอยู่ม.2 กูนี่23ปีแล้ว(เดือนหน้า24ละอีกปีก็เบญจเพศแล้วนะ)ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปทำอะไรต่อ ดวงกูนี่ซวยยันเรื่องยูกิเลยใช่ไหม(ไอ้ใบที่อยากได้ก็ไม่เคยขึ้น)
https://www.instagram.com/kitamura_y910/
จริงๆกูมีงานที่อยากทำนะ เขียนบทอุลตร้าแมน/ก็อตซิลล่า กำกับ+กำกับเทคนิคพิเศษหนังโทคุซัทสึ แต่กูคงเป็นไม่ได้หรอกมั้ง แถมกูไม่รู้ด้วยทำยังไงถึงจะเป็นได้
เชี่ย เลยวันพรุ่งนี้ไปก็วันเกิดกูแล้วนี่หว่า 24ปีแล้วเหรอวะ? ไอ้คนที่ทั้งครู(แม้กระทั่งครูศราพร)ทั้งนักเรียนร่วมห้องเดียวกัน(ตั้งแต่ม.1ม.2ม.3)ชมว่าเรียนเก่ง(เรียนเก่งแค่ไหนกูก็ไม่รู้ เพราะทุกคนบอกแค่ว่ากูเรียนเก่งเหมือนกันหมด)มันมาถึงจุดๆที่นึกขึ้นได้ว่าที่ผ่านมาไม่ได้คิดไม่ได้ฝันว่าจะเห็นพวกมึงเป็นมนุษย์เงินเดือนส่วนตัวเองติดแหงกอยู่ที่เดิมได้ไงวะ?
ชนิดที่ว่าถ้ามนุษย์ดาวกัตซ์มีจริงกูน่าจะโดนมันฆ่าตายไปนานละ เพราะกูติดแหงกอยู่ที่เดิม
24ปีแล้วนะ
https://www.instagram.com/kitamura_y910/
เกิดวันเดือนปีเดียวกันแต่เขาได้เป็นดารา ได้แสดงตั้งแต่2013
ส่วนกูนั่งเล่นplants vs zombiesจนปลดล็อคโหมดsurvival แถมเล่นถึงด่านหลังคาของโหมดsurvivalด้วย
เพื่อไรวะ?
24ปี ตอนนี้กูทำได้แค่เล่นplant bs zombieจนถึงโหมดsurvival
Vs bsอะไรเล่า
10 กันยายน 1999
สิบกันยายนหนึ่งเก้าเก้าเก้า ผู้หนึ่ง ได้เกิดมา
คิดไว้ ว่าโตมา หาได้ไม่
คิดว่า ยังอยู่ หามิได้
เวลา หมุนวน เป็นวงกลม
สิบกันยา ทวีคูณ
สิบกันยา อันใหม่ ตามมา
และตามมา
ผู้ที่ว่า คือ ความมืด
ทุกคนเห็น รู้จัก
อยู่ใกล้ชิดทุกคน เดินตามทุกผู้ อยู่กับทุกคน
แต่หามีผู้ใดสนใจไม่
ความมืดเป็นสิ่ง มองไม่เห็น หาได้ไม่
แต่ทำให้มองไม่เห็น
กระต่ายน้อยสีขาว ตัวนั้น คิดว่า จะอยู่ถึงปัจจุบันหามิได้
แต่ก่อนมีคน อยู่รอบข้าง
ตอนนี้ คนรอบตัว อันตรธานหาย
ชีวิตดั่งสายฝน
อารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ดั่งสายฝน
วันหนึ่ง อาบัง เอาโรตี ใส่หมูสับ มาให้
ความคิดที่อธิบายไม่ได้ อยู่ในใจ
กระต่ายขาวน้อย ตัวนั้น เกลียดชีวิต
วันเกิดผม
สิบกันยาหน้า อาจเป็นวันตาย
อยากจะฆ่าตัวตายไปให้พ้นๆไป ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขียนก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ เหนื่อยฉิบหาย พอกันที กับชีวิตที่ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จซักอย่าง ตอนอยู่อยว.มีผู้หญิงมาสารภาพรักจริงจังถึง2ครั้ง จำได้แม่นเลยตอนม.1 ม.2 ป่านนี้ยังไม่มีแฟนซักที ส่งงานเขียนให้สำนักพิมพ์ก็ไม่ผ่าน สำนักพิมพ์ที่เพิ่งตั้งใหม่แย่างสำนักพิมพ์ผวายังไม่รับเลย โกรธ เบื่อหน่าย และหงุดหงิด เริ่มหมดความอดทนแล้ว เริ่มหมดความพยายามแล้ว และจะไม่พยายามต่อไป ทั้งชีวิตมีแต่ความล้มเหลว โคตรน้อยใจโชคชะตาเลย ไอ้ที่อยากทำก็ไม่เคยได้ทำเลย โคตรน่าเบื่อ
"ผมไม่อยากเป็นนักเขียน
ผมไม่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์
ผมไม่เชื่อในความฝัน
ผมเกลียดความฝัน
........" .....
"ไม่เป็นยังไงเลย"
"ผมไม่อยากได้อะไรทั้งนั้น ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น"
"ไม่ โลกนี้ให้อะไรบ้างล่ะ? Godzillaภาคใหม่เหรอ?
"ไม่ล่ะ เค้กวันเกิดจะเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำมันก็บูด ไงก็ต้องกินอยู่ดีใช่ไหมล่ะ? ทุกวันเกิดที่ผ่านมาจำได้หรือเปล่าว่ากินเค้กอะไรไปบ้างน่ะ? ผ่านมาตั้ง23ปี เพิ่งจะมีคนบอกว่าหล่อ ทีตอนอยู่อยว.มีแต่คนบอกว่าหน้าเหมือนปลวก มาตอนนี้ จะให้คอยรับข้อเสนอนู่นนี่หรือไล่ตามความฝันไปอีกทำไม?"
"ความฝันมันมีชีวิตหรือไงล่ะ? มันเดินได้เหรอ? มันมีเมตาบอลึซึ่มอะไรนี่หรือเปล่า? เฮโมโกลบินยังไม่มีเลยมั้ง เดินปุ๊บๆ เฮ้ ความฝัน ผมชอบคุณ เรามาแต่งงานกันเถอะ ความฝันบอก 'โทษที ฉันคิดกับเธอแค่เพื่อน' งี้เหรอ? เอาจริงดิ? ความฝันมันมีวันเกิดหรือไงล่ะ? ผมเกิด10 กันยา 1999 ความฝันเกิด10 กันยา 1999ด้วยไหม? 23ปีที่ผ่านมา มีแต่คนบอกหน้าเหมือนปลวก ตอนนี้มีคนมาบอกว่าหล่อ เรียนเก่งอย่างงู้นอย่างงี้ ตอนสอบตั้งแต่ป.1ยันจบปริญญาตรีเนี่ย ไม่เคยอ่านหนังสือก่อนสอบเลยแม้แต่วิชาเดียว ไม่เคยสอบตก ไม่เคยซ้ำชั้น จบมาได้ก็โคตรจะบุญหัวแล้ว 23ปีที่ผ่านมา ชมก็ไม่ชม ช่วยก็ไม่ช่วย สนใจก็ไม่สนใจ แล้วอยู่ๆก็มาสนใจผมเอาอีตอนนี้ โลกนี้มันเป็นบ้าอะไรกันหมดแล้ว!!!!!?????"
"ทำไมล่ะ? ตอนเด็กถามมาได้ว่าฝันอยากเป็นอะไร แต่พอโตมาก็ไม่มีใครทำความฝันให้มันเป็นจริงซักคน ทำไมผมต้องตอบรับทุกคนในวันที่ทุกอย่างมันสายไปแล้วด้วย?"
"เพราะมันไม่มีใครช่วยใครไง ความฝันอะไรนั่นมันไม่มีวันเป็นจริงหรอก ไม่มีใครรับอะไรจากคนนอก ส่งงานเขียนไปสำนักพิมพ์ไหนก็ไม่รับ มันจะไปอยู่ได้ไงล่ะ อยากเป็นพระเอกอุลตร้าแมนน่ะใช่ แต่เขาไม่รับหรอกน่า 23ปีแล้ว เสียเวลามาตั้ง23ปีแล้ว 10กันยา อีก2เดือนข้างหน้าก็24ปีแล้ว การ์ตูนเรื่องแรกที่เขียน เขียนตั้งแต่ตอนป.5 แถมยังเขียนไม่จบด้วย ไม่เอาแล้ว ไม่เอา เพราะงี้ไง เลยปฏิเสธโอกาสทั้งหมดที่เข้ามาในชีวิต ปฏิเสธงานที่มีคนเสนอเข้ามาทั้งหมด ปฏิเสธความช่วยเหลือทั้งหมด ต่อให้มีแมวมองมาพาไปเป็นดาราก็ไม่เอา จะทำอะไรขอทำเอง ไม่ขอให้ใครพาไปที่ไหนหรือช่วยอะไรทั้งนั้น ขอปฏิเสธทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตทั้งชีวิต
"ไม่ต้องการความช่วยเหลือ"
ผมเกลียด โกรธ โมโห อึดอัด คับข้องใจ กับตัวผมเองที่ทุกอย่างในชีวิตอยู่กับที่ไม่เคยไปถึงไหนเต็มทีแล้ว รู้สึกเสียเวลาเปล่า ผมไม่อยากทำเต็มทนแล้ว
มีเรื่องตลกจะมาเล่าให้ฟัง
"มีเด็กคนหนึ่ง ฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ เด็กคนนั้นก็พยายามบรรลุวัตถุประสงค์นั้น เพราะเมื่อที่บรรลุวัตถุประสงค์นั้นแล้ว จะได้ไปทำอย่างอื่นต่อ เพราะเมื่อที่บรรลุวัตถุประสงค์นั้นแล้ว คราวนี้จะไปทำอะไรก็ได้ ทีนี้ ตอนเรียนมัธยม มันโดนเพื่อนแกล้งทุกวัน ทุกคาบ เด็กคนนั้นระบายความโกรธไม่ได้ เด็กคนนั้นวางแผนรับมือเพื่อนของตัวเองไม่ได้ พอจบมัธยมมา เด็กคนนั้นนึกจะว่าจะรอดแล้ว แต่วงศ์ตระกูลของเด็กคนนั้นเห็นแก่ตัว จนเด็กคนนั้นหันไปสร้างสัตว์ประหลาดและพยายามหาวิธีย้อนเวลาเพื่อจะแก้แค้น พอเวลาผ่านไปหลาย หลายปี สัตว์ประหลาดก็สร้างไม่ได้ซักที ย้อนเวลาก็ย้อนเวลาไม่ได้ จนใกล้จะถึงอายุ30 เด็กคนนั้นก็คิดได้ว่า เด็กคนนั้นเสียเวลาไปกับอะไรก็ไม่รู้ และมันไม่ใช่วัตถุประสงค์ของตัวเอง ก็เลยเปลี่ยนแผนใหม่หมด แต่เด็กคนนั้นก็ฆ่าตัวตาย แต่เด็กคนนั้นไม่ได้ฆ่าตัวตายแต่โดนเพื่อนที่แกล้งตอนเรียนมัธยมฆ่า แต่ถึงแม้ทั้งเพื่อนของเด็กคนนั้น แม้ทั้งวงศ์ตระกูลของเด็กคนนั้น จะรู้แล้วว่าเด็กคนนั้นไม่ได้ฆ่าตัวตาย รู้แล้วว่าเด็กคนนั้นถูกฆ่า แต่ก็ปกปิดความจริงกับทุกคนอยู่ดี แต่ก็บอกกับทุกคนว่าเด็กคนนั้นฆ่าตัวตายอยู่ดี แล้วก็เอาทุกอย่างของเด็กคนนั้นไปใช้จนหมด ไปใช้ซื้อรถหรูราคาแพง ไปใช้ซื้อหนังการ์ตูนโป๊ ไปซื้ออนิเมชั่นโป๊ เอาทุกอย่างของเด็กคนนั้นไปแจกให้คนอื่น เอาทุกอย่างไปใช้ให้กับตัวเองหมด
รู้ไหม ทำไมเป็นเรื่องตลก?
เด็กคนนั้นรู้ว่าตัวเองเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ และผิดวัตถุประสงค์ ไม่ใช่วัตถุประสงค์ เด็กคนนั้นเลยล้มเลิกแผนในตอนนั้นหมด และเริ่มใหม่ บรรลุวัตถุประสงค์ของตัวเองใหม่ แต่คนอื่นเอาแต่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระจนถึงอายุที่จะตายกันอยู่แล้ว เอาแต่เห็นแก่ตัว แล้วก็ไม่คิดว่าตัวเองเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ ไม่คิดว่ามันผิดวัตถุประสงค์ของตัวเองไหม? เอาเวลาทั้งชีวิตของตัวเองไปทิ้ง แล้วมาบ่นตอนใกล้ตายว่าไม่รู้จะอยู่ต่อได้ถึงเมื่อไหร่หรือจะตายเมื่อไหร่ แล้วก่อนหน้านั้นมัวแต่ทำอะไรอยู่? ทำไมเอาแต่เสียเวลา? แล้วยังทำให้เด็กคนนั้นเสียเวลาทั้งชีวิตไปอีก ทั้งการกลั่นแกล้ง นินทาหลับหลัง อิจฉาริษยา ตอบสนองความเห็นแก่ตัวของตัวเองอย่างเดียว ทำร้ายคนอื่นทางกาย ทำร้ายคนอื่นทางวาจา ทำร้ายคนอื่นทางใจ แล้วทำให้เด็กคนหนึ่งเสียเวลาชีวิตไปทั้งชีวตอีก เพราะยังงี้มันถึงได้เป็นเรื่องตลกไง
อยากฟังเรื่องตลกเรื่องที่2ไหม?
เหมือนเรื่องแรกเป๊ะๆเลย แต่ต่างกันอยู่25%
"มีเด็กคนหนึ่ง ฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ เด็กคนนั้นก็พยายามบรรลุวัตถุประสงค์นั้น เพราะเมื่อที่บรรลุวัตถุประสงค์นั้นแล้ว จะได้ไปทำอย่างอื่นต่อ เพราะเมื่อที่บรรลุวัตถุประสงค์นั้นแล้ว คราวนี้จะไปทำอะไรก็ได้ ทีนี้ ตอนเรียนมัธยม มันโดนเพื่อนแกล้งทุกวัน ทุกคาบ เด็กคนนั้นระบายความโกรธไม่ได้ เด็กคนนั้นวางแผนรับมือเพื่อนของตัวเองไม่ได้ พอจบมัธยมมา เด็กคนนั้นนึกจะว่าจะรอดแล้ว แต่วงศ์ตระกูลของเด็กคนนั้นเห็นแก่ตัว จนเด็กคนนั้นหันไปสร้างสัตว์ประหลาดและพยายามหาวิธีย้อนเวลาเพื่อจะแก้แค้น พอเวลาผ่านไปหลาย หลายปี สัตว์ประหลาดก็สร้างไม่ได้ซักที ย้อนเวลาก็ย้อนเวลาไม่ได้ จนใกล้จะถึงอายุ30 เด็กคนนั้นก็คิดได้ว่า เด็กคนนั้นเสียเวลาไปกับอะไรก็ไม่รู้ และมันไม่ใช่วัตถุประสงค์ของตัวเอง ก็เลยเปลี่ยนแผนใหม่หมด จุดประสงค์ครั้งนี้ คือ เอาเวลาที่เสียไปคืนมาให้หมด แล้วบรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของตัวเอง แต่อย่างที่บอกไป วงศ์ตระกูลของเด็กคนนั้นเห็นแก่ตัว ให้ทายว่าเพื่อนของเด็กคนนั้นเห็นแก่ตัวไหม? เห็นแก่ตัวด้วยสิ เด็กคนนั้นแค่ไม่อยากเสียเวลาอีก เด็กคนนั้นแค่เอาจะเอาเวลาที่เสียไปกลับคืนมา ผลสุดท้ายเพราะความเห็นแก่ตัวของทุกคน เด็กคนนั้นก็เสียเวลาอยู่ดี แล้วก็ไม่ได้ใช้แผนอะไรเลย แล้วเด็กคนนั้นก็หายไปในความมืด ที่ไหน เมื่อไหร่ ไม่รู้ และอาจจะตายไปแล้วด้วย
รู้ไหม ทำไมเป็นเรื่องตลก?
เด็กคนนั้นรู้ว่าตัวเองเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ และผิดวัตถุประสงค์ ไม่ใช่วัตถุประสงค์ เด็กคนนั้นเลยล้มเลิกแผนในตอนนั้นหมด และเริ่มใหม่ บรรลุวัตถุประสงค์ของตัวเองใหม่ แต่คนอื่นเอาแต่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระจนถึงอายุที่จะตายกันอยู่แล้ว เอาแต่เห็นแก่ตัว แล้วก็ไม่คิดว่าตัวเองเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ ไม่คิดว่ามันผิดวัตถุประสงค์ของตัวเองไหม? เอาเวลาทั้งชีวิตของตัวเองไปทิ้ง แล้วมาบ่นตอนใกล้ตายว่าไม่รู้จะอยู่ต่อได้ถึงเมื่อไหร่หรือจะตายเมื่อไหร่ แล้วก่อนหน้านั้นมัวแต่ทำอะไรอยู่? ทำไมเอาแต่เสียเวลา? แล้วยังทำให้เด็กคนนั้นเสียเวลาทั้งชีวิตไปอีก ทั้งการกลั่นแกล้ง นินทาหลับหลัง อิจฉาริษยา ตอบสนองความเห็นแก่ตัวของตัวเองอย่างเดียว ทำร้ายคนอื่นทางกาย ทำร้ายคนอื่นทางวาจา ทำร้ายคนอื่นทางใจ แล้วทำให้เด็กคนหนึ่งเสียเวลาชีวิตไปทั้งชีวตอีก เพราะยังงี้มันถึงได้เป็นเรื่องตลกไง
เห็นไหม ต่างจากเรื่องแรกแค่25% นอกนั้นเหมือนเรื่องแรกเปี๊ยบ 100%
24ปีนี้กับ
一、ไม่มีแฟนแม้แต่คนเดียว,ไม่เคยคบเป็นแฟนกับรักแรกด้วยซ้ำ
ニ、ส่งงานสำนักพิมพ์ไม่ผ่าน(แล้วสำนักพิมพ์ก็ยังเปลี่ยนจากนิตยสารรายสามเดือนเป็นรายปีซะนี่)
ส่งเรื่องสั้นกับการ์ตูนให้ขายหัวเราะยังไม่ผ่านเลย
三、ไม่มีเพื่อนมาhappy birthdayแม้แต่คนเดียว ไม่มีอีกต่อไปแล้ว
四、เสียเวลาไปกับการพยายามย้อนเวลา
五、เสียเวลาไปกับการสร้างสัตว์ประหลาด
六、เสียเวลาไปกับการล้างแค้น
四、五、六แม่งโคตรปัญญาอ่อน
กูเสียเวลาไป24ปี
ไม่มีเหี้ยอะไรเลย
แล้วปีหน้ามึงจะให้กูทำเหี้ยอะไรต่อ?
ไอ้สัส
"ผมไม่อยากเป็นนักเขียน
ผมไม่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์
ผมไม่เชื่อในความฝัน
ผมเกลียดความฝัน
........" .....
"ไม่เป็นยังไงเลย"
"ผมไม่อยากได้อะไรทั้งนั้น ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น"
"ไม่ โลกนี้ให้อะไรบ้างล่ะ? Godzillaภาคใหม่เหรอ?
"ไม่ล่ะ เค้กวันเกิดจะเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำมันก็บูด ไงก็ต้องกินอยู่ดีใช่ไหมล่ะ? ทุกวันเกิดที่ผ่านมาจำได้หรือเปล่าว่ากินเค้กอะไรไปบ้างน่ะ? ผ่านมาตั้ง23ปี เพิ่งจะมีคนบอกว่าหล่อ ทีตอนอยู่อยว.มีแต่คนบอกว่าหน้าเหมือนปลวก มาตอนนี้ จะให้คอยรับข้อเสนอนู่นนี่หรือไล่ตามความฝันไปอีกทำไม?"
