folder
วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569
(เรื่องสั้นประชดมนุษย์)
""""""""""""""""""" """"""""""""""""""" """"""""""""""""""" """""""""""""""""""ศาสนาทำให้คนหยุดคิด Ray Bradbury นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ยุค1950ชาวอเมริกัน
การแข่งขันคือกฎของป่าดง การร่วมมือคือกฎของอารยธรรม
สังคมที่คนคิดว่าทุกคนต้องสนใจปัญหาของตัวเองก่อน คือสังคมที่รอวันล่มสลาย
สังคมที่ทุกคนคิดกันว่าทุกคนต่างก็มีปัญหากันทั้งนั้น คือสังคมที่รอวันล่มสลาย
สังคมที่บอกว่า 'ถ้าเธอเจ็บหรือเหนื่อย อย่าหวังว่าคนอื่นจะเข้าใจเธอ ทุกคนต่างก็มีปัญหาของตัวเองกันทั้งนั้น ถ้าเธอไม่ช่วยตัวเอง ใครจะช่วยล่ะ' คนที่ปล่อยประโยคนี้ออกมามีแต่คนเห็นแก่ตัวเท่านั้น สังคมที่พูดประโยคนี้ สังคมที่เชื่อประโยคนี้ แทนที่จะช่วยเหลือกันและกัน คือสังคมที่รอวันล่มสลาย
ตามผู้ที่โศกเศร้า อย่าตามผู้กระตือรือร้น ผู้กระตือรือร้นคือผู้กดขี่ในวันพรุ่งนี้
มีอยู่ยุคหนึ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่ได้ฆ่าคน แต่ศาสนาฆ่าล้างบางผู้คนไปจำนวนมาก เราเรียกยุคนั้นว่า ยุคมืด
การจ้างงานคือรูปแบบการเป็นทาสในยุคใหม่ Karl Marx นักปรัชญาชาวเยอรมัน
สวรรค์ของคนรวยสร้างจากนรกของคนจน
นักวิจารณ์คือคนที่ดูสงครามจากที่สูง แล้วฆ่าผู้รอดชีวิต Ernest Hemingway นักเขียนชาวอเมริกัน
คนที่พูดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง มีแต่คนรวยที่ไม่รู้จักพอ
คนที่พูดว่าเงินแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ถ้าแก้ไม่ได้แสดงว่าไม่มากพอ มีแต่คนรวยที่ไม่รู้จักพอ
คนที่พูดว่าคนที่พูดว่าเงินซื้อความสุขไม่หรือเงินไม่สำคัญใช่พวกมึงรวยแล้วไงก็เลยพูดได้ แท้ที่จริงมันเองนั่นแหละที่เป็นคนรวย คนรวยที่ไม่รู้จักพอ
การเมืองคือแผนกบันเทิงของอุตสาหกรรมทหาร Frank Zappa นักดนตรีขาวอเมริกัน
ระบบไม่ได้พังแล้วต้องแก้ไข แต่ระบบถูกสร้างมาอย่างงี้อยู่แล้ว
ระบบไม่ได้พังแล้วต้องแก้ไข แต่ระบบทำงานได้ดีตามที่ตั้งใจ และมันต้องถูกทำลาย
ศาสนาไม่เคยเป็นกฎสากลในธรรมชาติ
นกกาเหว่าทิ้งลูกตัวเองให้นกตัวอื่นเลี้ยง พร้อมเขี่ยฆ่าลูกนกอื่น นี่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมหรือ
ถ้าสวรรค์นรกมีอยู่จริง แมว หมา เสือ ตกนรกกันไปหมดทุกตัวแล้ว ไม่มีวันได้กลับชาติมาเกิดหรอก
เราทุกคนก็ต้องตกนรกด้วยกันหมดทุกคนด้วยเหมือนกัน เพราะพวกเรายังกินหมู ไก่ วัว ไข่ ปลา กุ้ง หอย ปู ปลาหมึกกันอยู่เลย ไม่สงสารพวกมันบ้างหรือ
ถ้าศาสนาคือกฎสากลของธรรมชาติ ทำไมกินแต่ผักล้วนๆ ไม่กินเนื้อสัตว์ เราถึงจะตายล่ะ (วีแกนคนหนึ่งได้ตายเพราะกินแต่ผักล้วนๆมาแล้ว)
ธรรมชาติไม่สนใจศาสนา
ธรรมชาติไม่สนใจมารยาท
ธรรมชาติไม่สนใจศีลธรรม
ธรรมชาติไม่สนใจคุณธรรม
ธรรมชาติสนใจว่าผสมพันธุ์สำเร็จไหมต่างหาก
ผสมพันธุ์คือเรื่องสำคัญที่สุดของธรรมชาติ ผสมพันธุ์คือเรื่องที่สำคัญที่สุดของโลกนี้ ผสมพันธุ์คือเรื่องสำคัญที่สุดของจักรวาล
ปัญหาไม่ใช่การขาดเงิน ขาดอาหาร ขาดน้ำ หรือขาดดินแดน ปัญหาคือมอบการควบคุมสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดนี้ให้กลุ่มคนโรคจิตที่โลภที่ผู้แคร์การคงไว้ซึ่งอำนาจของตัวเองมากกว่าช่วยมนุษยชาติ Bill Hicks เดี่ยวไมโครโฟน-นักวิจารณ์สังคมชาวอเมริกัน
การศึกษา ปริญญาเป็นเพียงเศษกระดาษ การศึกษาของจริงเห็นได้ในพฤติกรรม
ศาสนานี่แหละที่ทำให้คนเห็นแก่ตัวได้ดี คนรวยรวยเอารวยเอา คนจนก็จนเกมือนเดิมไม่อาจเจือจุนตัวเองได้ ศาสนานี่อหละที่ทำให้มีคนทุจริตคอรัปชั่นเต็มไปหมด ศาสนาคือผู้สร้างฆาตกร ศาสนานี่แหละที่ทำให้พวกเราทุกคนตกอยู่ในความทุกข์ยาก ศาสนานี่แหละที่ทำให้คนเราฆ่ากัน ศาสนานี่แหละที่ทำให้คนเป็นฆาตกรเกลื่อนโลก ศานานี่แหละที่ทำให้อาชญากรรมในโลกนี้ไม่มีวันจบสิ้น ทำให้คนที่เกิดมาจนจนไปจนตาย คนที่เกิดมารวยรวยไปจนตาย
ถ้าอยากให้โลกนี้ก้าวหน้า ทำตรงกันข้ามกับศาสนาซะ
เพียงแค่ต้นไม้ต้นสุดท้ายตาย เพียงแค่แม่น้ำสุดท้ายถูกวางพิษ และเพียงแค่ปลาตัวสุดท้ายถูกจับ เราจะตระหนักไหมว่าเรากินเงินไม่ได้
บางทีเราซึมเศร้า เจ็บป่วย เสียสติ เพราะเราออกจากธรรมชาติ และมุ่งสู่โลกประดิษฐ์ อาหารปลอม ไฟนีออน ยาสังเคราะห์ งาน บางทีเราไม่ได้ป่วย บางทีเราแค่พยายามทำให้ตัวเองพอดีกับความจริงที่ไม่ได้มีไว้ให้เราอาศัยอยู่ บางทีคำตอบคือกลับสู่ธรรมชาติ ง่ายๆ
คนที่พูดว่า คนพิการไม่มีแขนไม่ขายังทำงานได้เลย โดยเนื้อแท้เป็นคนมีปมในใจ จึงromanticize ทำให้ชีวิตคนพิการสวยหรู ยกย่องคนพิการเกินความเป็นจริง เผินๆเหมือนจะดี แต่มันคือการบังคับให้คนพิการทำในสิ่งที่พวกเขาห้ามทำ เพราะหากให้พวกเขาทำ พวกเขาอาจมีโอกาสตายได้ทุกเมื่อ คนพิการไม่ควรทำงานทิใช่หรือ? ขืนให้พวกเขาทำ พวกเขาจะปลอดภัยหรือ? เอาสถานการณ์ของคนพิการมาเทียบกันคนปกติมันยุติธรรมตรงไหน? มันปกติตรงไหน? แต่ใจตัวเองพิการ จึงเหยียบย่ำคนร่างกายสมบูรณ์ ชอบเอาคนพิการมาเปรียบเทียบว่ายังทำงานเท่ากับคนปกติ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ช่วยอะไรคนพิการเลย ทั้งที่มันเปรียบเทียบกันไม่ได้เพราะทุกสถานการณ์ของทุกคนมันตรงกันข้ามกันทั้งหมด ไม่สามารถเอาตัวอย่างอะไรไปสอนคนอื่นเขาได้ทั้งนั้น คนที่สอนคนอื่นมีแต่คนโง่เท่านั้น เพราะคิดไปเองว่าตัวเองฉลาดจึงเอาแต่สอนคนอื่น
คนที่พูดว่าโลกนี้ไม่มีที่สำหรับคนอ่อนแอ มันเองนั่นแหละที่อ่อนแอ ถึงได้พูดประโยคใส่คนอื่นที่มันมองว่าอ่อนแอไปทั่ว เพราะมันเองเป็นคนอ่อนแอแต่ไม่ยอมรับว่าอ่อนแอจึงเอาประโยคนี้ด่าคนอื่นไปทั่ว
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบที่ไม่ดี แต่การมีอยู่ของระบบเองเลยที่เป็นปัญหา
โลกนี้ไม่ควรมีโรงเรียน โลกนี้ไม่ควรมีการเมือง โลกนี้ไม่ควรมีเงิน โลกนี้ไม่ควรมีขั้นตอน โลกนี้ไม่ควรมีระเบียบ โลกนี้ไม่ควรมีแบบแผน โลกนี้ไม่ควรมีวิธีการ โลกนี้ไม่ควรมีกฎหมาย
โลกนี้ไม่ควรมีระบบ
ใช่ ทุกอย่างที่โลกใบนี้มีอยู่ปัจจุบัน ไม่ควรมีอยู่เลยทุกอย่าง
เพราะระบบนี่แหละคือตัวกดขี่
การมีอยู่ของระบบคือตัวปัญหา
ระบบการโรงเรียนเป็นแค่การเสียเวลา ต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อให้ผ่านการสอบหรือได้ปริญญาทางวิชาการ บางคนอาจทำได้แต่บางคนก็ทำไม่ได้ นำมาซึ่งความเครียด ความซึมเศร้า ความกังวล วิตกกังวล และความเหน็ดเหนื่อยแบบที่ฉันเป็นอยู่ตอนนี้ บางคนยังต้องเรียนอยู่ในระบบโรงเรียนไปจนตายเพราะระบบแบบนี้ แม้จะเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ก็หางานทำไม่ได้ ทำในสิ่งที่รักก็ไม่ได้ ใช้ชีวิตอยู่รอดก็ยาก เพราะ "ระบบ" บังคับให้ต้องสะสมและใช้เงินเพื่อการดำรงชีวิต ถึงจะจบมหาวิทยาลัยแต่กลับทำอะไรไม่เป็น
โลกนี้ไม่ควรมีโรงเรียน
เพราะการมีอยู่เงินนี่แหละที่ทำให้เราจน เราไม่ได้จนเพราะเราจน เราจนเพราะการมีอยู่ของเงินต่างหาก
ถ้าไม่เงินตั้งแต่แรก เราคงไม่ลำบากกันถึงขนาดนี้ เราคงไม่ถูกกดขี่กันถึงขนาดนี้ เราทุกคนคงมีโอกาส เราทุกคนคงประสบความเร็จ เราทุกคนคงไม่มีใครประสบความล้มเหลว
คนดังเห็นแก่ตัวกันหมดทุกคน
คนดังเห็นหัวเราไหมล่ะ? ถ้ายังลอกว่าคนดังไม่ได้เห็นแก่ตัวอีกแสดงว่าคุณโง่
โลกนี้ต้องไม่มีระบบเงินตรา โลกนี้ต้องไม่มีระบบโรงเรียน โลกนี้ต้องไม่มีระบบการเมือง
ระบบเงินตราต้องถูกทำลาย ระบบโรงเรียนต้องถูกทำลาย ระบบการเมืองต้องถูกทำลาย
การเมืองที่ควบคุมความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ การเมืองที่สร้างคนไม่เห็นแก่ตัว การเมืองที่ปราบคนเห็นแก่ตัว การเมืองที่ขจัดความทุกข์ร้อน การเมืองที่กำจัดความลำบาก การเมืองที่สร้างความสบาย การเมืองที่สร้างความสุข การเมืองที่สร้างความเท่าเทียม การเมืองที่สร้างความเสอภาค การเมืองที่กำจัดการกดขี่ ไม่มีอยู่จริง
การเมืองมีไว้ตอบสนองความเห็นแก่ตัว การเมืองมีไว้สร้างความทุกข์ร้อน การเมืองมีไว้สร้างความลำบาก การเมืองมีไว้กำจัดความสบาย การเมืองมีไว้กำจัดความสุข การเมืองมีไว้กำจัดความเท่าเทียม การเมืองมีไว้กำจัดความเสอภาค การเมืองมีไว้กดขี่
