folder
วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569
27/03/1992 10/09/1999
27 มีนาคม ค.ศ.1992
เมืองซันมุ จังหวัดชิบะ ภูมิภาคคันโต ประเทศญี่ปุ่น
・เสียงทารกร้องเสียงดัง แม่ของทารกนั้นพูดคำว่า "อาโออิ" ออกมา
(เวลาไม่แน่ชัด แต่ก่อนอาโออิอายุ4ปี)
เด็กหญิงอาโออิพูดกับตัวเองหน้ากระจกเป็นประจำทุกวัน เธอหลงใหลในเซเลอร์มูน และชอบตัวละครสูง ๆ อย่างเซเลอร์จูปิเตอร์
ค.ศ.1996
・อาโออิอายุ4ปี กลุ่มละครเด็กได้ชักชวนอาโออิให้เข้าร่วม เธอตอบตกลง อาโออิได้กลายเป็นนักแสดงเด็กนับตั้งแต่นั้น
ค.ศ.1999
・อาโออิอายุ7ปี เธอได้ปรากฏตัวในหนังฉายโรงและละครโทรทัศน์ และจะเป็นนักแสดงประจำรายการวาไรตี้ของญี่ปุ่นจนกระทั่งเธออายุ10ปีในปีค.ศ.2002
ค.ศ.2003
・อาโออิอายุ11ปีและเรียนอยู่ชั้นป.5 เธอได้พากย์เสียงตัวละครในอนิเมะแทนนักพากย์เสียงเด็กคนเดิมที่ป่วย และเธอเบี่ยงเบนอาชีพของเธอไปยังงานพากย์เสียงนับแต่นั้นมา
ค.ศ.2007
・อาโออิอายุ15ปี เธอได้สังกัดบริษัทตัวแทนนักแสดงแห่งหนึ่ง
・ปีนี้อาโออิได้ดูTransformersภาคแรกของMichael Bayแล้วและกลายเป็นแฟนตัวยงของแฟรนไชส์นี้นับแต่นั้นมา
27 มีนาคม ค.ศ.1992
-ตอนกลางคืน
・สัตว์ประหลาดราเมือกได้แผ่ขยายเส้นใยชอนใชทั่วชั้นดินของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองซันมุ จังหวัดชิบะ ภูมิภาคคันโต ประเทศญี่ปุ่น แล้วสัตว์ประหลาดราเมือกนั้นก็ขยายขนาดขึ้นจนคลุมบ้านของอาโออิทั้งหลัง แล้วมันก็ชอนไชเข้าไปในบ้านจนจับเกาะพ่อแม่ของอาโออิได้แล้วมันก็ใช้เส้นใยดูดกลืนเลือด, น้ำเหลืองของพ่อแม่อาโออิจนหมดตัวตาย อาโออิในตอนนั้น ถูกร่างเงาดำที่สูง180ซม.ในชุดสูทสีดำอุ้มเธอออกมา แล้วบ้านของอาโออิก็ถูกสัตว์ประหลาดราเมือกพังลง จากนั้นบ้านของอาโออิก็ไฟไหม้ ส่วนร่างลึกลับก็พาอาโออิไปไว้ที่บ้านร้างสองชั้นที่กลางป่าแห่งหนึ่งซึ่งมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน
・อยู่ ๆ บ้านของครอบครัวและญาติที่เหลืออยู่ของอาโออิก็เกิดมีแก๊สมีเทนพุ่งขึ้นมาจากใต้ดินแล้วเกิดระเบิดแล้วก็เกิดไฟไหม้ ครอบครัวและญาติที่เหลือของอาโออิตายทั้งหมด ตอนนี้อาโออิเหลือตัวคนเดียวอย่างแท้จริง
10 กันยายน ค.ศ.1999
・สัตว์ประหลาดพืชไม้เลื้อยขนาด3เมตรที่เถาวัลย์เหมือนหนวดปลาหมึกบุกเข้ามาในบ้านปัจจุบันของอาโออิ แล้วสัตว์ประหลาดพืชไม้เลื้อยนั้นใช้เถาวัลย์หนวดปลาหมึกของมันเลื้อยรัดรอบตัวอาโออิไว้แน่น จากนั้นก็ใช้เถาวัลย์หนวดปลาหมึกนั้นหุ้มร่างอาโออิไว้มิดจนมองไม่เห็น แล้วมันก็กลิ้งออกมาจากบ้าน มันพาเธอไปที่ห้อง ๆ หนึ่ง
・อาโออิตื่นขึ้นมาพบว่าเธอถูกขังไว้ในห้องปิดตายห้องหนึ่งที่สภาพเหมือนกับห้องในตึกร้างแต่ได้รับการดัดแปลงแล้ว แต่มีเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่างครบครัน ยกเว้นสื่อบันเทิงนอกจากโทรทัศน์เครื่องหนึ่ง
10 กันยายน ค.ศ.2026
・อาโออิถูกขังมา27ปี ปัจจุบันเธออายุ34ปี ประตูห้องขังลับถูกเปิด มีกลุ่มคนลึกลับที่ไม่อาจระบุตัวตนได้ใช้ผ้าปิดตา ใช้เชือกมัดมือ มัดเท้า เอาเทปปิดปากเธอไว้ จากนั้นก็ฉีดยานอนหลับเข้ากระแสเลือดของเธอ
・อาโออิถูกทิ้งกลางป่าแห่งหนึ่ง เทปที่ปากเธอถูกถอด ผ้าปิดตาถูกถอดออก มือ เท้า ถูกถอดเชือกออก แล้วมีเงินพันเยนถูกยัดใส่มือเธอ
・อาโออิตื่นขึ้นมากลางป่าร้าง เธอเดินลงจากป่าบนเขาเข้าเมืองอย่างช้าๆ เธอใช้เงินพันเยนที่มีอยู่ซื้อซูชิหน้าปลาดิบมากินมื้อนึง
・เธอเดินเข้าไปหาเรื่องนักเลงกลุ่มหนึ่งแล้วต่อสู้ชนะได้ แล้วขโมยกระเป๋าเงินของนักเลงทุกคนนั้นมา
・เธอเข้าร้านราเม็งแล้วกินราเม็งชามหนึ่ง จ่ายด้วยเงินที่เธอขโมยมา
・เธอได้เช่าบ้านหลังหนึ่ง
・เธอได้สมัครเป็นนักมวยในค่ายมวยแห่งหนึ่ง
11 กันยายน ค.ศ.2026
・อาโออิขึ้นชกเป็นครั้งแรก เงินที่ได้รับจากอาชีพนักมวยทำให้เธอมีเงินที่เธอต้องการ
・เธอเริ่มตามหาหนังสือและแผนที่เกี่ยวกับบ้านร้างและตึกร้างและป่าร้าง
・เธอใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับหนังสือและแผนที่บ้านร้างและตึกร้างและป่าร้าง
14 กันยายน ค.ศ.2026
・เธอพบภาพ ๆ หนึ่งที่ตรงกับความทรงจำของเธอตอนที่เธอถูกทิ้งไปกลางป่าร้างหลังจากถูกขัง27ปี
・เธอไปที่ป่าร้างนั้น มันคือป่าที่เธอถูกทิ้งไว้หลังจากเธอถูกขังมา27ปี เธอออกสำรวจป่าร้างนั้นเผื่อจะพบที่ ๆ ขังเธอไว้ แล้วเธอก็พบอาคารร้างแห่งหนึ่ง
・เธอเข้าไปอาคารร้างหลังนั้น แต่เมื่อเข้าไปในอาคารแล้ว ข้างในอาคารคืออาคารอีกหลังหนึ่ง เมื่อเข้าไปในอาคารซ้อนที่ตั้งอยู่ภายในอาคารแรกแล้ว เธอเปิดห้องทุกห้อง ห้องทุกห้องมีห้องภายในซ้อนอยู่อีกทีหนึ่ง เธอก็เปิดห้องที่ซ้อนอยู่นั้นด้วย แล้วเธอก็พบห้องที่ขังเธอ เธอรวบรวมหลักฐานและเบาะแสทุกอย่างที่จะตามหาคนที่ขังเธอ แล้วเธอก็พบเครื่องดักฟังและกล้องวงจรปิด ส่วนนอกเหนือจากนั้นทั้งในอาคารชั้นในและอาคารชั้นนอกนั้นไม่พบอะไรเลย
・กล้องวงจรปิดนั้นยังมีการ์ดความจำใส่ไว้อยู่
・แล้วก็มีชายจรจัดคนหนึ่งเดินเข้ามาหาอาโออิ เขายื่นโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งให้เธอ
"เขาให้เอาโทรศัพท์มือถือมาให้เธอ ให้เธอเอาเครื่องติดตามมาแลก"
"อะไรนะ!?"
"เขาบอกว่าที่หลังเธอแถว ๆ ไหล่ซ้ายมีรอยผ่าตัดอยู่ เขาบอกด้วยว่าถ้าเธอค้นห้องในตึกนั่นแล้วเธอน่าจะมีของผ่าหนังเธอเอามันออกมาแล้ว"
・อาโออิเอามีดพับออกมาผ่าด้านหลังแถวไหล่ซ้ายของเธอ แล้วก็พบเครื่องติดตามออกมา อาโออิเอาเครื่องติดตามให้ชายจรจัดคนนั้น อาโออิเอาปลาสเตอร์ปิดแผลเธอไว้ แล้วเธอก็ตามชายจรจัดคนนั้นไป เห็นชายจรจัดแลกเครื่องติดตามนั้นกับปึกเงินปึกใหญ่ต้องกอบด้วยสองมือกับมือลึกลับในแขนเสื้อสีดำในรถAston Martin DB5 เมื่อชายจรจัดจากไปแล้ว เธอก็เดินเข้าไปหารถAston Martin DB5คันนั้น
อาโออิตะโกนลั่นป่าเขา แถมเสียงสะท้อนก็ลั่นพอ ๆ กัน
"ขังฉันเอาไว้ทำไมตั้ง27ปี!? ทำไมต้องขังฉันไว้ตั้ง27ปี!? ฮะ!?"
จอห์นนี่ ชายหนุ่ม สูง180เซนติเมตร หน้าผากกว้าง คิ้วหนาใหญ่ จมูกใหญ่ ผมสั้นสีดำ ตาสีน้ำตาล ผิวคล้ำเพราะตากแดด มีปานที่คอหนึ่งปาน มีปานที่ข้อมือซ้ายหนึ่งปาน น้ำหนัก60กิโลกรัม ใส่ชุดสูทสีดำ หันหน้ามามองอาโออิช้า ๆ เปิดประตูรถข้างอาโออิออกไป
"ขึ้นรถมา"
"ทำไม!?"
จากนั้นอาโออิก็ใช้มีดพับจ่อคอจอห์นนี่
"เธอจะไม่มีวันรู้คำตอบถ้าฉันตาย เธอจะไม่ได้แก้แค้นถ้าเธอฆ่าฉันแต่เธอกลับไม่รู้ว่าฉันทำไปทำไม เธอจะไม่ได้แก้แค้นถ้าเธอฆ่าฉันแต่เธอมีคำถามอยู่ทุกวัน ใครกันแน่ที่ได้แก้แค้น?"