"ความฝันมันมีชีวิตหรือไงล่ะ? มันเดินได้เหรอ? มันมีเมตาบอลึซึ่มอะไรนี่หรือเปล่า? เฮโมโกลบินยังไม่มีเลยมั้ง เดินปุ๊บๆ เฮ้ ความฝัน ผมชอบคุณ เรามาแต่งงานกันเถอะ ความฝันบอก 'โทษที ฉันคิดกับเธอแค่เพื่อน' งี้เหรอ? เอาจริงดิ? ความฝันมันมีวันเกิดหรือไงล่ะ? ผมเกิด10 กันยา 1999 ความฝันเกิด10 กันยา 1999ด้วยไหม? 23ปีที่ผ่านมา มีแต่คนบอกหน้าเหมือนปลวก ตอนนี้มีคนมาบอกว่าหล่อ เรียนเก่งอย่างงู้นอย่างงี้ ตอนสอบตั้งแต่ป.1ยันจบปริญญาตรีเนี่ย ไม่เคยอ่านหนังสือก่อนสอบเลยแม้แต่วิชาเดียว ไม่เคยสอบตก ไม่เคยซ้ำชั้น จบมาได้ก็โคตรจะบุญหัวแล้ว 23ปีที่ผ่านมา ชมก็ไม่ชม ช่วยก็ไม่ช่วย สนใจก็ไม่สนใจ แล้วอยู่ๆก็มาสนใจผมเอาอีตอนนี้ โลกนี้มันเป็นบ้าอะไรกันหมดแล้ว!!!!!?????"
"ทำไมล่ะ? ตอนเด็กถามมาได้ว่าฝันอยากเป็นอะไร แต่พอโตมาก็ไม่มีใครทำความฝันให้มันเป็นจริงซักคน ทำไมผมต้องตอบรับทุกคนในวันที่ทุกอย่างมันสายไปแล้วด้วย?"
"เพราะมันไม่มีใครช่วยใครไง ความฝันอะไรนั่นมันไม่มีวันเป็นจริงหรอก ไม่มีใครรับอะไรจากคนนอก ส่งงานเขียนไปสำนักพิมพ์ไหนก็ไม่รับ มันจะไปอยู่ได้ไงล่ะ อยากเป็นพระเอกอุลตร้าแมนน่ะใช่ แต่เขาไม่รับหรอกน่า 23ปีแล้ว เสียเวลามาตั้ง23ปีแล้ว 10กันยา อีก2เดือนข้างหน้าก็24ปีแล้ว การ์ตูนเรื่องแรกที่เขียน เขียนตั้งแต่ตอนป.5 แถมยังเขียนไม่จบด้วย ไม่เอาแล้ว ไม่เอา เพราะงี้ไง เลยปฏิเสธโอกาสทั้งหมดที่เข้ามาในชีวิต ปฏิเสธงานที่มีคนเสนอเข้ามาทั้งหมด ปฏิเสธความช่วยเหลือทั้งหมด ต่อให้มีแมวมองมาพาไปเป็นดาราก็เอา ที่เป็นคู่หูให้วัตสันนี่เพื่อให้มีเงินหรอก จะทำอะไรขอทำเอง ไม่ขอให้ใครพาไปที่ไหนหรือช่วยอะไรทั้งนั้น ขอปฏิเสธทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตทั้งชีวิต
"ไม่ต้องการความช่วยเหลือ"
วันที่10 กันยา 1999 เป็นวันที่กูเกลียดที่สุด
เกิดมาทำไม? โตมาทำไม? ญี่ปุ่นไม่ได้ไป ไม่ได้เขียนบทหนังอุลตร้าแมน ไม่ได้กำกับอุลตร้าแมน ไม่ได้เป็นสูทแอคเตอร์อุลตร้าแมน ไม่แสดงในอุลตร้าแมน ยิ่งมาเจองานวิจัยที่ว่าคนฉลาดไม่มีทางประสบความสำเร๋จ คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่โชคดีต่างหาก แล้วกูจะตั้งใจเรียนไปทำเหี้ยอะไร? ได้เกรดดีๆไปทำเหี้ยไร? กูจะเรียนจบปริญญาไปทำเหี้ยไร ถ้าเราต้องพึ่งดวงขนาดนี้ กูจะขยันทำงานไปทำเหี้ยไร? กูเอาเงินไปแทงหวยอย่างเดียวจะดีกว่าไหม? ตอนเด็กกูจะเอาแต่อ่านหนังสือ เป็นเนิร์ดหนังสือไปทำไมวะ? แล้วกูเรียนเก่งเหรอ? ตอนม.3 ม.2อยู่ทับไหนแม่งก็อยู่ทับเดิมนั่นแหละ ถ้ากูเรียนเก่งจริงทำไมตอนม.3คณิตกูได้แค่เกรด2เองวะ? นี่กูฉลาดแล้วใช่ไหม? กูฉลาดเหรอ? เราจะเกิดมาทำไม ถ้าเราต้องใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าเป็นแพลงก์ตอนไปวันๆแบบนี กูจะทุ่มเทตั้งใจทำสุดความสามารถไปทำไม? กูเกลียดโลกใบนี้ แล้วกูก็เกลียดตัวเองด้วย
กูเจอดาราญี่ปุ่นเกิดวันเดือนปีเดียวกันกับกูด้วยว่ะ เช็กมาในวิกิพีเดียญี่ปุ่น ถ้าไม่ผิดพลาด เขาเป็นนักแสดงตั้งแต่เราอยู่ม.2 กูนี่23ปีแล้ว(เดือนหน้า24ละอีกปีก็เบญจเพศแล้วนะ)ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปทำอะไรต่อ ดวงกูนี่ซวยยันเรื่องยูกิเลยใช่ไหม(ไอ้ใบที่อยากได้ก็ไม่เคยขึ้น)
https://www.instagram.com/kitamura_y910/
จริงๆกูมีงานที่อยากทำนะ เขียนบทอุลตร้าแมน/ก็อตซิลล่า กำกับ+กำกับเทคนิคพิเศษหนังโทคุซัทสึ แต่กูคงเป็นไม่ได้หรอกมั้ง แถมกูไม่รู้ด้วยทำยังไงถึงจะเป็นได้
เชี่ย เลยวันพรุ่งนี้ไปก็วันเกิดกูแล้วนี่หว่า 24ปีแล้วเหรอวะ? ไอ้คนที่ทั้งครู(แม้กระทั่งครูศราพร)ทั้งนักเรียนร่วมห้องเดียวกัน(ตั้งแต่ม.1ม.2ม.3)ชมว่าเรียนเก่ง(เรียนเก่งแค่ไหนกูก็ไม่รู้ เพราะทุกคนบอกแค่ว่ากูเรียนเก่งเหมือนกันหมด)มันมาถึงจุดๆที่นึกขึ้นได้ว่าที่ผ่านมาไม่ได้คิดไม่ได้ฝันว่าจะเห็นพวกมึงเป็นมนุษย์เงินเดือนส่วนตัวเองติดแหงกอยู่ที่เดิมได้ไงวะ?
ชนิดที่ว่าถ้ามนุษย์ดาวกัตซ์มีจริงกูน่าจะโดนมันฆ่าตายไปนานละ เพราะกูติดแหงกอยู่ที่เดิม
24ปีแล้วนะ
https://www.instagram.com/kitamura_y910/
เกิดวันเดือนปีเดียวกันแต่เขาได้เป็นดารา ได้แสดงตั้งแต่2013
ส่วนกูนั่งเล่นplants vs zombiesจนปลดล็อคโหมดsurvival แถมเล่นถึงด่านหลังคาของโหมดsurvivalด้วย
เพื่อไรวะ?
24ปี ตอนนี้กูทำได้แค่เล่นplant bs zombieจนถึงโหมดsurvival
Vs bsอะไรเล่า
10 กันยายน 1999
สิบกันยายนหนึ่งเก้าเก้าเก้า ผู้หนึ่ง ได้เกิดมา
คิดไว้ ว่าโตมา หาได้ไม่
คิดว่า ยังอยู่ หามิได้
เวลา หมุนวน เป็นวงกลม
สิบกันยา ทวีคูณ
สิบกันยา อันใหม่ ตามมา
และตามมา
ผู้ที่ว่า คือ ความมืด
ทุกคนเห็น รู้จัก
อยู่ใกล้ชิดทุกคน เดินตามทุกผู้ อยู่กับทุกคน
แต่หามีผู้ใดสนใจไม่
ความมืดเป็นสิ่ง มองไม่เห็น หาได้ไม่
แต่ทำให้มองไม่เห็น
กระต่ายน้อยสีขาว ตัวนั้น คิดว่า จะอยู่ถึงปัจจุบันหามิได้
แต่ก่อนมีคน อยู่รอบข้าง
ตอนนี้ คนรอบตัว อันตรธานหาย
ชีวิตดั่งสายฝน
อารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ดั่งสายฝน
วันหนึ่ง อาบัง เอาโรตี ใส่หมูสับ มาให้
ความคิดที่อธิบายไม่ได้ อยู่ในใจ
กระต่ายขาวน้อย ตัวนั้น เกลียดชีวิต
วันเกิดผม
สิบกันยาหน้า อาจเป็นวันตาย
อยากจะฆ่าตัวตายไปให้พ้นๆไป ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขียนก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ เหนื่อยฉิบหาย พอกันที กับชีวิตที่ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จซักอย่าง ตอนอยู่อยว.มีผู้หญิงมาสารภาพรักจริงจังถึง2ครั้ง จำได้แม่นเลยตอนม.1 ม.2 ป่านนี้ยังไม่มีแฟนซักที ส่งงานเขียนให้สำนักพิมพ์ก็ไม่ผ่าน สำนักพิมพ์ที่เพิ่งตั้งใหม่แย่างสำนักพิมพ์ผวายังไม่รับเลย โกรธ เบื่อหน่าย และหงุดหงิด เริ่มหมดความอดทนแล้ว เริ่มหมดความพยายามแล้ว และจะไม่พยายามต่อไป ทั้งชีวิตมีแต่ความล้มเหลว โคตรน้อยใจโชคชะตาเลย ไอ้ที่อยากทำก็ไม่เคยได้ทำเลย โคตรน่าเบื่อ
"ผมไม่อยากเป็นนักเขียน
ผมไม่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์
ผมไม่เชื่อในความฝัน
ผมเกลียดความฝัน
........" .....
"ไม่เป็นยังไงเลย"
"ผมไม่อยากได้อะไรทั้งนั้น ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น"
"ไม่ โลกนี้ให้อะไรบ้างล่ะ? Godzillaภาคใหม่เหรอ?
"ไม่ล่ะ เค้กวันเกิดจะเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำมันก็บูด ไงก็ต้องกินอยู่ดีใช่ไหมล่ะ? ทุกวันเกิดที่ผ่านมาจำได้หรือเปล่าว่ากินเค้กอะไรไปบ้างน่ะ? ผ่านมาตั้ง23ปี เพิ่งจะมีคนบอกว่าหล่อ ทีตอนอยู่อยว.มีแต่คนบอกว่าหน้าเหมือนปลวก มาตอนนี้ จะให้คอยรับข้อเสนอนู่นนี่หรือไล่ตามความฝันไปอีกทำไม?"
"ความฝันมันมีชีวิตหรือไงล่ะ? มันเดินได้เหรอ? มันมีเมตาบอลึซึ่มอะไรนี่หรือเปล่า? เฮโมโกลบินยังไม่มีเลยมั้ง เดินปุ๊บๆ เฮ้ ความฝัน ผมชอบคุณ เรามาแต่งงานกันเถอะ ความฝันบอก 'โทษที ฉันคิดกับเธอแค่เพื่อน' งี้เหรอ? เอาจริงดิ? ความฝันมันมีวันเกิดหรือไงล่ะ? ผมเกิด10 กันยา 1999 ความฝันเกิด10 กันยา 1999ด้วยไหม? 23ปีที่ผ่านมา มีแต่คนบอกหน้าเหมือนปลวก ตอนนี้มีคนมาบอกว่าหล่อ เรียนเก่งอย่างงู้นอย่างงี้ ตอนสอบตั้งแต่ป.1ยันจบปริญญาตรีเนี่ย ไม่เคยอ่านหนังสือก่อนสอบเลยแม้แต่วิชาเดียว ไม่เคยสอบตก ไม่เคยซ้ำชั้น จบมาได้ก็โคตรจะบุญหัวแล้ว 23ปีที่ผ่านมา ชมก็ไม่ชม ช่วยก็ไม่ช่วย สนใจก็ไม่สนใจ แล้วอยู่ๆก็มาสนใจผมเอาอีตอนนี้ โลกนี้มันเป็นบ้าอะไรกันหมดแล้ว!!!!!?????"
"ทำไมล่ะ? ตอนเด็กถามมาได้ว่าฝันอยากเป็นอะไร แต่พอโตมาก็ไม่มีใครทำความฝันให้มันเป็นจริงซักคน ทำไมผมต้องตอบรับทุกคนในวันที่ทุกอย่างมันสายไปแล้วด้วย?"
"เพราะมันไม่มีใครช่วยใครไง ความฝันอะไรนั่นมันไม่มีวันเป็นจริงหรอก ไม่มีใครรับอะไรจากคนนอก ส่งงานเขียนไปสำนักพิมพ์ไหนก็ไม่รับ มันจะไปอยู่ได้ไงล่ะ อยากเป็นพระเอกอุลตร้าแมนน่ะใช่ แต่เขาไม่รับหรอกน่า 23ปีแล้ว เสียเวลามาตั้ง23ปีแล้ว 10กันยา อีก2เดือนข้างหน้าก็24ปีแล้ว การ์ตูนเรื่องแรกที่เขียน เขียนตั้งแต่ตอนป.5 แถมยังเขียนไม่จบด้วย ไม่เอาแล้ว ไม่เอา เพราะงี้ไง เลยปฏิเสธโอกาสทั้งหมดที่เข้ามาในชีวิต ปฏิเสธงานที่มีคนเสนอเข้ามาทั้งหมด ปฏิเสธความช่วยเหลือทั้งหมด ต่อให้มีแมวมองมาพาไปเป็นดาราก็ไม่เอา จะทำอะไรขอทำเอง ไม่ขอให้ใครพาไปที่ไหนหรือช่วยอะไรทั้งนั้น ขอปฏิเสธทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตทั้งชีวิต
"ไม่ต้องการความช่วยเหลือ"
ผมเกลียด โกรธ โมโห อึดอัด คับข้องใจ กับตัวผมเองที่ทุกอย่างในชีวิตอยู่กับที่ไม่เคยไปถึงไหนเต็มทีแล้ว รู้สึกเสียเวลาเปล่า ผมไม่อยากทำเต็มทนแล้ว
มีเรื่องตลกจะมาเล่าให้ฟัง
"มีเด็กคนหนึ่ง ฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ เด็กคนนั้นก็พยายามบรรลุวัตถุประสงค์นั้น เพราะเมื่อที่บรรลุวัตถุประสงค์นั้นแล้ว จะได้ไปทำอย่างอื่นต่อ เพราะเมื่อที่บรรลุวัตถุประสงค์นั้นแล้ว คราวนี้จะไปทำอะไรก็ได้ ทีนี้ ตอนเรียนมัธยม มันโดนเพื่อนแกล้งทุกวัน ทุกคาบ เด็กคนนั้นระบายความโกรธไม่ได้ เด็กคนนั้นวางแผนรับมือเพื่อนของตัวเองไม่ได้ พอจบมัธยมมา เด็กคนนั้นนึกจะว่าจะรอดแล้ว แต่วงศ์ตระกูลของเด็กคนนั้นเห็นแก่ตัว จนเด็กคนนั้นหันไปสร้างสัตว์ประหลาดและพยายามหาวิธีย้อนเวลาเพื่อจะแก้แค้น พอเวลาผ่านไปหลาย หลายปี สัตว์ประหลาดก็สร้างไม่ได้ซักที ย้อนเวลาก็ย้อนเวลาไม่ได้ จนใกล้จะถึงอายุ30 เด็กคนนั้นก็คิดได้ว่า เด็กคนนั้นเสียเวลาไปกับอะไรก็ไม่รู้ และมันไม่ใช่วัตถุประสงค์ของตัวเอง ก็เลยเปลี่ยนแผนใหม่หมด แต่เด็กคนนั้นก็ฆ่าตัวตาย แต่เด็กคนนั้นไม่ได้ฆ่าตัวตายแต่โดนเพื่อนที่แกล้งตอนเรียนมัธยมฆ่า แต่ถึงแม้ทั้งเพื่อนของเด็กคนนั้น แม้ทั้งวงศ์ตระกูลของเด็กคนนั้น จะรู้แล้วว่าเด็กคนนั้นไม่ได้ฆ่าตัวตาย รู้แล้วว่าเด็กคนนั้นถูกฆ่า แต่ก็ปกปิดความจริงกับทุกคนอยู่ดี แต่ก็บอกกับทุกคนว่าเด็กคนนั้นฆ่าตัวตายอยู่ดี แล้วก็เอาทุกอย่างของเด็กคนนั้นไปใช้จนหมด ไปใช้ซื้อรถหรูราคาแพง ไปใช้ซื้อหนังการ์ตูนโป๊ ไปซื้ออนิเมชั่นโป๊ เอาทุกอย่างของเด็กคนนั้นไปแจกให้คนอื่น เอาทุกอย่างไปใช้ให้กับตัวเองหมด
รู้ไหม ทำไมเป็นเรื่องตลก?
เด็กคนนั้นรู้ว่าตัวเองเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ และผิดวัตถุประสงค์ ไม่ใช่วัตถุประสงค์ เด็กคนนั้นเลยล้มเลิกแผนในตอนนั้นหมด และเริ่มใหม่ บรรลุวัตถุประสงค์ของตัวเองใหม่ แต่คนอื่นเอาแต่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระจนถึงอายุที่จะตายกันอยู่แล้ว เอาแต่เห็นแก่ตัว แล้วก็ไม่คิดว่าตัวเองเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ ไม่คิดว่ามันผิดวัตถุประสงค์ของตัวเองไหม? เอาเวลาทั้งชีวิตของตัวเองไปทิ้ง แล้วมาบ่นตอนใกล้ตายว่าไม่รู้จะอยู่ต่อได้ถึงเมื่อไหร่หรือจะตายเมื่อไหร่ แล้วก่อนหน้านั้นมัวแต่ทำอะไรอยู่? ทำไมเอาแต่เสียเวลา? แล้วยังทำให้เด็กคนนั้นเสียเวลาทั้งชีวิตไปอีก ทั้งการกลั่นแกล้ง นินทาหลับหลัง อิจฉาริษยา ตอบสนองความเห็นแก่ตัวของตัวเองอย่างเดียว ทำร้ายคนอื่นทางกาย ทำร้ายคนอื่นทางวาจา ทำร้ายคนอื่นทางใจ แล้วทำให้เด็กคนหนึ่งเสียเวลาชีวิตไปทั้งชีวตอีก เพราะยังงี้มันถึงได้เป็นเรื่องตลกไง
อยากฟังเรื่องตลกเรื่องที่2ไหม?
เหมือนเรื่องแรกเป๊ะๆเลย แต่ต่างกันอยู่25%
"มีเด็กคนหนึ่ง ฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ เด็กคนนั้นก็พยายามบรรลุวัตถุประสงค์นั้น เพราะเมื่อที่บรรลุวัตถุประสงค์นั้นแล้ว จะได้ไปทำอย่างอื่นต่อ เพราะเมื่อที่บรรลุวัตถุประสงค์นั้นแล้ว คราวนี้จะไปทำอะไรก็ได้ ทีนี้ ตอนเรียนมัธยม มันโดนเพื่อนแกล้งทุกวัน ทุกคาบ เด็กคนนั้นระบายความโกรธไม่ได้ เด็กคนนั้นวางแผนรับมือเพื่อนของตัวเองไม่ได้ พอจบมัธยมมา เด็กคนนั้นนึกจะว่าจะรอดแล้ว แต่วงศ์ตระกูลของเด็กคนนั้นเห็นแก่ตัว จนเด็กคนนั้นหันไปสร้างสัตว์ประหลาดและพยายามหาวิธีย้อนเวลาเพื่อจะแก้แค้น พอเวลาผ่านไปหลาย หลายปี สัตว์ประหลาดก็สร้างไม่ได้ซักที ย้อนเวลาก็ย้อนเวลาไม่ได้ จนใกล้จะถึงอายุ30 เด็กคนนั้นก็คิดได้ว่า เด็กคนนั้นเสียเวลาไปกับอะไรก็ไม่รู้ และมันไม่ใช่วัตถุประสงค์ของตัวเอง ก็เลยเปลี่ยนแผนใหม่หมด จุดประสงค์ครั้งนี้ คือ เอาเวลาที่เสียไปคืนมาให้หมด แล้วบรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของตัวเอง แต่อย่างที่บอกไป วงศ์ตระกูลของเด็กคนนั้นเห็นแก่ตัว ให้ทายว่าเพื่อนของเด็กคนนั้นเห็นแก่ตัวไหม? เห็นแก่ตัวด้วยสิ เด็กคนนั้นแค่ไม่อยากเสียเวลาอีก เด็กคนนั้นแค่เอาจะเอาเวลาที่เสียไปกลับคืนมา ผลสุดท้ายเพราะความเห็นแก่ตัวของทุกคน เด็กคนนั้นก็เสียเวลาอยู่ดี แล้วก็ไม่ได้ใช้แผนอะไรเลย แล้วเด็กคนนั้นก็หายไปในความมืด ที่ไหน เมื่อไหร่ ไม่รู้ และอาจจะตายไปแล้วด้วย
รู้ไหม ทำไมเป็นเรื่องตลก?