ระบบที่ควบคุมความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ระบบที่สร้างคนไม่เห็นแก่ตัว ระบบที่ปราบคนเห็นแก่ตัว ระบบที่ขจัดความทุกข์ร้อน ระบบที่กำจัดความลำบาก ระบบที่สร้างความสบาย ระบบที่สร้างความสุข ระบบที่สร้างความเท่าเทียม ระบบที่สร้างความเสอภาค ระบบที่กำจัดการกดขี่ ไม่มีอยู่จริง
ระบบมีไว้ตอบสนองความเห็นแก่ตัว ระบบมีไว้สร้างความทุกข์ร้อน ระบบมีไว้สร้างความลำบาก ระบบมีไว้กำจัดความสบาย ระบบมีไว้กำจัดความสุข ระบบมีไว้กำจัดความเท่าเทียม ระบบมีไว้กำจัดความเสอภาค ระบบมีไว้กดขี่
เราต้องทำลายระบบทุกระบบให้สิ้นซาก ระบบโรงเรียน ระบบการเงิน ระบบการเมือง เราต้องทำลายระบบทุกระบบให้สิ้นซาก โลกนี้ต้องไม่มีระบบ,
คนฉลาดไม่จำเป็นต้องใช้คำแนะนำ คนโง่ก็ไม่รับคำแนะนำ
คนที่วิจารณ์คนอื่นได้มีแต่คนที่เตรียมใจถูกวิจารณ์กลับแล้วเท่านั้น
คนที่บอกให้คนอื่นคิดมั่ง คือคนที่ไม่มีความคิด และเพราะไม่มีความคิดจึงบอกให้คนอื่นคิด
คนที่พยายามทำให้คนอื่นคิด คนที่พยายามทำให้คนอื่นคิดได้ คือคนที่ไม่มีความคิดเลย และเพราะไม่มีความคิด และเพราะไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง จึงพยายามทำให้คนอื่นคิดได้ สอนเขาไปทั่ว
คนฉลาดเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น คนทั่วไปเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง คนโง่มีคำตอบอยู่แล้ว
คนที่มีคำตอบอยู่แล้ว ไปตอบคนอื่นเขาไปทั่ว โดยเนื้อแท้แล้วคือคนโง่
คนฉลาดคือคนที่ไม่เชื่ออะไรเลย นั่นต่างหากคนฉลาด
นักวิจารณ์คือผู้ที่ทำลายความฝันของผู้อื่น
นักวิจารณ์มีไว้เพื่อทำลายความฝันของผู้อื่น
นักวิจารณ์ไม่ได้มีไว้ทำให้งานมีคุณภาพ
นักวิจารณ์ไม่ได้ทำให้งานมีคุณภาพ
นักวิจารณ์เป็นพวกดีแต่ปาก มีแต่ความโง่เขลา
นักวิจารณ์ไม่ได้ขับเคลื่อนศิลปะเลย
นักวิจารณ์ไม่ได้ทำให้ศิลปะก้าวหน้าเลย
นักวิจารณ์เป็นคนโง่อวดฉลาด
สอนเขาไปทั่ว เอาแต่สอนคนอื่น
เพราะถูกสอนมา
ความคิดหนึ่งหรือสองความคิดที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในโรงเรียนนั้นก่อตั้งขึ้นจากความเข้าใจผิด
เอาแต่เชื่อตามที่เขาบอกตามๆกันมา เอาแต่ทำตามที่เขาบอกตามๆกันมา เอาแต่เชื่อตามที่เขาสอนตามๆกันมา เอาแต่ทำตามที่เขาสอนตามๆกันมา เอาแต่เชื่อตามที่เขาสอน เอาแต่ทำตามที่เขาสอน คิดตามที่เขาบอกตามๆกันมา คิดตามที่เขาสอนตามๆกันมา ทำตามที่เขาบอกตามๆกันมา ทำตามที่เขาสอนตามๆกันมา คิดตามที่เขาบอก คิดตามที่เขาสอน ทำตามที่เขาบอก ทำตามที่เขาสอน
นักวิจารณ์เป็นสิ่งล้าสมัย นักวิจารณ์มีแต่พวกโง่ นักวิจารณ์สอนเขาไปทั่ว นักวิจารณ์เอาแต่สอนคนอื่น นักวิจารณ์ถูกสอนมา นักวิจารณ์ยึดมั่นแต่ในความรู้ในโรงเรียน นักวิจารณ์เอาแต่ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกสอนมา นักวิจารณ์เอาแต่ยึดมั่นในความคิดที่ถูกยัดฝังลงใส่หัวตัวเอง นักวิจารณ์เอาแต่ยึดมั่นในความรู้ที่ถูกยัดใส่หัวตัวเอง ปฏิบัติตามๆกันมา นักวิจารณ์เอาแต่ทำตามสิ่งที่ถูกและเลี่ยงสิ่งที่ผิด นักวิจารณ์เอาแต่บอกข้อผิดพลาดของคนอื่น นักวิจารณ์เอาแต่แนะนำคนอื่น นักวิจารณ์เอาแต่บอกข้อเสีย นักวิจารณ์เอาแต่บอกปัญหา แต่สิ่งที่ถูกบนโลกใบนี้ไม่มีอยู่จริง สิ่งที่ผิดบนโลกใบนี้ก็ไม่มีอยู่จริง ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องของคุณภาพ ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องการทำให้ดี แต่ทุกอย่างคือเรื่องของความอยู่รอด คนฉลาดไม่จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำ
อาชีพบรรณาธิการเป็นอาชีพที่โง่ที่สุด
ไม่มีบรรณาธิการหรือสำนักพิมพ์ที่ไหนเอาเรื่องดีๆหรือเรื่องที่มีคุณภาพไปตีพิมพ์หรอก
""""""""""""""""""" """"""""""""""""""""" """""""""""""""""""" """"""""""""""""""""
จอห์นนี่พูดแนวคิดอันยาวเหยียดของเขาออกมาจนหมด สมชายได้ฟังจนจบก็โกรธ ไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย แล้วพูดแนวคิดอันเหยีดยาวของสมชายออกมาเพื่อต่อต้าน และแสดงออกความไม่เห็นด้วยต่อแนวคิดของจอห์นนี่
"""""""""""""""" """"""""""""""""""" """"""""""""""""""" """"""""""""""""""""
คนที่ไม่มีศาสนาต่างหากที่คิดไม่ได้
ลองคิดดูนะ คนไม่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ ถ้าไม่มีศาสนาก็คงมีแต่คนอ่อนแอเต็มโลก
คนที่รอให้คนอื่นมาช่วยคือคนที่อ่อนแอ ถ้าทุกคนต้องมาช่วยคนอื่นเหมือนกันหมดก็ไม่ต้องทำมาหากินแล้ว
ถ้าทุกคนไม่สนใจปัญหาของตัวเองกันก่อน ป่านนี้คนทุกคนก็คงจนกันไปหมดทุกคนแล้ว
คนที่เอาแต่ร้องไห้จะมาเป็นผู้นำได้ยังไง มันจะพาพวกเราไปรอดได้ยังไง
ยุคนี้ วิทยาศาสตร์ฆ่าชีวิตสัตว์ไปตั้งกี่ชีวิต
ถ้าไม่มีงานก็ไม่มีเงิน
ถ้าเงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง ถ้าเงินแก้ไม่ได้ทุกอย่าง บอกซิ ทำไมทุกวันนี้เราต้องใช้เงิน
คนที่พูดว่าคนที่พูดว่าเงินซื้อความสุขไม่หรือเงินไม่สำคัญใช่พวกมึงรวยแล้วไงก็เลยพูดได้ รู้ได้ยังไงว่าคนพูดประโยคนี้ว่าเขารวย รู้ได้ยังไงว่าคนที่พูดประโยคนี้พวกเขาไม่ใช่คนจน
การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว ถ้าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว บอกซิ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าที่ดิน ค่าดาวน์ ค่าผ่อนบ้าน เงินซื้อกับข้าว เป็นเรื่องไกลตัวตรงไหน
ถ้าระบบตรงไปตรงถูกต้องทำงานได้ดี ถูกว่าไปตามถูก ผิดว่าไปตามผิด มันก็ยังพอไปได้ แต่ถ้าระบบมันมั่วไปหมด ผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิด ก็ตัวใครตัวมัน มีระบบก็ยังดีกว่าไม่มี
ถ้าไม่มีศาสนา จะมีคนชั่วเยอะกว่านี้ พวกสัตว์พวกนั้นก็ล้วนแต่ทำกรรมกันมาทั้งนั้น ดีแค่ไหนแล้วที่ไม่เกิดมาเป็นพวกมัน ดีแค่ไหนที่เกิดมาเป็นคน
มีความใคร่ก็ระบายมันออกมาสิ แต่ก็ยังสนองตัณกามมารมณ์อยู่ดี ไม่ได้ดีขึ้นมา
ถ้าไม่มีโรงเรียน โลกนี้จะมีแต่คนโง่
ดีแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เกิดมาเป็นคนพิการ
โลกนี้ไม่มีที่สำหรับคนอ่อนแอ
ถ้าไม่เชื่อฟังคนอื่น ไม่เชื่อฟังพระศาสนา ไม่เชื่อฟังครูบาอาจารณ์ ไม่ฟังนักวิจารณ์ ก็จะเวียนว่ายตายเกิดอย่างงี้ไปไม่รู้จบ ก็จะมีแต่ผลงานห่วยๆ สร้างได้แต่ผลงานห่วยๆ มีแต่งานไม่มีคุณภาพ สร้างได้แต่งานไม่มีคุณภาพ จะไปมีผลงานดีๆได้ยังไง เป็นคนไม่มีคุณภาพ
"""""""""""""""" """""""""""""""""" """"""""""""""""" """""""""""""""'"'"
จอห์นนี่ได้ฟังสมชายพูดก็โกรธ จอห์นนี่ก็ประกาศสงครามกับสมชาย สมชายก็ทำสงครามกับจอห์นนี่ จอห์นนี่ไปตีสมชายชนะ สมชายก็ตีจอห์นนี่ชนะคืน แล้วสมชายก็ตีจอห์นนี่ต่อ จอห์นนี่พลิกกลับมาชนะสมชายได้แล้วจอห์นนี่ก็ไปตีสมชายแต่จอห์นนี่แพ้ แล้วสมชายก็มาตีจอห์นนี่ต่อจนจอห์นนี่แพ้ แล้วจอห์นนี่ก็ตีสมชายคืนจนชนะ แล้วจอห์นนี่ก็ถูกคนทรยศ สมชายก็ฉวยโอกาสตีจอห์นนี่ สมชายถูกคนทรยศ ทั้งจอห์นนี่และสมชายแพ้ให้กับคนทรยศทั้งคู่ แล้วคนทรยศสองคนก็สู้กัน คนทรยศคนแรกก็ถูกคนอื่นทรยศ คนทรยศคนที่สองก็ไปตีคนทรยศคนแรก แล้วดวงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน พื้นผิวของอาทิตย์หลุดออก อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็นล้านองศา น้ำก็เดือดทั้งโลกจนน้ำหมดโลก แผ่นเปลือกโลกทั้งดาวก็ไฟไหม้ ทุกสิ่งมีชีวิตก็ตายกันหมด จากนั้นดวงอาทิตย์ก็กลายเป็นดาวยักษ์แดงแล้วก็กลายเป็นดาวแคระดำ โลกก็กลายเป็นดาวเคราะห์แคระ ท้องฟ้าบนโลกหายไป โลกไม่มีท้องฟ้า หากอยู่บนพื้นโลกในตอนนี้ ก็อยู่ในอวกาศโดยไม่ต้องเดินทางไปอวกาศเลย