・อาโออิก็ขึ้นรถAston Martin DB5ของจอห์นนี่ไป
・จอห์นนี่ขับรถAston Martin DB5มาถึงคฤหาสน์ลับของเขา แล้วเขาก็พาอาโออิเข้าไปที่คฤหาสน์
"แกขังฉันเอาไว้ทำไมตั้ง27ปี!?" อาโออิพูด
"เธอถามว่าฉันว่าขังเธอไว้ทำไม
27/03/1992 10/09/1999
27 มีนาคม ค.ศ.1992
เมืองซันมุ จังหวัดชิบะ ภูมิภาคคันโต ประเทศญี่ปุ่น
・เสียงทารกร้องเสียงดัง แม่ของทารกนั้นพูดคำว่า "อาโออิ" ออกมา
(เวลาไม่แน่ชัด แต่ก่อนอาโออิอายุ4ปี)
เด็กหญิงอาโออิพูดกับตัวเองหน้ากระจกเป็นประจำทุกวัน เธอหลงใหลในเซเลอร์มูน และชอบตัวละครสูง ๆ อย่างเซเลอร์จูปิเตอร์
ค.ศ.1996
・อาโออิอายุ4ปี กลุ่มละครเด็กได้ชักชวนอาโออิให้เข้าร่วม เธอตอบตกลง อาโออิได้กลายเป็นนักแสดงเด็กนับตั้งแต่นั้น
ค.ศ.1999
・อาโออิอายุ7ปี เธอได้ปรากฏตัวในหนังฉายโรงและละครโทรทัศน์ และจะเป็นนักแสดงประจำรายการวาไรตี้ของญี่ปุ่นจนกระทั่งเธออายุ10ปีในปีค.ศ.2002
ค.ศ.2003
・อาโออิอายุ11ปีและเรียนอยู่ชั้นป.5 เธอได้พากย์เสียงตัวละครในอนิเมะแทนนักพากย์เสียงเด็กคนเดิมที่ป่วย และเธอเบี่ยงเบนอาชีพของเธอไปยังงานพากย์เสียงนับแต่นั้นมา
ค.ศ.2007
・อาโออิอายุ15ปี เธอได้สังกัดบริษัทตัวแทนนักแสดงแห่งหนึ่ง
・ปีนี้อาโออิได้ดูTransformersภาคแรกของMichael Bayแล้วและกลายเป็นแฟนตัวยงของแฟรนไชส์นี้นับแต่นั้นมา
27 มีนาคม ค.ศ.1992
-ตอนกลางคืน
・สัตว์ประหลาดราเมือกได้แผ่ขยายเส้นใยชอนใชทั่วชั้นดินของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองซันมุ จังหวัดชิบะ ภูมิภาคคันโต ประเทศญี่ปุ่น แล้วสัตว์ประหลาดราเมือกนั้นก็ขยายขนาดขึ้นจนคลุมบ้านของอาโออิทั้งหลัง แล้วมันก็ชอนไชเข้าไปในบ้านจนจับเกาะพ่อแม่ของอาโออิได้แล้วมันก็ใช้เส้นใยดูดกลืนเลือด, น้ำเหลืองของพ่อแม่อาโออิจนหมดตัวตาย อาโออิในตอนนั้น ถูกร่างเงาดำที่สูง180ซม.ในชุดสูทสีดำอุ้มเธอออกมา แล้วบ้านของอาโออิก็ถูกสัตว์ประหลาดราเมือกพังลง จากนั้นบ้านของอาโออิก็ไฟไหม้ ส่วนร่างลึกลับก็พาอาโออิไปไว้ที่บ้านร้างสองชั้นที่กลางป่าแห่งหนึ่งซึ่งมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน
・อยู่ ๆ บ้านของครอบครัวและญาติที่เหลืออยู่ของอาโออิก็เกิดมีแก๊สมีเทนพุ่งขึ้นมาจากใต้ดินแล้วเกิดระเบิดแล้วก็เกิดไฟไหม้ ครอบครัวและญาติที่เหลือของอาโออิตายทั้งหมด ตอนนี้อาโออิเหลือตัวคนเดียวอย่างแท้จริง
10 กันยายน ค.ศ.1999
・สัตว์ประหลาดพืชไม้เลื้อยขนาด3เมตรที่เถาวัลย์เหมือนหนวดปลาหมึกบุกเข้ามาในบ้านปัจจุบันของอาโออิ แล้วสัตว์ประหลาดพืชไม้เลื้อยนั้นใช้เถาวัลย์หนวดปลาหมึกของมันเลื้อยรัดรอบตัวอาโออิไว้แน่น จากนั้นก็ใช้เถาวัลย์หนวดปลาหมึกนั้นหุ้มร่างอาโออิไว้มิดจนมองไม่เห็น แล้วมันก็กลิ้งออกมาจากบ้าน มันพาเธอไปที่ห้อง ๆ หนึ่ง
・อาโออิตื่นขึ้นมาพบว่าเธอถูกขังไว้ในห้องปิดตายห้องหนึ่ง แต่มีเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่างครบครัน ยกเว้นสื่อบันเทิงนอกจากโทรทัศน์เครื่องหนึ่ง
10 กันยายน ค.ศ.2026
・
27/03/1992 10/09/1999
27 มีนาคม ค.ศ.1992
เมืองซันมุ จังหวัดชิบะ ภูมิภาคคันโต ประเทศญี่ปุ่น
・เสียงทารกร้องเสียงดัง แม่ของทารกนั้นพูดคำว่า "อาโออิ" ออกมา
(เวลาไม่แน่ชัด แต่ก่อนอาโออิอายุ4ปี)
เด็กหญิงอาโออิพูดกับตัวเองหน้ากระจกเป็นประจำทุกวัน เธอหลงใหลในเซเลอร์มูน และชอบตัวละครสูง ๆ อย่างเซเลอร์จูปิเตอร์
ค.ศ.1996
・อาโออิอายุ4ปี กลุ่มละครเด็กได้ชักชวนอาโออิให้เข้าร่วม เธอตอบตกลง อาโออิได้กลายเป็นนักแสดงเด็กนับตั้งแต่นั้น
ค.ศ.1999
・อาโออิอายุ7ปี เธอได้ปรากฏตัวในหนังฉายโรงและละครโทรทัศน์ และจะเป็นนักแสดงประจำรายการวาไรตี้ของญี่ปุ่นจนกระทั่งเธออายุ10ปีในปีค.ศ.2002
ค.ศ.2003
・อาโออิอายุ11ปีและเรียนอยู่ชั้นป.5 เธอได้พากย์เสียงตัวละครในอนิเมะแทนนักพากย์เสียงเด็กคนเดิมที่ป่วย และเธอเบี่ยงเบนอาชีพของเธอไปยังงานพากย์เสียงนับแต่นั้นมา
ค.ศ.2007
・อาโออิอายุ15ปี เธอได้สังกัดบริษัทตัวแทนนักแสดงแห่งหนึ่ง
・ปีนี้อาโออิได้ดูTransformersภาคแรกของMichael Bayแล้วและกลายเป็นแฟนตัวยงของแฟรนไชส์นี้นับแต่นั้นมา
27 มีนาคม ค.ศ.1992
・สัตว์ประหลาดราเมือกได้แผ่ขยายเส้นใย
27/03/1992 10/09/1999
27 มีนาคม ค.ศ.1992
เมืองซันมุ จังหวัดชิบะ ภูมิภาคคันโต ประเทศญี่ปุ่น
・เสียงทารกร้องเสียงดัง แม่ของทารกนั้นพูดคำว่า "อาโออิ" ออกมา
(เวลาไม่แน่ชัด แต่ก่อนอาโออิอายุ4ปี)
เด็กหญิงอาโออิพูดกับตัวเองหน้ากระจกเป็นประจำทุกวัน เธอหลงใหลในเซเลอร์มูน และชอบตัวละครสูง ๆ อย่างเซเลอร์จูปิเตอร์
ค.ศ.1996
・อาโออิอายุ4ปี กลุ่มละครเด็กได้ชักชวนอาโออิให้เข้าร่วม เธอตอบตกลง อาโออิได้กลายเป็นนักแสดงเด็กนับตั้งแต่นั้น
ค.ศ.1999
・อาโออิอายุ7ปี เธอได้ปรากฏตัวในหนังฉายโรงและละครโทรทัศน์ และจะเป็นนักแสดงประจำรายการวาไรตี้ของญี่ปุ่นจนกระทั่งเธออายุ10ปีในปีค.ศ.2002
ค.ศ.2003
・อาโออิอายุ11ปีและเรียนอยู่ชั้นป.5 เธอได้พากย์เสียงตัวละครในอนิเมะแทนนักพากย์เสียงเด็กคนเดิมที่ป่วย และเธอเบี่ยงเบนอาชีพของเธอไปยังงานพากย์เสียงนับแต่นั้นมา
ค.ศ.2007
・อาโออิอายุ15ปี เธอได้สังกัดบริษัทตัวแทนนักแสดงแห่งหนึ่ง
・ปีนี้อาโออิได้ดูTransformersภาคแรกของMichael Bayแล้วและกลายเป็นแฟนตัวยงของแฟรนไชส์นี้นับแต่นั้นมา
27 มีนาคม ค.ศ.1992
・สัตว์ประหลาด
27/03/1992 10/09/1999
27 มีนาคม ค.ศ.1992
เมืองซันมุ จังหวัดชิบะ ภูมิภาคคันโต ประเทศญี่ปุ่น
・เสียงทารกร้องเสียงดัง แม่ของทารกนั้นพูดคำว่า "อาโออิ" ออกมา
(เวลาไม่แน่ชัด แต่ก่อนอาโออิอายุ4ปี)
เด็กหญิงอาโออิพูดกับตัวเองหน้ากระจกเป็นประจำทุกวัน เธอหลงใหลในเซเลอร์มูน และชอบตัวละครสูง ๆ อย่างเซเลอร์จูปิเตอร์
ค.ศ.1996
・อาโออิอายุ4ปี กลุ่มละครเด็กได้ชักชวนอาโออิให้เข้าร่วม เธอตอบตกลง อาโออิได้กลายเป็นนักแสดงเด็กนับตั้งแต่นั้น
ค.ศ.1999
・อาโออิอายุ7ปี เธอได้ปรากฏตัวในหนังฉายโรงและละครโทรทัศน์ และจะเป็นนักแสดงประจำรายการวาไรตี้ของญี่ปุ่นจนกระทั่งเธออายุ10ปีในปีค.ศ.2002
ค.ศ.2003
・อาโออิอายุ11ปีและเรียนอยู่ชั้นป.5 เธอได้พากย์เสียงตัวละครในอนิเมะแทนนักพากย์เสียงเด็กคนเดิมที่ป่วย และเธอเบี่ยงเบนอาชีพของเธอไปยังงานพากย์เสียงนับแต่นั้นมา
ค.ศ.2007
・อาโออิอายุ15ปี เธอได้สังกัดบริษัทตัวแทนนักแสดงแห่งหนึ่ง
・ปีนี้อาโออิได้ดูTransformersภาคแรกของMichael Bayแล้วและกลายเป็นแฟนตัวยงของแฟรนไชส์นี้นับแต่นั้นมา
27/03/1992 10/09/1999
27 มีนาคม ค.ศ.1992
เมืองซันมุ จังหวัดชิบะ ภูมิภาคคันโต ประเทศญี่ปุ่น
・เสียงทารกร้องเสียงดัง แม่ของทารกนั้นพูดคำว่า "อาโออิ" ออกมา
(เวลาไม่แน่ชัด แต่ก่อนอาโออิอายุ4ปี)
เด็กหญิงอาโออิพูดกับตัวเองหน้ากระจกเป็นประจำทุกวัน เธอหลงใหลในเซเลอร์มูน และชอบตัวละครสูง ๆ อย่างเซเลอร์จูปิเตอร์
ค.ศ.1996
・อาโออิอายุ4ปี กลุ่มละครเด็กได้ชักชวนอาโออิให้เข้าร่วม เธอตอบตกลง อาโออิได้กลายเป็นนักแสดงเด็กนับตั้งแต่นั้น
ค.ศ.1999
・อาโออิอายุ7ปี เธอได้ปรากฏตัวในหนังฉายโรงและละครโทรทัศน์ และจะเป็นนักแสดงประจำรายการวาไรตี้ของญี่ปุ่นจนกระทั่งเธออายุ10ปีในปีค.ศ.2002
ค.ศ.2003
・อาโออิอายุ11ปีและเรียนอยู่ชั้นป.5 เธอได้พากย์เสียงตัวละครในอนิเมะแทนนักพากย์เสียงเด็กคนเดิมที่ป่วย และเธอเบี่ยงเบนอาชีพของเธอไปยังงานพากย์เสียงนับแต่นั้นมา
ค.ศ.2007
・อาโออิอายุ15ปี เธอได้สังกัดบริษัทตัวแทนนักแสดงแห่งหนึ่ง
・ปีนี้อาโออิได้ดูTransformersภาคแรกของMichael Bayแล้วและกลายเป็นแฟนตัวยงของแฟรนไชส์นี้นับแต่นั้นมา
27/03/1992 10/09/1999
27 มีนาคม ค.ศ.1992
เมืองซันมุ จังหวัดชิบะ ภูมิภาคคันโต ประเทศญี่ปุ่น
・เสียงทารกร้องเสียงดัง แม่ของทารกนั้นพูดคำว่า "อาโออิ" ออกมา
(เวลาไม่แน่ชัด แต่ก่อนอาโออิอายุ4ปี)
เด็กหญิงอาโออิพูดกับตัวเองหน้ากระจกเป็นประจำทุกวัน เธอหลงใหลในเซเลอร์มูน และชอบตัวละครสูง ๆ อย่างเซเลอร์จูปิเตอร์
ค.ศ.1996
・อาโออิอายุ4ปี กลุ่มละครเด็กได้ชักชวนอาโออิให้เข้าร่วม เธอตอบตกลง อาโออิได้กลายเป็นนักแสดงเด็กนับตั้งแต่นั้น
ค.ศ.1999
・อาโออิอายุ7ปี เธอได้ปรากฏตัวในหนังฉายโรงและละครโทรทัศน์ และจะเป็นนักแสดงประจำรายการวาไรตี้ของญี่ปุ่นจนกระทั่งเธออายุ10ปีในปีค.ศ.2002