เด็กคนนั้นรู้ว่าตัวเองเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ และผิดวัตถุประสงค์ ไม่ใช่วัตถุประสงค์ เด็กคนนั้นเลยล้มเลิกแผนในตอนนั้นหมด และเริ่มใหม่ บรรลุวัตถุประสงค์ของตัวเองใหม่ แต่คนอื่นเอาแต่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระจนถึงอายุที่จะตายกันอยู่แล้ว เอาแต่เห็นแก่ตัว แล้วก็ไม่คิดว่าตัวเองเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ ไม่คิดว่ามันผิดวัตถุประสงค์ของตัวเองไหม? เอาเวลาทั้งชีวิตของตัวเองไปทิ้ง แล้วมาบ่นตอนใกล้ตายว่าไม่รู้จะอยู่ต่อได้ถึงเมื่อไหร่หรือจะตายเมื่อไหร่ แล้วก่อนหน้านั้นมัวแต่ทำอะไรอยู่? ทำไมเอาแต่เสียเวลา? แล้วยังทำให้เด็กคนนั้นเสียเวลาทั้งชีวิตไปอีก ทั้งการกลั่นแกล้ง นินทาหลับหลัง อิจฉาริษยา ตอบสนองความเห็นแก่ตัวของตัวเองอย่างเดียว ทำร้ายคนอื่นทางกาย ทำร้ายคนอื่นทางวาจา ทำร้ายคนอื่นทางใจ แล้วทำให้เด็กคนหนึ่งเสียเวลาชีวิตไปทั้งชีวตอีก เพราะยังงี้มันถึงได้เป็นเรื่องตลกไง
เห็นไหม ต่างจากเรื่องแรกแค่25% นอกนั้นเหมือนเรื่องแรกเปี๊ยบ 100%
24ปีนี้กับ
一、ไม่มีแฟนแม้แต่คนเดียว,ไม่เคยคบเป็นแฟนกับรักแรกด้วยซ้ำ
ニ、ส่งงานสำนักพิมพ์ไม่ผ่าน(แล้วสำนักพิมพ์ก็ยังเปลี่ยนจากนิตยสารรายสามเดือนเป็นรายปีซะนี่)
ส่งเรื่องสั้นกับการ์ตูนให้ขายหัวเราะยังไม่ผ่านเลย
三、ไม่มีเพื่อนมาhappy birthdayแม้แต่คนเดียว ไม่มีอีกต่อไปแล้ว
四、เสียเวลาไปกับการพยายามย้อนเวลา
五、เสียเวลาไปกับการสร้างสัตว์ประหลาด
六、เสียเวลาไปกับการล้างแค้น
四、五、六แม่งโคตรปัญญาอ่อน
กูเสียเวลาไป24ปี
ไม่มีเหี้ยอะไรเลย
แล้วปีหน้ามึงจะให้กูทำเหี้ยอะไรต่อ?
ไอ้สัส
วันที่10 กันยา 1999 เป็นวันที่กูเกลียดที่สุด
เกิดมาทำไม? โตมาทำไม? ญี่ปุ่นไม่ได้ไป ไม่ได้เขียนบทหนังอุลตร้าแมน ไม่ได้กำกับอุลตร้าแมน ไม่ได้เป็นสูทแอคเตอร์อุลตร้าแมน ไม่แสดงในอุลตร้าแมน ยิ่งมาเจองานวิจัยที่ว่าคนฉลาดไม่มีทางประสบความสำเร๋จ คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่โชคดีต่างหาก แล้วกูจะตั้งใจเรียนไปทำเหี้ยอะไร? ได้เกรดดีๆไปทำเหี้ยไร? กูจะเรียนจบปริญญาไปทำเหี้ยไร ถ้าเราต้องพึ่งดวงขนาดนี้ กูจะขยันทำงานไปทำเหี้ยไร? กูเอาเงินไปแทงหวยอย่างเดียวจะดีกว่าไหม? ตอนเด็กกูจะเอาแต่อ่านหนังสือ เป็นเนิร์ดหนังสือไปทำไมวะ? แล้วกูเรียนเก่งเหรอ? ตอนม.3 ม.2อยู่ทับไหนแม่งก็อยู่ทับเดิมนั่นแหละ ถ้ากูเรียนเก่งจริงทำไมตอนม.3คณิตกูได้แค่เกรด2เองวะ? นี่กูฉลาดแล้วใช่ไหม? กูฉลาดเหรอ? เราจะเกิดมาทำไม ถ้าเราต้องใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าเป็นแพลงก์ตอนไปวันๆแบบนี กูจะทุ่มเทตั้งใจทำสุดความสามารถไปทำไม? กูเกลียดโลกใบนี้ แล้วกูก็เกลียดตัวเองด้วย
กูเจอดาราญี่ปุ่นเกิดวันเดือนปีเดียวกันกับกูด้วยว่ะ เช็กมาในวิกิพีเดียญี่ปุ่น ถ้าไม่ผิดพลาด เขาเป็นนักแสดงตั้งแต่เราอยู่ม.2 กูนี่23ปีแล้ว(เดือนหน้า24ละอีกปีก็เบญจเพศแล้วนะ)ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปทำอะไรต่อ ดวงกูนี่ซวยยันเรื่องยูกิเลยใช่ไหม(ไอ้ใบที่อยากได้ก็ไม่เคยขึ้น)
https://www.instagram.com/kitamura_y910/
จริงๆกูมีงานที่อยากทำนะ เขียนบทอุลตร้าแมน/ก็อตซิลล่า กำกับ+กำกับเทคนิคพิเศษหนังโทคุซัทสึ แต่กูคงเป็นไม่ได้หรอกมั้ง แถมกูไม่รู้ด้วยทำยังไงถึงจะเป็นได้
เชี่ย เลยวันพรุ่งนี้ไปก็วันเกิดกูแล้วนี่หว่า 24ปีแล้วเหรอวะ? ไอ้คนที่ทั้งครู(แม้กระทั่งครูศราพร)ทั้งนักเรียนร่วมห้องเดียวกัน(ตั้งแต่ม.1ม.2ม.3)ชมว่าเรียนเก่ง(เรียนเก่งแค่ไหนกูก็ไม่รู้ เพราะทุกคนบอกแค่ว่ากูเรียนเก่งเหมือนกันหมด)มันมาถึงจุดๆที่นึกขึ้นได้ว่าที่ผ่านมาไม่ได้คิดไม่ได้ฝันว่าจะเห็นพวกมึงเป็นมนุษย์เงินเดือนส่วนตัวเองติดแหงกอยู่ที่เดิมได้ไงวะ?
ชนิดที่ว่าถ้ามนุษย์ดาวกัตซ์มีจริงกูน่าจะโดนมันฆ่าตายไปนานละ เพราะกูติดแหงกอยู่ที่เดิม
24ปีแล้วนะ
https://www.instagram.com/kitamura_y910/
เกิดวันเดือนปีเดียวกันแต่เขาได้เป็นดารา ได้แสดงตั้งแต่2013
ส่วนกูนั่งเล่นplants vs zombiesจนปลดล็อคโหมดsurvival แถมเล่นถึงด่านหลังคาของโหมดsurvivalด้วย
เพื่อไรวะ?
24ปี ตอนนี้กูทำได้แค่เล่นplant bs zombieจนถึงโหมดsurvival
Vs bsอะไรเล่า
10 กันยายน 1999
สิบกันยายนหนึ่งเก้าเก้าเก้า ผู้หนึ่ง ได้เกิดมา
คิดไว้ ว่าโตมา หาได้ไม่
คิดว่า ยังอยู่ หามิได้
เวลา หมุนวน เป็นวงกลม
สิบกันยา ทวีคูณ
สิบกันยา อันใหม่ ตามมา
และตามมา
ผู้ที่ว่า คือ ความมืด
ทุกคนเห็น รู้จัก
อยู่ใกล้ชิดทุกคน เดินตามทุกผู้ อยู่กับทุกคน
แต่หามีผู้ใดสนใจไม่
ความมืดเป็นสิ่ง มองไม่เห็น หาได้ไม่
แต่ทำให้มองไม่เห็น
กระต่ายน้อยสีขาว ตัวนั้น คิดว่า จะอยู่ถึงปัจจุบันหามิได้
แต่ก่อนมีคน อยู่รอบข้าง
ตอนนี้ คนรอบตัว อันตรธานหาย
ชีวิตดั่งสายฝน
อารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ดั่งสายฝน
วันหนึ่ง อาบัง เอาโรตี ใส่หมูสับ มาให้
ความคิดที่อธิบายไม่ได้ อยู่ในใจ
กระต่ายขาวน้อย ตัวนั้น เกลียดชีวิต
วันเกิดผม
สิบกันยาหน้า อาจเป็นวันตาย
อยากจะฆ่าตัวตายไปให้พ้นๆไป ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขียนก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ เหนื่อยฉิบหาย พอกันที กับชีวิตที่ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จซักอย่าง ตอนอยู่อยว.มีผู้หญิงมาสารภาพรักจริงจังถึง2ครั้ง จำได้แม่นเลยตอนม.1 ม.2 ป่านนี้ยังไม่มีแฟนซักที ส่งงานเขียนให้สำนักพิมพ์ก็ไม่ผ่าน สำนักพิมพ์ที่เพิ่งตั้งใหม่แย่างสำนักพิมพ์ผวายังไม่รับเลย โกรธ เบื่อหน่าย และหงุดหงิด เริ่มหมดความอดทนแล้ว เริ่มหมดความพยายามแล้ว และจะไม่พยายามต่อไป ทั้งชีวิตมีแต่ความล้มเหลว โคตรน้อยใจโชคชะตาเลย ไอ้ที่อยากทำก็ไม่เคยได้ทำเลย โคตรน่าเบื่อ
"ผมไม่อยากเป็นนักเขียน
ผมไม่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์
ผมไม่เชื่อในความฝัน
ผมเกลียดความฝัน
........" .....
"ไม่เป็นยังไงเลย"
"ผมไม่อยากได้อะไรทั้งนั้น ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น"
"ไม่ โลกนี้ให้อะไรบ้างล่ะ? Godzillaภาคใหม่เหรอ?
"ไม่ล่ะ เค้กวันเกิดจะเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำมันก็บูด ไงก็ต้องกินอยู่ดีใช่ไหมล่ะ? ทุกวันเกิดที่ผ่านมาจำได้หรือเปล่าว่ากินเค้กอะไรไปบ้างน่ะ? ผ่านมาตั้ง23ปี เพิ่งจะมีคนบอกว่าหล่อ ทีตอนอยู่อยว.มีแต่คนบอกว่าหน้าเหมือนปลวก มาตอนนี้ จะให้คอยรับข้อเสนอนู่นนี่หรือไล่ตามความฝันไปอีกทำไม?"
"ความฝันมันมีชีวิตหรือไงล่ะ? มันเดินได้เหรอ? มันมีเมตาบอลึซึ่มอะไรนี่หรือเปล่า? เฮโมโกลบินยังไม่มีเลยมั้ง เดินปุ๊บๆ เฮ้ ความฝัน ผมชอบคุณ เรามาแต่งงานกันเถอะ ความฝันบอก 'โทษที ฉันคิดกับเธอแค่เพื่อน' งี้เหรอ? เอาจริงดิ? ความฝันมันมีวันเกิดหรือไงล่ะ? ผมเกิด10 กันยา 1999 ความฝันเกิด10 กันยา 1999ด้วยไหม? 23ปีที่ผ่านมา มีแต่คนบอกหน้าเหมือนปลวก ตอนนี้มีคนมาบอกว่าหล่อ เรียนเก่งอย่างงู้นอย่างงี้ ตอนสอบตั้งแต่ป.1ยันจบปริญญาตรีเนี่ย ไม่เคยอ่านหนังสือก่อนสอบเลยแม้แต่วิชาเดียว ไม่เคยสอบตก ไม่เคยซ้ำชั้น จบมาได้ก็โคตรจะบุญหัวแล้ว 23ปีที่ผ่านมา ชมก็ไม่ชม ช่วยก็ไม่ช่วย สนใจก็ไม่สนใจ แล้วอยู่ๆก็มาสนใจผมเอาอีตอนนี้ โลกนี้มันเป็นบ้าอะไรกันหมดแล้ว!!!!!?????"
"ทำไมล่ะ? ตอนเด็กถามมาได้ว่าฝันอยากเป็นอะไร แต่พอโตมาก็ไม่มีใครทำความฝันให้มันเป็นจริงซักคน ทำไมผมต้องตอบรับทุกคนในวันที่ทุกอย่างมันสายไปแล้วด้วย?"
"เพราะมันไม่มีใครช่วยใครไง ความฝันอะไรนั่นมันไม่มีวันเป็นจริงหรอก ไม่มีใครรับอะไรจากคนนอก ส่งงานเขียนไปสำนักพิมพ์ไหนก็ไม่รับ มันจะไปอยู่ได้ไงล่ะ อยากเป็นพระเอกอุลตร้าแมนน่ะใช่ แต่เขาไม่รับหรอกน่า 23ปีแล้ว เสียเวลามาตั้ง23ปีแล้ว 10กันยา อีก2เดือนข้างหน้าก็24ปีแล้ว การ์ตูนเรื่องแรกที่เขียน เขียนตั้งแต่ตอนป.5 แถมยังเขียนไม่จบด้วย ไม่เอาแล้ว ไม่เอา เพราะงี้ไง เลยปฏิเสธโอกาสทั้งหมดที่เข้ามาในชีวิต ปฏิเสธงานที่มีคนเสนอเข้ามาทั้งหมด ปฏิเสธความช่วยเหลือทั้งหมด ต่อให้มีแมวมองมาพาไปเป็นดาราก็ไม่เอา จะทำอะไรขอทำเอง ไม่ขอให้ใครพาไปที่ไหนหรือช่วยอะไรทั้งนั้น ขอปฏิเสธทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตทั้งชีวิต
"ไม่ต้องการความช่วยเหลือ"
[ไม่ได้คิดชื่อเรื่องเอาไว้]
ผู้เขียน:ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์
"ความรุนแรงเป็นทางเลือกสุดท้ายของคนไร้ความสามารถ (ไอแซค อาซิมอฟ)"
"แล้วไง? หมายความว่าความรุนแรงเป็นทางเลือกแรกของคนมีความสามารถงั้นเหรอ? หมายความว่าคนที่ต่อต้านความรุนแรง หมายความว่าคนที่เกลียดความรุนแรง หมายความว่าคนที่ไม่ใช้ความรุนแรงเป็นคนไร้ความสามารถงั้นเหรอ?"
ประโยคที่ว่า "ความสำเร็จเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง กว่าจะมาถึงวันนี้มันเป็นส่วนใต้ภูเขาน้ำแข็งที่ไม่มีใครเห็นหรือไม่รู้ว่ามีใครอยู่" ประโยคนี้จะไม่เป็นจริงอีกต่อไป
เพราะเดี๋ยวภูเขาน้ำแข็งก็ละลายหมดทั้งโลกแล้ว
ความสำเร็จไม่มีอยู่จริง มีแต่ความล้มเหลวเท่านั้น
ความสุขไม่มีอยู่จริง มีแต่ความทุกข์เท่านั้น
ความสบายไม่มีอยู่จริง
มีแต่ความไม่สบายเท่านั้น
ไม่มีวันประสบความสำเร็จ
ไม่มีวันสบาย
ความหวังไม่มีอยู่จริง มีแต่ความสิ้นหวังเท่านั้น
ความรักไม่มีอยู่จริง เนื้อคู่ไม่มีอยู่จริง
โชคชะตาไม่มีจริง โชคดีก็ไม่มีอยู่จริง
ความฝันมันเพ้อเจ้อ ความสำเร็จมันเพ้อเจ้อ การทำในสิ่งที่ใจรักมันเพ้อเจ้อ สิ่งที่ใจรักมันเพ้อเจ้อ ความสุขมันเพ้อเจ้อ
ทั้งหมดนั้นมันไม่มีอยู่จริงหรอก
การทำในสิ่งที่ใจรักมันไม่มีวันทำให้มีความสุขได้หรอก!
เนื้อคู่ไม่มีอยู่จริง ความรักมันไม่มีอยู่จริงหรอก รักแท้ไม่มีอยู่จริง ให้ตายเนื้อคู่ก็ไม่มีอยู่จริง ให้ตายความรักมันก็ไม่มีอยู่จริง ให้ตายรักแท้ก็ไม่มีอยู่จริง
เราเดินทางข้ามเวลาไม่ได้หรอก ไม่ว่าจะไปอดีต ไม่ว่าจะไปอนาคต มันเป็นไปไม่ได้หรอก การเดินทางข้ามเวลามันเป็นไปไม่ได้หรอก ดีไม่ดี เวลาอาจไม่มีอยู่จริงเลยด้วยซ้ำ ทฤษฎีสัมพัทธภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อาจผิดหมดทั้งทฤษฎีเลยด้วยซ้ำ
ต่อให้ฉันอยากย้อนเวลาขนาดไหน ก็ย้อนเวลาไม่ได้หรอก
ต่อให้ฉันพยายามย้อนเวลาขนาดไหน มันก็ย้อนเวลาไม่ได้หรอก
ฉันเคยมั่นใจว่าฉันทำได้และเก่งด้วยแต่พอได้ทำจริงฉันถึงได้รู้ว่าฉันทำไม่ได้และไม่เก่งเลยและไม่มีความสามารถเลยผมไม่ได้ฉลาดไม่ได้เก่งอะไรและไม่มีความสามารถเลยแม้แต่0.01%และฉันทำไม่ได้ผมเป็นแค่คนโง่และไร้ความสามารถที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปคนหนึ่ง
ฉันไม่เชื่อว่าผมมีจินตนาการที่สนุกสนาน
ฉันไม่เชื่อว่าผมมีจินตนาการ
เรื่องสั้นของฉันมันไม่ได้เข้มข้นขนาดนั้น
เรื่องสั้นของฉันมันไม่ได้เข้มข้น
เรื่องสั้นของฉันมันไม่ได้สนุกขนาดนั้น
เรื่องสั้นของฉันมันไม่สนุก
จินตนาการของฉันมันไม่สนุกขนาดนั้น
จินตนาการของฉันมันไม่สนุก
จินตนาการของฉันมันไม่สนุกมันไม่สนานขนาดนั้น
จินตนาการของฉันมันไม่สนุกมันไม่สนาน
จินตนาการของฉันมันไม่สนุกสนานขนาดนั้น
จินตนาการของฉันมันไม่สนุกสนาน
ต่อให้ฉันเชื่อคำวิจารณ์ของนักวิจารณ์ให้ตายยังไง ต่อให้ฉันใช้คำวิจารณ์ของนักวิจารณ์ให้ตายยังไง เรื่องสั้นของฉันก็ไม่โดดเด่นขึ้นมาได้หรอก เรื่องสั้นของฉันไม่เด่นขึ้นมาได้หรอก
เรื่องสั้นของฉันไม่โดดเด่นขึ้นมาได้หรอก เรื่องสั้น
ของฉันไม่เด่นขึ้นมาได้หรอก
ให้ตายยังไงเรื่องสั้นของฉันไม่โดดเด่นขึ้นมาได้หรอก ให้ตายยังไงเรื่องสั้นของฉันไม่เด่นขึ้นมาได้หรอก
เรื่องสั้นของฉันไม่มีคุณค่า
เรื่องสั้นของฉันไม่เคยส่งต่อคุณค่าให้ผู้อ่าน
เรื่องสั้นของฉันไม่ได้ทำหน้าที่สำเร็จลุล่วงด้วยตัวมันเองเลยแม้แต่น้อย
ฉันไม่มีคุณสมบัติอะไรทั้งนั้น
ฉันไม่มีคุณสมบัติ
ฉันไม่มีตัวตน
ฉันไม่มีตัวตนอะไรทั้งนั้น
"ผมไม่อยากเป็นนักเขียน
ผมไม่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์
ผมไม่เชื่อในความฝัน
ผมเกลียดความฝัน
........" .....