ทั้งจอห์นนี่ ทั้งสมชาย คิดว่าความคิดของตัวเองถูกทั้งคู่ ทั้งจอห์นนี่ ทั้งสมชาย ต่างบอกความคิดของตัวเองที่ต่างฝ่ายต่างคิดจริงให้อีกฝ่าย โดยหวังว่าอีกฝ่ายจะมีความคิดของตัวเองเข้าไปอยู่ใยหัวของอีกงฝ่ายกันทั้งคู่ หวังว่าอีกฝ่ายจะคิดว่าความคิดของตัวเองถูกกันทั้งคู่ หวังว่าอีกฝ่ายจะยอมรับความคิดของตัวเองกันทั้งคู่ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือตรงกันข้ามกับที่ตัวเองต้องการ ทั้งจอห์นนี่ทั้งสมชายไม่ยอมรับความคิดของอีกฝ่ายด้วยกันทั้งคู่ ทั้งจอห์นนี่ทั้งสมชายก็ยัดเยียดความคิดของตัวเองให้อีกฝ่ายกันทั้งคู่ เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมรับความคิดของตัวเองก็บังคับให้คิดแบบเดียวกันกับตัวเองทั้งคู่ และหวังว่าจะทำสำเร็จกันทั้งคู่ แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ทำไม่สำเร็จ
จักรวาลนี้ไม่ได้มีเวลามากพอให้เราไปสอนคนอื่น จักรวาลนี้ไม่ได้มีเวลามากพอให้เราบอกคนอื่นว่าความคิดของเราถูกต้อง จักรวาลนี้ไม่ได้มีเวลาให้เราบอกสิ่งที่ถูกให้คนอื่น จักรวาลนี้ไม่ได้มีเวลามากพอให้เราไปสอนคนอื่น ตามทฤษฎีบิ๊กแบง ซักวันหนึ่งจักรวาลนี้จะหดตัวกลับไปอยู่จุดเดิม ทุกสิ่งมีชีวิตจะตายกันหมด ดาวทุกดวงจะถูกทำลาย
กว่าจะถึงเวลาที่ดวงอาทิตย์ดับก็อีกห้าพันล้านปี ถึงตอนนั้นเราอาจมีวิทยการมากมายก้าวหน้ากว่าตอนนี้ มันอาจทำให้ดวงอาทิตย์ไม่มีวันดับได้ หรืออาจจะเดินทางไปดาวดวงอื่น แต่ดูจากสภาพมนุษย์ สภาพสังคมในตอนนี้ ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ คนรวยคนดังผูกขาดความสบาย ไม่มีคนรวยคนดังคนไหนคิดจะช่วยคนจนเลย ในความเป็นจริงแล้วไม่มีคนรวยคนดังคนไหนมีปัญหา รวยเอารวยเอา ต่อให้เป็นหนี้ก็ใช้หนี้ได้หมดในวันเดียวโดยขนหน้าแข้งไม่ร่วง ถ้าเป็นคนรวยคนดังที่ผ่านจุดสูงสุดของชีวิตไปแล้วแล้วตกต่ำลงก็ว่าไปอย่าง อีลอน มัสก์คิดวิทยาการที่น่าขนลุกสั่นประสาทอย่างการฝังชิปลงไปในสมองคน คิดว่าการกระทำแบบนั้นจะควบคุมจิตใจคนไม่ได้หรือ แล้ววิทยาการล้ำหน้าที่จะหลีกเลี่ยงจากจุดจบของจักรวาลหรือวันที่ดวงอาทิตย์ดับมันจะเป็นไปได้หรือ ในเมื่อแสวงหาแต่ผลประโยชน์ของตัวเองอยู่แบบนี้
หรือต่อให้ยังไม่ถึงวันที่ดวงอาทิตย์ดับหรือจุดจบของจักรวาล ความตายก็ไม่ได้ให้เวลามากพอให้เราไปสอนคนอื่น ความตายก็ไม่ได้ให้เวลามากพอให้เราบอกคนอื่นว่าความคิดของเราถูกต้อง ความตายก็ไม่ได้ให้เวลาให้เราบอกสิ่งที่ถูกให้คนอื่น ความตายก็ไม่ได้ให้เวลามากพอให้เราไปสอนคนอื่น คนยุคนี้สอนอะไรไปก็ไม่เชื่อฟังที่ถูกสอนกันแล้ว โรงเรียนใช่ว่าจะสั่งสอนคนยุคนี้ได้ คนยุคนี้เชื่อความคิดตัวเองมากกว่าสิ่งที่ถูกสอน สุดท้าย หากทำตามนั้นไม่ได้เลย เมื่อถึงตอนตายมันคงเสียเปล่า
โลกเป็นเพียงเศษฝุ่นที่รอวันถูกจักรวาลใช้ไม้กวาดกวาดทิ้ง
เมื่อคิดถึงดาว กาแล็กซี และขนาดของจักรวาล อัตตา ความภาคภูมิใจ ความอิจฉามันไร้สาระ
มนุษย์จะเลิกไร้สาระเมื่อดวงอาทิตย์จะดับ มนุษย์จะเลิกไร้สาระเมื่อจักรวาลถึงจุดจบ
มนุษย์จะเลิกไร้สาระเมื่อใกล้ตาย
จบ
(เขียนขึ้นด้วยความไม่พอใจ โกรธ อดทนไม่ไหวขึ้นมาล้วนๆ เลยเขียนประชด เลยเขียนด่า)
ไปตายซะ ไปตายกันให้หมดทั้งโลกนี่แหละ แล้วก็จะฆ่าตัวตายด้วย และผลงานผมมันห่วยทุกชิ้น ผลงานของผมทุกชิ้นเป็นผลงานขยะ
ผมเป็นขยะ
น่าขยะแขยง น่ารังเกียจ
วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเราถึงเห็นคนจำนวนมากออกมาพูดเรื่องต่าง ๆ อย่างมั่นใจมาก ทั้ง ๆ ที่ถ้ามองลึกลงไปแล้ว พวกเขาอาจไม่ได้รู้เรื่องนั้นอย่างลึกซึ้งจริง ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์ สุขภาพ จิตวิทยา การลงทุน หรือแม้แต่เรื่องการใช้ชีวิต หลายครั้งวิธีการพูดของพวกเขาฟังดูเด็ดขาด ชัดเจน และเต็มไปด้วยความมั่นใจ จนคนฟังจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า “คนนี้น่าจะรู้จริง”
ผมเคยเขียนถึงปรากฏการณ์แบบนี้ผ่านแนวคิดเรื่อง information asymmetry หรือความไม่สมมาตรของข้อมูลมาแล้ว กล่าวง่าย ๆ ก็คือ คนพูดรู้ว่าตัวเองรู้จริงแค่ไหน แต่คนฟังไม่มีเครื่องมือในการตรวจสอบคุณภาพของความรู้นั้นได้ง่าย ๆ ผู้คนจึงต้องใช้ “สัญญาณแทน” เช่น จำนวนผู้ติดตาม วิธีการพูด ความมั่นใจ หรือภาพลักษณ์ของผู้พูดในการตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่
แต่ยิ่งคิดเรื่องนี้มากขึ้น ผมก็เริ่มรู้สึกว่า คำอธิบายแบบ information asymmetry อาจยังไม่ลึกพอ หรืออย่างน้อยก็อาจยังอธิบายภาพทั้งหมดไม่ได้ เพราะปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ “ข้อมูลไม่เท่ากัน” อย่างเดียว แต่อยู่ที่ “แรงจูงใจของระบบ” ด้วย
ถ้ามองผ่านเลนส์ของเศรษฐศาสตร์ ผมเริ่มคิดว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกโซเชียลมีเดียทุกวันนี้อาจเข้าใจได้ดีขึ้นถ้าเรามองมันเป็น “ตลาดของความสนใจ” มากกว่า “ตลาดของความรู้”
ในโลกก่อนอินเทอร์เน็ต ความรู้มักถูกกรองผ่านสถาบันต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย วารสารวิชาการ สำนักพิมพ์ หรือสื่อกระแสหลัก การจะพูดอะไรในพื้นที่สาธารณะจึงมักต้องผ่านกระบวนการคัดกรองพอสมควร แต่ในโลกออนไลน์ทุกวันนี้ ข้อมูลมีอยู่ล้นเหลือ สิ่งที่หายากจริง ๆ กลับกลายเป็น “ความสนใจของผู้คน”
และในตลาดของความสนใจนั้น สิ่งที่ขายได้ดีที่สุดมักไม่ใช่ความแม่นยำ แต่มักเป็นความมั่นใจ ความชัดเจน และคำอธิบายที่เรียบง่าย นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญจริงมักพูดด้วยความระมัดระวัง เพราะยิ่งรู้มากก็ยิ่งเห็นความไม่แน่นอนของโลก งานวิจัยหนึ่งอาจบอกอะไรได้เพียงบางส่วน ต้องดูบริบท ต้องดูข้อมูลเพิ่ม และต้องระวังการตีความเกินจริง
ซึ่งแน่นอนว่า ประโยคแบบนี้มักจะไม่ค่อยไปไหนในโลกโซเชียลมีเดีย เพราะมันไม่เด็ดขาดพอ ไม่ชัดพอ และไม่สร้างอารมณ์ร่วมพอ
แต่สิ่งที่ทำให้ปรากฏการณ์นี้รุนแรงขึ้นไปอีก คือบทบาทของอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่าง ๆ อัลกอริทึมเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อค้นหาว่า “อะไรจริงที่สุด” แต่ถูกออกแบบมาเพื่อค้นหาว่า “อะไรทำให้คนหยุดดู กดไลก์ แชร์ หรือคอมเมนต์มากที่สุด”
เมื่อเนื้อหาแบบหนึ่งได้ engagement สูง อัลกอริทึมก็จะผลักมันไปให้คนเห็นมากขึ้น และยิ่งคนเห็นมากขึ้น มันก็ยิ่งสร้าง engagement มากขึ้นอีก กลายเป็นวงจรที่เสริมตัวเองไปเรื่อย ๆ
ในวงจรแบบนี้ เนื้อหาที่มั่นใจ ชัดเจน และเล่าเรื่องได้สนุกมักจะได้เปรียบ เพราะมันดึงอารมณ์และความสนใจของผู้คนได้ง่ายกว่า ในขณะที่เนื้อหาที่ระมัดระวัง ซับซ้อน หรือเต็มไปด้วยข้อแม้แบบงานวิชาการมักจะเสียเปรียบโดยโครงสร้างของระบบตั้งแต่ต้น
และเมื่ออัลกอริทึมเริ่มเรียนรู้ว่าเนื้อหาแบบไหน “เวิร์ก” มันก็จะยิ่งผลักเนื้อหาแบบนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุด เราอาจเริ่มรู้สึกว่าเสียงประเภทนั้นมีอยู่เต็มไปหมดในพื้นที่สาธารณะ
ถ้ามองในมุมนี้ ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคนพูดเรื่องที่ตัวเองไม่ได้รู้ลึกอยู่มากแค่ไหน เพราะเรื่องแบบนี้มีมาตลอดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์
สิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ อาจเป็น “ระบบ” ที่คอยขยายเสียงบางประเภทให้ดังขึ้นมากกว่าเดิมต่างหาก
และในระบบแบบนี้ ความมั่นใจมักจะชนะความแม่นยำอยู่บ่อยครั้ง
บางครั้งสิ่งที่เราเห็นอยู่เต็มหน้าฟีดจึงอาจไม่ได้เป็น “ความรู้ที่ดีที่สุด” เสมอไป แต่อาจเป็นเพียง “ข้อมูลที่ให้ความบันเทิงได้ดีที่สุด” ก็ได้ครับ
**เมื่อเมืองประชาธิปไตยประหารนักปรัชญาที่ฉลาดที่สุด**
เอเธนส์เคยภูมิใจว่าเป็น
แหล่งกำเนิดของประชาธิปไตย
เมืองแห่งการถกเถียง
เมืองแห่งเสรีภาพ
เมืองที่เชื่อว่าตัวเองรักปัญญา
แต่เมืองเดียวกันนี้เอง
เคยตัดสินประหารชีวิตชายคนหนึ่ง
ชายที่ภายหลังโลกจะเรียกว่า
นักปรัชญาที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์
เขาชื่อ โสเครตีส
โสเครตีสไม่มีโรงเรียน
ไม่ได้เขียนหนังสือ
และไม่เคยอ้างว่าตัวเองเป็นผู้รู้
สิ่งที่เขาทำมีเพียงอย่างเดียว
*เดิน*
เดินไปตามถนนในเอเธนส์
เดินผ่านตลาด
เดินเข้าไปในจัตุรัสที่ผู้คนกำลังถกเถียงกัน
แล้วเขาก็ถามคำถามง่าย ๆ
“ความยุติธรรมคืออะไร?”