ค.ศ.2003
・อาโออิอายุ11ปีและเรียนอยู่ชั้นป.5 เธอได้พากย์เสียงตัวละครในอนิเมะแทนนักพากย์เสียงเด็กคนเดิมที่ป่วย และเธอเบี่ยงเบนอาชีพของเธอไปยังงานพากย์เสียงนับแต่นั้นมา
ค.ศ.2007
・อาโออิอายุ15ปี เธอได้สังกัดบริษัทตัวแทนนักแสดงแห่งหนึ่ง
・ปีนี้อาโออิได้ดูTransformersภาคแรกของMichael Bayแล้วและกลายเป็นแฟนตัวยงของแฟรนไชส์นี้นับแต่นั้นมา
วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569
วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569
กระโดดลงมาจากเครื่องบินเจ็ทไม่ใส่ร่มชูชีพกระโดดลงมาจากยอดมะพร้าวกระโดดลงทะเลกลางดงฉลามเหยียบปะการังจะเดินเหยียบเม่นทะเลกระโดดชนใบพัดเครื่องบินCessnaกระโดดชนรถกระโดดลงจากน้ำตกเอาหัวโหม่งพื้นโลกจากเครื่องบินเอาหัวโหม่งเครื่องบินวิ่งฝ่าดงระเบิดวิ่งฝ่าดงมิสไซล์กระโดดลงจากยอดเขาอินทนนท์กระโดดจากยอดเขาลงชายหาดว่ายน้ำเข้าหาแมงกระพรุนไฟโปรตุเกสว่ายน้ำเข้าหาแมงกะพรุนกล่องขับรถตกหน้าผากระโดดตึกระฟ้าเตะถังดินปืนใช้ที่จุดเตาแก๊สจุดดินปืนลุยไฟเผากองขยะลุยไฟเผานาลุยไฟป่ากระโดดจากเครื่องบินเจ็ทไม่ใส่ร่มชูชีพลงทะเล
ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขียนก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ เหนื่อยฉิบหาย พอกันที กับชีวิตที่ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จซักอย่าง ตอนอยู่อยว.มีผู้หญิงมาสารภาพรักจริงจังถึง2ครั้ง จำได้แม่นเลยตอนม.1 ม.2 ป่านนี้ยังไม่มีแฟนซักที ส่งงานเขียนให้สำนักพิมพ์ก็ไม่ผ่าน สำนักพิมพ์ที่เพิ่งตั้งใหม่แย่างสำนักพิมพ์ผวายังไม่รับเลย โกรธ เบื่อหน่าย และหงุดหงิด เริ่มหมดความอดทนแล้ว เริ่มหมดความพยายามแล้ว และจะไม่พยายามต่อไป ทั้งชีวิตมีแต่ความล้มเหลว โคตรน้อยใจโชคชะตาเลย ไอ้ที่อยากทำก็ไม่เคยได้ทำเลย โคตรน่าเบื่อ ผมเคยมั่นใจว่าผมเขียนได้และเก่งด้วยแต่พอได้เขียนจริงผมถึงได้รู้ว่าผมดขียนไม่ได้และไม่เก่งเลยและไม่มีความสามารถด้านนี้เลยผมไม่ได้ฉลาดไม่ได้เก่งอะไรและไม่มีความสามารถในการเขียนเลยแม้แต่0.01%และผมเขียนไม่ได้แค่คนโง่และไร้ความสามารถที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปคนหนึ่ง ผมโง่ ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมไม่มีความสามารถใดๆ ผมไม่มีสติปัญญาใดๆ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ ผมไม่เก่งอะไร ผมรู้แล้วว่าผมทำอะไรไม่เป็นไร้ความสามารถโง่ไม่ฉลาดเลยแค่ไหน
ผมโง่ ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมไม่มีความสามารถใดๆ ผมไม่มีสติปัญญาใดๆ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ ผมไม่เก่งอะไร ผมรู้แล้วว่าผมทำอะไรไม่เป็นไร้ความสามารถโง่ไม่ฉลาดเลยแค่ไหน
ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ
ผมทำไม่ได้เลย ผมไม่เก่งเลยไม่มีความสามารถเลยผมไม่ได้ฉลาดไม่ได้เก่งอะไรและไม่มีความสามารถเลย
ผมไม่มีจุดแข็งเลย
ผมมีแต่เพียงจุดอ่อนเพียงเท่านั้น
ผมมีแต่เพียงจุดบอดเพียงเท่านั้น
ผมไม่มีจุดเด่นอะไรทั้งนั้น
ผมไม่มีจุดเด่นอะไรเลย
ผมมันปัญญาอ่อน ผมมันไร้สาระ ผมมันโง่ ผมมันแย่เลวทรามต่ำช้า ผมมันน่ารังเกียจ
ผมโง่ ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมไม่มีความสามารถใดๆ ผมไม่มีสติปัญญาใดๆ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ ผมไม่เก่งอะไร ผมรู้แล้วว่าผมทำอะไรไม่เป็นไร้ความสามารถโง่ไม่ฉลาดเลยแค่ไหน ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ
ผมทำไม่ได้เลย ผมไม่เก่งเลยไม่มีความสามารถเลยผมไม่ได้ฉลาดไม่ได้เก่งอะไรและไม่มีความสามารถเลย
ผมไม่มีจุดแข็ง
ผมมีแต่เพียงจุดอ่อนเพียงเท่านั้น
ผมมีแต่เพียงจุดบอดเพียงเท่านั้น
ผมไม่มีจุดเด่นอะไรทั้งนั้น
ผมไม่มีจุดเด่นอะไรเลย
ผมมันปัญญาอ่อน ผมมันไร้สาระ ผมมันโง่ ผมมันแย่เลวทรามต่ำช้าผมมันน่ารังเกียจ
ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขียนก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ เหนื่อยฉิบหาย พอกันที กับชีวิตที่ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จซักอย่าง ตอนอยู่อยว.มีผู้หญิงมาสารภาพรักจริงจังถึง2ครั้ง จำได้แม่นเลยตอนม.1 ม.2 ป่านนี้ยังไม่มีแฟนซักที ส่งงานเขียนให้สำนักพิมพ์ก็ไม่ผ่าน สำนักพิมพ์ที่เพิ่งตั้งใหม่แย่างสำนักพิมพ์ผวายังไม่รับเลย โกรธ เบื่อหน่าย และหงุดหงิด เริ่มหมดความอดทนแล้ว เริ่มหมดความพยายามแล้ว และจะไม่พยายามต่อไป ทั้งชีวิตมีแต่ความล้มเหลว โคตรน้อยใจโชคชะตาเลย ไอ้ที่อยากทำก็ไม่เคยได้ทำเลย โคตรน่าเบื่อ ผมเคยมั่นใจว่าผมเขียนได้และเก่งด้วยแต่พอได้เขียนจริงผมถึงได้รู้ว่าผมดขียนไม่ได้และไม่เก่งเลยและไม่มีความสามารถด้านนี้เลยผมไม่ได้ฉลาดไม่ได้เก่งอะไรและไม่มีความสามารถในการเขียนเลยแม้แต่0.01%และผมเขียนไม่ได้แค่คนโง่และไร้ความสามารถที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปคนหนึ่ง ผมโง่ ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมไม่มีความสามารถใดๆ ผมไม่มีสติปัญญาใดๆ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ ผมไม่เก่งอะไร ผมรู้แล้วว่าผมทำอะไรไม่เป็นไร้ความสามารถโง่ไม่ฉลาดเลยแค่ไหน
ผมโง่ ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมไม่มีความสามารถใดๆ ผมไม่มีสติปัญญาใดๆ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ ผมไม่เก่งอะไร ผมรู้แล้วว่าผมทำอะไรไม่เป็นไร้ความสามารถโง่ไม่ฉลาดเลยแค่ไหน
ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ
ผมทำไม่ได้เลย ผมไม่เก่งเลยไม่มีความสามารถเลยผมไม่ได้ฉลาดไม่ได้เก่งอะไรและไม่มีความสามารถเลย
ผมไม่มีจุดแข็งเลย
ผมมีแต่เพียงจุดอ่อนเพียงเท่านั้น
ผมมีแต่เพียงจุดบอดเพียงเท่านั้น
ผมไม่มีจุดเด่นอะไรทั้งนั้น
ผมไม่มีจุดเด่นอะไรเลย
ผมมันปัญญาอ่อน ผมมันไร้สาระ ผมมันโง่ ผมมันแย่เลวทรามต่ำช้า ผมมันน่ารังเกียจ
ผมโง่ ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมไม่มีความสามารถใดๆ ผมไม่มีสติปัญญาใดๆ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ ผมไม่เก่งอะไร ผมรู้แล้วว่าผมทำอะไรไม่เป็นไร้ความสามารถโง่ไม่ฉลาดเลยแค่ไหน
ผมมันโง่ สารควาย ปัญญาอ่อน งี่เง่า กาก
กระโดดพุ่งชนผนัง เอาหัวทุ่มเตียง ตบหัวตัวเอง ต่อยหัวตัวเอง ต่อยหน้าอกตัวเอง ทุ่มเอาตัวกระแทกลงกับเตียง วิ่งเอาตัวชนผนัง พุ่งเอาหัวชนประตูรั้ว เอาไม้ตีหัวตัวเอง ต่อยคอตัวเอง เอาหัวฟาดผนัง เอาหัวฟาดเตียง เอาเก้าอี้ตีหัวตัวเอง เอาหัวกระแทกขอบโต๊ะ เอาหัวกระแทกขอบเตียง เอาหัวกระแทกขอบเก้าอี้ กระโดดเอาตัวทุ่มตัวลงพื้น กระโดดจากชั้นสองของบ้านของลงพื้น
โง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่ กระโดดลงมาจากเครื่องบินเจ็ทไม่ใส่ร่มชูชีพกระโดดลงมาจากยอดมะพร้าวกระโดดลงทะเลกลางดงฉลามเหยียบปะการังจะเดินเหยียบเม่นทะเลกระโดดชนใบพัดเครื่องบินCessnaกระโดดชนรถกระโดดลงจากน้ำตกเอาหัวโหม่งพื้นโลกจากเครื่องบินเอาหัวโหม่งเครื่องบินวิ่งฝ่าดงระเบิดวิ่งฝ่าดงมิสไซล์กระโดดลงจากยอดเขาอินทนนท์กระโดดจากยอดเขาลงชายหาดว่ายน้ำเข้าหาแมงกระพรุนไฟโปรตุเกสว่ายน้ำเข้าหาแมงกะพรุนกล่องขับรถตกหน้าผากระโดดตึกระฟ้าเตะถังดินปืนใช้ที่จุดเตาแก๊สจุดดินปืนลุยไฟเผากองขยะลุยไฟเผานาลุยไฟป่ากระโดดจากเครื่องบินเจ็ทไม่ใส่ร่มชูชีพลงทะเล
ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขียนก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ เหนื่อยฉิบหาย พอกันที กับชีวิตที่ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จซักอย่าง ตอนอยู่อยว.มีผู้หญิงมาสารภาพรักจริงจังถึง2ครั้ง จำได้แม่นเลยตอนม.1 ม.2 ป่านนี้ยังไม่มีแฟนซักที ส่งงานเขียนให้สำนักพิมพ์ก็ไม่ผ่าน สำนักพิมพ์ที่เพิ่งตั้งใหม่แย่างสำนักพิมพ์ผวายังไม่รับเลย โกรธ เบื่อหน่าย และหงุดหงิด เริ่มหมดความอดทนแล้ว เริ่มหมดความพยายามแล้ว และจะไม่พยายามต่อไป ทั้งชีวิตมีแต่ความล้มเหลว โคตรน้อยใจโชคชะตาเลย ไอ้ที่อยากทำก็ไม่เคยได้ทำเลย โคตรน่าเบื่อ ผมเคยมั่นใจว่าผมเขียนได้และเก่งด้วยแต่พอได้เขียนจริงผมถึงได้รู้ว่าผมดขียนไม่ได้และไม่เก่งเลยและไม่มีความสามารถด้านนี้เลยผมไม่ได้ฉลาดไม่ได้เก่งอะไรและไม่มีความสามารถในการเขียนเลยแม้แต่0.01%และผมเขียนไม่ได้แค่คนโง่และไร้ความสามารถที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปคนหนึ่ง ผมโง่ ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมไม่มีความสามารถใดๆ ผมไม่มีสติปัญญาใดๆ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ ผมไม่เก่งอะไร ผมรู้แล้วว่าผมทำอะไรไม่เป็นไร้ความสามารถโง่ไม่ฉลาดเลยแค่ไหน