ฉันไม่มีไอเดียอะไรทั้งนั้น
ฉันเกลียดผลงานของฉันเอง
ฉันไม่มีจุดแข็ง
ฉันมีแต่เพียงจุดอ่อนเพียงเท่านั้น
ฉันมีแต่เพียงจุดบอดเพียงเท่านั้น
ฉันไม่มีจุดเด่นอะไรทั้งนั้น
ฉันไม่มีจุดเด่น
ฉันไม่มีสเปคหรอก แล้วฉันก็ไม่ได้สนใจใครทั้งนั้นด้วย ไม่ได้แคร์ใครทั้งนั้น ไม่ได้ใส่ใจใครทั้งนั้นด้วย ไม่ได้แยแสใครทั้งนั้นด้วย
"เกลียดอะไรมากที่สุด?"
ตัวฉันเอง
ฉันเกลียดตัวฉันเอง
[ไม่ได้คิดตอนจบเอาไว้]
[ไม่ได้คิดชื่อเรื่องเอาไว้]
ผู้เขียน:ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์
ประโยคที่ว่า "ความสำเร็จเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง กว่าจะมาถึงวันนี้มันเป็นส่วนใต้ภูเขาน้ำแข็งที่ไม่มีใครเห็นหรือไม่รู้ว่ามีใครอยู่" ประโยคนี้จะไม่เป็นจริงอีกต่อไป
เพราะเดี๋ยวภูเขาน้ำแข็งก็ละลายหมดทั้งโลกแล้ว
ความสำเร็จไม่มีอยู่จริง มีแต่ความล้มเหลวเท่านั้น
ความสุขไม่มีอยู่จริง มีแต่ความทุกข์เท่านั้น
ความสบายไม่มีอยู่จริง
มีแต่ความไม่สบายเท่านั้น
ไม่มีวันประสบความสำเร็จ
ไม่มีวันสบาย
ความหวังไม่มีอยู่จริง มีแต่ความสิ้นหวังเท่านั้น
ความรักไม่มีอยู่จริง เนื้อคู่ไม่มีอยู่จริง
โชคชะตาไม่มีจริง โชคดีก็ไม่มีอยู่จริง
ความฝันมันเพ้อเจ้อ ความสำเร็จมันเพ้อเจ้อ การทำในสิ่งที่ใจรักมันเพ้อเจ้อ สิ่งที่ใจรักมันเพ้อเจ้อ ความสุขมันเพ้อเจ้อ
ทั้งหมดนั้นมันไม่มีอยู่จริงหรอก
การทำในสิ่งที่ใจรักมันไม่มีวันทำให้มีความสุขได้หรอก!
เนื้อคู่ไม่มีอยู่จริง ความรักมันไม่มีอยู่จริงหรอก รักแท้ไม่มีอยู่จริง ให้ตายเนื้อคู่ก็ไม่มีอยู่จริง ให้ตายความรักมันก็ไม่มีอยู่จริง ให้ตายรักแท้ก็ไม่มีอยู่จริง
เราเดินทางข้ามเวลาไม่ได้หรอก ไม่ว่าจะไปอดีต ไม่ว่าจะไปอนาคต มันเป็นไปไม่ได้หรอก การเดินทางข้ามเวลามันเป็นไปไม่ได้หรอก ดีไม่ดี เวลาอาจไม่มีอยู่จริงเลยด้วยซ้ำ ทฤษฎีสัมพัทธภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อาจผิดหมดทั้งทฤษฎีเลยด้วยซ้ำ
ต่อให้ฉันอยากย้อนเวลาขนาดไหน ก็ย้อนเวลาไม่ได้หรอก
ต่อให้ฉันพยายามย้อนเวลาขนาดไหน มันก็ย้อนเวลาไม่ได้หรอก
ฉันเคยมั่นใจว่าฉันทำได้และเก่งด้วยแต่พอได้ทำจริงฉันถึงได้รู้ว่าฉันทำไม่ได้และไม่เก่งเลยและไม่มีความสามารถเลยผมไม่ได้ฉลาดไม่ได้เก่งอะไรและไม่มีความสามารถเลยแม้แต่0.01%และฉันทำไม่ได้ผมเป็นแค่คนโง่และไร้ความสามารถที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปคนหนึ่ง
ฉันไม่มีจินตนาการ
เรื่องสั้นของฉันไม่มีจุดเด่นอะไรเลย
ฉันไม่เชื่อว่าฉันมีจินตนาการที่สนุกสนาน
ฉันไม่เชื่อว่าฉันมีจินตนาการ
เรื่องสั้นของฉันมันไม่ได้เข้มข้นขนาดนั้น
เรื่องสั้นของฉันมันไม่ได้เข้มข้น
เรื่องสั้นของฉันมันไม่ได้สนุกขนาดนั้น
เรื่องสั้นของฉันมันไม่สนุก
จินตนาการของฉันมันไม่สนุกขนาดนั้น
จินตนาการของฉันมันไม่สนุก
จินตนาการของฉันมันไม่สนุกมันไม่สนานขนาดนั้น
จินตนาการของฉันมันไม่สนุกมันไม่สนาน
จินตนาการของฉันมันไม่สนุกสนานขนาดนั้น
จินตนาการของฉันมันไม่สนุกสนาน
ต่อให้ฉันเชื่อคำวิจารณ์ของนักวิจารณ์ให้ตายยังไง ต่อให้ฉันใช้คำวิจารณ์ของนักวิจารณ์ให้ตายยังไง เรื่องสั้นของฉันก็ไม่โดดเด่นขึ้นมาได้หรอก เรื่องสั้นของฉันไม่เด่นขึ้นมาได้หรอก
เรื่องสั้นของฉันไม่โดดเด่นขึ้นมาได้หรอก เรื่องสั้น
ของฉันไม่เด่นขึ้นมาได้หรอก
ให้ตายยังไงเรื่องสั้นของฉันไม่โดดเด่นขึ้นมาได้หรอก ให้ตายยังไงเรื่องสั้นของฉันไม่เด่นขึ้นมาได้หรอก
เรื่องสั้นของฉันไม่มีคุณค่า
เรื่องสั้นของฉันไม่เคยส่งต่อคุณค่าให้ผู้อ่าน
เรื่องสั้นของฉันไม่ได้ทำหน้าที่สำเร็จลุล่วงด้วยตัวมันเองเลยแม้แต่น้อย
เรื่องสั้นของฉันมันห่วยแตก
ฉันไม่มีคุณสมบัติอะไรทั้งนั้น
ฉันไม่มีคุณสมบัติ
ฉันไม่มีตัวตน
ฉันไม่มีตัวตนอะไรทั้งนั้น
"ผมไม่อยากเป็นนักเขียน
ผมไม่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์
ผมไม่เชื่อในความฝัน
ผมเกลียดความฝัน
........" .....
ฉันไม่มีไอเดียอะไรทั้งนั้น
ฉันเกลียดผลงานของฉันเอง
ฉันไม่มีจุดแข็ง
ฉันมีแต่เพียงจุดอ่อนเพียงเท่านั้น
ฉันมีแต่เพียงจุดบอดเพียงเท่านั้น
ฉันไม่มีจุดเด่นอะไรทั้งนั้น
ฉันไม่มีจุดเด่น
ฉันไม่มีสเปคหรอก แล้วฉันก็ไม่ได้สนใจใครทั้งนั้นด้วย ไม่ได้แคร์ใครทั้งนั้น ไม่ได้ใส่ใจใครทั้งนั้นด้วย ไม่ได้แยแสใครทั้งนั้นด้วย
ฉันเกลียดความรัก
"เกลียดอะไรมากที่สุด?"
ตัวฉันเอง
ฉันเกลียดตัวฉันเอง
[ไม่ได้คิดตอนจบเอาไว้]
[ไม่ได้คิดชื่อเรื่องเอาไว้]
ฉันเคยมั่นใจว่าฉันเขียนเรื่องสั้นได้และเก่งด้วยแต่พอได้ทำจริงฉันถึงได้รู้ว่าฉันทำไม่ได้และไม่เก่งเลยและไม่มีความสามารถเลยฉันไม่ได้ฉลาดไม่ได้เก่งอะไรและไม่มีความสามารถเลยแม้แต่0.01%และฉันทำไม่ได้ฉันเป็นแค่คนโง่และไร้ความสามารถที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปคนหนึ่ง
ฉันไม่มีจินตนาการ
เรื่องสั้นของฉันไม่มีจุดเด่นอะไรเลย
ฉันไม่เชื่อว่าฉันมีจินตนาการที่สนุกสนาน
ฉันไม่เชื่อว่าฉันมีจินตนาการ
เรื่องสั้นของฉันมันไม่ได้เข้มข้นขนาดนั้น
เรื่องสั้นของฉันมันไม่ได้เข้มข้น
เรื่องสั้นของฉันมันไม่ได้สนุกขนาดนั้น
เรื่องสั้นของฉันมันไม่สนุก
จินตนาการของฉันมันไม่สนุกขนาดนั้น
จินตนาการของฉันมันไม่สนุก
จินตนาการของฉันมันไม่สนุกมันไม่สนานขนาดนั้น
จินตนาการของฉันมันไม่สนุกมันไม่สนาน
จินตนาการของฉันมันไม่สนุกสนานขนาดนั้น
จินตนาการของฉันมันไม่สนุกสนาน
ต่อให้ฉันเชื่อคำวิจารณ์ของนักวิจารณ์ให้ตายยังไง ต่อให้ฉันใช้คำวิจารณ์ของนักวิจารณ์ให้ตายยังไง เรื่องสั้นของฉันก็ไม่โดดเด่นขึ้นมาได้หรอก เรื่องสั้นของฉันไม่เด่นขึ้นมาได้หรอก
เรื่องสั้นของฉันไม่โดดเด่นขึ้นมาได้หรอก เรื่องสั้น
ของฉันไม่เด่นขึ้นมาได้หรอก
ให้ตายยังไงเรื่องสั้นของฉันไม่โดดเด่นขึ้นมาได้หรอก ให้ตายยังไงเรื่องสั้นของฉันไม่เด่นขึ้นมาได้หรอก
เรื่องสั้นของฉันไม่มีคุณค่า
เรื่องสั้นของฉันไม่เคยส่งต่อคุณค่าให้ผู้อ่าน
เรื่องสั้นของฉันไม่ได้ทำหน้าที่สำเร็จลุล่วงด้วยตัวมันเองเลยแม้แต่น้อย
เรื่องสั้นของฉันมันเพ้อฝัน
เรื่องสั้นของฉันมันเพ้อเจ้อ
เรื่องสั้นของฉันมันไร้สาระ
เรื่องสั้นของฉันไม่เคยสำเร็จ
เรื่องสั้นของฉันมันห่วยแตก
ฉันเกลียดเรื่องสั้นของฉันเอง
ฉันเกลียดตัวฉันเอง
[ไม่ได้คิดตอนจบเอาไว้]
ความฝันมันเพ้อเจ้อ ความสำเร็จมันเพ้อเจ้อ การทำในสิ่งที่ใจรักมันเพ้อเจ้อ สิ่งที่ใจรักมันเพ้อเจ้อ ความสุขมันเพ้อเจ้อ
ทั้งหมดนั้นมันไม่มีอยู่จริงหรอก
การทำในสิ่งที่ใจรักมันไม่มีวันทำให้มีความสุขได้หรอก!
เนื้อคู่ไม่มีอยู่จริง ความรักมันไม่มีอยู่จริงหรอก รักแท้ไม่มีอยู่จริง ให้ตายเนื้อคู่ก็ไม่มีอยู่จริง ให้ตายความรักมันก็ไม่มีอยู่จริง ให้ตายรักแท้ก็ไม่มีอยู่จริง
ไม่มีใครชอบคนที่ถูกทำให้เสียเวลา ไม่มีใครชอบคนที่ถูกทำร้าย ไม่มีใครชอบคนที่ถูกทำลายความฝัน ไม่มีใครชอบคนที่เหนื่อย ไม่มีใครชอบคนที่พยายามเต็มที่จนหมดความพยายาม ไม่มีใครชอบคนที่อดทนเต็มที่จนหมดความอดทน ไม่มีใครชอบคนที่อดทนจนอดทนไม่ไหว ไม่มีใครชอบคนที่ทนจนทนไม่ไหว ไม่มีใครชอบคนที่เผชิญความวุ่นวายตามลำพัง ไม่มีใครชอบคนที่เผชิญความเลวร้ายตามลำพัง ไม่มีใครชอบคนที่เผชิญความเหลวแหลกตามลำพัง ไม่มีใครชอบคนที่เผชิญความสับสนตามลำพัง ไม่มีใครชอบคนที่เผชิญคนเห็นแก่ตัวตามลำพัง ไม่มีใครชอบคนที่หมาตายทั้งชีวิต ไม่มีใครชอบคนที่แมวตายทั้งชีวิต และไม่มีใครชอบคนที่ไม่เห็นแก่ตัว คนที่ถูกทำให้เสียเวลา คนที่ถูกทำร้าย คนที่ถูกทำลายความฝัน คนที่เหนื่อย คนที่พยายามเต็มที่จนหมดความพยายาม คนที่อดทนเต็มที่จนหมดความอดทน คนที่อดทนจนอดทนไม่ไหว คนที่ทนจนทนไม่ไหว คนที่เผชิญความวุ่นวายตามลำพัง คนที่เผชิญความเลวร้ายตามลำพัง คนที่เผชิญความเหลวแหลกตามลำพัง คนที่เผชิญความสับสนตามลำพัง คนที่เผชิญคนเห็นแก่ตัวตามลำพัง คนที่หมาตายทั้งชีวิต คนที่แมวตายทั้งชีวิต และคนที่ไม่เห็นแก่ตัว จะเจ็บปวด จะแตกสลาย จะร้องไห้ตอนหลับตาตอนนอนหลับทุกคืน จะร้องไห้เมื่อนึกถึงความหลัง จะร้องไห้เมื่อคิดถึงความหลัง จะเหนื่อย จะเหนื่อยมาก จะร้องไห้เมื่อนึกถึงอดีต จะร้องไห้เมื่อคิดถึงอดีต จะร้องไห้เมื่อนึกถึงสิ่งที่เคยเป็น จะร้องไห้เมื่อนึกคนที่เคยอยู่ จะร้องไห้เมื่อนึกถึงตอนที่เล่นการ์ดยูกิกับเพื่อน จะร้องไห้เมื่อนึกถึงตอนที่เคยคุยเรื่องresident evilกับเพื่อน จะร้องไห้เมื่อตอนดูทีวีช่องเดิมที่เคยดูในอดีต จะร้องไห้เมื่อดูหนังที่เคยดูในอดีต จะร้องไห้เมื่อดูรายการทีวีในอดีต จะร้องไห้เมื่อนึกถึงสิ่งที่เคยเล่นในอดีต จะร้องไห้เมื่อนึกถึงสมัยที่คุยกับเพื่อนในอดีต ทุกคนจะรังเกียจ ทุกคนจะเกลียด ทุกคนจะเกลียดชัง ทุกคนจะทอดทิ้ง จะถูกครูทอดทิ้ง จะถูกครอบครัวทอดทิ้ง จะถูกญาติพี่น้องทอดทิ้ง จะถูกเพื่อนทอดทิ้ง จะถูกเพื่อนสนิททอดทิ้ง จะไม่เหลือใครในชีวิต จะลงเอยในความรักไม่ได้ หัวใจจะถูกทำลายเป็นเสี่ยงๆ จิตใจจะถูกทำลายเป็นเสี่ยงๆ หัวใจจะถูกทำลายไปแล้ว จิตใจจะถูกทำลายไปแล้ว สุดท้ายจะไม่มีอะไรในชีวิต ทุกคนชอบคนที่ไม่เคยถูกทำให้เสียเวลา ทุกคนชอบคนที่ไม่เคยถูกทำร้าย ทุกคนชอบคนที่ไม่เคยถูกทำลายความฝัน ทุกคนชอบคนที่ไม่เคยเหนื่อย ทุกคนชอบคนที่ไม่เคยพยายาม ทุกคนชอบคนที่ไม่เคยพยายามจนหมดความพยายาม ทุกคนชอบคนที่ไม่เคยอดทน ทุกคนชอบคนที่ไม่เคยอดทนจนหมดความอดทน ทุกคนชอบคนที่ไม่อดทนจนอดทนไม่ไหว ทุกคนชอบคนที่ไม่ทนจนทนไม่ไหว ทุกคนชอบคนที่ไม่เคยเผชิญความวุ่นวายตามลำพัง ทุกคนชอบคนที่ไม่เคยเผชิญความเลวร้ายตามลำพัง ทุกคนชอบคนที่ไม่เคยเผชิญความเหลวแหลกตามลำพัง ทุกคนชอบคนที่ไม่เคยเผชิญความสับสนตามลำพัง ทุกคนชอบคนที่ไม่เคยเผชิญคนเห็นแก่ตัวตามลำพัง ทุกคนชอบคนที่หมาไม่เคยตายทั้งชีวิต ทุกคนชอบคนที่แมวไม่เคยตายทั้งชีวิต ทุกคนชอบคนที่เห็นแก่ตัว ไม่เคยถูกทำให้เสียเวลา ไม่เคยถูกทำร้าย ไม่เคยถูกทำลายความฝัน ไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยพยายาม ไม่เคยพยายามจนหมดความพยายาม ไม่เคยอดทน ไม่เคยอดทนจนหมดความอดทน ไม่อดทนจนอดทนไม่ไหว ไม่ทนจนทนไม่ไหว ไม่เคยเผชิญความวุ่นวายตามลำพัง ไม่เคยเผชิญความเลวร้ายตามลำพัง ไม่เคยเผชิญความเหลวแหลกตามลำพัง ไม่เคยเผชิญความสับสนตามลำพัง ไม่เคยเผชิญคนเห็นแก่ตัวตามลำพัง หมาไม่เคยตายทั้งชีวิต แมวไม่เคยตายทั้งชีวิต เห็นแก่ตัว จะประสบความสำเร็จ
จูกัดเหลียงตั้งสำนักงานรัฐปรับปรุงกังหันน้ำกระดูกงูชลประทานยกเกษตรกรรมต้มเกลือชาวไร่ชาวนาน้ำไม่ขาดใช้เลี้ยงหม่อนเลี้ยงไหมม้วนไหมทอผ้าปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ตั้งยุ้งฉางวัวไม้ม้าไหลรวมความคิดส่งคำแนะนำยอมรับความผิดยอมรับความพลาดผู้ภักดีได้รับบำเหน็จแม้เป็นศัตรูฝ่าฝืนละกฎหมายถูกลงทัณฑ์แม้เป็นญาติโครงสร้างพื้นฐานพยุหแปดทิศห้าตีเฉาเว่ยอาวุธแหลมคมมากกองหนุนประชุมไม่ฟุ่มเฟือยเศรษฐกิจก้าวหน้าราษฎรปลอดภัยกองทัพไม่เห็นแก่ตัวแปดทิศพิชัยสงครามยอดวรรณกรรมประดิษฐ์อักษรรูปวาดเฉาเว่ยเคารพราษฎรสู่ฮั่นเชิดชูสิ้นบุญอาณาประชาจึงตั้งวัดวาสุมาอี้ว่าอัจฉริยะแห่งโลกทุกชนชั้นก็นิยม
ฮั่นสลายกังฉินขโมยฮ่องเต้ถูกฝุ่นคลุมไม่สนกำลังเชื่อในความชอบธรรมไร้ปัญญาไร้ฝีมือหาหนทางฮั่นเสื่อมถอยไม่คำนึงความสามารถตัวสร้างยุติธรรมให้โลกไร้ปัญญาไร้ฝีมือพระองค์เล่าปี่กล่อมดังนี้ฮกหลงมังกรหลับจูกัดเหลียงขงเบ้งจึงยอมรับใช้จวบจนสิ้นชีวิตกำเนิดหลงจงตุ่ยผูกกวนต้านโฉชนะเซ็กเพ็กมีเกงจิ๋วได้เสฉวนมิเพียงซงหนูไม่ใช่เวลาปักหลักปราบกบฏครบส่งกลับบ้านเกิดปลูกหม่อนปลูกนาเสฉวนทรัพย์สินราษฎรพระองค์เล่าปี่ทำตามจูล่งดังนี้ชนะใจเสฉวนไม่แสดงอารมณ์ไม่โกรธอ่อนน้อมถ่อมตนเคารพน้ำใจเมตตาตรงข้ามโหดร้ายอาฆาตแค้นปกป้องผู้ใต้บัญชาครอบครัวถึงพูดว่าจูล่งจะเข้าโจโฉพระองค์เล่าปี่มิได้เชื่อสั่งเล่าเสี้ยนคุณธรรมเป็นรากโจโฉว่าพระองค์เล่าปี่เป็นวีรบุรุษ