นักการเมืองตอบอย่างมั่นใจ
โสเครตีสจึงถามต่อ
“แล้วอะไรทำให้สิ่งนั้นยุติธรรม?”
จากนั้นก็ถามอีก
และถามอีก
ไม่นานนัก
คำตอบที่ดูมั่นใจเมื่อครู่ก็เริ่มสั่นคลอน
นักการเมืองที่คิดว่าตัวเองเข้าใจความยุติธรรม
กลับไม่สามารถอธิบายมันได้เลย
สิ่งเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม่ทัพอธิบายความกล้าหาญไม่ได้
กวีอธิบายความงามไม่ได้
ครูผู้สอนปัญญากลับปกป้องปัญญาของตัวเองไม่ได้
โสเครตีสไม่เคยดูถูกใคร
เขาเพียงแค่ถาม
แต่บางครั้ง
คำถามอันเงียบสงบ ก็อันตรายกว่าคำดูถูก
คนหนุ่มสาวในเอเธนส์ชื่นชอบเขา
พวกเขาเดินตามโสเครตีสไปทั่วเมือง
ดูอย่างตื่นเต้นเมื่อคนสำคัญ ๆ
ค่อย ๆ ค้นพบว่า
ความรู้ของตัวเองอาจไม่ได้ลึกอย่างที่คิด
แต่สำหรับคนที่ถูกถาม
ความรู้สึกนั้นไม่ใช่ความตื่นเต้น
มันคือ
*ความอับอาย*
และความอับอายมักกลายเป็นความเกลียดชังได้ง่าย
ในเวลานั้น เอเธนส์เองก็กำลังสั่นคลอน
สงครามทำให้เมืองอ่อนแรง
การเมืองวุ่นวาย
สังคมเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
ในช่วงเวลาแบบนี้
สังคมมักต้องการใครสักคนเป็นแพะรับบาป
และชายชราที่ทำให้ทุกคนดูโง่
ก็เป็นเป้าหมายที่เหมาะสม
โสเครตีสจึงถูกนำขึ้นศาล
ข้อกล่าวหานั้นแปลกประหลาด
ไม่ใช่ฆาตกรรม
ไม่ใช่ขโมย
แต่คือ
“ทำให้เยาวชนเสื่อมเสีย”
และ
“ไม่เคารพเทพเจ้าของเมือง”
แต่ความผิดที่แท้จริงของเขาอาจเรียบง่ายกว่านั้น
*เขาทำให้คนคิด*
ในศาล
โสเครตีสไม่เคยขอความเมตตา
เขากลับพูดสิ่งที่ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
เขาบอกว่าการตั้งคำถามกับความไม่รู้
*คือการรับใช้สังคม*
เขาเล่าว่าเทพพยากรณ์แห่งเดลฟีเคยกล่าวว่า
ไม่มีใครฉลาดกว่าโสเครตีส
เขาจึงออกเดินถามผู้คนทั่วเมือง
เพื่อพิสูจน์คำทำนายนั้น
แล้วเขาก็พบความจริงหนึ่ง
ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่าตัวเองรู้
แต่เมื่อถูกถามจริง ๆ
ความรู้เหล่านั้นกลับพังทลายลงทันที
ในที่สุดโสเครตีสก็เข้าใจ
เหตุผลที่เขาอาจฉลาดกว่าใครหลายคน
ไม่ใช่เพราะเขารู้มากกว่า
แต่เพราะ
*เขารู้ว่าตัวเองไม่รู้*
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญญา
คณะลูกขุนไม่ได้ประทับใจ
พวกเขาลงคะแนน
*มีความผิด*
โทษคือความตาย
ตามกฎหมายของเอเธนส์
เขาต้องดื่มยาพิษจากต้นเฮมล็อก
โสเครตีสสามารถหนีได้
เพื่อนของเขาจัดการทุกอย่างไว้แล้ว
*แต่เขาปฏิเสธ*
ชายที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อเคารพกฎหมาย
จะไม่ทำลายมันในวินาทีสุดท้าย
เขาจึงดื่มยาพิษอย่างสงบ
ลูกศิษย์นั่งอยู่รอบตัวเขา
เฝ้าดูความชาเริ่มไต่ขึ้นตามร่างกาย
ในหมู่ลูกศิษย์เหล่านั้น
มีชายหนุ่มคนหนึ่ง
ชื่อของเขาคือ เพลโต
เขาจะใช้ชีวิตที่เหลือเขียนบทสนทนาของอาจารย์
และด้วยงานเขียนเหล่านั้น
สิ่งหนึ่งก็เกิดขึ้น
เมืองที่ฆ่าโสเครตีส
ถูกจดจำเพราะการตัดสินใจนั้น
แต่ชายที่พวกเขาฆ่า
กลับกลายเป็นอมตะ
และคำถามที่โสเครตีสทิ้งไว้ให้โลก
ยังคงก้องอยู่จนถึงวันนี้
*สังคมที่กลัวคำถาม
จะเรียกตัวเองว่าเสรีได้จริงหรือ?*
_หมายเหตุ
ขอบคุณเพจ*The Literature And
History*
เรื่องสั้น kill (part 2)
Part 1: https://www.facebook.com/share/p/1AnH72CEdN/
ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์
วันต่อมาเวลาเที่ยงภายในบ้านหลังนั้นที่เป็นเป้าหมายที่แก๊งสิบเก้าคนจะเดินทางมา แก๊ง19คนรวมทั้งตัวหัวหน้าปีนประตูรั้วเข้าไปในบ้าน สองคนเดินไปยืนอยู่ข้างๆประตูบ้านคนละข้างหันหลังให้ผนัง อีกสองคนเดินไปซ่อนอยู่ข้างๆประตูรั้วคนละข้าง อีกคนหนึ่งเดินอ้อมไปอยู่ด้านหลังบ้านข้างขวา อีกคนหนึ่งเดินอ้อมไปอยู่ด้านหลังบ้านข้างซ้าย ตัวหัวหน้าแก๊งเปิดประตูบ้านหลังนั้นแล้วเข้าไปในบ้าน สี่คนเดินตามตัวหัวหน้าเข้าประตูบ้านเข้าไปชั้นที่หนึ่งของบ้าน แปดคนเดินขึ้นบันไดขึ้นไปชั้นที่สองของบ้าน ตัวหัวหน้าเดินไปเจอยูคิ อาโออิ สาวญี่ปุ่น เธอเกิด27 มีนาคม ค.ศ.1992 เป็นนักพากย์ ชอบsailor moon ชอบtransformers คุ้นเคยกับtransformersและของเล่นผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก ชอบเล่นเกม ชอบเกมThe Legend of Zelda : Ocarina of Timeมากที่สุด ชอบสัตว์ขนาดเล็ก เลี้ยงชิปมังก์และแมวมันช์กินไว้บ้าน มีความสามารถพิเศษในการวาดรูปด้วยอุปกรณ์ศิลปะหลากสี เธอมีงานอดิเรกเป็นการเขียนหนังสือและวาดรูป ใบหน้ากลมโต ดวงตาเป็นประกาย ยิ้มแล้วน่ารัก ถ้ายิ่งใส่แว่นตากลมๆโตๆก็ยิ่งน่ารัก ผมสีดำ สูง140เซนติเมตร กรุ๊ปเลือดA เดินออกมาห้องครัวมาที่ห้องนั่งเล่น ตัวหัวหน้าแก๊ง19คนวิ่งเข้าไปหายูคิ อาโออิ ยูคิ อาโออิวิ่งหนีแต่ไม่ทัน ตัวหัวหน้าวิ่งเข้าไปทันเข้าหลังยูคิ อาโออิ ใช้แขนทั้งสองข้างโอบตัวยูคิ อาโออิ ทับแขนทั้งสองข้างของเธอไว้แล้วยกยูคิ อาโออิจนตัวลอย แล้วตัวหัวหน้าของแก๊ง19คนก็ยกยูคิ อาโออิ เดินไปที่ห้องนอนห้องหนึ่งของชั้นหนึ่ง ใช้แขนขวาเปิดประตู แล้วก็เดินเข้าไปในห้องนอนนั้นแล้วโยนยูคิ อาโออิลงไปบนที่นอนที่วางอยู่บนเตียงในห้องนอนห้องนั้น คนสี่คนในชั้นหนึ่งของบ้านนั้น คนหนึ่งเดินไปยืนเฝ้าหน้าห้องนอนห้องนั้นข้างซ้าย คนหนึ่งเดินไปยืนเฝ้าหน้าห้องนอนห้องนั้นข้างขวา อีกคนเดินไปยืนเฝ้าอยู่หลังประตูเข้าบ้าน อีกคนเดินเข้าไปยืนในห้องครัว คนแปดคนจากแก๊ง19คนที่อยู่ในชั้นที่สองของบ้านหลังนั้น สองคนเดินไปยืนเฝ้าหน้าห้องน้ำของชั้นสอง สองคนเดินไปยืนเฝ้าหน้าห้องนอนของชั้นสอง สี่คนยืนเฝ้าตรงบันได ฝ่ายนักฆ่านิรนามที่อยู่ในห้องใหญ่ของบ้านพักถอดชุดลำลองของเขาเปลี่ยนไปแต่งตัวใส่ชุดสูทธุรกิจ-เสื้อเชิ้ตสีขาว-เสื้อนอกสีดำ-กางเกงขายาวสีดำที่หยิบออกมาจากกระเป๋าเดินทาง หยิบเสื้อนอกสีดำยาวถึงเข่าออกมาจากกระเป๋าเดินทาง ด้านในของเสื้อนอกสีดำยาวถึงเข่านั้นทำช่องเหมือนซองปืนไว้สำหรับใส่ปืน นักฆ่านิรนามถอดชั้นแรกของกระเป๋าเดินทางออกเผยให้เห็นชั้นสองของกระเป๋าเดินทางเอาปืนBrügger & Thomet APC PROที่ใส่แม็กกาซีนแบบแท่งไว้แล้วทั้งสองกระบอกออกมาจากชั้นสองของกระเป๋าเดินทางปลดเซฟตี้ติดที่เก็บเสียงเข้ากับปากกระบอกปืนของBrügger & Thomet APC PROทั้งสองกระบอกแล้วเอาปืนBrügger & Thomet APC PROทั้งสองกระบอกนั้นใส่ลงไปในช่องใส่ปืนที่ด้านขวาในด้านในของเสื้อสีดำยาวถึงเข่า เอาปืนBeretta 93Rกับพานท้ายแท่งยาวสีดำออกมาจากชั้นสองของกระเป๋าเดินทาง เอาพานท้ายแท่งยาวสีดำนั้นต่อเข้ากับส่วนล่างของด้านหลังของด้ามปืนBeretta 93Rเปลี่ยนโหมดยิงของปืนBeretta 93Rจากโหมดยิงทีละนัดไปเป็นBurst Modeแล้วติดที่เก็บเสียงเข้ากับปากกระบอกปืนBeretta 93R แล้วเอาBeretta 93Rที่ต่อพานท้ายแล้วใส่ไปในช่องใส่ปืนที่ด้านซ้ายในด้านในของเสื้อสีดำยาวถึงเข่า เอาแม็กกาซีนรูปร่างกลมที่บรรจุกระสุน10mm autoสองแม็กกาซีนกับแม็กกาซีนแบบแท่งที่บรรจุกระสุน10mm autoใส่ลงไปในช่องด้านในที่ด้านขวาของด้านในของเสื้อสีดำยาวถึงเข่า หนึ่งแม็กกาซีนต่อหนึ่งช่อง แล้วนักฆ่านิรนามเอาแม็กกาซีนรูปร่างกลมที่บรรจุกระสุน9×19 