ผมโง่ ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมไม่มีความสามารถใดๆ ผมไม่มีสติปัญญาใดๆ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ ผมไม่เก่งอะไร ผมรู้แล้วว่าผมทำอะไรไม่เป็นไร้ความสามารถโง่ไม่ฉลาดเลยแค่ไหน
ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ
ผมทำไม่ได้เลย ผมไม่เก่งเลยไม่มีความสามารถเลยผมไม่ได้ฉลาดไม่ได้เก่งอะไรและไม่มีความสามารถเลย
ผมไม่มีจุดแข็งเลย
ผมมีแต่เพียงจุดอ่อนเพียงเท่านั้น
ผมมีแต่เพียงจุดบอดเพียงเท่านั้น
ผมไม่มีจุดเด่นอะไรทั้งนั้น
ผมไม่มีจุดเด่นอะไรเลย
ผมมันปัญญาอ่อน ผมมันไร้สาระ ผมมันโง่ ผมมันแย่เลวทรามต่ำช้า ผมมันน่ารังเกียจ
ผมโง่ ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมไม่มีความสามารถใดๆ ผมไม่มีสติปัญญาใดๆ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ ผมไม่เก่งอะไร ผมรู้แล้วว่าผมทำอะไรไม่เป็นไร้ความสามารถโง่ไม่ฉลาดเลยแค่ไหน ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ
ผมทำไม่ได้เลย ผมไม่เก่งเลยไม่มีความสามารถเลยผมไม่ได้ฉลาดไม่ได้เก่งอะไรและไม่มีความสามารถเลย
ผมไม่มีจุดแข็ง
ผมมีแต่เพียงจุดอ่อนเพียงเท่านั้น
ผมมีแต่เพียงจุดบอดเพียงเท่านั้น
ผมไม่มีจุดเด่นอะไรทั้งนั้น
ผมไม่มีจุดเด่นอะไรเลย
ผมมันปัญญาอ่อน ผมมันไร้สาระ ผมมันโง่ ผมมันแย่เลวทรามต่ำช้าผมมันน่ารังเกียจ
ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขียนก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ เหนื่อยฉิบหาย พอกันที กับชีวิตที่ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จซักอย่าง ตอนอยู่อยว.มีผู้หญิงมาสารภาพรักจริงจังถึง2ครั้ง จำได้แม่นเลยตอนม.1 ม.2 ป่านนี้ยังไม่มีแฟนซักที ส่งงานเขียนให้สำนักพิมพ์ก็ไม่ผ่าน สำนักพิมพ์ที่เพิ่งตั้งใหม่แย่างสำนักพิมพ์ผวายังไม่รับเลย โกรธ เบื่อหน่าย และหงุดหงิด เริ่มหมดความอดทนแล้ว เริ่มหมดความพยายามแล้ว และจะไม่พยายามต่อไป ทั้งชีวิตมีแต่ความล้มเหลว โคตรน้อยใจโชคชะตาเลย ไอ้ที่อยากทำก็ไม่เคยได้ทำเลย โคตรน่าเบื่อ ผมเคยมั่นใจว่าผมเขียนได้และเก่งด้วยแต่พอได้เขียนจริงผมถึงได้รู้ว่าผมดขียนไม่ได้และไม่เก่งเลยและไม่มีความสามารถด้านนี้เลยผมไม่ได้ฉลาดไม่ได้เก่งอะไรและไม่มีความสามารถในการเขียนเลยแม้แต่0.01%และผมเขียนไม่ได้แค่คนโง่และไร้ความสามารถที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปคนหนึ่ง ผมโง่ ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมไม่มีความสามารถใดๆ ผมไม่มีสติปัญญาใดๆ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ ผมไม่เก่งอะไร ผมรู้แล้วว่าผมทำอะไรไม่เป็นไร้ความสามารถโง่ไม่ฉลาดเลยแค่ไหน
ผมโง่ ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมไม่มีความสามารถใดๆ ผมไม่มีสติปัญญาใดๆ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ ผมไม่เก่งอะไร ผมรู้แล้วว่าผมทำอะไรไม่เป็นไร้ความสามารถโง่ไม่ฉลาดเลยแค่ไหน
ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ
ผมทำไม่ได้เลย ผมไม่เก่งเลยไม่มีความสามารถเลยผมไม่ได้ฉลาดไม่ได้เก่งอะไรและไม่มีความสามารถเลย
ผมไม่มีจุดแข็งเลย
ผมมีแต่เพียงจุดอ่อนเพียงเท่านั้น
ผมมีแต่เพียงจุดบอดเพียงเท่านั้น
ผมไม่มีจุดเด่นอะไรทั้งนั้น
ผมไม่มีจุดเด่นอะไรเลย
ผมมันปัญญาอ่อน ผมมันไร้สาระ ผมมันโง่ ผมมันแย่เลวทรามต่ำช้า ผมมันน่ารังเกียจ
ผมโง่ ผมไร้ความสามารถ ผมไร้สติปัญญา ผมไม่มีความสามารถใดๆ ผมไม่มีสติปัญญาใดๆ ผมไร้สติปัญญา ผมมันโง่ ผมมันไร้สติปัญญา ผมมันไร้ความสามารถ ผมไม่เก่งอะไร ผมรู้แล้วว่าผมทำอะไรไม่เป็นไร้ความสามารถโง่ไม่ฉลาดเลยแค่ไหน
ผมมันโง่ สารควาย ปัญญาอ่อน งี่เง่า กาก
กระโดดพุ่งชนผนัง เอาหัวทุ่มเตียง ตบหัวตัวเอง ต่อยหัวตัวเอง ต่อยหน้าอกตัวเอง ทุ่มเอาตัวกระแทกลงกับเตียง วิ่งเอาตัวชนผนัง พุ่งเอาหัวชนประตูรั้ว เอาไม้ตีหัวตัวเอง ต่อยคอตัวเอง เอาหัวฟาดผนัง เอาหัวฟาดเตียง เอาเก้าอี้ตีหัวตัวเอง เอาหัวกระแทกขอบโต๊ะ เอาหัวกระแทกขอบเตียง เอาหัวกระแทกขอบเก้าอี้ กระโดดเอาตัวทุ่มตัวลงพื้น กระโดดจากชั้นสองของบ้านของลงพื้น
โง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่าตัวตาย อยากโดนข่มขืน ทุบหน้าอกตัวเอง ตาย สมควรโดนข่มขืนโง่ งี่เง่า น่ารังเกียจ
บทลงโทษคือฆ่
อากาศแห้งและร้อนขึ้นจนเกิดคลื่นความร้อน ทำให้ดินแห้ง และความชื้นหายไป พืชเหี่ยวจนแห้ง เมฆหายไป และเงาดำสัตว์ประหลาดได้ปล่อยแสงออกมา แสงสะท้อนเพิ่มมากขึ้น และปล่อยลมให้พัดจากผืนแผ่นดินไปทางมหาสมุทร ฝนไม่ตก น้ำในแหล่งน้ำลดลงจนเกือบแห้ง อากาศแห้ง ความร้อน พืชที่แห้ง เงาดำนั้นทำให้ไฟเกิดขึ้นเองจนเกิดไฟป่า
วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569
ตั้งแต่15:00น.ถึง16:42น.
สตีเฟน คิง: กล่อง
ไม่มีใครให้คุยด้วยนอกจากเฮนรี นอร์ธรัป เดกซ์ สแตนลีย์ เป็นหัวหน้าภาควิชาสัตววิทยา และครั้งหนึ่งอาจเคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยหากเขาเก่งเรื่องการเมืองในแวดวงวิชาการมากกว่านี้ ภรรยาของเขาเสียชีวิตไปเมื่อยี่สิบปีก่อน และพวกเขาก็ไม่มีลูก สิ่งที่เหลืออยู่ของครอบครัวของเขาทั้งหมดก็อยู่ทางตะวันตกของเทือกเขาร็อกกี เขาไม่เก่งเรื่องการหาเพื่อน
นอร์ธรัปเป็นข้อยกเว้น ในบางแง่ พวกเขาสองคนเหมือนกัน ทั้งคู่ต่างผิดหวังกับเกมการเมืองในมหาวิทยาลัยที่ส่วนใหญ่ไร้ความหมายแต่ก็โหดร้ายเสมอ สามปีก่อน นอร์ธรัปเคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานภาควิชาภาษาอังกฤษที่ว่างอยู่ เขาแพ้ และหนึ่งในเหตุผลก็คือภรรยาของเขา วิลมา ผู้หญิงที่หยาบคายและไม่น่าคบหา ในงานเลี้ยงค็อกเทลไม่กี่ครั้งที่เดกซ์เคยไปร่วม ซึ่งคนอังกฤษและคนเรียนสัตววิทยาเข้ากันได้ดี ดูเหมือนเขาจะจำเสียงห้าวๆ เหมือนเสียงร้องของล่อของเธอได้เสมอ ที่คอยบอกภรรยาของอาจารย์ใหม่ว่า "เรียกฉันว่าบิลลี่ก็ได้ ทุกคนเรียกแบบนั้น!"
เดกซ์วิ่งโซเซข้ามสนามหญ้าไปที่ประตูบ้านของนอร์ธรัป วันนั้นเป็นวันพฤหัสบดี และภรรยาที่ไม่น่าพึงใจของนอร์ธรัปมีสอนสองวิชาในคืนวันพฤหัสบดี ดังนั้น มันจึงเป็นคืนเล่นหมากรุกของเดกซ์และเฮนรี่ ทั้งสองคนเล่นหมากรุกด้วยกันมาแปดปีแล้ว
เดกซ์กดกริ่งข้างประตูบ้านเพื่อน แล้วก็พิงกริ่งไว้ ประตูเปิดออกในที่สุด และนอร์ธรัปก็อยู่ตรงนั้น
"เดกซ์" เขากล่าว "ฉันไม่คิดว่านายจะมาอีก--"
เดกซ์ผลักเขาเข้าไปข้างใน "วิลมา" เขากล่าว "เธออยู่ไหม?"
"ไม่ เธอออกไปแล้วสิบห้านาที ฉันกำลังทำอาหารกินอยู่" "เดกซ์ นายดูแย่มากเลย"
พวกเขาเดินอยู่ใต้แสงไฟในโถงทางเดิน และแสงนั้นส่องสว่างใบหน้าซีดเซียวของเดกซ์ ทำให้เห็นริ้วรอยลึกและเข้มราวกับรอยแยกบนพื้นดิน เดกซ์อายุหกสิบเอ็ดปี แต่ในคืนเดือนสิงหาคมที่ร้อนอบอ้าว เขาดูเหมือนคนอายุเก้าสิบมากกว่า
"ฉันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นแหละ" เดกซ์เช็ดปากด้วยหลังมือ "แล้วไงล่ะ?"
"ฉันกลัวว่าฉันกำลังจะบ้า เฮนรี่ หรือไม่ก็ฉันอาจจะบ้าไปแล้ว"
"อยากกินอะไรไหม วิลมาทิ้งแฮมเย็นไว้ให้"
"ฉันอยากดื่มมากกว่า ดื่มสักแก้วใหญ่ๆ" "
ก็ได้"
"มีคนตายสองคน เฮนรี่" เดกซ์พูดอย่างกระทันหัน "และฉันอาจถูกตำหนิได้ ใช่ ฉันรู้ว่าฉันอาจถูกตำหนิได้ แต่ไม่ใช่ฉันหรอก มันเป็นลังต่างหาก และฉันก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้างในนั้นมีอะไร!" เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
"ตายเหรอ?" นอร์ธรัปกล่าว"นี่อะไรกัน เดกซ์?"