โจโฉสู้จระเข้เมื่อสิบขวบหลี่ซานว่าถึงคราวุ่นวายวีรบุรุษมีแต่เพียงเฉาเชาอ่านยุทธศิลป์คัดลอกพิชัยสงครามอธิบายซุนจื่อกลายเป็นเมิ่งเต๋อเซินซูยี่สิบขวบได้เลื่อนตำแหน่งประหารขันทีละเมิดกฎหมายเขียนจดหมายถึงเลนเต้ถึงราชวงศ์ฮั่นผู้ซื่อสัตย์สุจริตถูกตราบาปกังฉินประจบประแจงสอพลอเสแสร้งคนทรยศเต็มราชสำนักคนดีภักดีจริงใจไม่ถูกใช้อย่างจริงใจไม่ได้รับการยอมรับประท้วงมากมายหลายครั้งฮั่นจะล้มฮั่นไม่ฟังโจโฉแม่ทัพทหารม้าปราบกบฏปลดแปดผู้พิพากษาทุจริตห้ามความเชื่อโชคลางศาสนาชวนล้มฮั่นโจโฉปฏิเสธหองจูเปียนหองจูเหียบเหี้ยนเต้ตั๋งโต๊ะตั๋งโต๊ะมอบตำแหน่งแม่ทัพโจโฉโจโฉไม่เอาออกจากลั่วหยางสละทรัพย์สมบัติระดมนักรบมีช่างตีมีดเป็นของตัวตีดาบให้ปะทะตั๋งโต๊ะลั่วหยางไหม้เพลิงสิบแปดเมืองพันธมิตรไม่ตามตีตั๋งโต๊ะโจโฉแต่ผู้เดียวบุกตะวันตกตีตั๋งโต๊ะตีตั๋งโต๊ะแต่ผู้เดียวจึงแพ้กลับมาสิบแปดพันธมิตรทุกวันแต่ฉลองดื่มกินโฉเสนอสี่ข้อตีเหมิงจินเฝ้าฉางเกาคุมอ่าวฉางปิดเซอหยวนปิดไท่กู่เข้าอู่กวนทำป้อมค่ายกองโจรตัดตั๋งโต๊ะสิบแปดพันธมิตรไม่ทำไปหยางโจวเกิดกบฏเผาค่ายโจโฉโจโฉสังหารหมดขุนศึกแตกแถวอำนาจเป็นหนึ่งปกปักฮ่องเต้รวมภาคเหนือรบเซ็กเพ็กตีสู่ฮั่นสร้างบทกวีสะท้อนฮั่นวุ่นวายปณิธานรวมโลกเป็นหนึ่งกวีเรียบง่ายตรงไปตรงมาโศกเศร้าเร่าร้อนอุปมาอุปไมยเฉียบแหลมตื่นตัวทรงพลังกล้าหาญไม่มุ่งเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งวีรบุรุษผู้พิเศษเข้มงวดสังหารผลาญอาชญากรมีปัญญาด้านการเมืองเชี่ยวพิชัยสงครามเชี่ยวกลยุทธ์เชี่ยวยุทธวิธีเชี่ยวยุทธศิลป์หนอนหนังสือเชี่ยววรรณกรรมโบราณอธิบายยุทธศิลป์กลางวันอ่านคัมภีร์กลางคืนเชี่ยวต่อสู้เชี่ยวดาบเชี่ยวธนูไร้ปราณีต่อภัยคุกคามประหยัดมัธยัสถ์ไม่หรูหราไม่เชื่อผีเทพเจ้าจูกัดเหลียงว่าปัญญาแผนการไม่ด้อยใครใช้ทหารดังซุนจื่อ
สุมาอี้ฉลาดมีเหตุผลเด็ดขาดเป็นวีรบุรุษกระตือรือร้นเรียนรู้เป็นหมาป่ายับยั้งโจโฉย้ายเมืองหลวงซุนกวนกวนอูสู้กันเฉาเว่ยปลอดภัยเฉาเว่ยรอดพ้นโจผีสิ้นซุนกวนตีสุมาอี้ชนะจูกัดกิ๋นปราบกบฏเบ้งตัดประหารเบ้งตัดตีฮั่นจงต้านจูกัดเหลียงจนมังกรหลับลาลับล้อมเมืองตัดหัวกองซุนเอี๋ยนสลายวงล้อมฟ่านเฉิงเปิดคลองก้วยหยางไป่ชี่สร้างค่ายทหารเหนือใต้นับหมื่นปราบกบฏหวางหลิงทำไร่นาในชางกุ้ยถลุงเหล็กในจิงจ้าวเทียนซุยขุดคลองสร้างค่ายทหารชลประทานน้ำโอนย้ายข้างฟ่างไปกวนตงทัดทานฮ่องเต้สร้างพระราชวังทำเกษตรกรรมซุนกวนว่าสุมาอี้เก่งใช้ทหารเปลี่ยนแปลงดั่งเทพไม่ย่อท้อ
กวนจงแบ่งเขตแบ่งเมืองตั้งข้าราชใหญ่น้อยน้อยหลายขึ้นต่อใหญ่หนึ่งใหญ่หนึ่งขึ้นต่อใหญ่ยิ่งกว่าตั้งผู้ดูแลเรือกนาไร่สวนปศุสัตว์ตั้งผู้ดูแลการเมืองทั่วไปเดือนแรกทุกปีข้าราชการรายงานฉีหวนกงฉีหวนกงบำเหน็จรางวัลลงโทษตามสภาพครอบหนึ่งคนเป็นทหารทัพเล็กกองร้อยสองพันกองพลหนึ่งหมื่นสิบห้าเมืองสามทัพยามว่างฝึกยามสงครามรบผู้ก่ออาชญากรรมให้เกราะให้ของ้าวผู้ก่ออาชญากรรมเล็กให้โลหะลดภาษีเก็บภาษีธุรกิจเก็บภาษีพ่อค้าเกษตรกรค้าขายอิสระเคารพกษัตริย์ปฏิเสธคนเถื่อนฉีหวนกงจึงขึ้นเป็นห้าอธิราช
จิ้นเหวินกงรับฟังโปตีเปิดโปงกบฏค้ำจุนกษัตริย์ปรับปรุงการเมืองจัดกองทัพตัดฉู่พิชิตโจพิชิตเว่ยช่วยซ่งชนะฉู่ตีเจิ้ง จิ้นเหวินกงขึ้นเป็นห้าอธิราช
โลลิฮิริวตัวน้อยนี้เป็นแต่ออทิสติกเข้าสังคมไม่ได้หยิ่งเย่อทะนงถือตัวตนอวดรู้อวดฉลาดอวดสามารถอวดดีคิดว่าตัวฉลาดที่สุดในโลกคนอื่นทั้งโลกโง่กว่าแต่ไม่แท้ที่จริงกลับโง่ไร้สามารถโง่ต่ำตมออกแบบแปลนสถาปัตยกรรมไม่เป็นทำกังหันน้ำกระดูกงูไม่เป็นไม่เคยนึกถึงชลประทานรังเกียจไม่ทำเกียจคร้านจะทำเกษตรกรรมไม่สามารถต้มเกลือไม่สามารถทำไร่ทำนาเลี้ยงหม่อนเลี้ยงไหมม้วนไหมทอผ้าไม่สามารถปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ไม่ระดมความคิดไม่ให้คำแนะนำไม่ยอมรับความผิดไม่ยอมรับความผิดไม่ยอมรับโทษจะรับแต่รางวัลไม่อาจเทียบเคียงฮกหลงมังกรหลับจูกัดเหลียงขงเบ้งไม่อาจทำให้ใครยอมรับใช้จวบจนสิ้นชีวิตไม่มีมังกรหลับข้างกายทำตรงข้ามคำจูล่งจะเอาแต่ทรัพย์สินเป็นของตนปรากฏอารมณ์จนทุกคนรับรู้มีแต่โกรธโกรธเอาโกรธเอาเต็มไปด้วยความโกรธความโกรธรุนแรงโกรธไม่อ่อนน้อมไม่ถ่อมตนไม่เคารพน้ำใจไม่เมตตาไม่ปกป้องใดไม่เคยปกป้องใดไม่คิดปกป้องใดไม่เคยคิดปกป้องใดมิอาจเทียบเคียงเล่าปี่มิเคยสู้จระเข้มิใช่วีรบุรุษไม่เข้าใจพิชัยสงครามไม่เข้าใจซุนจื่อมิเคยทัดทานใครมิเคยรวมทัพพันธมิตรมิเคยไล่ตามตีกังฉันมิเคยปกปักผู้ใดไม่เฉียบแหลมไม่ตื่นตัวไม่ทรงพลังไม่กล้าหาญมิใช่วีรบุรุษมิใช่ผู้พิเศษไม่เข้มงวดไร้ปัญญาด้านการเมืองไร้ปัญญาด้านพิชัยสงครามไร้ปัญญาด้านกลยุทธ์ไร้ปัญญาด้านยุทธวิธีไร้ปัญญาด้านยุทธศิลป์มิใช่หนอนหนังสือไร้ปัญญาด้านวรรณกรรมโบราณกลางวันไม่อาจอ่านไม่อาจอธิบายไม่อาจเข้าใจยุทธศิลป์กลางคืนไม่อ่านไม่อาจสู้ไม่อาจดาบไม่อาจธนูไม่ประหยัดไม่มัธยัสถ์ติดหรูติดหราไร้ปัญญาไร้แผนมิอาจเข้าใจซุนจื่อมิอาจใช้ซุนจื่อใช้ซุนจื่อไม่เป็นไม่อาจเทียบเคียงโจโฉไม่ฉลาดไม่มีเหตุผลไม่เด็ดขาดไม่เป็นวีรบุรุษไม่เป็นหมาป่าไม่เคยยับยั้งผู้ใดไม่เคยสร้างปกปักพิทักษ์ความปลอดภัยไม่เคยชนะใดไม่สามารถทำไร่นาไม่สามารถถลุงเหล็กไม่เคยคิดขุดคลองไม่เคยคิดสร้างค่ายทหารไม่เคยคิดชลประทานน้ำไม่เก่งใช้ทหารไม่เปลี่ยนแปลงไม่เคยเปลี่ยนแปลงไม่เคยปรับปรุงตัวเองไม่เคยคิดปรับปรุงตัวเองไม่อาจเทียบเคียงสุมาอี้ไม่อาจรวมเล็กไม่อาจรวมใหญ่ไม่เคยจัดสรรการขึ้นต่อไม่จัดระเบียบไม่เคยคิดจัดระเบียบเป็นคนไม่มีระเบียบไม่เคยดูแลเรือกไม่เคยดูแลนาไม่เคยดูแลไร่ไม่เคยดูแลสวนไม่อาจจัดสรรกำลังคนบำเหน็จบำนาญรางวัลโทษค่าปรับสินไหมมิอาจทำให้ใครขึ้นเป็นอธิราชมิอาจเทียบเคียงกวนจงไม่รับฟังใครไม่อาจเปิดโปงตัวร้ายไม่อาจค้ำจุนผู้ใดไม่เคยปรับปรุงมิอาจตัดใดมิอาจพิชิตใดมิอาจช่วยใดมิอาจขึ้นเป็นอธิราชมิอาจเทียบเคียงจิ้นเหวินกงวรรณกรรมประดิษฐ์อักษรรูปวาดบทกวีไม่อาจวางชั้นจูกัดเหลียงโจโฉไม่อาจวางชั้นเดียวกันกับจูกัดเหลียงโจโฉไม่อาจวางคู่จูกัดเหลียงโจโฉไม่อาจวางข้างจูกัดเหลียงไม่อาจวางเคียงจูกัดเหลียงโจโฉไม่อาจวางเคียงข้างจูกัดเหลียงโจโฉไม่อาจวางเคียงคู่จูกัดเหลียงโจโฉไม่อาจวางร่วมจูกัดเหลียงโจโฉไม่อาจวางด้วยจูกัดเหลียงโจโฉไม่อาจเลยข้าพเจ้าโลลิฮิริวตัวน้อยนี้เต็มไปด้วยอัตตาสูงเต็มไปด้วยริษยาเต็มไปด้วยเกียจคร้านเต็มไปด้วยโทสะเต็มไปด้วยราคะเต็มไปด้วยโลภเต็มไปด้วยตะกละเต็มไปด้วยอวดดีเต็มไปด้วยอวดรู้เต็มไปด้วยอวดฉลาดเต็มไปด้วยโง่เต็มไปด้วยเขลาเต็มไปด้วยมั่นใจในตัวสูงเต็มไปด้วยดูถูกผู้อื่นเต็มไปด้วยไม่รับฟังใครเต็มไปด้วยคิดว่าความคิดของคนอื่นคือความคิดของคนโง่เต็มไปด้วยคิดว่าความคิดของคนอื่นคือความโง่เต็มไปด้วยคิดว่าความคิดของคนอื่นคือโง่เต็มไปด้วยคิดว่าคนอื่นโง่ที่สุดในโลกเต็มไปด้วยคิดว่าคนอื่นโง่เต็มไปด้วยคิดว่าคนอื่นคือคนโง่เต็มไปด้วยคิดว่าคนอื่นคือโง่เต็มไปด้วยคิดว่าตัวเองเต็มไปด้วยฉลาดเต็มไปด้วยคิดว่าตัวเองฉลาดที่สุดในโลกเต็มไปด้วยคิดว่าตัวเองคือคนฉลาดเต็มไปด้วยคิดว่าตัวเองคือยอดคนฉลาดเต็มไปด้วยคิดว่าตัวเองฉลาดเต็มไปด้วยคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าอัลเบิร์ตไอน์สไตน์ไอแซคนิวตันกาลิเลโอกาลิเลอีโยฮันเคปเลอร์นิโคลัสโคเปอร์นิคัสอาร์คีมีดีสนิโคล่าเทสล่าเลโอนาร์โด้ดาวินชี่สแตนลีย์คูบริกจูกัดเหลียงวิลเลี่ยมเช็กสเปียร์สุนทรภู่หนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าพันล้านเท่าเต็มไปด้วยคิดว่าตัวเองอัจฉริยะกว่าอัลเบิร์ตไอน์สไตน์ไอแซคนิวตันกาลิเลโอกาลิเลอีโยฮันเคปเลอร์นิโคลัสโคเปอร์นิคัสอาร์คีมีดีสนิโคล่าเทสล่าเลโอนาร์โด้ดาวินชี่สแตนลีย์คูบริกจูกัดเหลียงวิลเลี่ยมเช็กสเปียร์สุนทรภู่หนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าพันล้านเท่าเต็มไปด้วยคิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะเต็มไปด้วยคิดว่าตัวเองคืออัจฉริยะเต็มไปด้วยคิดว่าตัวเองอัจฉริยะโลลิฮิริวตัวน้อยนี้มิใช่ผู้ที่ดีมิใช่คนที่ดีมิใช่ผู้ชายที่ดีมิใช่ชายที่ดีมิใช่ลูกที่ดีมิใช่นักเรียนที่ดีมิใช่แฟนที่ดีมิใช่คู่ครองที่ดีมิใช่สามีที่ดีมิใช่พ่อที่ดีมิใช่เด็กที่ดีมิใช่วัยรุ่นมิใช่ผู้ใหญ่ทีดีมิใช่ข้าราชการที่ดีมิใช่ผู้ตามที่ดีมิใช่หัวหน้าที่ดีมิใช่ผู้นำที่ดีมิใช่ผู้ปฏิบัติที่ดีมิใช่ผู้ทำที่ดีมิใช่ที่ดีโลลิฮิริวตัวน้อยนี้ผูกเชือกรองเท้าไม่เป็นผูกถุงไม่เป็นซักผ้าไม่เป็นล้างจานไม่เป็นหวีผมไม่เป็นกางมุ้งไม่เป็นผูกมุ้งไม่เป็นใส่ที่นอนไม่เป็นใส่หมอนข้างไม่เป็นรัดหนังไม่เป็นผูกเงื่อนไม่เป็นไม่รู้ระบบราชการไม่รู้ว่าต้องทำยังไงเลือกตั้งไม่เป็นเข้าสังคมไม่เป็นพูดคุยไม่เป็นรักใครไม่เป็นจีบใครไม่เป็นโรแมนติกไม่เป็นเขียนหนังสือไม่เป็นเขียนนิยายไม่เป็นเขียนเรื่องสั้นไม่เป็นเขียนไม่เคยเว้นวรรคเขียนไม่เคยย่อหน้าผูกเชือกไม่เป็นทำกับข้าวไม่เป็นหั่นผักไม่เป็นสับเนื้อไม่เป็นไม่เป็นโล้ไม่เป็นพายผูกเชือกกางเกงไม่เป็นใส่เชือกกางเกงไม่เป็นผูกเชือกไม่เป็นผูกเปลไม่เป็นตามคนไม่ทันคนอื่นพูดอะไรก็ฟังไม่เข้าใจใดๆเรียนไม่เป็นเนียนแย่เรียนกากสอบตกซ้ำชั้นเรียนไม่จบและเป็นคนเรียนไม่จบใช้ไม้ถูพื้นไม่เป็นใช้ไม้กวาดทางมะพร้าวถูพื้นไม่เป็นกวาดบ้านไม่เป็นไม่รดน้ำต้นไม้ไม่ถางหญ้าพูดไม่เป็นไม่มีปากเด็กพูดไม่รู้เรื่องกลัวดอกพิกุลร่วงเด็กนิสัยเสียนิสัยไม่ดีเด็กสันดานไม่ดีเด็กสันดานเสียสันดานเด็กสันดานไม่เอาอะไรเลยซักอย่างไม่ฝึกอะไรเลยไม่ฝึกเอาแต่ใจเจ้าอารมณ์ตะแบงมิอาจเขียนภาษาไทยได้ดังสุนทรภู่มิอาจเขียนภาษาอังกฤษได้ดังเช็กสเปียร์หารู้ญี่ปุ่นไม่หารู้จีนไม่มิอาจทำหนังได้ดังสแตนลีย์คูบริกมิอาจดนตรีดังบีโทเฟนมิอาจคณิตดังไอแซคนิวตันมิอาจศิลปะดังเลโอนาร์โดดาวินชี่มิอาจนักแสดงดังฮามาดะทัตสึโอมิมิอาจผู้ชายดังฮามาดะทัตสึโอมิมิอาจทำให้บิดามารดาพี่ชายปู่ย่าตายายป้าน้าอาสกุลวงษ์วงษาคณาญาติตระกูลโคตรทั้งปวงภูมิใจได้ไม่เป็นที่อับอายของสกุลวงษ์วงษาคณาญาติตระกูลโคตรทั้งปวงหาเป็นเชื้อสายที่เป็นประโยชน์แด่บิดามารดาพี่ชายปู่ย่าตายายป้าน้าอาสกุลวงษ์วงษาคณาญาติตระกูลโคตรทั้งปวงได้ไม่มิอาจเป็นที่ภาคภูุมิของบิดามารดาพี่ชายปู่ย่าตายายป้าน้าอาสกุลวงษ์วงษาคณาญาติตระกูลโคตรทั้งปวงได้ไม่ได้ไม่มิอาจแบกรับภาระของบิดามารดาพี่ชายปู่ย่าตายายป้าน้าอาสกุลวงษ์วงษาคณาญาติตระกูลโคตรทั้งปวงได้ไม่มิอาจรับผิดชอบบิดามารดาวงษ์วงษาคณาญาติตระกูลโคตรทั้งปวงได้ไม่มิอาจมีครอบครัวได้ไม่มิอาจมีคู่ครองได้ไม่มิอาจมีบุตรได้ไม่มิอาจสู้ตาแลปู่แลพี่เจมส์ที่อยู่บนสวรรค์ได้ไม่มิอาจสู้หน้าวิญญาณปู่ตาแลพี่เจมส์ที่ตายขึ้นสวรรค์ไปแล้วได้ไม่ไม่เป็นทำใดใดไม่ได้เรื่องทำอะไรไม่ได้เรื่องไม่ได้เรื่องทำอะไรไม่เป็นไม่อะไรเลยหลงตัวเองเป็นแต่ด่าอ้าปากก็มีแต่คำด่าน่ารังเกียจน่ารังเกียจไร้ความอดทนหามีความอดทนแต่อย่างใดไม่โลลิฮิริวตัวน้อยนี้เป็นแต่อัตตาสูงเป็นแต่อวดฉลาดเป็นแต่อวดรู้เป็นแต่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปแต่แท้ที่จริงแล้วไร้ฉลาดไร้ปัญญาไร้ความสามารถในทุกด้านในสิ้นเชิงในใดใดในใดมิอาจเป็นคนได้ไม่นี้เป็นจดหมายฉบับแรกของโลลิฮิริวตัวน้อยนี้โลลิฮิริวตัวน้อยนี้จะเขียนจดหมายฉบับสุดท้ายในวันที่โลลิฮิริวตัวน้อยนี้ต้องจากลา
จงแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น:: หากสิ่งสำคัญคือคุณค่า หากสิ่งสำคัญคือประโยชน์ หากสิ่งสำคัญคือการทำสิ่งใดแล้วไม่ทำให้คนเขาตั้งคำถามว่าทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร แสดงว่ากะหรี่สระบุรีมีค่ามากกว่าผม
เรามีพวกหิวแสง กระหายยอดซับ ที่ทำอะไรไร้สาระมากพอแล้ว แล้วผมจะไปทำอะไรไร้สาระแบบทำไม คนทุกวันนี้ลำบากกันมาก ต้องดิ้นรนกับการอยู่รอดทุกวัน เขาจะมานั่งฟังคนไร้สาระอย่างผมทำไม ใครจะมาฟั่งผมอธิบายแมวของโชวน์รดิงเง่อให้มันไร้สาระเล่น
ฉันมันโง่และไร้ความสามารถฉันมันไร้ประโยชน์ไร้คุณค่าและไร้เหตุผลคุณค่าหรือก็ไม่มีประโยชน์หรือก็ไม่ได้ทำไปทำไมก็ไม่รู้แมวของเอ่อวิ่น โชวน์รดิงเง่อโดนโชวน์รดิงเง่อจับขังในกล่องทึบที่มีกลไกปล่อยพิษไซยาไนด์อยู่ภายเมื่อธาตุกัมมันตรังสีสลายตัวปล่อยกัมมันภาพรังสีกลไกก็จะปล่อนยาพิษแมวก็จะตาย แต่กัมมันตรังสีจะสลายตัวหรือไม่สลายตัว ถ้ากล่องไม่ถูกเปิดแมวก็จะอยู่และตายได้พร้อมกัน จึงเกิดโลกคู่ขนาน2โลกคู่ขนานขึ้น โลกคู่ขนานที่แมวตาย โลกคู่ขนานที่แมวอยู่ ฉันอยู่ในโลกคู่ขนานที่แมวตาย ฉันคือโลกคู่ขนานที่แมวตาย ฉันคือแมวที่ตาย ฉันมันโง่ งี่เง่า และไร้ค่า ปัญญาอ่อน
ผมมันเป็นกระต่ายขาวตัวน้อยอ่อนแอที่ไร้ค่า ที่ผ่านมาผมเป็นคนไร้ค่ามาโดยตลอด ผมไม่เคยมีค่าเลย ผมไม่รู้การเป็นคนที่คุณค่า ผมไม่รู้เลยว่าคุณค่ามั
วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569
วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569
ถ้าการเมืองดี... : เมื่อความซับซ้อนของปัญหาถูกย่อส่วนด้วย การลดทอนสาเหตุของทุกปัญหาให้มาจากการเมืองเพียงสาเหตุเดียว และ การยุบรวมปัญหาหลายระดับเข้าด้วยกัน
.
1. ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าและความอดทนต่อขอบเขตความซับซ้อนของมนุษย์ลดลง เรามักจะเห็นความพยายามในการอธิบายปัญหาใหญ่ระดับโครงสร้างด้วยชุดวาทกรรมสำเร็จรูป เช่น การผูกโยงทุกความอึดอัดในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่อัตราการจ้างงาน ราคาค่าเดินทาง ไปจนถึงต้นทุนความบันเทิง เข้ากับมิติทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จในสมการเดียว
ถ้าการเมืองดี=เรียนคณะไหนก็มีงานทำ
ถ้าการเมืองดี=งานศิลปะไม่ถูกด้อยค่า
ถ้าการเมืองดี=ระบบโรงพยาบาลดี
ถ้าการเมืองดี=จะไปไหนก็ได้ ระบบขนส่งสาธารณธะราคาถูก
ถ้าการเมืองดี=บัตรคอนเสิร์ตราคาถูก
ถ้าการเมืองดี=ทำงานแล้วรวยมีเงินเก็บ
.
เมื่อแยกแยะวาทกรรมในกระแสสังคมดังกล่าว ออกมาตรวจสอบทีละประเด็นก็จะพบว่าเป็นการนำ "สิ่งที่รัฐควบคุมได้" มาปะปนกับ "กลไกอื่นนอกเหนือการควบคุม" ดังนี้:
-เรียนคณะไหนก็มีงานทำ / ทำงานแล้วรวยมีเงินเก็บ: ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค เทคโนโลยีระดับโลก และทักษะแรงงาน ความต้องการของตลาดแรงงาน ไม่ใช่การเมืองเพียงอย่างเดียว
-งานศิลปะไม่ถูกด้อยค่า: เป็นเรื่องของรสนิยมทางสังคมและกำลังซื้อภาคเอกชน อยู่นอกเหนือคำสั่งรัฐโดยตรง
-ระบบโรงพยาบาลดี / รถขนส่งสาธารณะราคาถูก: คือจุดที่นโยบายภาครัฐและงบประมาณแผ่นดินส่งผลกระทบโดยตรงและตรวจสอบได้จริง
-บัตรคอนเสิร์ตถูก: ถูกกำหนดโดยต้นทุนสากล ค่าตัวศิลปิน อัตราแลกเปลี่ยน และโมเดลธุรกิจเอกชน การโยงเข้ากับการเมืองจึงเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนทางโครงสร้าง
.
2. แม้ว่าวิธีการสื่อสารลักษณะนี้จะมีพลังในการสร้างกระแสและดึงดูดอารมณ์ร่วมได้อย่างรวดเร็ว แต่ในเชิงปรัชญาและสังคมศาสตร์แล้ว มันคือตัวอย่างที่ชัดเจนของ การลดทอนปัญหาให้เหลือแค่นิดเดียว และ การยุบรวมปัญหาหลายระดับเข้าด้วยกัน
ซึ่งการมองโลกผ่านแว่นขยายที่บิดเบี้ยวนี้นำไปสู่ผลกระทบเชิงลบเป็นลูกโซ่ต่อกระบวนการแก้ปัญหาของสังคม
ถอดรหัสกลไก: เมื่อปัญหาคนละชั้นถูกจับมาโยนรวมกัน
การทำความเข้าใจกลไกทั้งสองรูปแบบนี้ช่วยให้เรามองทะลุกลวิธีทางวาทศิลป์ได้ชัดเจนขึ้น:
การลดทอนปัญหา: คือการตัดทอนตัวแปรนับร้อยที่ขับเคลื่อนปรากฏการณ์ทางสังคมหรือเศรษฐกิจ (เช่น เทคโนโลยี โครงสร้างตลาดโลก การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค หรือทรัพยากรทางการคลัง) ให้เหลือเพียง "สาเหตุเดียว" หรือ "ผู้ร้ายตัวเดียว" เพื่อให้สมองมนุษย์เข้าใจและรู้สึกสะใจได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดต่อ
ความผิดพลาดในการจัดหมวดหมู่: คือการนำสิ่งของหรือปัญหาที่อยู่คนละระดับกันมาปะปนกันอย่างไร้รอยต่อ เช่น การนำ "กลไกตลาดโลกและต้นทุนสากล" มาจัดหมวดหมู่รวมกับ "การบริหารราชการแผ่นดินระดับนโยบาย" แล้วสรุปเหมาเข่งว่าทุกอย่างถูกกำหนดด้วยตัวแปรทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
เมื่อความซับซ้อนถูกทำลายลงด้วยสองกลไกนี้ โลกทั้งใบจะถูกมองเป็นเรื่อง "ขาวกับดำ" และ "ดีกับชั่ว" ทันที
.
3. ลูกโซ่แห่งความหายนะ: สิ่งที่จะตามมาเมื่อเราตกหลุมพรางนี้
การใช้ตรรกะแบบลดทอนและยุบรวมปัญหาไม่ได้สร้างความกระจ่างแจ้ง แต่มันส่งผลกระทบต่อเนื่องที่ทำลายความสามารถในการพัฒนาสังคมตามมา ดังนี้:
1) การวินิจฉัยโรคที่ผิดพลาด (Misdiagnosis)
เมื่อเราเชื่อว่าปัญหาทางเศรษฐกิจหรือวัฒนธรรมทั้งหมดเกิดจากสาเหตุเดียว การแก้ปัญหาจึงถูกพุ่งเป้าไปผิดจุด เปรียบเสมือนหมอที่วินิจฉัยโรคหัวใจว่าเป็นอาการปวดท้องแล้วจ่ายยาผิดประเภท เมื่อเปลี่ยนตัวยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยก็จะมีแต่ความโกรธแค้นเพิ่มขึ้นเพราะโรคไม่เคยได้รับการรักษาอย่างแท้จริง
2) วังวนของความคาดหวังที่ไม่มีทางบรรลุ (Moving Goalposts)
การสร้างภาพฝันว่า "ถ้าการเมืองดี ทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบ" เป็นการสร้างมาตรฐานที่ไม่มีรัฐบาลหรือระบบใดในโลกสามารถทำได้จริง เมื่อมีความคาดหวังที่เกินจริง สังคมจะตกอยู่ในภาวะ "หงุดหงิดเรื้อรัง" เพราะไม่ว่าระบบจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ปัญหาเชิงโครงสร้างสากล เช่น เงินเฟ้อ ค่าครองชีพตามกลไกโลก หรือความเหลื่อมล้ำทางทักษะ ก็ยังคงอยู่ ทำให้ผู้คนรู้สึกพ่ายแพ้และหมดศรัทธาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
3) สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อประชานิยมฉาบฉวย (Superficial Populism)
เมื่อประชาชนถูกขับเคลื่อนด้วยความเข้าใจแบบลดทอน นักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดไม่จำเป็นต้องเสนอ "นโยบายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน" อีกต่อไป แต่สามารถซื้อใจมวลชนได้ด้วยวาทกรรมง่าย ๆ หรือนโยบายระยะสั้นที่ปลายเหตุ(นโยบายประชานิยม ฯลฯ)
ยิ่งทำให้ปัญหาที่แท้จริงใต้พรมสะสมพอกพูนและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
.
4. กลไกการบิดเบือน: จากการลดทอนสู่หุ่นฟางและแพะรับบาป
การใช้สูตรสำเร็จเหมาเข่งปัญหาทุกอย่างบนโลกใบนี้ไปที่ "การเมือง" มักไม่ได้หยุดอยู่แค่การวิเคราะห์ที่ผิดพลาด แต่ยังอาศัยกลไกทางจิตวิทยาและวาทศิลป์เข้ามาขับเคลื่อนเพื่อให้มวลชนคล้อยตาม:
การสร้างหุ่นฟางมาตี (Strawman Fallacy): เมื่อมีผู้ชี้แจงด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ว่า ราคาบัตรคอนเสิร์ตหรือกลไกตลาดแรงงานขึ้นอยู่กับปัจจัยสากล วาทกรรมนี้มักจะถูกบิดเบือนและตีความเข้าข้างตัวเองทันทีว่า ผู้พูดกำลัง "ปกป้องความห่วยแตกของรัฐ" หรือ "เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชน" เป็นการสร้างหุ่นฟางขึ้นมาเพื่อให้โจมตีได้ง่าย โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ
การหาแพะรับบาป (Scapegoating): เมื่อประชาชนเผชิญกับความเครียดทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ดุเดือดในชีวิตประจำวัน การมี "เป้าหมายเด็ดขาดตัวเดียว" ให้ชี้หน้าด่าทอนั้นช่วยลดความซับซ้อนของความวิตกกังวลลงได้
การเหมาให้ระบบการเมืองหรือกลุ่มผู้มีอำนาจเป็นต้นเหตุของทุกความพินาศบนโลกใบนี้ จึงทำหน้าที่เป็น "แพะรับบาป" ชั้นดี ที่เบี่ยงเบนความสนใจจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน
.
5. การทำลายพื้นที่แห่งเหตุผลและการประนีประนอม (Erosion of Nuance)
เมื่อทุกอย่างถูกเหมาเป็นเรื่องการเมืองและความดี-ความชั่ว สังคมจะถูกแบ่งเป็นสองฝั่งอย่างเด็ดขาด ฝ่ายหนึ่งคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกดขี่จากทุกปัญหา กับอีกฝ่ายคือต้นตอของความชั่วร้ายทั้งหมด
ผู้ที่พยายามอธิบายความซับซ้อนจะถูกผลักไสให้กลายเป็น "ฝ่ายตรงข้าม" ทันที พื้นที่สำหรับปัญญาชนและการหาทางออกร่วมกันจึงถูกแทนที่ด้วยเสียงคำรามแห่งความเกลียดชัง
การถกเถียงด้วยข้อมูลทางวิชาการ สถิติ หรือความเป็นจริงเชิงโครงสร้างจะถูกผลักไสให้กลายเป็นความไร้หัวใจ เพราะผู้คนในภาวะอารมณ์ร่วมสูงต้องการเพียง "คำตอบที่สะใจ" และการประกาศจุดยืนว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรูทันที
.
บทสรุป
การรู้เท่าทัน การลดทอนปัญหา (Reductionism) และ ความผิดพลาดในการจัดหมวดหมู่ (Category Mistake) ไม่ใช่การปฏิเสธความจำเป็นในการปฏิรูปการเมืองหรือการตรวจสอบอำนาจรัฐ แต่เป็นการดึงสติให้เราตระหนักว่า
"ปัญหาที่ซับซ้อนไม่มีวันถูกแก้ไขได้ด้วยคำตอบที่ง่ายดายเกินจริง และ ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่มีทางถูกแก้ได้ด้วยคำขวัญที่สะใจ"
การรู้เท่าทันวาทกรรมสูตรสำเร็จประเภท "ถ้าการเมืองดี..." ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังปฏิเสธความจำเป็นของการตรวจสอบอำนาจรัฐ หรือปฏิเสธความสำคัญของการปฏิรูปการเมือง
แต่เป็นการป้องกันอันตรายที่แท้จริง คือการตกเป็นเหยื่อของ "กับดักทางปัญญา" ที่เปิดทางให้กลุ่มฉวยโอกาส hijack ความโกรธแค้นไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง และทำให้สังคมวิ่งไล่เงาของแพะรับบาป
การก้าวข้ามวังวนนี้ต้องอาศัย "ความกล้าหาญทางปัญญา" ที่จะยอมรับความจริงอันน่าอึดอัดว่า โลกใบนี้ซับซ้อนเกินกว่าจะมีคำตอบเดียว
ถึงเวลาแล้วที่ควรจะดึงสติกลับมามองปัญหาแต่ละระดับด้วยความเข้าใจที่ตรงไปตรงมา แยกแยะสิ่งที่รัฐต้องรับผิดชอบออกจากกลไกสากล และหันมาใช้เหตุผล ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จับต้องได้ และความประนีประนอม เพื่อสร้างทางออกที่ยั่งยืนให้กับสังคมอย่างแท้จริง
.
โพสต์นี้ให้เจมีไนร่าง
.