parabellumสองแม็กกาซีนกับแม็กกาซีนแบบแท่งที่บรรจุกระสุน9×19 parabellumสองแม็กกาซีนใส่ลงไปในช่องด้านในที่ด้านซ้ายของด้านในของเสื้อสีดำยาวถึงเข่า หนึ่งแม็กกาซีนต่อหนึ่งช่อง เปิดฐานกระเป๋าเดินทางออกหยิบปืนWalther PPKที่ซ่อนอยู่ในฐานกระเป๋าเดินทางออกมาพร้อมแม็กกาซีนที่เหลือกระสุน.30ACPหกนัดออกมา นักฆ่านิรนามถือปืนWalther PPKเปล่าในมือขวา ถือแม็กกาซีนที่เหลือกระสุน.30ACPหกนัดในมือซ้าย นักฆ่านิรนามมองเสื้อสีดำตัวยาวถึงเข่าตัวนั้นเห็นปืนBrügger & Thomet APC PROสองกระบอกปืนBeretta 93Rติดพานท้ายหนึ่งกระบอก ปืนทั้งหมดนี้เตรียมพร้อมแล้ว นักฆ่านิรนามก็พูดว่า"ไม่ต้องหรอกมั้ง"แล้วนักฆ่านิรนามก็เอาปืนWalther PPKใส่ลงไปในช่องด้านในเสื้อสีดำตัวยาวนั้นช่องหนึ่ง เอาแม็กกาซีนที่เหลือกระสุน.30ACPหกนัดนั้นใส่อีกช่องหนึ่ง แล้วนักฆ่านิรนามก็เอาเสื้อสีดำยาวถึงเข่านั้นใส่ห่มตัวเป็นเสื้อคลุม หยิบหมวกทรงสูงสีดำออกมาจากกระเป๋าเดินทาง หยิบเครื่องเล่นMP3กับหูฟังออกมาจากกระเป๋าเดินทาง เสียบหูฟังเข้ากับเครื่องเล่นMP3 ใส่หูฟังเข้าไปในหูทั้งสองข้างแล้วกดเล่นไฟล์เสียงกระสุนปืนหนึ่งนัด แล้วนักฆ่านิรนามก็ถอดหูฟังออก ทิ้งหูฟังไว้ แล้วนักฆ่านิรนามใส่หมวกทรงสูงสีดำ(ที่เอาออกมาจากกระเป๋าเดินทางเมื่อกี้นี้) เอาเครื่องเล่นMP3ใส่ลงไปในช่องด้านในข้างซ้ายของเสื้อคลุม แล้วนักฆ่านิรนามก็เดินออกจากบ้านพักเดินไปจนถึงต้นไม้ที่อยู่ตรงข้ามร้านอาหารที่เขาเคยเข้าไปแล้วเดินวนกลับแล้วข้ามไปอีกฝั่งห่างจากบ้านยูคิ อาโออิ แล้วนักฆ่านิรนามเดินเข้าไปอยู่ข้างบ้านด้านขวาของตัวบ้านแล้วเดินเลียบกำแพงไปจนถึงหลังบ้านข้างขวา แล้วนักฆ่านิรนามก็เดินเลียบกำแพงไปจนถึงหลังบ้านข้างซ้ายแล้วนักฆ่านิรนามก็หยิบเครื่องเล่นMP3ออกมาจากเสื้อคลุม กดเล่นไฟล์เสียงกระสุนปืนหนึ่งนัดเสียงดังลั่น แล้วเดินเลียบกำแพงไปที่หลังบ้านข้างซ้ายพร้อมเก็บเครื่องเล่นMP3 แล้วนักฆ่านิรนามก็หยิบปืนBrügger & Thomet APC PROกระบอกหนึ่งออกมาจากช่องด้านในด้านขวาของเสื้อคลุม คนที่เฝ้าหลังบ้านข้างซ้ายก็เดินเข้าไปที่มุมกำแพงด้านซ้ายนั้น นักฆ่านิรนามปีนกำแพงแล้วเอาปืนBrügger & Thomet APC PRO ยิงหนึ่งนัดโดนหัวของคนเฝ้าหลังบ้านด้านขวาตายล้มลง แล้วยิงอีกหนึ่งนัดโดนเฝ้าหลังบ้านด้านซ้าย(ที่ตอนนี้อยู่ตรงมุมกำแพงหลังบ้านด้านซ้าย)ตายล้มลง แล้วนักฆ่านิรนามก็ข้ามกำแพงปีนลงมาลงหลังบ้านยูคิ อาโออิ แล้วนักฆ่านิรนามก็เดินไปชิดผนังบ้านด้านหลังอยู่ข้างหน้าต่างห้องครัว(หน้าต่างห้องครัวเปิดอยู่) คนที่เฝ้าห้องครัวออกมาดูที่หน้าต่าง นักฆ่านิรนามหันไปพร้อมปืนBrügger & Thomet APC PROแล้วยิงหนึ่งนัดโดนหน้าผากคนเฝ้าห้องครัวตายล้มลง นักฆ่านิรนามปีนหน้าต่างห้องครัวลงห้องครัว นักฆ่านิรนามเดินไปแอบอยู่ข้างซ้ายของประตูห้องครัว นักฆ่านิรนามหันไปขวาชะเง้อออกไปพร้อมปืนBrügger & Thomet APC PROแล้วยิงโดนหัวคนเฝ้าหลังประตูเฝ้าบ้านตายล้มลง คนที่ยืนเฝ้าอยู่ทั้งสองข้างของห้องนอนบนชั้นหนึ่งของบ้านทั้งสองคนก็ผละออกจากห้องนอนเดินไปที่ห้องครัว นักฆ่านิรนามยิงปืนBrügger & Thomet APC PROยิงรัวไปสี่นัดโดนหัวทั้งสองคนตายล้มลง หัวหน้าแก๊งที่ตอนนี้คร่อมตัวยูคิ อาโออิอยู่ มือทั้งสองข้างของหัวหน้าแก๊งจับข้อมือทั้งสองของยูคิ อาโออิที่นอนหงายราบกับผ้าห่มและที่นอนและเตียงนอนอยู่ ขาทั้งสองข้างของหัวหน้าแก๊งคร่อมอยู่ด้านข้างของยูคิ อาโออิ ยูคิ อาโออิดิ้นไปมา ทั้งหัวหน้าแก๊งและยูคิ อาโออิที่กำลังดิ้นอยู่หยุดชะงักในตอนนั้น(ตอนที่นักฆ่านิรนามฆ่าคนที่เฝ้า ชั้นที่หนึ่งของบ้านหมด) นักฆ่านิรนามเดินออกมาจากห้องครัว แล้วเดินเข้าไปห้องนอนของชั้นที่หนึ่งแล้วยิงปืนBrügger & Thomet APC PROหนึ่งนัดโดนกบาลหัวหน้าแก๊งที่คร่อมตัวยูคิ อาโออิอยู่ตายหน้าฟุบลงที่นอนข้างหัวข้างซ้ายของยูคิ อาโออิ ยูคิ อาโออิก็กรี๊ด แล้วยูคิ อาโออิก็หน้าไปมองหัวของหัวหน้าแก๊ง แล้วยูคิ อาโออิก็หันหน้ามามองนักฆ่านิรนาม นักฆ่านิรนามก็พูดว่า"てつだうない(เท็ตสึดะอุไน=ไม่ได้มาช่วยหรอกนะ)"
นักฆ่านิรนามเดินออกจากห้องนอนของชั้นแรกเดินกลับเข้าไปในห้องครัวกระโดดออกจากหน้าต่างห้องครัวลงหลังบ้านเดินเลาะผนังข้างขวาของตัวบ้านเห็นคนสองคนที่เฝ้าประตูรั้วก่อน นักฆ่านิรนามยิงปืนBrügger & Thomet APCโดนหัวคนเฝ้าประตูรั้วที่อยู่ทางซ้ายมือของเขาหนึ่งนัดยิงโดนหัวคนเฝ้าประตูรั้วที่อยู่ด้านขวามือของเขาหนึ่งนัด คนที่เฝ้าประตูบ้านสองคนหันตัวเดินมาหานักฆ่านิรนาม นักฆ่านิรนามรัวปืนBrügger & Thomet APCเล็งไปที่ขาสองข้างจนทั้งสองคนนั้นล้มลงแล้วนักฆ่านิรนามรัวปืนBrügger & Thomet APCใส่หัวทั้งสองคนจนตาย
นักฆ่านิรนามรัวปืนBrügger & Thomet APCทะลุกระจกหน้าต่างชั้นสองจนกระสุนหมด นักฆ่านิรนามปลดแม็กกาซีนที่หมดกระสุนแล้วแล้ววิ่งไปพิงผนังบ้าน หยิบแม็กกาซีนกลมแม็กกาซีนหนึ่งออกมาจากด้านในของข้างขวาของเสื้อคลุมแล้วบรรจุแม็กกาซีนกลมเข้ากับปืนBrügger & Thomet APCแล้วขึ้นลำปืนแล้วเดินกลับเข้าในบ้านของยูคิ อาโออิแล้วเดินขึ้นบันไดขึ้นไปชั้นสอง เมื่อนักฆ่านิรนามเดินขึ้นบันไดไปครึ่งทางนักฆ่านิรนามก็รัวปืนBrügger & Thomet APCใส่ชั้นสอง เมื่อเขาเดินขึ้นถึงขั้นบันไดขั้นบนสุดนักฆ่านิรนามรัวปืนBrügger & Thomet APCใส่คนทั้งแปดคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นของชั้นสองอยู่แล้ว
(เรื่องสั้นเรื่องนี้ไม่รู้ว่ามีตอนจบไหม)
เรื่องสั้น: kill (part 1)
ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์
นักฆ่านิรนาม ชายหนุ่ม สูง180เซนติเมตร หน้าผากกว้าง คิ้วหนาใหญ่ จมูกใหญ่ ผมสั้นสีดำ ตาสีน้ำตาล ผิวคล้ำเพราะตากแดด มีปานที่คอหนึ่งปาน มีปานที่ข้อมือซ้ายหนึ่งปาน น้ำหนัก60กิโลกรัม ใส่เสื้อสีดำติดกระดุม ใส่กางเกงขายาวสีดำมีกระเป๋ากางเกงแบบมีซิป ถุงเท้าสีดำ รองเท้าสีดำ เดินออกมาจากสนามบินที่ญี่ปุ่นในเวลาหกโมงเย็นตามเวลาของญี่ปุ่นพร้อมกระเป๋าเดินทางแบบล้อลากติดมือมา นักฆ่านิรนามขึ้นรถแท็กซี่แล้วไปถึงซอยๆหนึ่งในเวลาสามทุ่ม นักฆ่านิรนามลงจากรถแท็กซี่รถแท็กซี่ขับจากไป นักฆ่านิรนามเดินไปหยุดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งรูดซิปเปิดกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบแว่นตาออกมาจากกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปที่ข้างขวาแล้วสวมแว่นตา เลนส์ทั้งสองข้างของแว่นตานั้นไม่ใช่ทั้งเลนส์ของคนสายตาสั้น,สายตายาวหรือสายตาเอียงแต่เป็นเลนส์แว่นขยาย นักฆ่านิรนามสวมแว่นนั้นดูบ้านหลังนั้นแทนกล้องส่งทางไกล นักฆ่านิรนามหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปข้างเดียวกันขึ้นมาถ่ายรูปบ้านหลังหนึ่ง(ไม่เปิดแฟลชกล้องโทรศัพท์) นักฆ่านิรนามเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงแล้วรูดซิป นักฆ่านิรนามถอดแว่นออกครู่หนึ่ง จากนั้นนักฆ่านิรนามหยิบแผนที่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปที่ข้างซ้ายแล้วเดินไปยังโรงแรมในย่านนั้นแล้ว