"ภารโรงคนหนึ่ง ฉันไม่รู้จักชื่อเขา และเกเรสัน นักศึกษาปริญญาโท เขาบังเอิญอยู่ที่นั่นพอดี ขวางทาง...อะไรสักอย่างนั่นแหละ"
เฮนรี่จ้องมองใบหน้าของเดกซ์อยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "เดี๋ยวฉันไปเอาเครื่องดื่มมาให้เราทั้งคู่"
เขาเดินออกไป เดกซ์เดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น ผ่านโต๊ะเตี้ยที่วางโต๊ะหมากรุกไว้แล้ว และจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างโค้งที่สวยงาม สิ่งที่อยู่ในใจเขา เพลาหรืออะไรก็ตามนั้น ตอนนี้ดูไม่น่าจะหักได้ง่ายๆ แล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่ยังมีเฮนรี่ น
อร์ธรัปกลับมาพร้อมแก้วเล็กๆ สองใบที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง น้ำแข็งจากเครื่องทำน้ำแข็งอัตโนมัติของตู้เย็น สแตนลีย์คิดอย่างไม่ตั้งใจ วิลมา "เรียกฉันว่าบิลลี่ก็ได้ ทุกคนก็เรียกแบบนั้น" นอร์ธรัปยืนกรานในความสะดวกสบายแบบสมัยใหม่... และเมื่อวิลมายืนกรานอะไรสักอย่าง เธอก็ทำอย่างดุเดือด
นอร์ธรัปรินเหล้าคัตตี้ซาร์กใส่แก้วทั้งสองใบ เขาส่งแก้วหนึ่งให้สแตนลีย์ ซึ่งทำเหล้าสกอตช์หกใส่ปลายนิ้ว ทำให้แผลเล็กๆ ที่เขาได้มาจากห้องแล็บเมื่อสองสามวันก่อนแสบ เขาเพิ่งรู้ตัวตอนนั้นเองว่ามือของเขาสั่น เขาดื่มวิสกี้ไปครึ่งแก้ว วิสกี้เดือดพล่านในท้อง ตอนแรกมันร้อน แล้วค่อยๆ แผ่ความอบอุ่นออกมาอย่างช้าๆ
“นั่งลงสิ” นอร์ธรัปพูด
เดกซ์นั่งลงและดื่มอีกครั้ง คราวนี้มันดีขึ้นมาก เขามองไปที่นอร์ธรัป ซึ่งกำลังมองกลับมาที่ขอบแก้วของตัวเอง เดกซ์มองไปทางอื่น มองออกไปที่ดวงจันทร์สีแดงฉานที่ลอยอยู่เหนือขอบฟ้า เหนือมหาวิทยาลัย ซึ่งควรจะเป็นที่ตั้งของเหตุผล สมองส่วนหน้าของระบบการเมือง มันสอดคล้องกับเรื่องของลังไม้ เสียงกรีดร้อง และเลือดได้อย่างไร
“คนตายแล้วเหรอ?” นอร์ธรัปพูดในที่สุด
“แน่ใจเหรอว่าพวกเขาตายแล้ว?”
“ใช่ ศพหายไปแล้ว อย่างน้อยฉันก็คิดอย่างนั้น แม้แต่กระดูก... ฟัน... แต่เลือด... เลือดน่ะ...”
“ไม่ ฉันไม่รู้อะไรเลย คุณต้องเริ่มตั้งแต่ต้น” สแตนลีย์ดื่มอีกครั้งแล้ววางแก้วลง “แน่นอน ผมรู้” เขากล่าว “ใช่ มันเริ่มต้นตรงที่มันจบลง ที่ลังไม้ ภารโรงเจอลังไม้...”
เดกซ์เตอร์ สแตนลีย์ เข้ามาในอาคารแอมเบอร์สัน ซึ่งบางครั้งเรียกว่าอาคารสัตววิทยาเก่า ในบ่ายวันนั้นเวลาสามโมง อากาศร้อนจัด และวิทยาเขตดูเงียบเหงาและไร้ชีวิตชีวา แม้จะมีหัวฉีดน้ำหมุนอยู่หน้าบ้านพักของชมรมและหอพักโอลด์ฟรอนท์ก็ตาม หอพักโอ
ลด์ฟรอนท์สร้างขึ้นตั้งแต่ต้นศตวรรษ แต่แอมเบอร์สันฮอลล์นั้นเก่าแก่กว่ามาก มันเป็นหนึ่งในอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยที่เพิ่งฉลองครบรอบสามร้อยปีไปเมื่อสองปีก่อน มันเป็นอาคารอิฐสูงที่ปกคลุมไปด้วยไม้เลื้อยที่ดูเหมือนจะผุดขึ้นมาจากพื้นดินเหมือนมือสีเขียวที่กำลังคว้าจับ หน้าต่างแคบๆ ของมันดูเหมือนช่องยิงปืนมากกว่าหน้าต่างจริงๆ และแอมเบอร์สันดูเหมือนจะทำหน้าบึ้งใส่ตึกใหม่ๆ ที่มีผนังกระจกและรูปทรงโค้งมนแปลกตา
อาคารสัตววิทยาหลังใหม่ แคเธอร์ ฮอลล์ สร้างเสร็จเมื่อแปดเดือนก่อน และกระบวนการเปลี่ยนผ่านน่าจะดำเนินต่อไปอีกสิบแปดเดือน ไม่มีใครแน่ใจนักว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแอมเบอร์สันหลังจากนั้น หากการออกพันธบัตรเพื่อสร้างโรงยิมใหม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้ลงคะแนนเสียง อาคารนั้นก็อาจถูกรื้อถอน
เขาหยุดชั่วครู่เพื่อมองดูชายหนุ่มสองคนกำลังโยนจานร่อนไปมา สุนัขตัวหนึ่งวิ่งไปมาระหว่างพวกเขา ไล่ตามจานร่อนที่หมุนอยู่ด้วยความหงอยเหงา ทันใดนั้นเจ้าหมาก็ยอมแพ้และล้มตัวลงนอนในร่มเงาของต้นป็อปลาร์ รถโฟล์คสวาเกนที่มีสติกเกอร์ NO NUKES ติดอยู่ที่ดาดฟ้าด้านหลังแล่นผ่านไปอย่างช้าๆ มุ่งหน้าไปยังอัปเปอร์เซอร์เคิล ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวอีกเลย สัปดาห์ก่อน ภาคเรียนฤดูร้อนสุดท้ายได้สิ้นสุดลงแล้ว และวิทยาเขตก็เงียบสงบและรกร้าง เหมือนแร่ที่ตายแล้วบนทั่งเหล็กของฤดูร้อน
เดกซ์มีแฟ้มเอกสารจำนวนหนึ่งที่ต้องไปรับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการย้ายจากแอมเบอร์สันไปยังแคเธอร์ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด อาคารเก่าดูว่างเปล่าอย่างน่าขนลุก เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องกังวานอย่างเคลิบเคลิ้ม ขณะที่เขาเดินผ่านประตูบานปิดที่มีแผ่นกระจกฝ้า ผ่านกระดานประกาศที่มีประกาศเหลืองซีด และมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของเขาที่ปลายทางเดินชั้นหนึ่ง กลิ่นสีใหม่ฉุนอบอวลอยู่ในอากาศ
เขาเกือบจะถึงประตูแล้ว และกำลังเขย่ากุญแจในกระเป๋า เมื่อภารโรงโผล่ออกมาจากห้อง 6 ห้องบรรยายขนาดใหญ่ ทำให้เขาตกใจ
เขาครางเบาๆ แล้วยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อย เหมือนคนที่โดนไฟดูดเบาๆ “คราวนี้คุณหลอกผมได้” เขาบอกกับภารโรง
ภารโรงยิ้มและหมุนพวงกุญแจขนาดใหญ่ที่ติดอยู่กับเข็มขัด “ขอโทษครับ ศาสตราจารย์สแตนลีย์” เขากล่าว “ผมหวังว่าจะเป็นคุณ ชาร์ลีบอกว่าคุณจะมาบ่ายนี้”
“ชาร์ลี เกเรสันยังอยู่ที่นี่เหรอ?” เดกซ์ขมวดคิ้ว เกเรสันเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่กำลังทำวิจัยที่ซับซ้อน—และอาจสำคัญมาก—เกี่ยวกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นลบต่อการอพยพของสัตว์ในระยะยาว หัวข้อนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อแนวทางการทำฟาร์มและการควบคุมศัตรูพืชในพื้นที่ แต่เกเรสันทำงานเกือบห้าสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ในห้องแล็บใต้ดินขนาดใหญ่ (และล้าสมัย) ห้องแล็บใหม่ในแคเธอร์จะเหมาะสมกับจุดประสงค์ของเขามากกว่าหลายเท่า แต่ห้องแล็บใหม่จะยังไม่พร้อมใช้งานอย่างเต็มที่อีกสองถึงสี่เดือน...หรืออาจจะนานกว่านั้น
“คิดว่าเขาไปกินเบอร์เกอร์ที่ยูเนียน” ภารโรงกล่าว “ผมบอกเขาเองแล้วว่าให้หยุดพักสักพักแล้วไปหาอะไรกิน เขาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เก้าโมงเช้า ผมบอกเขาเองแล้ว บอกว่าเขาควรหาอะไรกิน คนเราไม่ได้อยู่ด้วยความรักอย่างเดียว”
ภารโรงยิ้มอย่างลังเลเล็กน้อย และเด็กซ์ก็ยิ้มตอบ ภารโรงพูดถูก เกเรสันกำลังทำงานด้วยความรัก เดกซ์เห็นนักเรียนหลายกลุ่มแค่ส่งเสียงครางไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้เกรดดีๆ มามากเกินไป จนเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งใจ...และอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของชาร์ลี เกเรสันเป็นครั้งคราว
“ผมคงบอกเขาไปแล้ว ถ้าเขาไม่ยุ่งขนาดนั้น” ภารโรงกล่าว พร้อมกับยิ้มเล็กน้อยอย่างลังเล “อีกอย่าง ผมอยากจะให้คุณดูด้วยตัวเอง”
“อะไรเหรอ?” เดกซ์ถาม เขาเริ่มรู้สึกใจร้อนเล็กน้อย คืนนี้เป็นคืนเล่นหมากรุกกับเฮนรี่ เขาอยากจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จและยังมีเวลาเหลือสำหรับรับประทานอาหารอย่างสบายๆ ที่บ้านแฮนค็อก
“อืม บางทีอาจจะไม่มีอะไรก็ได้” ภารโรงกล่าว “แต่... เอ่อ ตึกนี้มันเก่ามาก และเราก็เจอของแปลกๆ อยู่เรื่อยๆ ใช่ไหมล่ะ?”
เดกซ์รู้ดี มันเหมือนกับการย้ายออกจากบ้านที่คนอาศัยมาหลายชั่วอายุคน ฮัลลีย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาวฉลาดที่อยู่ที่นี่มาสามปีแล้ว พบคลิปโบราณหกอันที่มีลูกบอลทองเหลืองเล็กๆ อยู่ที่ปลาย เธอไม่รู้ว่าคลิปเหล่านั้น ซึ่งดูคล้ายกับกระดูกขอพรแบบมีสปริง คืออะไร เดกซ์เป็นคนบอกเธอ ไม่กี่ปีหลังสงครามกลางเมือง คลิปเหล่านั้นถูกนำมาใช้หนีบหัวหนูขาว แล้วทำการผ่าตัดโดยไม่ใช้ยาชา ฮัลลีย์สาวน้อยผู้ได้รับการศึกษาจากเบิร์กลีย์และมีผมสีทองอร่ามเหมือนฟาร์ราห์ ฟอว์เซ็ตต์-เมเจอร์ ดูท่าทางจะขยะแขยง “สมัยนั้นไม่มีพวกต่อต้านการทดลองในสัตว์หรอก” เดกซ์บอกเธออย่างร่าเริง “อย่างน้อยก็ไม่มีแถวนี้” และฮัลลีย์ตอบกลับด้วยสีหน้าว่างเปล่าที่อาจจะซ่อนความรังเกียจหรืออาจจะถึงขั้นเกลียดชัง เดกซ์ทำพลาดอีกแล้ว ดูเหมือนเขามีพรสวรรค์ด้านนี้จริงๆ
พวกเขาพบกล่องวารสาร The American Zoologist จำนวน 60 กล่องในช่องใต้พื้นบ้าน และห้องใต้หลังคาก็เต็มไปด้วยอุปกรณ์เก่าๆ และรายงานที่ขึ้นรา บางอย่างไม่มีใคร—แม้แต่เดกซ์เตอร์ สแตนลีย์—ระบุได้
ในตู้ของคอกสัตว์เก่าที่ด้านหลังอาคาร ศาสตราจารย์ไวนีย์พบกรงเลี้ยงหนูเจอร์บิลที่ซับซ้อนพร้อมแผงกระจกที่สวยงาม มันเคยได้รับการคัดเลือกให้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติในวอชิงตัน
แต่การค้นพบเริ่มลดลงในช่วงฤดูร้อนนี้ และเด็กซ์คิดว่าอาคารแอมเบอร์สันได้เปิดเผยความลับสุดท้ายแล้ว “คุณเจออะไรเหรอ?” เขาถามภารโรง
“ลังไม้ ผมเจอมันซ่อนอยู่ใต้บันไดชั้นใต้ดิน ผมไม่ได้เปิดมันหรอก ยังไงซะมันก็ถูกตอกปิดไว้”
สแตนลีย์ไม่อยากเชื่อว่าสิ่งของที่น่าสนใจมาก ๆ จะรอดพ้นสายตาผู้คนไปได้นานขนาดนี้ เพียงเพราะมันถูกซ่อนอยู่ใต้บันได ผู้คนนับหมื่นคนขึ้นลงบันไดนี้ทุกสัปดาห์ในช่วงปีการศึกษา เป็นไปได้มากที่สุดว่าลังไม้ของภารโรงเต็มไปด้วยเอกสารของแผนกที่ย้อนหลังไปถึงยี่สิบห้าปี หรืออาจจะเป็นอะไรที่ธรรมดามาก ๆ ก็คือกล่องนิตยสารเนชั่นแนลจีโอแกรฟิก
“ผมแทบไม่คิดเลยว่า--”
“มันเป็นลังไม้จริง ๆ” ภารโรงพูดอย่างจริงจัง "คือพ่อผมเป็นช่างไม้ และลังไม้อันนี้ก็สร้างด้วยวิธีเดียวกับที่พ่อผมทำในยุคปี 1920 และเขาก็เรียนรู้มาจากพ่อของเขาเอง"
"ฉันไม่แน่ใจจริงๆ ว่า--"
"นอกจากนี้ มันยังมีฝุ่นเกาะอยู่ประมาณสี่นิ้ว ฉันเช็ดออกไปบ้างแล้ว และมีวันที่ระบุไว้ด้วย คือปี 1834"
นั่นทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป สแตนลีย์มองดูนาฬิกาและตัดสินใจว่าเขาพอจะมีเวลาสักครึ่งชั่วโมง
แม้ว่าข้างนอกจะร้อนอบอ้าวในเดือนสิงหาคม แต่พื้นกระเบื้องเรียบลื่นของบันไดกลับเย็นยะเยือก เหนือขึ้นไป โคมไฟทรงกลมสีเหลืองนวลให้แสงสลัวๆ อย่างครุ่นคิด บันไดแต่ละขั้นเคยเป็นสีแดง แต่ตรงกลางกลับกลายเป็นสีดำสนิทเพราะกาลเวลาได้กัดกร่อนพื้นผิวที่ซ่อมแซมไว้ทีละชั้น ความเงียบสงบนั้นราบเรียบและเกือบจะสมบูรณ์แบบ
พนักงานทำความสะอาดเดินลงมาถึงด้านล่างก่อนและชี้ไปใต้บันได “ตรงนี้” เขาพูด
เดกซ์ตามเขาไปจ้องมองเข้าไปในช่องสามเหลี่ยมมืดๆ ใต้บันไดกว้าง เขาเริ่มรู้สึกขยะแขยงเล็กน้อยเมื่อเห็นใยแมงมุมบางๆ ที่พนักงานทำความสะอาดปัดออกไป เขาคิดว่าอาจเป็นไปได้ที่ชายคนนั้นจะพบอะไรบางอย่างที่เก่าแก่กว่าบันทึกหลังสงครามอยู่ใต้บันไดนั้น เมื่อเขาได้มองลงไปในที่นั้นจริงๆ แต่ปี 1834 เหรอ?