วาทกรรมสูตรสำเร็จประเภทพยายามลดทอนสาเหตุของทุกปัญหาให้เหลือเพียงสาเหตุเดียว และ การยุบรวมปัญหาหลายระดับเข้าด้วยกัน ไม่ได้มีแค่วาทกรรม "ถ้าการเมืองดี" แต่มีอยู่เยอะที่เป็นไปตามกลไกต่างๆในบทความนี้
เวลาเห็นวาทกรรมที่ตัดตอนทุกปัญหาให้เป็นเรื่องที่แก้ได้ง่ายๆและ/หรือ โยนทุกปัญหาไปที่ผู้ร้ายรายเดียว ..... ก็รู้จัก เอ๊ะ บ้าง แล้วท่องเอาไว้ว่า
"ปัญหาที่ซับซ้อนไม่มีวันถูกแก้ไขได้ด้วยคำตอบที่ง่ายดายเกินจริง และ ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่มีทางถูกแก้ได้ด้วยวาทกรรมที่สะใจ" ครับ
แต่ไม่ว่าอย่างไร เชื่อเถอะว่า ถ้าการเมืองดี ฝนจะไม่ตกทั้งคืนจนถึงตอนนี้แน่ครับ 🥹🥹
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2569
ยูคิ อาโออิ ชื่อจริง ยาบุซากิ อาโออิ (ยูคิ อาโออิเป็นชื่อในวงการ) สาวญี่ปุ่น เธอเกิด27 มีนาคม ค.ศ.1992 เป็นนักพากย์ ชอบsailor moon ชอบtransformers คุ้นเคยกับtransformersและของเล่นผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก ชอบเล่นเกม ชอบเกมThe Legend of Zelda : Ocarina of Timeมากที่สุด ชอบสัตว์ขนาดเล็ก เลี้ยงชิปมังก์และแมวมันช์กินไว้บ้าน มีความสามารถพิเศษในการวาดรูปด้วยอุปกรณ์ศิลปะหลากสี เธอมีงานอดิเรกเป็นการเขียนหนังสือและวาดรูป ใบหน้ากลมโต ดวงตาเป็นประกาย ยิ้มแล้วน่ารัก ถ้ายิ่งใส่แว่นตากลมๆโตๆก็ยิ่งน่ารัก ผมสีดำ สูง145เซนติเมตร กรุ๊ปเลือดA
เธอเล่าว่า ตอนเด็กๆ เธออยากเป็น " วีรบุรุษแห่งความยุติธรรม " และเป็นแฟนตัวยงของ " เซเลอร์มูน " โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวละครที่มีรูปร่างสูง เช่นเซเลอร์จูปิเตอร์/มาโกโตะ คิโนะ
เธอเป็นแฟนตัวยงของซีรีส์ ทรานส์ฟอร์เมอร์สและดูภาพยนตร์ฉบับคนแสดงมาหลายครั้งแล้ว เธอบอกว่าเธอคุ้นเคยกับทรานส์ฟอร์เมอร์สและของเล่นเด็กผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก และตอนที่เธอสะสมซิลวาเนียนแฟมิลี่ส์ เรื่องราวเหล่านั้นมักจะเต็มไปด้วยความรุนแรง ตัวละครที่เธอชื่นชอบที่สุดคือ บัมเบิลบี และ เธอเป็นแฟนพันธุ์แท้ถึงขนาดที่ไปยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์สิงคโปร์เพื่อไปเล่นเครื่องเล่นทรานส์ฟอร์เมอร์สโดยเฉพาะเธอยังมีส่วนร่วมในการพากย์เสียงภาษาญี่ปุ่นของ ภาพยนตร์เรื่อง " บัมเบิลบี " อีกด้วย
เขาเป็นผู้ชื่นชอบ เกม และ ได้กล่าวว่า The Legend of Zelda: Ocarina of Timeเป็นเกมที่สนุกที่สุดเท่าที่เขาเคยเล่นมา[ 49 ]
เธอชอบสัตว์เล็กๆ และ เลี้ยง กระรอก เป็นสัตว์เลี้ยงที่บ้าน ณ เดือนสิงหาคม 2553 กระรอกตัวนั้นอายุ 8 ปีแล้ว และมีชื่อว่า "Potpourri" อาโออิ ยูกิ มักเรียกมันว่า "Potpourri-kun"
ในเดือนพฤษภาคม 2010 เธอเริ่มเลี้ยงแมวมันช์กิน สีดำตัวหนึ่ง เป็นเพศเมียและชื่อว่า "เอมี่" แมวสีดำ ชื่อ เดียวกันนี้ยัง ปรากฏอยู่ในซีดีละครเสียงที่แถมมากับบลูเรย์/ดีวีดีฉบับลิมิเต็ดอิดิชั่นชุดแรกของ "Puella Magi Madoka Magica" ซึ่งยูกิรับบทเป็นมาโดกะ คานาเมะ ตัวละครหลัก ต่อมาในเดือนธันวาคม 2011 ลูกของเอมี่ เป็นแมวมันช์กินสีขาวเพศผู้ ชื่อ "แอชเบล" ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และเธอก็ได้ปรากฏตัวพร้อมกับแอชเบลในมิวสิกวิดีโอเพลงหนึ่งของเธอ จริงๆ แล้วเธอตั้งชื่อมันว่าอิชมาเอล แต่ถูกจดทะเบียนเป็นแอชเบลเนื่องจากการได้ยินผิด[ 50 ]
เธอยังมีความเชี่ยวชาญในการสร้าง ภาพประกอบโดยใช้อุปกรณ์ศิลปะหลากสีเธอเป็นสมาชิกชมรมศิลปะในโรงเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลาย และผลงานของเธอสามารถพบได้ในหลายที่ รวมถึง ในบล็อกของเธอ [ 51 ] ในตอนที่ 2 และ 3 ของ Puella Magi Madoka Magica มีภาพร่างชุด สาวน้อยเวทมนตร์ ในสมุดบันทึก ซึ่งคาดว่าเป็นจินตนาการของตัวเอก มาโดกะ คานาเมะ ปรากฏอยู่ในเรื่องในคำบรรยายเสียงสำหรับ ดีวีดี Ben-To เล่มที่ 5 เธอกล่าวว่าเธอวาด "กระต่ายมาโช" ขณะรอ ไตเติ้ลเปิดเรื่อง ยาว ซึ่งต่อมาปรากฏในมังงะต้นฉบับเล่มที่ 9 โดยเพิ่มรายละเอียดว่าตัวละครที่เธอเล่น "ชิโรฟุเนะ ฮานะ" เป็นเพื่อนกับตัวละครชื่อ "อาโอจัง" ใน Isekai Quartet เธอเป็นผู้จัด ทำภาพปิดท้ายสำหรับตอนที่ 8 [ 52 ]
เธอคุ้นเคยกับศาลเจ้าและมิโกะ และเธอเคยอาศัยอยู่ใกล้ศาลเจ้า ซึ่งเธอเคยไปเล่นกับเพื่อนๆ และพบปะกับพวกเขา[ 53 ]เธอยังกล่าวอีกว่า "และจริงๆ แล้ว ฉันมีสายเลือดมิโกะอยู่ในตัว!" เห็นได้ชัดว่ามีคนในครอบครัวของเธอที่เป็นมิโกะ และ (หลังจากที่รู้แล้ว) "บางครั้งฉันก็จินตนาการว่าบางทีฉันอาจจะมีพลังพิเศษบางอย่าง (หัวเราะ)" และเสริมว่า "พวกเธอลึกลับ มีความมุ่งมั่น และเท่... ฉันชื่นชมผู้หญิงแบบมิโกะ♪ " [ 53 ]
งานอดิเรกของเธอได้แก่ การเขียนหนังสือ และ การวาดภาพและทักษะพิเศษของเธอได้แก่ การอ่านออกเสียงและการพูดคำที่ออกเสียงยาก[ 6 ]
ชื่อ "Ao" หมายถึง "เพชรสีขาวของกษัตริย์" [ 22 ]
เธอเป็นลูกคนเดียว[ 49 ]
ในฐานะนักพากย์เสียง
เธอเป็นที่รู้จักจากน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ[ 54 ] ใน Nikkan SPA!เธอได้รับการยกย่องจากบทบาทของเธอในฐานะมาโดกะ คานาเมะ ใน Puella Magi Madoka Magica และจากการเป็น "เด็กผู้หญิงที่ขาดความมั่นใจในตนเองและคิดว่าตัวเองไร้ประโยชน์ แต่มีเจตจำนงที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ" [ 55 ]โดยส่วนใหญ่เธอจะรับบทเป็นเด็กผู้หญิงตั้งแต่วัยหัดเดินจนถึงนักเรียนมัธยมปลาย แต่บางครั้งก็รับบทเป็นเด็กผู้ชายหรือผู้หญิงวัยผู้ใหญ่
เธอเขียนคำว่า "อย่างระมัดระวัง" เป็นแนวทางในบท[ 20 ]ต้นแบบและนักพากย์ที่เธอเคารพคือมิยูกิ ซาวาชิโร ซึ่งเธอได้ร่วมแสดงในผลงานหลาย เรื่อง ด้วยกัน [ 20 ]
เนื่องจากเธอหันมามุ่งเน้นด้านงานพากย์เสียง เธอจึงมีโอกาสได้ทำงานเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุ มากขึ้นด้วย
รู้ไหมว่าข้อความนี้ที่ผมก๊อปมาจากวิกิพีเดียภาษาญี่ปุ่น ยูคิ อาโออิมีจุดร่วมกับผมกี่ข้อ
เธออยากเป็นฮีโร่แห่งความยุติธรรม ผมก็อยาก
เธอเป็นแฟนเซเลอร์มูน ผมเป็นแฟนอุลตร้าแมน
เธอชอบตัวละครตัวสูง เธอสูง145 ผมสูง180
เธอชอบดูทรานส์ฟอร์เมอร์สคนแสดงหลายหน ผมก็ชอบ
เธอเลี้ยงแมว ผมก็เลี้ยงแมว
เธอคุ้นเคยกับศาลเจ้าและมิโกะมีญาติเป็นมิโกะ ตอนเด็กผมไปวัดทุกวันจนกว่าจะถึงป.1
เธอวาดภาพ ผมก็วาดภาพ
งานอดิเรกเธอเขียนหนังสือ งานอดิเรกผมก็เขียนหนังสือ
เธอชอบเล่นเกม ผมก็ชอบเล่นเกม
และชื่อ"碧(อาโออิ)"ของเธอแปลว่า"เพชรของกษัตริย์" นามสกุลของผม"ปิ่นรัตน์" "ปิ่นที่ทำจากหินมีค่า"
วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2569
ยูคิ อาโออิ(悠木碧) ชื่อจริง ยาบุซาคิ อาโออิ(八武崎碧) สาวญี่ปุ่น เธอเกิด27 มีนาคม ค.ศ.1992 เป็นนักพากย์ ชอบsailor moon ชอบtransformers คุ้นเคยกับtransformersและของเล่นผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก ชอบเล่นเกม ชอบเกมThe Legend of Zelda : Ocarina of Timeมากที่สุด ชอบสัตว์ขนาดเล็ก เลี้ยงชิปมังก์และแมวมันช์กินไว้บ้าน มีความสามารถพิเศษในการวาดรูปด้วยอุปกรณ์ศิลปะหลากสี เธอมีงานอดิเรกเป็นการเขียนหนังสือและวาดรูป ใบหน้ากลมโต ดวงตาเป็นประกาย ยิ้มแล้วน่ารัก ถ้ายิ่งใส่แว่นตากลมๆโตๆก็ยิ่งน่ารัก ผมสีดำ สูง145เซนติเมตร กรุ๊ปเลือดA ใส่เสื้อสีดำติดกระดุม ใส่กางเกงขายาวสีดำมีกระเป๋ากางเกงแบบมีซิป ถุงเท้าสีดำ รองเท้าสีดำ เดินออกมาจากสนามบินที่ญี่ปุ่นในเวลาหกโมงเย็นตามเวลาของญี่ปุ่นพร้อมกระเป๋าเดินทางแบบล้อลากติดมือมา ยูคิ อาโออิขึ้นรถแท็กซี่แล้วไปถึงซอยๆหนึ่งในเวลาสามทุ่ม ยูคิ อาโออิลงจากรถแท็กซี่รถแท็กซี่ขับจากไป ยูคิ อาโออิเดินไปหยุดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งรูดซิปเปิดกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบแว่นตาออกมาจากกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปที่ข้างขวาแล้วสวมแว่นตา เลนส์ทั้งสองข้างของแว่นตานั้นไม่ใช่ทั้งเลนส์ของคนสายตาสั้น,สายตายาวหรือสายตาเอียงแต่เป็นเลนส์แว่นขยาย ยูคิ อาโออิสวมแว่นนั้นดูบ้านหลังนั้นแทนกล้องส่งทางไกล ยูคิ อาโออิหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปข้างเดียวกันขึ้นมาถ่ายรูปบ้านหลังหนึ่ง(ไม่เปิดแฟลชกล้องโทรศัพท์) ยูคิ อาโออิเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงแล้วรูดซิป ยูคิ อาโออิถอดแว่นออกครู่หนึ่ง จากนั้นยูคิ อาโออิหยิบแผนที่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปที่ข้างซ้ายแล้วเดินไปยังโรงแรมในย่านนั้นแล้ว ระหว่างทางยูคิ อาโออิใส่แว่นแล้วถอดแว่นสลับกันไปสลับกันมา เมื่อมาถึงโรงแรมยูคิ อาโออิก็รูดซิปกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายเปิดออกหยิบกระเป๋าเงินลายสก๊อตออกมาหยิบเงินเยนจ่ายให้พนักงานที่เคาน์เตอร์ของโรงแรมแล้วยูคิ อาโออิก็เช็คอินที่โรงแรม หลังจากเข้าห้องพัก ยูคิ อาโออิก็เช็กรูปถ่ายบ้านหลังนั้นซ้ำไปซ้ำมา วางแผนที่ลงบนเตียง เช็กแผนที่ กลับไปเช็กรูปถ่ายในโทรศัพท์มือถือ ยูคิ อาโออิเดินไปเปิดหน้าต่างโรงแรม ใช้กล้องส่องทางไกลส่องหาบ้านหลังนั้นแม้จะอยู่ไกลลับ แต่ยูคิ อาโออิก็ 'เก็บข้อมูล' ผ่านกล้องส่องทางไกล แล้วก็กลับไปเช็กแผนที่อีก จากนั้นยูคิ อาโออิเปิดกระเป๋าเดินทางของตน หยิบสมุดไดอารี่เล่มเบ้อเร่อออกมา แล้วเขียนแผนผังพื้นที่ วาดรูปซอยซอยนั้นที่บ้านหลังนั้นตั้งอยู่ทั้งจากมุมมองจากหน้าต่างโรงแรมทั้งจากมุมมองจากปากซอยหลังจากลงรถแท็กซี่วาดรูปบ้านแต่ละหลังที่ข้างซ้ายของซอยวาดรูปบ้านแต่ละหลังที่ข้างขวาของซอย วาดรูปบ้านหลังนั้น วาดประตูรั้ว,หน้าต่าง,ประตูบ้าน,ผนัง,กำแพง,หลังคา,ลานบ้าน เขียนรายละเอียด เขียนว่าถ้าฆ่าเป้าหมายจากตรงนี้หรือคนอื่นหรือมาพบเข้าจะเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้ทำอะไรได้ สถานที่นี้ใช้ทำอะไรได้ สถานที่นี้หลบหนีได้ไหม แผนหลบหนีนี้จะทำให้เกิดอะไรขึ้น รวมไปถึงกำหนดแผนหลักฆ่าเป้าหมายเอาไว้พร้อมด้วยแผนสำรองจำนวนมาก เขียนโน๊ตไว้มากมายในหน้ากระดาษของสมุดไดอารี่นั้น เขียนลูกศรพร้อมข้อความกำกับ วาดรูปใกล้ๆกับรูปซอย,บ้านข้างซ้ายและข้างขวาของซอย,บ้านหลังนั้น,ประตูรั้ว,หน้าต่าง,ประตูบ้าน,ผนัง,กำแพง,หลังคา,ลานบ้านพร้อมเขียนลูกศรและข้อความกำกับข้างรูปทุกรูป จากนั้นยูคิ อาโออิก็ชาร์จโทรศัพท์แล้วเล่นเกมMobile Legends Bang Bangฆ่าเวลาไปจนถึงตีหนึ่ง แล้วยูคิ อาโออิเปิดกระเป๋าเดินทางออก-ตรงฐานกระเป๋าเดินทางยูคิ อาโออิเปิดฐานกระเป๋าออกเผยให้เห็นปืนพก Walther PPK 1 กระบอก พร้อมแม็กกาซีนเปล่าที่ไม่มีลูกกระสุนบรรจุอยู่จำนวน5แม็กที่ซ่อนเอาไว้ และที่เก็บเสียงแบบทำเอง1แท่ง ปืน Walther PPK กระบอกนั้นยังไม่ได้บรรจุแม็กกาซีนและไม่มีกระสุนในรังเพลิง ที่จับกระเป๋าของกระเป๋าเดินทางนั้นสามารถเปิดแยกออกจากกันได้ มีกระสุน.30ACPจำนวน14นัด อย่างละ7นัดในแต่ละข้าง ยูคิ อาโออิบรรจุกระสุน.30ACPลงในแม็กกาซีน7นัดจากนั้นบรรจุแม็กกาซีนใส่ปืนWalther PPKขึ้นลำพร้อมยิง ที่ตัวกระเป๋านั้นมีสองชั้น ยูคิ อาโออิถอดชั้นแรกออกเผยให้เห็นชั้นที่สอง มีขวดยานอนหลับอยู่หลายขวดและเข็มฉีดยาหลายอัน จากนั้นยูคิ อาโออิก็หยิบเครื่องแต่งกายออกจากกระเป๋าเดินทางใส่ชุดสูทธุรกิจ เสื้อสีขาวติดกระดุม เสื้อนอกสีดำ เสื้อคลุมตัวยาวสีดำ กางเกงยาวสีดำ ใส่ถุงมือสีดำ มีซองปืนแบบมีสายสะพายทับเสื้อในอยู่ใต้เสื้อนอก ซองใส่ปืนสะพายคล้องไหล่ขวาไว้ ยูคิ อาโออิเอาปืนWalther PPKใส่ไว้ซองปืน หยิบที่เก็บเสียงมาซ่อนไว้ที่หลังเข็มขัดตรงบริเวณหัวเข็มขัด หยิบเอาผ้าขี้ริ้วสองผืนออกมาจากกระเป๋าเดินทางแล้วยัดเข้าไปที่ข้างในกางเกงตรงบริเวณก้นซ่อนเอาไว้ แล้วยูคิ อาโออิเอาขวดยานอนหลับมาห้าขวดใส่ไว้ที่หลังเข็มขัดตรงเอวด้านซ้าย เอาเข็มฉีดยาสองอันใส่ไว้ที่หลังเข็มขัดตรงเอวด้านขวา หยิบกล่องไม้ขีดไฟจากกระเป๋าเดินทางใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง หยิบแว่นตาดำจากกระเป๋าเดินทางใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง แล้วยูคิ อาโออิก็ลงจากห้องเช็กเอาท์ออกจากโรงแรมแล้วเดินไปหาที่แอบตรงตรอกซอยหลังมุมตึกตึกหนึ่งปัดผมไปด้านขวา หยิบแว่นตาดำจากกระเป๋ากางเกงมาใส่ หยิบไม้ขีดไฟจากกล่องไม้ขีดไฟจากในกระเป๋ากางเกงคาบไว้ที่ปาก แต่งตัวเป็นเสี่ยวหม่าที่โจวเหวินฟะรับบทในหนังโหดเลวดีของผู้กำกับจอห์น วู แล้วเดินไปยังบ้านที่เขาถ่ายรูปไว้หลังนั้น ยูคิ อาโออิกวาดตามองไปรอบด้าน บ้านทุกหลังปิดไฟ ไม่มีแสงหรือไฟอะไรนอกแสงจากเสาไฟบนถนน บ้านหลังอื่นรอบๆบ้านที่เขาถ่ายรูปไว้ไม่มีหมา และบ้านที่เขาถ่ายรูปไว้ก็ไม่มีหมาเช่นกัน ยูคิ อาโออิเดินไปที่หน้าประตูบ้านหลังนั้นหยิบเอาผ้าขี้ริ้วสองผืนที่ก้นออกมาพันรอบรองเท้าแล้วผูกเอาไว้ที่รองเท้าทั้งสองข้าง แล้วยูคิ อาโออิก็ปีนประตู(ไม่มีเสียงเพราะผ้าขี้ริ้วที่หุ้มรองเท้าและเพราะถุงมือ)แล้วเข้าไปที่บ้านหลังนั้นเดินเข้าไปที่ตัวบ้าน ยูคิ อาโออิใช้มือขวาล้วงเขาไปข้างใต้เสื้อนอกไปถึงตรงด้ามปืนWalther PPKที่อยู่ในซองปืนที่สะพายขวาทับเสื้อในหยิบปืนWalther PPKออกมา ใช้นิ้วสี่นิ้วของมือซ้ายจุ่มลงไปที่ช่องว่างระหว่างหลังเข็มขัดตรงหัวเข็มขัดกับกางเกงล้วงนิ้วทั้งสี่เข้าไปไปโดนที่เก็บเสียงก็หยิบที่เก็บเสียงออกมา แล้วใช้มือซ้ายติดที่เก็บเสียงเข้ากับปืนWalther PPKที่ถืออยู่ในมือขวา ยูคิ อาโออิใช้มือซ้ายลองเปิดประตูดู ประตูไม่ได้ล็อก ยูคิ อาโออิก็เดินเข้าไปในบ้าน เดินขึ้นไปที่ชั้นสองของบ้าน เห็นประตูห้องนอนอยู่ ยูคิ อาโออิก็เอาผ้าขี้ริ้วที่หุ้มรองเท้าข้างขวาอยู่คลายออกมาพันลูกบิดประตูไว้จนหุ้มทั้งลูกบิดไปทั้งลูกแล้วหมุนลูกบิดช้าๆเปิดประตูเข้าไป เห็นผู้ชายสองคนนอนอยู่ ยูคิ อาโออิยิงปืนWalther PPKติดที่เก็บเสียงโดนหน้าผากชายคนที่หนึ่งจนเลือดปะทุออกจากหน้าผากจนตาย ชายคนที่สอง ตกใจตื่น ยูคิ อาโออิก็วิ่งกระโดดทับตัวเขา ใช้มือซ้ายเอาผ้าห่มยัดเข้าปากเธอแล้วพันรอบปากเขาจนผ้าห่มทั้งผืนพันรอบปากเขาตัวเขาไม่ได้อยู่ใต้ผ้าห่มอีกต่อไป ยูคิ อาโออิใช้ขาทั้งสองข้างกอดโอบรัดตัวชายคนที่สอง ยูคิ อาโออิใช้มือซ้ายปิดปากและใช้ทั้งแขนขวาและแขนซ้ายโอบรัดรอบคอเธอไว้ ชายคนที่สองพยายามกรีดร้องแบบไม่มีเสียงและเขาดิ้นไม่ได้ จากนั้นนักยูคิ อาโออิก็ยิงปืนWalther PPKเข้าที่ขมับอีกฝ่ายจนตาย