ระหว่างทางนักฆ่านิรนามใส่แว่นแล้วถอดแว่นสลับกันไปสลับกันมา เมื่อมาถึงโรงแรมนักฆ่านิรนามก็รูดซิปกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายเปิดออกหยิบกระเป๋าเงินลายสก๊อตออกมาหยิบเงินเยนจ่ายให้พนักงานที่เคาน์เตอร์ของโรงแรมแล้วนักฆ่านิรนามก็เช็คอินที่โรงแรม หลังจากเข้าห้องพัก นักฆ่านิรนามก็เช็กรูปถ่ายบ้านหลังนั้นซ้ำไปซ้ำมา วางแผนที่ลงบนเตียง เช็กแผนที่ กลับไปเช็กรูปถ่ายในโทรศัพท์มือถือ นักฆ่านิรนามเดินไปเปิดหน้าต่างโรงแรม ใช้กล้องส่องทางไกลส่องหาบ้านหลังนั้นแม้จะอยู่ไกลลับ แต่นักฆ่านิรนามก็ 'เก็บข้อมูล' ผ่านกล้องส่องทางไกล แล้วก็กลับไปเช็กแผนที่อีก จากนั้นนักฆ่าเปิดกระเป๋าเดินทางของตน หยิบสมุดไดอารี่เล่มเบ้อเร่อออกมา แล้วเขียนแผนผังพื้นที่ วาดรูปซอยซอยนั้นที่บ้านหลังนั้นตั้งอยู่ทั้งจากมุมมองจากหน้าต่างโรงแรมทั้งจากมุมมองจากปากซอยหลังจากลงรถแท็กซี่วาดรูปบ้านแต่ละหลังที่ข้างซ้ายของซอยวาดรูปบ้านแต่ละหลังที่ข้างขวาของซอย วาดรูปบ้านหลังนั้น วาดประตูรั้ว,หน้าต่าง,ประตูบ้าน,ผนัง,กำแพง,หลังคา,ลานบ้าน เขียนรายละเอียด เขียนว่าถ้าฆ่าเป้าหมายจากตรงนี้หรือคนอื่นหรือมาพบเข้าจะเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้ทำอะไรได้ สถานที่นี้ใช้ทำอะไรได้ สถานที่นี้หลบหนีได้ไหม แผนหลบหนีนี้จะทำให้เกิดอะไรขึ้น รวมไปถึงกำหนดแผนหลักฆ่าเป้าหมายเอาไว้พร้อมด้วยแผนสำรองจำนวนมาก เขียนโน๊ตไว้มากมายในหน้ากระดาษของสมุดไดอารี่นั้น เขียนลูกศรพร้อมข้อความกำกับ วาดรูปใกล้ๆกับรูปซอย,บ้านข้างซ้ายและข้างขวาของซอย,บ้านหลังนั้น,ประตูรั้ว,หน้าต่าง,ประตูบ้าน,ผนัง,กำแพง,หลังคา,ลานบ้านพร้อมเขียนลูกศรและข้อความกำกับข้างรูปทุกรูป จากนั้นนักฆ่านิรนามก็ชาร์จโทรศัพท์แล้วเล่นเกมยิงฆ่าเวลาไปจนถึงตีหนึ่ง แล้วนักฆ่านิรนามเปิดกระเป๋าเดินทางออก-ตรงฐานกระเป๋าเดินทางนักฆ่านิรนามเปิดฐานกระเป๋าออกเผยให้เห็นปืนพก Walther PPK 1 กระบอก พร้อมแม็กกาซีนเปล่าที่ไม่มีลูกกระสุนบรรจุอยู่จำนวน5แม็กที่ซ่อนเอาไว้ และที่เก็บเสียงแบบทำเอง1แท่ง ปืน Walther PPK กระบอกนั้นยังไม่ได้บรรจุแม็กกาซีนและไม่มีกระสุนในรังเพลิง ที่จับกระเป๋าของกระเป๋าเดินทางนั้นสามารถเปิดแยกออกจากกันได้ มีกระสุน.30ACPจำนวน14นัด อย่างละ7นัดในแต่ละข้าง นักฆ่านิรนามบรรจุกระสุน.30ACPลงในแม็กกาซีน7นัดจากนั้นบรรจุแม็กกาซีนใส่ปืนWalther PPKขึ้นลำพร้อมยิง ที่ตัวกระเป๋านั้นมีสองชั้น นักฆ่านิรนามถอดชั้นแรกออกเผยให้เห็นชั้นที่สอง มีขวดยานอนหลับอยู่หลายขวดและเข็มฉีดยาหลายอัน จากนั้นนักฆ่านิรนามก็หยิบเครื่องแต่งกายออกจากกระเป๋าเดินทางใส่ชุดสูทธุรกิจ เสื้อสีขาวติดกระดุม เสื้อนอกสีดำ เสื้อคลุมตัวยาวสีดำ กางเกงยาวสีดำ ใส่ถุงมือสีดำ มีซองปืนแบบมีสายสะพายทับเสื้อในอยู่ใต้เสื้อนอก ซองใส่ปืนสะพายคล้องไหล่ขวาไว้ นักฆ่านิรนามเอาปืนWalther PPKใส่ไว้ซองปืน หยิบที่เก็บเสียงมาซ่อนไว้ที่หลังเข็มขัดตรงบริเวณหัวเข็มขัด หยิบเอาผ้าขี้ริ้วสองผืนออกมาจากกระเป๋าเดินทางแล้วยัดเข้าไปที่ข้างในกางเกงตรงบริเวณก้นซ่อนเอาไว้ แล้วนักฆ่านิรนามเอาขวดยานอนหลับมาห้าขวดใส่ไว้ที่หลังเข็มขัดตรงเอวด้านซ้าย เอาเข็มฉีดยาสองอันใส่ไว้ที่หลังเข็มขัดตรงเอวด้านขวา หยิบกล่องไม้ขีดไฟจากกระเป๋าเดินทางใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง หยิบแว่นตาดำจากกระเป๋าเดินทางใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง แล้วนักฆ่านิรนามก็ลงจากห้องเช็กเอาท์ออกจากโรงแรมแล้วเดินไปหาที่แอบตรงตรอกซอยหลังมุมตึกตึกหนึ่งปัดผมไปด้านขวา หยิบแว่นตาดำจากกระเป๋ากางเกงมาใส่ หยิบไม้ขีดไฟจากกล่องไม้ขีดไฟจากในกระเป๋ากางเกงคาบไว้ที่ปาก แต่งตัวเป็นเสี่ยวหม่าที่โจวเหวินฟะรับบทในหนังโหดเลวดีของผู้กำกับจอห์น วู แล้วเดินไปยังบ้านที่เขาถ่ายรูปไว้หลังนั้น นักฆ่านิรนามกวาดตามองไปรอบด้าน บ้านทุกหลังปิดไฟ ไม่มีแสงหรือไฟอะไรนอกแสงจากเสาไฟบนถนน บ้านหลังอื่นรอบๆบ้านที่เขาถ่ายรูปไว้ไม่มีหมา และบ้านที่เขาถ่ายรูปไว้ก็ไม่มีหมาเช่นกัน นักฆ่านิรนามเดินไปที่หน้าประตูบ้านหลังนั้นหยิบเอาผ้าขี้ริ้วสองผืนที่ก้นออกมาพันรอบรองเท้าแล้วผูกเอาไว้ที่รองเท้าทั้งสองข้าง แล้วนักฆ่านิรนามก็ปีนประตู(ไม่มีเสียงเพราะผ้าขี้ริ้วที่หุ้มรองเท้าและเพราะถุงมือ)แล้วเข้าไปที่บ้านหลังนั้นเดินเข้าไปที่ตัวบ้าน นักฆ่านิรนาม นักฆ่านิรนามใช้มือขวาล้วงเขาไปข้างใต้เสื้อนอกไปถึงตรงด้ามปืนWalther PPKที่อยู่ในซองปืนที่สะพายขวาทับเสื้อในหยิบปืนWalther PPKออกมา ใช้นิ้วสี่นิ้วของมือซ้ายจุ่มลงไปที่ช่องว่างระหว่างหลังเข็มขัดตรงหัวเข็มขัดกับกางเกงล้วงนิ้วทั้งสี่เข้าไปไปโดนที่เก็บเสียงก็หยิบที่เก็บเสียงออกมา แล้วใช้มือซ้ายติดที่เก็บเสียงเข้ากับปืนWalther PPKที่ถืออยู่ในมือขวา นักฆ่านิรนามใช้มือซ้ายลองเปิดประตูดู ประตูไม่ได้ล็อก นักฆ่านิรนามก็เดินเข้าไปในบ้าน เดินขึ้นไปที่ชั้นสองของบ้าน เห็นประตูห้องนอนอยู่ นักฆ่านิรนามก็เอาผ้าขี้ริ้วที่หุ้มรองเท้าข้างขวาอยู่คลายออกมาพันลูกบิดประตูไว้จนหุ้มทั้งลูกบิดไปทั้งลูกแล้วหมุนลูกบิดช้าๆเปิดประตูเข้าไป เห็นอิชิกามิ ชิซูกะ สาวญี่ปุ่น หน้ากลม ผมเรียบตรงสั้นสีน้ำตาล ตาชั้นเดียว จมูกเต็มอิ่มได้รูป คิ้วเรียวยาว สูง151เซนติเมตร นอนอยู่ใต้ผ้าห่ม มีชายคนหนึ่งเป็นสามีของอิชิกามิ ชิซูกะนอนอยู่ใต้ผ้าห่มข้างเธอ นักฆ่านิรนามยิงปืนWalther PPKติดที่เก็บเสียงโดนหน้าผากสามีของอิชิกามิ ชิซูกะจนเลือดปะทุออกจากหน้าผากของสามีอิชิกามิ ชิซูกะจนตาย อิชิกามิ ชิซูกะ ตกใจตื่น นักฆ่านิรนามก็วิ่งกระโดดทับตัวเธอ ใช้มือซ้ายเอาผ้าห่มยัดเข้าปากเธอแล้วพันรอบปากเธอจนผ้าห่มทั้งผืนพันรอบปากเธอตัวเธอไม่ได้อยู่ใต้ผ้าห่มอีกต่อไปใน นักฆ่านิรนามใช้ขาทั้งสองข้างกอดโอบรัดตัวอิชิกามิ ชิซูกะ มือขวาทิ้งปืนWalther PPKลงบนเตียง นักฆ่านิรนามใช้มือขวาปิดปากและใช้ทั้งแขนขวาและแขนซ้ายโอบรัดรอบคอเธอไว้ อิชิกามิ ชิซูกะพยายามกรีดร้องแบบไม่มีเสียงและเธอไม่ได้ดิ้น จากนั้นนักฆ่านิรนามก็เลื่อนมือขวาลงจากปากเธอแล้วใช้แขนขวารัดรอบคอเธอไว้ เธอยังคงกรีดร้องโดยไม่มีเสียงแต่อย่างใด และเธอก็ไม่สามารถดิ้นได้ นักฆ่านิรนามใช้แขนซ้ายเลื่อนลงไปหยิบขวดยานอนหลับขวดหนึ่งออกมาจากหลังเข็มขัดตรงเอวด้านซ้าย นักฆ่านิรนามใช้เพียงมือซ้ายข้างเดียวเปิดฝาออกแล้ววางลง แล้วนักฆ่านิรนามก็เลื่อนแขนซ้ายไปที่หลังเข็มขัดตรงเอวด้านขวาแล้วหยิบเข็มฉีดยาออกมาอันหนึ่งแล้วก็เอาเข็มฉีดยานั้นจุ่มลงไปในขวดยานอนหลับดึงเข็มฉีดยาขึ้นยานอนหลับก็เต็มกระบอกเข็มฉีดยานั้น แล้วนักฆ่านิรนามก็ใช้เข็มฉีดยาฉีดยานอนหลับตรงหลังคอ แล้วนักฆ่านิรนามก็เก็บเข็มฉีดยาเข้าที่เดิม ปิดฝาขวดยานอนหลับแล้วเก็บขวดยานอนหลับเข้าที่เดิม ทั้งหมดนี้นักฆ่านิรนามใช้แขนซ้ายเพียงข้างเดียวเท่านั้น อิชิกามิ ชิซูกะตาปิดลง คอพับ แล้วเธอก็หลับไป นักฆ่านิรนามก็พยุงตัวเธอลุกขึ้นจากเตียงคลายผ้าห่มที่พันรอบปากและคอของอิชิกามิ ชิซูกะให้ห่มไหล่เธอแล้วนักฆ่านิรนามก็ใช้แขนซ้ายโอบรอบตัวเธอ จากนั้นนักฆ่านิรนามก็เตะสามีของอิชิกามิ ชิซูกะลงจากเตียง แล้วก็ใช้มือขวาดึงเอาผ้าปูที่นอนออกมาแล้วเขาก็เอาผ้าปูที่นอนนั้นห่มให้อิชิกามิ ชิซูกะไปอีกชั้น แล้วก็มีรถSUVสีดำคันหนึ่งซึ่งปิดไฟหน้าและไฟท้ายวิ่งมาจอดหน้าบ้านของอิชิกามิ ชิซูกะ นักฆ่านิรนามก็ใช้มือขวาหยิบWalther PPKจากบนเตียงใช้ปากเป่าลมที่เก็บเสียงรอบด้านใช้มือซ้ายถอดที่เก็บเสียงออกแล้วใส่ลงไปในหลังเข็มขัดตรงหัวเข็มขัดแล้วใช้มือขวาที่ตอนนี้ถือปืนWalther PPKที่ถอดที่เก็บเสียงออกแล้วล้วงเข้าไปเก็บในซองปืนใต้เสื้อนอกแล้วก็พยุงตัวอิชิกามิ ชิซูกะเดินออกไปที่ตรงประตูรั้วบ้าน มีผู้ชายในชุดดำเปิดประตูลงออกมาจากรถSUVแล้วใช้กุญแจผีเปิดประตูรั้วที่ล็อกอยู่แบบช้าๆไม่รีบเร่งและเปิดประตูรั้วให้เงียบที่สุด นักฆ่านิรนามก็พาชิซูกะขึ้นรถSUV นักฆ่านิรนามขึ้นรถSUV ผู้ชายในชุดดำก็ขึ้นรถ แล้วรถก็ขับออกไป