“แป๊บเดียว” พนักงานทำความสะอาดพูดและจากไปชั่วครู่ เมื่อถูกทิ้งไว้ลำพัง เดกซ์จึงหมอบลงและมองเข้าไปข้างใน เขาไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเงาที่ลึกกว่าเดิม จากนั้นภารโรงก็กลับมาพร้อมไฟฉายขนาดใหญ่ที่ใช้แบตเตอรี่สี่ก้อน “นี่แหละจะทำให้เห็น” “แล้ว
คุณไปทำอะไรอยู่ข้างในนั้นล่ะ” เดกซ์ถาม
ภารโรงยิ้ม “ผมแค่ยืนอยู่ตรงนี้พยายามตัดสินใจว่าจะขัดโถงทางเดินชั้นสองก่อนหรือล้างหน้าต่างห้องแล็บก่อน ผมตัดสินใจไม่ได้เลยโยนเหรียญลงไป แต่ผมทำมันหล่นและมันกลิ้งไปอยู่ข้างใน” เขาชี้ไปที่ถ้ำรูปสามเหลี่ยมที่มืดมิด “ผมอาจจะปล่อยมันไปก็ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะนั่นเป็นเหรียญเดียวของผมสำหรับเครื่องขายโค้กอัตโนมัติ ผมเลยหยิบไฟฉายมาส่องดูใยแมงมุม แล้วตอนที่ผมคลานเข้าไปเอาเหรียญ ผมก็เห็นลังนั่น ลองดูสิ”
ภารโรงส่องไฟเข้าไปในรู ฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายปลิวไสวอย่างช้าๆ ในลำแสง แสงไฟส่องไปที่ผนังด้านไกลเป็นวงกลมคล้ายไฟสปอตไลท์ ส่องขึ้นไปที่ใต้บันไดที่คดเคี้ยวครู่หนึ่ง ส่องไปที่ใยแมงมุมเก่าแก่ที่มีแมลงตายคาอยู่ จากนั้นแสงก็ลดลงและส่องไปที่ลังไม้ขนาดประมาณห้าฟุตยาวและสองฟุตครึ่งกว้าง ลึกประมาณสามฟุต อย่างที่ภารโรงบอก มันไม่ใช่ลังไม้ที่ทำขึ้นอย่างลวกๆ จากเศษไม้ มันถูกสร้างขึ้นอย่างเรียบร้อยจากไม้เนื้อแข็งสีเข้มเรียบเนียน เดกซ์เตอร์คิดอย่างไม่สบายใจว่ามันคือโลงศพ มันดูเหมือนโลงศพเด็ก
สีเข้มของไม้ทำให้เห็นเพียงรอยปาดเป็นรูปพัดที่ด้านข้าง ส่วนที่เหลือของลังเป็นสีเทาหมองๆ เหมือนฝุ่น มีบางอย่างเขียนอยู่ด้านข้าง เหมือนพิมพ์ด้วยส
เตนซิล เดกซ์หรี่ตาแต่ก็อ่านไม่ออก เขาควานหาแว่นตาจากกระเป๋าเสื้อ แต่ก็ยังอ่านไม่ออกอยู่ดี ส่วนหนึ่งของข้อความที่พิมพ์ด้วยสเตนซิลถูกปกคลุมด้วยฝุ่น ไม่ใช่ฝุ่นหนาถึงสี่นิ้ว แต่ก็เป็นชั้นฝุ่นที่หนามากผิดปกติ
เดกซ์ไม่อยากคลานและทำให้กางเกงสกปรก เขาจึงคลานลอดใต้บันได พยายามระงับความรู้สึกอึดอัดคับแคบที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง น้ำลายแห้งกรังในปากและถูกแทนที่ด้วยรสชาติแห้งๆ เหมือนขนสัตว์ เหมือนถุงมือเก่าๆ เขาคิดถึงนักเรียนหลายรุ่นที่เดินขึ้นลงบันไดเหล่านี้ ก่อนหน้านี้มีแต่ผู้ชายจนถึงปี 1888 จากนั้นก็เป็นกลุ่มผสมชายหญิง แบกหนังสือ เอกสาร และภาพวาดกายวิภาค ใบหน้าสดใสและดวงตาที่แจ่มใส แต่ละคนเชื่อมั่นว่าอนาคตที่คุ้มค่าและน่าตื่นเต้นรออยู่ข้างหน้า... และตรงนี้ ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา แมงมุมกำลังชักใยดักจับแมลงวันและด้วงที่เดินไปมา และตรงนี้ กล่องนี้ตั้งอยู่อย่างเฉยเมย เก็บฝุ่น รอคอย...
เส้นใยใยแมงมุมปัดผ่านหน้าผากของเขา เขาจึงปัดมันออกไปพร้อมกับเสียงร้องด้วยความรังเกียจเล็กน้อยและความรู้สึกหดหู่ใจที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ข้างล่างนั่นไม่ค่อยดีเลยใช่ไหม?" ภารโรงถามด้วยความเห็นใจพลางส่องไฟไปที่ลังไม้ “พระเจ้า ฉันเกลียดที่แคบๆ จริงๆ”
เดกซ์ไม่ได้ตอบ เขามาถึงลังไม้แล้ว เขามองดูตัวอักษรที่พิมพ์ไว้ แล้วปัดฝุ่นออก ฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นเป็นกลุ่ม ทำให้รสชาติของถุงมือรุนแรงขึ้นจนเขาไอแห้งๆ ฝุ่นเกาะอยู่ในลำแสงของภารโรงราวกับเวทมนตร์โบราณ และเดกซ์ สแตนลีย์ก็อ่านสิ่งที่หัวหน้าฝ่ายขนส่งที่ตายไปนานแล้วพิมพ์ไว้บนลังนี้
บรรทัดบนสุดเขียนว่า “ส่งไปยังมหาวิทยาลัยฮอร์ลิคส์” บรรทัดกลางเขียนว่า “ผ่านจูเลีย คาร์เพนเตอร์” บรรทัดที่สามเขียนว่า “การสำรวจอาร์กติก”
ด้านล่างนั้น มีคนเขียนด้วยถ่านสีดำหนาๆ ว่า “19 มิถุนายน 1834” นั่นเป็นบรรทัดเดียวที่มือของภารโรงปัดออกหมด “
การสำรวจอาร์กติก” เดกซ์อ่านอีกครั้ง หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรง “แล้วคุณคิดยังไงล่ะ?” เสียงของภารโรงดังแว่วมา
เดกซ์คว้าปลายด้านหนึ่งแล้วยกขึ้น หนักมาก ขณะที่เขาปล่อยให้มันตกลงมาด้วยเสียงตุบเบาๆ บางอย่างขยับอยู่ข้างใน—เขาไม่ได้ยินเสียง แต่รู้สึกได้ผ่านฝ่ามือ ราวกับว่าสิ่งนั้นขยับเองโดยสมัครใจ โง่สิ้นดี แน่นอน มันให้ความรู้สึกเหมือนของเหลว ราวกับว่าบางสิ่งที่ยังไม่แข็งตัวดีขยับอย่างเชื่องช้า
การสำรวจอาร์กติก
เดกซ์รู้สึกตื่นเต้นเหมือนนักสะสมของเก่าที่บังเอิญไปเจอตู้เสื้อผ้าที่ถูกทิ้งร้างพร้อมป้ายราคา 25 ดอลลาร์ในห้องด้านหลังของร้านขายของเก่าในเมืองบ้านนอก...ตู้เสื้อผ้าที่อาจจะเป็นผลงานของชิปเพนเดลก็ได้ "ช่วยเอาออกมาหน่อย" เขาตะโกนบอกภารโรง พวกเขาช่วยกัน
ก้มตัวลงเพื่อไม่ให้หัวกระแทกกับใต้บันได เลื่อนลังไปเรื่อยๆ จนเอาออกมาได้ แล้วยกมันขึ้นโดยจับที่ด้านล่าง สุดท้ายแล้วเดกซ์ก็ทำกางเกงเปื้อน และมีใยแมงมุมติดอยู่บนผมของเขาด้วย
ขณะที่พวกเขายกมันเข้าไปในห้องแล็บแบบเก่าๆ ที่มีขนาดเท่ากับสถานีรถไฟ เดกซ์รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวภายในลังอีกครั้ง และเขามองเห็นสีหน้าของภารโรงว่าเขาก็รู้สึกเช่นกัน พวกเขาวางมันลงบนโต๊ะแล็บที่มีพื้นผิวเป็นฟอร์ไมก้า โต๊ะข้างๆ เต็มไปด้วยข้าวของของชาร์ลี เกเรสัน ทั้งสมุดบันทึก กระดาษกราฟ แผนที่เส้นชั้นความสูง และเครื่องคิดเลขของเท็กซัส อินสตรูเมนต์ ภารโรงถอยหลัง
ไปเล็กน้อย เช็ดมือกับเสื้อเชิ้ตสีเทาที่มีกระเป๋าคู่ หายใจหอบ “หนักมากจริงๆ” เขาพูด “ไอ้ของนั่นต้องหนักสองร้อยปอนด์แน่ๆ คุณโอเคไหมครับ ศาสตราจารย์สแตนลีย์?”
เดกซ์แทบไม่ได้ยินเขาเลย เขามองไปที่ปลายกล่อง ซึ่งมีลายฉลุอีกชุดหนึ่งเขียนไว้ว่า: PAELLA/SANTIAGO/SAN FRANCISCO/CHICAGO/NEW YORK/HORLICKS
"อาจารย์--"
"ปาเอลลา" เดกซ์พึมพำ แล้วพูดซ้ำอีกครั้งดังขึ้นเล็กน้อย เขารู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็ระงับความตื่นเต้นนั้นไว้ได้ด้วยความคิดที่ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องหลอกลวง "ปาเอลลา!"