ยูคิ อาโออิมาถึงโรงแรมในเวลาเก้าโมงเช้าสามสิบนาที ยูคิ อาโออิเอามือหยิบเอาไม้ขีดไฟออกจากปากถอดแว่นตาดำแล้วใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงและเดินกลับเข้าไปในโรงแรมเช็คอินเข้าห้องพักหยิบปืนWalther PPKออกจากซองปืนถอดแม็กกาออกเอากระสุนที่ค้างอยู่ในรังเพลิงหนึ่งนัดออกถอดที่เก็บเสียงออกจากปากกระบอกปืนWalther PPKออก เปิดฐานของกระเป๋าเดินทาง เอาปืนWalther PPKกับแม็กกาซีนที่เหลืออยู่หกนัดนั้นและที่เก็บเสียงเก็บเจ้าไปในฐานกระเป๋าเดินทางแล้วปิดฐานกระเป๋าเดินทาง พอสิบโมงยูคิ อาโออิเปลี่ยนเสื้อผ้ามาเป็นเสื้อสีดำติดกระดุม ใส่กางเกงขายาวสีดำมีกระเป๋ากางเกงแบบมีซิป ถุงเท้าสีดำเหมือนชุดที่เขาใส่ตอนลงมาจากเครื่องบินครั้งแรกแต่เป็นคนละชุดกัน เก็บโทรศัพท์กับแว่นตาสีดำเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปที่ข้างขวาแล้วรูดซิปปิดเก็บกระเป๋าเงินลายสก๊อตลงไปในกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปที่ข้างซ้ายแล้วรูดซิปปิด เก็บของทั้งหมดใส่กระเป๋าเดินทาง ยูคิ อาโออิพร้อมสัมภาระทั้งหมดเปิดประตูออกจากห้องปิดประตูแล้วเดินออกจากห้องพักเช็กเอาท์คืนกุญแจรูดซิปเปิดกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปข้างซ้ายหยิบกระเป๋าเงินลายสก๊อตออกมาแล้วจ่ายเงินเยนให้พนักงานโรงแรมที่เคาน์เตอร์แล้วออกจากโรงแรม
ยูคิ อาโออิเปิดแอปGoogle Mapsค้นหาที่อยู่ทั้งของแก๊งสิบเก้าคนทั้งของบ้านหลังที่แก๊งสิบเก้าคนจะไปแล้วเช็กเวลาที่ใช้เดินทางจากที่นี่ไปยังจุดหมายปลายทางทั้งสองแห่ง จากที่นี่ไปบ้านหลังที่แก๊งสิบเก้าคนจะเดินทางไปนั้นไวกว่าใช้เวลาสั้นกว่า ในขณะที่เวลาเดินทางจากที่นี่ไปยังที่อยู่ของแก๊งนั้นช้ากว่าใช้เวลามากกว่า ยูคิ อาโออิเช็กหาที่พักใกล้ๆบ้านหลังนั้นที่แก๊งสิบเก้าคนจะเดินทางไป ยูคิ อาโออิเจอบ้านพักแห่งหนึ่งอยู่ใกล้กับบ้านหลังที่แก๊งสิบเก้าคนจะเดินทางไปที่สุดแล้วแคปหน้าจอไว้ แล้วยูคิ อาโออิก็กดปุ่มล็อกหน้าจอโทรศัพท์เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงข้างขวาแล้วรูดซิปกระเป๋ากางเกง ยูคิ อาโออิเดินไปหารถแท็กซี่ ขึ้นรถแท็กซี่รูดซิปกระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์ให้คนขับไปที่บ้านพักหลังนั้นแล้วเก็บโทรศัพท์แล้วรูดซิป เมื่อไปถึง ยูคิ อาโออิรูดซิปกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายหยิบเอากระเป๋าเงินลายสก๊อตขึ้นมาแล้วจ่ายเงินเยนให้แท็กซี่ ยูคิ อาโออิลงจากรถแท็กซี่พร้อมของทั้งหมดแล้วไปเช็กอินเข้าบ้านพัก ยูคิ อาโออิใช้กล้องส่องทางไกลส่องบ้านหลังนั้น แล้วยูคิ อาโออิก็เปิดกระเป๋าเดินทาง ปลดกระดุมเสื้อตัวดำตัวที่ยูคิ อาโออิใส่อยู่ถอดเสื้อตัวดำออก ถอดถุงเท้าสีดำออกจากเท้าทั้งสองข้าง แล้วยูคิ อาโออิหยิบเสื้อกล้ามสีดำออกมาจากกระเป๋าเดินทางมาใส่ หยิบกางเกงขายาวสีดำทำจากหนังออกมาจากกระเป๋าเดินทางเปลี่ยนถอดกางเกงขายาวสีดำมีกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปมาใส่กางเกงขายาวสีดำทำจากหนังที่เขาเพิ่งหยิบออกมาจากกระเป๋าเดินทางนั้น หยิบเสื้อแจ็กเก็ตสีดำทำจากหนังออกมาจากกระเป๋าเดินทางมาใส่ หยิบรองเท้าหนังสีดำออกมาจากกระเป๋าเดินทาง หยิบวิกผมยาวเหยียดตรงสีดำออกมาจากกระเป๋าเดินทาง หยิบถุงมือสีแดงออกมาจากกระเป๋าเดินทางมาใส่ หยิบChokerสีดำที่ออกแบบมาเหมือนเข็มขัดออกมาจากกระเป๋าเดินทางมาใส่ หยิบกระเป๋าสะพายไหล่ที่มีช่องหลายช่องออกมาจากกระเป๋าเดินทาง ยูคิ อาโออิพับเสื้อแจ็กเก็ตสีดำทำจากหนังยัดลงไปในช่องใหญ่ของกระเป๋าสะพายไหล่ ยัดวิกผมยาวเหยียดตรงสีดำลงไปในช่องใหญ่ช่องเดียวกัน หยิบเสื้อชุดลำลองแขนยาวคอกลมของเขาออกมาจากกระเป๋าเดินทางมาใส่ทับ หยิบกางเกงขายาวชุดลำลองของเขาออกมาจากกระเป๋าเดินทางมาใส่ทับ ใส่รองเท้าหนังสีดำ รูดซิปเปิดกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปของกางเกงขายาวสีดำมีกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปที่เขาถอดไว้ก่อนหน้านี้หยิบกระเป๋าเงินลายสก๊อตที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปของกางเกงขายาวสีดำที่มีกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปที่เขาถอดไว้ก่อนหน้านี้ออกมาใส่ลงไปในช่องเล็กของกระเป๋าสะพายไหล่ที่ด้านหน้า แล้วเอากระเป๋าสะพายไหล่นั้นขึ้นสะพายไหล่ เดินออกจากบ้านพัก แล้วไปเดินผ่านบ้านหลังที่แก๊งสิบเก้าคนจะเดินทางมา เดินไปที่หน้าบ้านแล้วเดินผ่านไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งแล้วกินอาหารเดินไปซื้อข้าวปั้นมาหกก้อนจากร้านร้านหนึ่ง แล้วเดินออกมาจากร้านอาหารเดินไปที่ฝั่งตรงข้ามไปแอบอยู่ด้านหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่หน้ากำแพงซึ่งกำแพงนั้นมีต้นไม้หลายต้นขึ้นเรียงอยู่ด้านหน้ากำแพงนั้น ยูคิ อาโออิมองรอบบริเวณนั้นไม่มีคนอยู่ในทั้งแปดทิศรอบบริเวณนั้นแล้วยูค อาโออิถอดเสื้อชุดลำลองคอกลมแขนยาวของเขาออกเผยให้เห็นเสื้อกล้ามสีดำ ถอดกางเกงขายาวชุดลำลองของเขาออกเผยให้เห็นกางเกงขายาวสีดำ แล้วยูคิ อาโออิหยิบวิกผมยาวเหยียดตรงสีดำออกมาจากช่องใหญ่ของกระเป๋าสะพายไหล่มาใส่ไว้ที่หัวแล้วหยิบเสื้อแจ็กเก็ตสีดำทำจากหนังออกมาจากช่องใหญ่ของกระเป๋าสะพายไหล่ แล้วยูคิ อาโออิยัดเสื้อคอกลมแขนยาวชุดลำลองของเขากับกางเกงขายาวชุดลำลองเขายัดเข้าไปในช่องใหญ่ของกระเป๋าสะพายไหล่ แล้วยูคิ อาโออิก็ใส่เสื้อแจ็กเก็ตสีดำทำจากหนัง แล้วเดินกลับมาผ่านบ้านหลังนั้นแล้วชำเลืองไปมองจากด้านข้างไปถึงด้านหลังเดินผ่านหน้าบ้านแล้วมองดูที่หน้าบ้านตั้งแต่ลานบ้าน,ประตูรั้ว,ประตูบ้าน,ระเบียง,หน้าต่าง,หลังคา,กำแพงแล้วก็เดินกลับไปซ่อนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ต้นเดิมนักยูคิ อาโออิชำเลืองมองหันหัวไปดูรอบสามร้อยหกสิบองศาไม่มีคนอยู่แถวนั้นไม่มีคนเดินผ่านไปผ่านมาไม่มีคนจะเดินมาจากฝั่งซ้ายไม่มีคนจะเดินมาจากฝั่งขวาไม่มีคนจากอีกฝากจะข้ามถนนมายูคิ อาโออิก็ถอดเสื้อแจ็กเก็ตสีดำทำจากหนังออกแล้ววางพาดบนแขนขวาไว้หยิบเสื้อชุดลำลองคอกลมแขนยาวของเขาออกมาจากช่องใหญ่ของกระเป๋าสะพายไหล่แล้วใส่เสื้อชุดลำลองคอกลมของเขาทับ หยิบกางเกงชุดลำลองขายาวของเขาออกมาแล้วใส่ทับ แล้วยัดเสื้อแจ็กเก็ตสีดำทำจากหนัง,วิกผมยาวเหยียดตรงสีดำลงไปในช่องใหญ่ของกระเป๋าสะพาย แล้วเดินกลับเข้าบ้านพักแล้วเอาข้าวปั้นไปเก็บไว้ในตู้เย็น จากนั้นยูคิ อาโออิเปิดกระเป๋าเดินทางของตน หยิบสมุดไดอารี่เล่มเบ้อเร่อออกมา แล้วเขียนแผนผังพื้นที่ วาดรูปบ้านหลังนั้น วาดประตูรั้ว,หน้าต่าง,ประตูบ้าน,ผนัง,กำแพง,หลังคา,ลานบ้าน,ถนน,ทางเข้า,ทางออก,สถานที่ใกล้บ้านหลังนั้น เขียนรายละเอียด เขียนว่าถ้าฆ่าเป้าหมายจากตรงนี้หรือคนอื่นหรือมาพบเข้าจะเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้ทำอะไรได้ สถานที่นี้ใช้ทำอะไรได้ สถานที่นี้หลบหนีได้ไหม แผนหลบหนีนี้จะทำให้เกิดอะไรขึ้น รวมไปถึงกำหนดแผนหลักฆ่าเป้าหมายเอาไว้พร้อมด้วยแผนสำรองจำนวนมาก เขียนโน๊ตไว้มากมายในหน้ากระดาษของสมุดไดอารี่นั้น เขียนลูกศรพร้อมข้อความกำกับ วาดรูปใกล้ๆกับรูปบ้านหลังนั้น,ประตูรั้ว,หน้าต่าง,ประตูบ้าน,ผนัง,กำแพง,หลังคา,ลานบ้านถนน,ทางเข้า,ทางออก,สถานที่ใกล้บ้านหลังนั้น พร้อมเขียนลูกศรและข้อความกำกับข้างรูปทุกรูป ยูคิ อาโออิถอดชั้นแรกของกระเป๋าเดินทางออก หยิบปืนBrügger & Thomet APC PROมาสองกระบอก หยิบถุงใส่กระสุน10mm autoไว้ในแม็กกาซีนรูปร่างกลมสองแม็กกาซีนแม็กกาซีนละห้าสิบนัด และใส่กระสุน10mm autoลงไปในแม็กกาซีนแบบแท่งสองแม็กกาซีนแม็กกาซีนละสามสิบนัด แล้วยูคิ อาโออิใส่แม็กกาซีนแบบแท่งเข้าไปในปืนBrügger & Thomet APC PROทั้งสองกระบอก ยูคิ อาโออิหยิบถุงกระสุน9×19 parabellumแล้วหยิบกระสุน9×19 parabellumออกจากถุงใส่ลงไปในแม็กกาซีนกลมสองแม็กกาซีน แม็กกาซีนละห้าสิบนัด ใส่กระสุน9×19 parabellumลงไปในแม็กกาซีนแบบแท่งสองแม็กกาซีนแม็กกาซีนละสามสิบห้านัด และยูคิ อาโออิก็หยิบปืนBeretta 93Rกระบอกหนึ่งกับพานท้ายโพลีเมอร์แท่งยาวสีดำออกมา บรรจุแม็กกาซีนหนึ่งในสองแม็กกาซีนที่พึ่งบรรจุกระสุน9×19 parabellumไปเมื่อกี้เข้าไปในปืนBeretta 93R ขึ้นลำปืนทั้งBrügger & Thomet APCสองกระบอกและBeretta 93Rหนึ่งกระบอกแล้วเก็บปืนทั้งหมดและแม็กกาซีนที่บรรจุกระสุนแล้วทั้งหมดไว้ในชั้นสองของกระเป๋าเดินทางอย่างเดิม ปิดชั้นสองของกระเป๋าเดินทางทับด้วยชั้นแรกของกระเป๋าเดินทางแล้วปิดกระเป๋าเดินทา แล้วยูคิ อาโออิถอดเสื้อผ้าออกวางไว้กับเตียงนุ่งผ้าขนหนูเดินเข้าไปอาบน้ำ เสร็จแล้วออกมาจากห้องน้ำใส่ชุดลำลองเดินไปเปิดตู้เย็นกินข้าวปั้นก้อนหนึ่ง
วันต่อมาเวลาเที่ยงยูคิ อาโออิที่อยู่ในห้องใหญ่ของบ้านพักถอดชุดลำลองของเขาเปลี่ยนไปแต่งตัวใส่ชุดสูทธุรกิจ-เสื้อเชิ้ตสีขาว-เสื้อนอกสีดำ-กางเกงขายาวสีดำที่หยิบออกมาจากกระเป๋าเดินทาง หยิบเสื้อนอกสีดำยาวถึงเข่าออกมาจากกระเป๋าเดินทาง ด้านในของเสื้อนอกสีดำยาวถึงเข่านั้นทำช่องเหมือนซองปืนไว้สำหรับใส่ปืน ยูคิ อาโออิถอดชั้นแรกของกระเป๋าเดินทางออกเผยให้เห็นชั้นสองของกระเป๋าเดินทางเอาปืนBrügger & Thomet APC PROที่ใส่แม็กกาซีนแบบแท่งไว้แล้วทั้งสองกระบอกออกมาจากชั้นสองของกระเป๋าเดินทางปลดเซฟตี้ติดที่เก็บเสียงเข้ากับปากกระบอกปืนของBrügger & Thomet APC PROทั้งสองกระบอกแล้วเอาปืนBrügger & Thomet APC PROทั้งสองกระบอกนั้นใส่ลงไปในช่องใส่ปืนที่ด้านขวาในด้านในของเสื้อสีดำยาวถึงเข่า เอาปืนBeretta 93Rกับพานท้ายแท่งยาวสีดำออกมาจากชั้นสองของกระเป๋าเดินทาง เอาพานท้ายแท่งยาวสีดำนั้นต่อเข้ากับส่วนล่างของด้านหลังของด้ามปืนBeretta 93Rเปลี่ยนโหมดยิงของปืนBeretta 93Rจากโหมดยิงทีละนัดไปเป็นBurst Modeแล้วติดที่เก็บเสียงเข้ากับปากกระบอกปืนBeretta 93R แล้วเอาBeretta 93Rที่ต่อพานท้ายแล้วใส่ไปในช่องใส่ปืนที่ด้านซ้ายในด้านในของเสื้อสีดำยาวถึงเข่า เอาแม็กกาซีนรูปร่างกลมที่บรรจุกระสุน10mm autoสองแม็กกาซีนกับแม็กกาซีนแบบแท่งที่บรรจุกระสุน10mm autoใส่ลงไปในช่องด้านในที่ด้านขวาของด้านในของเสื้อสีดำยาวถึงเข่า หนึ่งแม็กกาซีนต่อหนึ่งช่อง แล้วยูคิ อาโออิเอาแม็กกาซีนรูปร่างกลมที่บรรจุกระสุน9×19 parabellumสองแม็กกาซีนกับแม็กกาซีนแบบแท่งที่บรรจุกระสุน9×19 parabellumสองแม็กกาซีนใส่ลงไปในช่องด้านในที่ด้านซ้ายของด้านในของเสื้อสีดำยาวถึงเข่า หนึ่งแม็กกาซีนต่อหนึ่งช่อง เปิดฐานกระเป๋าเดินทางออกหยิบปืนWalther PPKที่ซ่อนอยู่ในฐานกระเป๋าเดินทางออกมาพร้อมแม็กกาซีนที่เหลือกระสุน.30ACPหกนัดออกมา ยูคิ อาโออิถือปืนWalther PPKเปล่าในมือขวา ถือแม็กกาซีนที่เหลือกระสุน.30ACPหกนัดในมือซ้าย ยูคิ อาโออิมองเสื้อสีดำตัวยาวถึงเข่าตัวนั้นเห็นปืนBrügger & Thomet APC PROสองกระบอกปืนBeretta 93Rติดพานท้ายหนึ่งกระบอก ปืนทั้งหมดนี้เตรียมพร้อมแล้ว แล้วยูคิ อาโออิก็เอาปืนWalther PPKใส่ลงไปในช่องด้านในเสื้อสีดำตัวยาวนั้นช่องหนึ่ง เอาแม็กกาซีนที่เหลือกระสุน.30ACPหกนัดนั้นใส่อีกช่องหนึ่ง แล้วยูคิ อาโออิก็เอาเสื้อสีดำยาวถึงเข่านั้นใส่ห่มตัวเป็นเสื้อคลุม หยิบหมวกทรงสูงสีดำออกมาจากกระเป๋าเดินทาง หยิบเครื่องเล่นMP3กับหูฟังออกมาจากกระเป๋าเดินทาง เสียบหูฟังเข้ากับเครื่องเล่นMP3 ใส่หูฟังเข้าไปในหูทั้งสองข้างแล้วกดเล่นไฟล์เสียงกระสุนปืนหนึ่งนัด แล้วยูคิ อาโออิก็ถอดหูฟังออก ทิ้งหูฟังไว้ แล้วยูคิ อาโออิใส่หมวกทรงสูงสีดำ(ที่เอาออกมาจากกระเป๋าเดินทางเมื่อกี้นี้) เอาเครื่องเล่นMP3ใส่ลงไปในช่องด้านในข้างซ้ายของเสื้อคลุม แล้วยูคิ อาโออิก็เดินออกจากบ้านพักเดินไปจนถึงต้นไม้ที่อยู่ตรงข้ามร้านอาหารที่เขาเคยเข้าไปแล้วเดินวนกลับแล้วข้ามไปอีกฝั่งห่างจากบ้าน แล้วยูคิ อาโออิเดินเข้าไปอยู่ข้างบ้านด้านขวาของตัวบ้านแล้วเดินเลียบกำแพงไปจนถึงหลังบ้านข้างขวา แล้วยูคิ อาโออิก็เดินเลียบกำแพงไปจนถึงหลังบ้านข้างซ้ายแล้วยูคิ อาโออิก็หยิบเครื่องเล่นMP3ออกมาจากเสื้อคลุม กดเล่นไฟล์เสียงกระสุนปืนหนึ่งนัดเสียงดังลั่น แล้วเดินเลียบกำแพงไปที่หลังบ้านข้างซ้ายพร้อมเก็บเครื่องเล่นMP3 แล้วยูคิ อาโออิก็หยิบปืนBrügger & Thomet APC PROกระบอกหนึ่งออกมาจากช่องด้านในด้านขวาของเสื้อคลุม คนที่เฝ้าหลังบ้านข้างซ้ายก็เดินเข้าไปที่มุมกำแพงด้านซ้ายนั้น ยูคิ อาโออิปีนกำแพงแล้วเอาปืนBrügger & Thomet APC PRO ยิงหนึ่งนัดโดนหัวของคนเฝ้าหลังบ้านด้านขวาตายล้มลง แล้วยิงอีกหนึ่งนัดโดนเฝ้าหลังบ้านด้านซ้าย(ที่ตอนนี้อยู่ตรงมุมกำแพงหลังบ้านด้านซ้าย)ตายล้มลง แล้วยูคิ อาโออิก็ข้ามกำแพงปีนลงมาลงหลังบ้าน แล้วยูคิ อาโออิก็เดินไปชิดผนังบ้านด้านหลังอยู่ข้างหน้าต่างห้องครัว(หน้าต่างห้องครัวเปิดอยู่) คนที่เฝ้าห้องครัวออกมาดูที่หน้าต่าง ยูคิ อาโออิหันไปพร้อมปืนBrügger & Thomet APC PROแล้วยิงหนึ่งนัดโดนหน้าผากคนเฝ้าห้องครัวตายล้มลง ยูคิ อาโออิปีนหน้าต่างห้องครัวลงห้องครัว ยูคิ อาโออิเดินไปแอบอยู่ข้างซ้ายของประตูห้องครัว ยูคิ อาโออิหันไปขวาชะเง้อออกไปพร้อมปืนBrügger & Thomet APC PROแล้วยิงโดนหัวคนเฝ้าหลังประตูเฝ้าบ้านตายล้มลง คนที่ยืนเฝ้าอยู่ทั้งสองข้างของห้องนอนบนชั้นหนึ่งของบ้านทั้งสองคนก็ผละออกจากห้องนอนเดินไปที่ห้องครัว ยูคิ อาโออิยิงปืนBrügger & Thomet APC PROยิงรัวไปสี่นัดโดนหัวทั้งสองคนตายล้มลง
ยูคิ อาโออิกระโดดออกจากหน้าต่างห้องครัวลงหลังบ้านเดินเลาะผนังข้างขวาของตัวบ้านเห็นคนสองคนที่เฝ้าประตูรั้วก่อน ยูคิ อาโออิยิงปืนBrügger & Thomet APCโดนหัวคนเฝ้าประตูรั้วที่อยู่ทางซ้ายมือของเขาหนึ่งนัดยิงโดนหัวคนเฝ้าประตูรั้วที่อยู่ด้านขวามือของเขาหนึ่งนัด คนที่เฝ้าประตูบ้านสองคนหันตัวเดินมาหายูคิ อาโออิ ยูคิ อาโออิรัวปืนBrügger & Thomet APCเล็งไปที่ขาสองข้างจนทั้งสองคนนั้นล้มลงแล้วยูคิ อาโออิรัวปืนBrügger & Thomet APCใส่หัวทั้งสองคนจนตาย
ยูคิ อาโออิรัวปืนBrügger & Thomet APCทะลุกระจกหน้าต่างชั้นสองจนกระสุนหมด ยูคิ อาโออิปลดแม็กกาซีนที่หมดกระสุนแล้วแล้ววิ่งไปพิงผนังบ้าน หยิบแม็กกาซีนกลมแม็กกาซีนหนึ่งออกมาจากด้านในของข้างขวาของเสื้อคลุมแล้วบรรจุแม็กกาซีนกลมเข้ากับปืนBrügger & Thomet APCแล้วขึ้นลำปืนแล้วเดินกลับเข้าในบ้านแล้วเดินขึ้นบันไดขึ้นไปชั้นสอง เมื่อยูคิ อาโออิเดินขึ้นบันไดไปครึ่งทางยูคิ อาโออิก็รัวปืนBrügger & Thomet APCใส่ชั้นสอง เมื่อเขาเดินขึ้นถึงขั้นบันไดขั้นบนสุดยูคิ อาโออิรัวปืนBrügger & Thomet APCใส่คนทั้งแปดคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นของชั้นสองอยู่แล้ว





