ชายชุดดำพานักฆ่านิรนามและอิชิกามิ ชิซูกะมาถึงบ้านของผู้จ้างวานรายหนึ่งของนักฆ่านิรนามในเวลาตีห้าครึ่ง ผู้จ้างวานนั้นเป็นชายวัยกลางคน เมื่อนักฆ่านิรนามพาอิชิกามิ ชิซูกะมาส่งให้ผู้จ้างวาน พอดีอิชิกามิ ชิซูกะตื่นขึ้น อิชิกามิ ชิซูกะหันหลังจะวิ่งเพื่อหนี อิชิกามิ ชิซูกะโดนนักฆ่านิรนามยกขาขึ้นเตะใบหน้าจนเธอเสียหลักไปด้านหลังแล้วนักฆ่านิรนามก็ยกขาเตะอกเธอล้มหงายหลังลงบนพื้นไถลเข้าไปในบ้านของผู้จ้างวาน ผู้จ้างวานของนักฆ่านิรนามก็ย่อตัวลงนั่งทับตัวอิชิกามิ ชิซูกะ ใช้มือทั้งสองข้างของเขาจับมือทั้งสองข้างของเธอไว้แล้วกดลงกับพื้นแล้วก็ล้มตัวลงนอนเอาตัวแนบแน่นกับตัวอิชิกามิ ชิซูกะแล้วถูร่างกายที่อยู่ใต้เอวลงไปเตรียมตัวจะข่มขืนอิชิกามิ ชิซูกะ อิชิกามิ ชิซูกะหันหน้ามาที่นักฆ่านิรนามแล้วเธอก็พูดว่า "私をころせ!(วะทะชิโว้ะโคโรเซะ!=ฆ่าฉันซะเลยสิ!)" นักฆ่านิรนามตอบกลับไปว่า "僕はあなたを殺すを命令しせさません、僕はだけあなたのおっとを殺すそしてここにあなたをもたらすのために彼があなたを強姦を命令しろせよます (โบคุวะดาเข้อานาตะโว้ะโคโรสุโว้ะเมเรชิเซะซะมาเซน, โบคุวะอานาตะโน้ะโอ๊ตโตะโว้ะโคโรสุโซชิเตะโคโคนีอานาตะโง้โมทาราสึโน้ะทาเมนีคาเรกะอานาจะโว้ะโกวคันโว้เมเรชิโรเซะโย้ะมัส=ผมไม่ได้รับคำสั่งให้มาฆ่าคุณ, ผมได้รับคำสั่งให้ฆ่าสามีคุณแล้วพามานี่ให้เขาข่มขืนคุณเท่านั้น)" แล้วนักฆ่านิรนามพูดว่า"賃金は一百万四十万八万七千六百十五円です。(ชินกินวะอิจิเฮียคุยนจูมันฮาจิมันชิจิเซนโรคุเฮียคุจูโกะเอนเด๊ส=ค่าจ้างหนึ่งล้านสี่แสนแปดหมื่นเจ็ดพันหกร้อยสิบห้าครับ)" ผู้จ้างวานรายนั้นพยักหน้าแล้วบอกให้คนขับรถSUVสองคนเตรียมเงินไปจ่ายให้นักฆ่านิรนามที่หน้าโรงแรมที่นักฆ่านิรนามพักอยู่ แล้วนักฆ่านิรนามก็หันหลังเดินไปหารถSUV ในขณะที่ชายคนนั้นลงมือข่มขืนอิชิกามิ ชิซูกะพร้อมด้วยเสียงกรีดร้องกรี๊ดดังลั่นดังว้ายดังอ๊า นักฆ่านิรนามยังคงหันหลังให้เดินไปที่รถSUVแล้วก็ขึ้นรถSUV แล้วคนขับก็ขับรถ SUVไปส่งนักฆ่านิรนามที่โรงแรมที่นักฆ่านิรนามเช็คอินอยู่ มาถึงโรงแรมในเวลาเก้าโมงเช้าสามสิบนาที นักฆ่านิรนามเอามือหยิบเอาไม้ขีดไฟออกจากปากถอดแว่นตาดำแล้วใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงและเดินกลับเข้าไปในโรงแรมเช็คอินเข้าห้องพักหยิบปืนWalther PPKออกจากซองปืนถอดแม็กกาออกเอากระสุนที่ค้างอยู่ในรังเพลิงหนึ่งนัดออกถอดที่เก็บเสียงออกจากปากกระบอกปืนWalther PPKออก เปิดฐานของกระเป๋าเดินทาง เอาปืนWalther PPKกับแม็กกาซีนที่เหลืออยู่หกนัดนั้นและที่เก็บเสียงเก็บเจ้าไปในฐานกระเป๋าเดินทางแล้วปิดฐานกระเป๋าเดินทาง พอสิบโมงนักฆ่านิรนามเปลี่ยนเสื้อผ้ามาเป็นเสื้อสีดำติดกระดุม ใส่กางเกงขายาวสีดำมีกระเป๋ากางเกงแบบมีซิป ถุงเท้าสีดำเหมือนชุดที่เขาใส่ตอนลงมาจากเครื่องบินครั้งแรกแต่เป็นคนละชุดกัน เก็บโทรศัพท์กับแว่นตาสีดำเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปที่ข้างขวาแล้วรูดซิปปิดเก็บกระเป๋าเงินลายสก๊อตลงไปในกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปที่ข้างซ้ายแล้วรูดซิปปิด เก็บของทั้งหมดใส่กระเป๋าเดินทาง นักฆ่านิรนามพร้อมสัมภาระทั้งหมดเปิดประตูออกจากห้องปิดประตูแล้วเดินออกจากห้องพักเช็กเอาท์คืนกุญแจรูดซิปเปิดกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปข้างซ้ายหยิบกระเป๋าเงินลายสก๊อตออกมาแล้วจ่ายเงินเยนให้พนักงานโรงแรมที่เคาน์เตอร์แล้วออกจากโรงแรม แล้วชายชุดดำหนึ่งในสองคนที่เป็นคนขับรถSUVเมื่อคืนนี้(ซึ่งทั้งคู่เป็นลูกน้องของคนที่จ้างวานนักฆ่านิรนาม)ก็ขับรถSUVเดินลงจากรถมาพร้อมถุงพลาสติกขนาดใหญ่สีน้ำตาลมาให้นักฆ่านิรนาม ในถุงพลาสติกนั้นมีกล่องกระดาษสีน้ำตาลอยู่หลายกล่อง นักฆ่านิรนามเอาใช้มือซ้ายถือถุงพลาสติก ปล่อยหูถุงพลาสติกไปข้างหนึ่งให้ถุงเปิดกว้าง ใช้มือขวาล้วงเข้าไปในถุงพลาสติก ใช้มือเปิดกล่องออก เป็นธนบัตรเงินเยน แล้วนักฆ่านิรนามก็เอามือขวาออกจากถุง ใช้มือขวาดึงหูถุงพลาสติกข้างที่ถูกปล่อยเข้าไปประกบกับหูถุง
นักฆ่านิรนามรูดซิปกระเป๋ากางเกงข้างขวาเปิดออกหยิบโทรศัพท์ออกมาปลดล็อกโทรศัพท์เข้าแอปพลิเคชันTOR browserล็อกอินเข้าprotonmail กล่องจดหมายขาเข้ามีอีเมลเข้าสองอีเมล อีเมลที่อยู่ด้านล่างเป็นอีเมลจากผู้จ้างวานที่จ้างนักฆ่านิรนามให้ไปฆ่าสามีของอิชิกามิ ชิซูกะและให้ลักพาตัวอิชิกามิ ชิซูกะไปส่งที่บ้านของผู้จ้างวานให้ผู้จ้างวานข่มขืนอิชิกามิ ชิซูกะซึ่งส่งมายืนยันกับนักฆ่านิรนามว่าการว่าจ้างและการจ่ายเงินเสร็จสิ้นสมบูรณ์จำนวนเงินครบถ้วนในจำนวนเงินหนึ่งล้านสี่แสนแปดหมื่นเจ็ดพันหกร้อยสิบห้าเยน อีเมลที่อยู่ด้านบนเป็นอีเมลจากผู้จ้างวานรายใหม่ นักฆ่านิรนามใช้นิ้วแตะอีเมลนั้นเพื่อเปิดอ่านอีเมล อีเมลนั้นมีหัวเรื่องว่าขอใช้บริการฆ่า(พิมพ์ในภาษาญี่ปุ่น) เนื้อหาในอีเมลเขียนคำขอใช้บริการรับจ้างสังหาร-ชื่อ-นามสกุลเป้าหมายเป็นผู้ชายจำนวนสิบเก้าคนมีวงเล็บคำว่าหัวหน้าหลังชื่อเป้าหมายคนบนสุด เป็นแก๊งๆหนึ่ง-แนบไฟล์รูปหน้าตาของผู้ชายทั้งสิบเก้าคนนั้นมีคำว่าหัวหน้าอยู่ในรูปของเป้าหมายคนแรก-ที่อยู่ของเป้าหมายคนที่เป็นหัวหน้าบอกด้วยว่าเป็นที่อยู่ของแก๊งด้วย-พร้อมบอกว่าเป้าหมายกำลังเดินทางไปที่บ้านหลังหนึ่งพร้อมด้วยที่อยู่ของบ้านหลังนั้นที่เป้าหมายจะเดินทางไปในวันพรุ่งนี้ตอนเที่ยง นักฆ่านิรนามเขียนตอบตกลงรับงานส่งไปยังที่อยู่อีเมลนั้น นักฆ่านิรนามเปิดแอปGoogle Mapsค้นหาที่อยู่ทั้งของแก๊งสิบเก้าคนทั้งของบ้านหลังที่แก๊งสิบเก้าคนจะไปแล้วเช็กเวลาที่ใช้เดินทางจากที่นี่ไปยังจุดหมายปลายทางทั้งสองแห่ง จากที่นี่ไปบ้านหลังที่แก๊งสิบเก้าคนจะเดินทางไปนั้นไวกว่าใช้เวลาสั้นกว่า ในขณะที่เวลาเดินทางจากที่นี่ไปยังที่อยู่ของแก๊งนั้นช้ากว่าใช้เวลามากกว่า นักฆ่านิรนามเช็กหาที่พักใกล้ๆบ้านหลังนั้นที่แก๊งสิบเก้าคนจะเดินทางไป นักฆ่านิรนามเจอบ้านพักแห่งหนึ่งอยู่ใกล้กับบ้านหลังที่แก๊งสิบเก้าคนจะเดินทางไปที่สุดแล้วแคปหน้าจอไว้ แล้วนักฆ่านิรนามก็กดปุ่มล็อกหน้าจอโทรศัพท์เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงข้างขวาแล้วรูดซิปกระเป๋ากางเกง นักฆ่านิรนามเดินไปหารถแท็กซี่ ขึ้นรถแท็กซี่รูดซิปกระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์ให้คนขับไปที่บ้านพักหลังนั้นแล้วเก็บโทรศัพท์แล้วรูดซิป เมื่อไปถึง นักฆ่านิรนามรูดซิปกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายหยิบเอากระเป๋าเงินลายสก๊อตขึ้นมาแล้วจ่ายเงินเยนให้แท็กซี่ นักฆ่านิรนามลงจากรถแท็กซี่พร้อมของทั้งหมดแล้วไปเช็กอินเข้าบ้านพัก นักฆ่านิรนามใช้กล้องส่องทางไกลส่องบ้านหลังนั้น แล้วนักฆ่านิรนามก็เปิดกระเป๋าเดินทาง ปลดกระดุมเสื้อตัวดำตัวที่นักนิรนามใส่อยู่ถอดเสื้อตัวดำออก ถอดถุงเท้าสีดำออกจากเท้าทั้งสองข้าง แล้วนักฆ่านิรนามหยิบเสื้อคอกลมลายทางแดงขาวออกมาจากกระเป๋าเดินทางมาใส่ หยิบกางเกงขายาวสีดำสำหรับผู้หญิงออกมาจากกระเป๋าเดินทางเปลี่ยนถอดกางเกงขายาวสีดำมีกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปมาใส่กางเกงขายาวสีดำสำหรับผู้หญิงที่เขาเพิ่งหยิบออกมาจากกระเป๋าเดินทางนั้น หยิบเสื้อสีดำมีกระดุมออกมาจากกระเป๋าเดินทางมาใส่ หยิบเสื้อสีเนื้อยาวถึงหัวเข่ามีแขนยาวออกมาจากกระเป๋าเดินทาง หยิบรองเท้าแตะสีดำออกมาจากกระเป๋าเดินทาง หยิบวิกผมสั้นหยักศกสีน้ำตาลแดงออกมาจากกระเป๋าเดินทาง หยิบกระเป๋าสะพายไหล่ที่มีช่องหลายช่องออกมาจากกระเป๋าเดินทาง นักฆ่านิรนามพับเสื้อสีเนื้อยาวถึงหัวเข่าแขนยาวยัดลงไปในช่องใหญ่ของกระเป๋าสะพายไหล่ ยัดวิกผมสั้นหยักศกสีน้ำตาลแดงลงไปในช่องใหญ่ช่องเดียวกันที่ยัดใส่เสื้อสีเนื้อยาวถึงหัวเข่าแขนยาวในกระเป๋าสะพายไหล่ หยิบเสื้อชุดลำลองแขนยาวคอกลมของเขาออกมาจากกระเป๋าเดินทางมาใส่ทับปิดเสื้อคอกลมลายทางแดงขาวและเสื้อสีดำมีกระดุมนั้น หยิบกางเกงขายาวชุดลำลองของเขาออกมาจากกระเป๋าเดินทางมาใส่ทับปิดกางเกงขายาวสีดำสำหรับผู้หญิงนั้น ใส่รองเท้าแตะสีดำ รูดซิปเปิดกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปของกางเกงขายาวสีดำมีกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปที่เขาถอดไว้ก่อนหน้านี้หยิบกระเป๋าเงินลายสก๊อตที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปของกางเกงขายาวสีดำที่มีกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปที่เขาถอดไว้ก่อนหน้านี้ออกมาใส่ลงไปในช่องเล็กของกระเป๋าสะพายไหล่ที่ด้านหน้า แล้วเอากระเป๋าสะพายไหล่นั้นขึ้นสะพายไหล่ เดินออกจากบ้านพัก แล้วไปเดินผ่านบ้านหลังที่แก๊งสิบเก้าคนจะเดินทางมา เดินไปที่หน้าบ้านแล้วเดินผ่านไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งแล้วกินอาหารเดินไปซื้อข้าวปั้นมาหกก้อนจากร้านร้านหนึ่ง แล้วเดินออกมาจากร้านอาหารเดินไปที่ฝั่งตรงข้ามไปแอบอยู่ด้านหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่หน้ากำแพงซึ่งกำแพงนั้นมีต้นไม้หลายต้นขึ้นเรียงอยู่ด้านหน้ากำแพงนั้น นักฆ่านิรนามมองรอบบริเวณนั้นไม่มีคนอยู่ในทั้งแปดทิศรอบบริเวณนั้นแล้วนักฆ่านิรนามถอดเสื้อชุดลำลองคอกลมแขนยาวของเขาออกเผยให้เห็นเสื้อคอกลมลายทางแดงขาว ถอดกางเกงขายาวชุดลำลองของเขาออกเผยให้เห็นกางเกงขายางสีดำสำหรับผู้หญิง แล้วนักฆ่านิรนามหยิบวิกผมสั้นหยักศกสีน้ำตาลออกมาจากช่องใหญ่ของกระเป๋าสะพายไหล่มาใส่ไว้ที่หัวแล้วหยิบเสื้อสีเนื้อยาวถึงหัวเข่าแขนยาวออกมาจากช่องใหญ่ของกระเป๋าสะพายไหล่ แล้วนักฆ่านิรนามยัดเสื้อคอกลมแขนยาวชุดลำลองของเขากับกางเกงขายาวชุดลำลองเขายัดเข้าไปในช่องใหญ่ของกระเป๋าสะพายไหล่ แล้วนักฆ่านิรนามก็ใส่เสื้อสีเนื้อยาวถึงเข่ามีแขนยาวคลุมตัวเขาไว้ แล้วเดินกลับมาผ่านบ้านหลังนั้นแล้วชำเลืองไปมองจากด้านข้างไปถึงด้านหลังเดินผ่านหน้าบ้านแล้วมองดูที่หน้าบ้านตั้งแต่ลานบ้าน,ประตูรั้ว,ประตูบ้าน,ระเบียง,หน้าต่าง,หลังคา,กำแพงแล้วก็เดินกลับไปซ่อนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ต้นเดิมนักฆ่านิรนามชำเลืองมองหันหัวไปดูรอบสามร้อยหกสิบองศาไม่มีคนอยู่แถวนั้นไม่มีคนเดินผ่านไปผ่านมาไม่มีคนจะเดินมาจากฝั่งซ้ายไม่มีคนจะเดินมาจากฝั่งขวาไม่มีคนจากอีกฝากจะข้ามถนนมานักฆ่านิรนามก็ถอดเสื้อสีเนื้อยาวถึงเข่ามีแขนยาวออกแล้ววางพาดบนแขนขวาไว้ถอดเสื้อสีดำมีกระดุมออกแล้ววางพาดบนแขนขวาไว้หยิบเสื้อชุดลำลองคอกลมแขนยาวของเขาออกมาจากช่องใหญ่ของกระเป๋าสะพายไหล่แล้วใส่เสื้อชุดลำลองคอกลมของเขาทับเสื้อคอกลมลายทางแดงขาว หยิบกางเกงชุดลำลองขายาวของเขาออกมาแล้วใส่ทับกางเกงขายาวสำหรับผู้หญิงนั้นแล้วยัดเสื้อสีเนื้อยาวถึงเข่ามีแขนยาว,เสื้อสีดำมีกระดุม,วิกผมสั้นหยักศกสีน้ำตาลลงไปในช่องใหญ่ของกระเป๋าสะพาย แล้วเดินกลับเข้าบ้านพักแล้วเอาข้าวปั้นไปเก็บไว้ในตู้เย็น จากนั้นนักฆ่าเปิดกระเป๋าเดินทางของตน หยิบสมุดไดอารี่เล่มเบ้อเร่อออกมา แล้วเขียนแผนผังพื้นที่ วาดรูปบ้านหลังนั้น วาดประตูรั้ว,หน้าต่าง,ประตูบ้าน,ผนัง,กำแพง,หลังคา,ลานบ้าน,ถนน,ทางเข้า,ทางออก,สถานที่ใกล้บ้านหลังนั้น เขียนรายละเอียด เขียนว่าถ้าฆ่าเป้าหมายจากตรงนี้หรือคนอื่นหรือมาพบเข้าจะเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้ทำอะไรได้ สถานที่นี้ใช้ทำอะไรได้ สถานที่นี้หลบหนีได้ไหม แผนหลบหนีนี้จะทำให้เกิดอะไรขึ้น รวมไปถึงกำหนดแผนหลักฆ่าเป้าหมายเอาไว้พร้อมด้วยแผนสำรองจำนวนมาก เขียนโน๊ตไว้มากมายในหน้ากระดาษของสมุดไดอารี่นั้น เขียนลูกศรพร้อมข้อความกำกับ วาดรูปใกล้ๆกับรูปบ้านหลังนั้น,ประตูรั้ว,หน้าต่าง,ประตูบ้าน,ผนัง,กำแพง,หลังคา,ลานบ้านถนน,ทางเข้า,ทางออก,สถานที่ใกล้บ้านหลังนั้น พร้อมเขียนลูกศรและข้อความกำกับข้างรูปทุกรูป นักฆ่านิรนามถอดชั้นแรกของกระเป๋าเดินทางออก หยิบปืนBrügger & Thomet APC PROมาสองกระบอก หยิบถุงใส่กระสุน10mm autoไว้ในแม็กกาซีนรูปร่างกลมสองแม็กกาซีนแม็กกาซีนละห้าสิบนัด และใส่กระสุน10mm autoลงไปในแม็กกาซีนแบบแท่งสองแม็กกาซีนแม็กกาซีนละสามสิบนัด แล้วนักฆ่านิรนามใส่แม็กกาซีนแบบแท่งเข้าไปในปืนBrügger & Thomet APC PROทั้งสองกระบอก นักฆ่านิรนามหยิบถุงกระสุน9×19 parabellumแล้วหยิบกระสุน9×19 parabellumออกจากถุงใส่ลงไปในแม็กกาซีนกลมสองแม็กกาซีน แม็กกาซีนละห้าสิบนัด ใส่กระสุน9×19 parabellumลงไปในแม็กกาซีนแบบแท่งสองแม็กกาซีนแม็กกาซีนละสามสิบห้านัด และนักฆ่านิรนามก็หยิบปืนBeretta 93Rกระบอกหนึ่งกับพานท้ายโพลีเมอร์แท่งยาวสีดำออกมา บรรจุแม็กกาซีนหนึ่งในสองแม็กกาซีนที่พึ่งบรรจุกระสุน9×19 parabellumไปเมื่อกี้เข้าไปในปืนBeretta 93R ขึ้นลำปืนทั้งBrügger & Thomet APCสองกระบอกและBeretta 93Rหนึ่งกระบอกแล้วเก็บปืนทั้งหมดและแม็กกาซีนที่บรรจุกระสุนแล้วทั้งหมดไว้ในชั้นสองของกระเป๋าเดินทางอย่างเดิม ปิดชั้นสองของกระเป๋าเดินทางทับด้วยชั้นแรกของกระเป๋าเดินทางแล้วปิดกระเป๋าเดินทา แล้วนักฆ่านิรนามถอดเสื้อผ้าออกวางไว้กับเตียงนุ่งผ้าขนหนูเดินเข้าไปอาบน้ำ เสร็จแล้วออกมาจากห้องน้ำใส่ชุดลำลองเดินไปเปิดตู้เย็นกินข้าวปั้นก้อนหนึ่ง