"ปาเอลลาเหรอ เดกซ์?" เฮนรี นอร์ธรัปถาม ดวงจันทร์ขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว กลายเป็นสีเงิน
"ปาเอลลาเป็นเกาะเล็กๆ ทางใต้ของติเอร์ราเดลฟูเอโก" เดกซ์กล่าว "บางทีอาจจะเป็นเกาะที่เล็กที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยอาศัยอยู่ มีการค้นพบเสาหินแบบเกาะอีสเตอร์จำนวนมากที่นั่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่น่าสนใจเท่าไหร่เมื่อเทียบกับเกาะใหญ่ๆ แต่ก็ลึกลับไม่แพ้กัน ชาวพื้นเมืองของปาเอลลาและติเอร์ราเดลฟูเอโกเป็นคนยุคหิน มิชชันนารีคริสเตียนฆ่าพวกเขาด้วยความเมตตา"
“ขอโทษนะ”
“ข้างล่างนั้นหนาวมาก อุณหภูมิในฤดูร้อนแทบจะไม่เกิน 40 องศาเลย พวกมิชชันนารีให้ผ้าห่มพวกเขา ส่วนหนึ่งเพื่อให้พวกเขาอบอุ่น ส่วนใหญ่ก็เพื่อปกปิดความเปลือยเปล่าอันบาปหนาของพวกเขา ผ้าห่มเต็มไปด้วยหมัด และชาวพื้นเมืองของทั้งสองเกาะก็ถูกโรคระบาดจากยุโรปที่พวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกันกวาดล้างไปหมด ส่วนใหญ่เป็นโรคฝีดาษ”
เดกซ์ดื่ม สก็อตช์ทำให้แก้มของเขามีสีระเรื่อ แต่มันดูฉูดฉาดและแดงก่ำ เป็นรอยแดงสองจุดที่อยู่เหนือโหนกแก้มเหมือนทาบลัชออน
“แต่ติเอร์ราเดลฟูเอโก—และปาเอญ่านี่—นั่นไม่ใช่อาร์กติกนะ เดกซ์ มันคือแอนตาร์กติก”
“มันไม่ใช่แบบนั้นในปี 1834” เดกซ์พูดพลางวางแก้วลง ระมัดระวังแม้จะใจลอยอยู่ก็วางมันลงบนที่รองแก้วที่เฮนรี่เตรียมไว้ ถ้าวิลมาเจอแหวนบนโต๊ะข้างเตียงสักอัน เพื่อนของเขาจะต้องเจอเรื่องยุ่งยากแน่ "คำว่า กึ่งอาร์กติก แอนตาร์กติก และแอนตาร์กติกา ยังไม่ถูกบัญญัติขึ้นในสมัยนั้น ตอนนั้นมีแค่อาร์กติกเหนือและอาร์กติกใต้เท่านั้น"
"โอเค"
"ให้ตายสิ ฉันก็เคยทำผิดพลาดแบบเดียวกัน ฉันงงว่าทำไมฟริสโกถึงอยู่ในแผนการเดินทางในฐานะท่าเรือแวะพัก แล้วฉันก็เพิ่งรู้ตัวว่าฉันกำลังคิดถึงคลองปานามาอยู่"ซึ่งไม่ได้สร้างเสร็จจนกระทั่งอีกประมาณแปดสิบปีต่อมา
"การสำรวจอาร์กติก? ในปี 1834?" เฮนรีถามด้วยความสงสัย
“ฉันยังไม่มีโอกาสตรวจสอบบันทึกเลย” เดกซ์พูดพลางหยิบเครื่องดื่มขึ้นมาอีกครั้ง “แต่ฉันรู้จากประวัติศาสตร์ของฉันว่ามีการ ‘สำรวจอาร์กติก’ มาตั้งแต่สมัยฟรานซิส เดรกแล้ว ไม่มีใครไปถึงที่หมายเลย นั่นแหละทั้งหมด พวกเขาเชื่อมั่นว่าจะพบทองคำ เงิน อัญมณี อารยธรรมที่สาบสูญ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย สถาบันสมิธโซเนียนได้จัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการสำรวจขั้วโลกเหนือที่พยายามทำในปี 1881 หรือ 1882 พวกเขาทั้งหมดเสียชีวิต กลุ่มคนจากชมรมสำรวจในลอนดอนพยายามสำรวจขั้วโลกใต้ในช่วงปี 1850 เรือของพวกเขาถูกภูเขาน้ำแข็งจม แต่มีสามหรือสี่คนรอดชีวิต พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการดูดน้ำค้างจากเสื้อผ้าและกินสาหร่ายที่ติดอยู่บนเรือ จนกระทั่งมีคนมาช่วย พวกเขาสูญเสียฟัน และพวกเขาอ้างว่าได้เห็นสัตว์ประหลาดในทะเล”
“เกิดอะไรขึ้น เดกซ์?” เฮนรี่ถามเบาๆ
สแตนลีย์เงยหน้าขึ้นมอง “เราเปิดลัง” เขาพูดอย่างเฉื่อยชา “พระเจ้าช่วยเราด้วย เฮนรี่ เราเปิดลังแล้ว”
เขาหยุดไปนาน ก่อนจะเริ่มพูดอีกครั้ง
“ปาเอลล่าเหรอ?” พนักงานทำความสะอาดถาม “นั่นคืออะไร?”
“เกาะแห่งหนึ่งทางตอนใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้” เด็กซ์กล่าว “ช่างเถอะ เปิดมันกันเถอะ” เขาเปิดลิ้นชักในห้องแล็บอันหนึ่งแล้วเริ่มค้นหาของที่จะใช้แงะ “
ไม่ต้องสนใจของพวกนั้นหรอก” พนักงานทำความสะอาดพูด เขาดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ผมมีค้อนกับสิ่วอยู่ในตู้เสื้อผ้าชั้นบน ผมจะไปเอามาให้” “รอแป๊บนึงนะ”
เขาเดินจากไป กล่องวางอยู่บนโต๊ะฟอร์ไมก้าอย่างนิ่งเงียบ เดกซ์คิดว่ามันนิ่งเงียบจริงๆ และตัวสั่นเล็กน้อย ความคิดนั้นมาจากไหนกัน? เรื่องราวอะไรสักอย่าง? คำพูดเหล่านั้นฟังดูมีจังหวะแต่ไม่น่าฟัง เขาปัดมันทิ้งไป เขาเก่งในการปัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์
เขามองไปรอบๆ ห้องแล็บเพื่อละสายตาจากกล่อง ยกเว้นโต๊ะของชาร์ลีแล้ว ที่นี่สะอาดและเงียบผิดปกติ เหมือนกับส่วนอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย ผนังกระเบื้องสีขาวแบบสถานีรถไฟใต้ดินส่องประกายระยิบระยับภายใต้โคมไฟทรงกลมด้านบน โคมไฟเหล่านั้นดูเหมือนจะมีสองชั้น จมอยู่ในพื้นผิวฟอร์ไมก้าขัดเงา เหมือนโคมไฟประหลาดที่ส่องแสงจากน้ำในเหมืองหินลึก กระดานดำชนวนขนาดใหญ่แบบโบราณตั้งอยู่บนผนังตรงข้ามกับอ่างล้างมือ และตู้เก็บของมากมายอยู่ทุกหนทุกแห่ง มันง่ายเกินไปเสียด้วยซ้ำที่จะเห็นความเก่าแก่ ภาพหลอนสีซีเปียของบรรดานักศึกษาสัตววิทยารุ่นเก่าเหล่านั้น สวมเสื้อคลุมสีขาวข้อมือสีเขียว ผมจัดทรงด้วยเจลหรือโพเมด กำลังผ่าตัดและเขียนรายงาน...
เสียงฝีเท้าดังกระทบบันได เดกซ์ตัวสั่น นึกถึงลังไม้ที่วางอยู่ตรงนั้น—ใช่แล้ว มันเตี้ยและเงียบ—ใต้บันไดมานานหลายปี หลังจากที่ผู้ชายที่ผลักมันเข้าไปใต้บันไดนั้นตายและกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว
ปาเอลล่า เขาคิดจากนั้นภารโรงก็กลับเข้ามาพร้อมกับค้อนและสิ่ว
“ให้ผมช่วยได้ไหมครับ อาจารย์?” เขาถาม และเด็กซ์กำลังจะปฏิเสธ แต่แล้วเขาก็เห็นแววตาอ้อนวอนและเปี่ยมด้วยความหวังของชายคนนั้น
“ได้สิ” เขาตอบ เพราะอย่างไรก็ตาม มันเป็นของที่ชายคนนี้หามาได้
“ข้างในคงไม่มีอะไรนอกจากหินและพืชเก่าแก่ที่พอแตะต้องก็คงกลายเป็นฝุ่นผงไปแล้ว แต่ที่ตลกคือ ผมชอบมันมาก”
เด็กซ์ยิ้มอย่างไม่แน่ใจ เขาไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในลัง แต่เขาคิดว่ามันคงไม่ใช่แค่ตัวอย่างพืชและหิน ตอนที่พวกเขาย้ายมัน มีความรู้สึกเหมือนมีของเหลวเคลื่อนตัวเล็กน้อย
“เอาล่ะ” ภารโรงพูด และเริ่มตอกสิ่วใต้แผ่นไม้ด้วยการตีค้อนอย่างรวดเร็ว แผ่นไม้ขยับขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นตะปูสองแถวที่ทำให้เด็กซ์นึกถึงฟันอย่างประหลาด ภารโรงงัดด้ามสิ่วลง และแผ่นไม้ก็หลุดออกมา ตะปูส่งเสียงดังลั่นออกมาจากไม้ เขาทำแบบเดียวกันกับอีกด้านหนึ่ง และแผ่นไม้ก็หลุดออกมา เสียงดังกรอบแกรบลงพื้น เดกซ์วางมันไว้ข้างๆ สังเกตว่าแม้แต่ตะปูก็ดูแตกต่างออกไป somehow—หนากว่า ปลายเหลี่ยมกว่า และไม่มีประกายสีน้ำเงินเหมือนเหล็กซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการผสมโลหะที่ซับซ้อน
พนักงานทำความสะอาดกำลังมองเข้าไปในลังผ่านแถบยาวแคบๆ ที่เขาเปิดออก “มองไม่เห็นอะไรเลย” เขาพูด “ฉันลืมไฟฉายไว้ที่ไหนนะ?”
“ไม่เป็นไร” เดกซ์กล่าว “เปิดมันเลย”
“ตกลง” เขาถอดแผ่นไม้แผ่นที่สองออก จากนั้นก็แผ่นที่สาม มีตะปูหกหรือเจ็ดตัวตอกขวางอยู่ด้านบนของกล่อง เขาเริ่มถอดแผ่นที่สี่ โดยเอื้อมมือข้ามช่องว่างที่เขาเปิดออกแล้วเพื่อวางสิ่วไว้ใต้แผ่นไม้ เมื่อลังเริ่มส่งเสียงหวีดหวิว
มันเป็นเสียงที่คล้ายกับเสียงกาต้มน้ำเดือดปุดๆ เดกซ์บอกกับเฮนรี่ นอร์ธรัป นี่ไม่ใช่เสียงผิวปากร่าเริง แต่เป็นเสียงกรีดร้องที่น่าเกลียดและบ้าคลั่งเหมือนเด็กที่กำลังงอแง แล้วเสียงนั้นก็ค่อยๆ ดังขึ้นและหนาขึ้นกลายเป็นเสียงคำรามต่ำๆ แหบๆ มันไม่ดังมาก แต่เป็นเสียงที่ดิบเถื่อนและน่ากลัวจนทำให้ขนของเดกซ์ สแตนลีย์ลุกชัน ภารโรงมองไปรอบๆ ด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง...แล้วแขนของเขาก็ถูกจับ เดกซ์ไม่ได้เห็นว่าอะไรจับแขนเขา ดวงตาของเขามองไปที่ใบหน้าของชายคนนั้นโดย
สัญชาตญาณ ภารโรงกรีดร้อง และเสียงนั้นทำให้เดกซ์รู้สึกตื่นตระหนกอย่างรุนแรง ความคิดที่ผุดขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัวคือ: นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันได้ยินผู้ชายตัวโตกรีดร้อง—ชีวิตฉันช่างสุขสบายเหลือเกิน!
ภารโรงซึ่งเป็นชายร่างใหญ่หนักประมาณสองร้อยปอนด์ ถูกกระชากอย่างแรงไปด้านหนึ่ง ไปทางลังไม้ "ช่วยด้วย!" เขากรีดร้อง "โอ้ ช่วยด้วยหมอ มันกัดฉัน มันกัดฉันนนนน--"
เดกซ์บอกตัวเองให้วิ่งไปข้างหน้าและคว้าแขนข้างที่ว่างของภารโรง แต่เท้าของเขาราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น ภารโรงถูกดึงเข้าไปในลังจนถึงไหล่ เสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งดังต่อเนื่อง ลังเลื่อนถอยหลังไปตามโต๊ะประมาณหนึ่งฟุตแล้วก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ยึดเครื่องมือที่ขันน็อตไว้ มันเริ่มโยกไปมา ภารโรงกรีดร้องและพุ่งตัวหนีออกจากลังอย่างสุดแรง ปลายลังยกขึ้นจากโต๊ะแล้วก็กระแทกลงพื้น แขนส่วนหนึ่งของเขาโผล่ออกมาจากลัง และเดกซ์เห็นด้วยความสยดสยองว่าแขนเสื้อสีเทาของเขาถูกกัดจนขาดวิ่นและชุ่มไปด้วยเลือด มีรอยกัดเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวปรากฏอยู่บนผิวหนังเท่าที่เขาเห็นผ่านเศษผ้าที่ขาดวิ่น จากนั้น
บางสิ่งที่แข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อก็ดึงเขากลับลงไป สิ่งที่อยู่ในลังเริ่มคำรามและงับ เป็นระยะๆ จะมีเสียงหวีดหวิวแผ่วเบาแทรกเข้ามา ใน
ที่สุดเดกซ์ก็หลุดพ้นจากอาการเป็นอัมพาตและพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า เขาคว้าแขนข้างที่ว่างของภารโรง เขากระชาก...แต่ก็ไม่ได้ผลอะไรเลย มันเหมือนกับการพยายามดึงคนที่ถูกใส่กุญแจมือติดกับกันชนรถบรรทุก ภารโรง
กรีดร้องอีกครั้ง—เสียงโหยหวนยาวๆ ที่ดังก้องไปมาระหว่างผนังกระเบื้องสีขาวแวววาวของห้องแล็บ เดกซ์มองเห็นประกายสีทองของวัสดุอุดฟันที่ด้านหลังปากของชายคนนั้น เขามองเห็นคราบนิโคตินสีเหลืองจางๆ บนลิ้นของเขา
หัวของภารโรงกระแทกกับขอบกระดานที่เขากำลังจะเอาออกเมื่อสิ่งนั้นคว้าตัวเขาไว้ และคราวนี้เดกซ์เห็นบางอย่าง แม้ว่ามันจะเกิดขึ้นด้วยความเร็วที่โหดร้ายและรุนแรงจนในภายหลังเขาไม่สามารถอธิบายให้เฮนรี่ฟังได้อย่างเหมาะสม บางสิ่งแห้งกร้าน สีน้ำตาล และมีเกล็ดเหมือนสัตว์เลื้อยคลานในทะเลทรายโผล่ออกมาจากลัง—บางสิ่งที่มีกรงเล็บขนาดใหญ่ มันกัดเข้าที่ลำคอที่บิดเบี้ยวและเกร็งของภารโรง และตัดเส้นเลือดใหญ่ที่คอของเขาขาด เลือดเริ่มไหลทะลักไปทั่วโต๊ะ ไหลนองบนพื้นฟอร์ไมก้า และกระเด็นไปบนพื้นกระเบื้องสีขาว ชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนหมอกเลือดจะลอยอยู่ในอากาศ
เดกซ์ปล่อยแขนของภารโรงและเซถอยหลัง มือทั้งสองข้างตบแก้ม ตาเบิกกว้าง ภารโรงเหลือกตาขึ้นมอง
เพดานอย่างบ้าคลั่ง ปากของเขาอ้าออกแล้วก็หุบลง เสียงฟันกระทบกันดังชัดเจนแม้กระทั่งเสียงคำรามอย่างหิวกระหาย เท้าของเขาที่สวมรองเท้าทำงานสีดำหนักๆ เต้นแท็ปสั้นๆ อย่างกระสับกระส่ายบนพื้น จากนั้น
เขาก็ดูเหมือนจะหมดความสนใจ ดวงตาของเขาดูสงบลงเกือบจะเหมือนไม่เป็นอันตราย ขณะที่จ้องมองไปที่หลอดไฟเหนือศีรษะ ซึ่งก็เปื้อนเลือดเช่นกัน เท้าของเขาแยกออกเป็นรูปตัววีหลวมๆ เสื้อของเขาถูกดึงออกมาจากกางเกง เผยให้เห็นหน้าท้องที่ขาวและป่องออกมา
"เขาตายแล้ว" เดกซ์กระซิบ "โอ้ พระเจ้า"
หัวใจของภารโรงเต้นท์ชะงักงันและเสียจังหวะ เลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลลึกไม่สม่ำเสมอที่คอของเขาเริ่มไม่เร่งรีบและไหลลงมาอย่างเชื่องช้าตามแรงโน้มถ่วง กล่องเปื้อนและกระเด็นไปด้วยเลือด เสียงคำรามดูเหมือนจะดังต่อเนื่องไม่รู้จบ กล่องโยกไปมาเล็กน้อย แต่ก็ยึดติดกับแท่นวางเครื่องมือแน่นหนาเกินกว่าจะขยับไปไหนได้ไกล ร่างของภารโรงเอนตัวอย่างน่าเกลียดน่ากลัว ยังคงถูกสิ่งที่อยู่ข้างในยึดไว้อย่างแน่นหนา หลังส่วนล่างของเขาแนบกับขอบโต๊ะในห้องทดลอง มือข้างที่ว่างอยู่ห้อยลงมา ผมบางๆ ม้วนงออยู่บนนิ้วระหว่างข้อแรกและข้อที่สอง พวงกุญแจขนาดใหญ่ของเขาส่องประกายโครเมียมในแสงไฟ
และตอนนี้ร่างกายของเขาก็เริ่มโยกไปมาอย่างช้าๆ รองเท้าของเขาลากไปมา ไม่ใช่การเต้นแท็ป แต่เป็นการเต้นวอลซ์อย่างน่าเกลียดน่ากลัว แล้วในที่สุดมันก็หยุดลาก พวกมันห้อยอยู่เหนือพื้นเพียงหนึ่งนิ้ว...แล้วก็สองนิ้ว...แล้วก็ครึ่งฟุตเหนือพื้น เดกซ์รู้ตัวว่าภารโรงกำลังถูกลากเข้าไปในลัง ต้นคอที่
เป็นกระเบื้องของเขาไปแนบกับแผ่นไม้ที่อยู่ด้านหน้าสุดของรูบนลัง เขาดูเหมือนชายคนหนึ่งที่กำลังพักผ่อนในท่าทางสงบนิ่งแบบเซน ดวงตาที่ไร้ชีวิตของเขาส่องประกาย และเดกซ์ได้ยินเสียงกระทบ เสียงฉีกขาด และเสียงกระดูกแตก ดังอยู่เบื้องล่างเสียงคำรามที่ดุร้าย
เดกซ์วิ่ง
เขาเดินโซเซไปทั่วห้องทดลอง ออกไปทางประตู และขึ้นบันได พอขึ้นไปได้ครึ่งทาง เขาก็ล้มลง ใช้มือตะปบขั้นบันได ลุกขึ้นยืน และวิ่งอีกครั้ง เขาไปถึงทางเดินชั้นหนึ่งและวิ่งไปตามทางนั้น ผ่านประตูที่ปิดอยู่ซึ่งมีแผ่นกระจกฝ้า ผ่านกระดานประกาศ เขาถูกไล่ล่าโดยเสียงฝีเท้าของตัวเอง ในหูของเขา เขาได้ยินเสียงนกหวีดที่น่าสาปแช่งนั้น
เขาพุ่งเข้าไปกอดชาร์ลี เกเรสันอย่างแรงจนเกือบทำให้เขาล้ม และทำมิลค์เชคที่ชาร์ลีกำลังดื่มอยู่หกใส่ทั้งคู่
“บ้าจริง เกิดอะไรขึ้น?” ชาร์ลีถามด้วยความประหลาดใจอย่างสุดขีด เขาตัวเล็กและกะทัดรัด สวมกางเกงชิโนผ้าฝ้ายและเสื้อยืดสีขาว แว่นตาหนาๆ วางอยู่บนจมูกอย่างเคร่งขรึม บ่งบอกว่าพวกเขาจะต้องอยู่ที่นี่นาน
“ชาร์ลี” เดกซ์พูดพลางหอบหายใจ “ลูกชายของฉัน...ภารโรง...ลัง...มันส่งเสียงหวีด...มันส่งเสียงหวีดเมื่อมันหิวและมันส่งเสียงหวีดอีกครั้งเมื่อมันอิ่ม...ลูกชายของฉัน...เราต้อง...เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย...เรา....เรา...”
“ใจเย็นๆ หน่อยครับ ศาสตราจารย์สแตนลีย์” ชาร์ลีพูด เขาดูเป็นห่วงและหวาดกลัวเล็กน้อย คุณคงไม่คิดว่าจะถูกศาสตราจารย์อาวุโสในภาควิชาของคุณจับตัวไป ในเมื่อคุณเองก็ไม่ได้คิดอะไรที่ก้าวร้าวไปกว่าการติดตามการอพยพของแมลงวันทราย “ใจเย็นๆ ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงอะไร”
สแตนลีย์แทบไม่รู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป เขาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับภารโรงออกมาอย่างตะกุกตะกัก ชาร์ลี เกเรสันดูสับสนและไม่เชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้เดกซ์จะรู้สึกไม่สบายใจ แต่เขาก็เริ่มรู้ว่าชาร์ลีไม่เชื่อสักคำ เขาคิดด้วยความหวาดกลัวแบบใหม่ว่าอีกไม่นานชาร์ลีจะถามเขาว่าทำงานหนักเกินไปหรือเปล่า และเมื่อถึงเวลานั้น สแตนลีย์ก็จะหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
แต่สิ่งที่ชาร์ลีพูดคือ "มันเหลือเชื่อมากครับ ศาสตราจารย์สแตนลีย์"
"จริงด้วย เราต้องเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยมาที่นี่ เรา--"
"ไม่ นั่นไม่ได้ผลหรอก หนึ่งในนั้นจะต้องล้วงมือเข้าไปข้างในก่อนเป็นอย่างแรก" เขาเห็นสีหน้าตกใจของเดกซ์แล้วพูดต่อ "ถ้าผมยังเชื่อเรื่องนี้ไม่ได้ แล้วพวกเขาจะคิดยังไงล่ะ"
"ผมไม่รู้" เดกซ์กล่าว “ผม… ผมไม่เคยคิดเลยว่า…”
“พวกเขาคงคิดว่าคุณเพิ่งเมาหนักมา แล้วเห็นปีศาจแทสเมเนียนแทนที่จะเป็นช้างสีชมพู” ชาร์ลี เกเรสันพูดอย่างร่าเริงพลางดันแว่นขึ้นบนจมูกโด่งๆ ของเขา “นอกจากนี้ จากที่คุณเล่ามา ความรับผิดชอบน่าจะเป็นของเขามาตลอด… เหมือนเป็นร้อยสี่สิบปีแล้ว”
“แต่…” เขากลืนน้ำลาย และมีเสียงคลิกในลำคอขณะที่เขาเตรียมจะพูดความกลัวที่เลวร้ายที่สุดออกมา “แต่มันอาจจะหายไปแล้วก็ได้”
“ผมไม่คิดอย่างนั้น” ชาร์ลีกล่าว แต่ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม และจากสิ่งนั้น เดกซ์เห็นสองสิ่ง: ว่าชาร์ลีไม่เชื่อสักคำที่เขาพูด และไม่มีอะไรที่เขาพูดได้จะทำให้ชาร์ลีเปลี่ยนใจไม่กลับไปที่นั่นอีก
เฮนรี่ นอร์ธรัปเหลือบมองนาฬิกา พวกเขานั่งอยู่ในห้องทำงานมานานกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว วิลมาจะกลับมาอีกสองชั่วโมง มีเวลาเหลือเฟือ ต่างจากชาร์ลี เกเรสัน เขาไม่ได้ตัดสินอะไรเลยจากข้อเท็จจริงในเรื่องราวของเดกซ์ แต่เขารู้จักเดกซ์มานานกว่าเกเรสันเสียอีก และเขาไม่เชื่อว่าเพื่อนของเขาแสดงอาการของคนที่จู่ๆ ก็เป็นโรคจิต สิ่งที่เขาแสดงออกมาคือความหวาดกลัวตาโต ไม่มากไม่
น้อยไปกว่าที่คุณคาดหวังว่าจะเห็นคนที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดจาก... อืม ก็แค่เกือบเอาชีวิตไม่รอดนั่นแหละ
“เขาลงไปแล้วเหรอ เดกซ์?”
“ใช่ เขาลงไปแล้ว”
“นายไปด้วยเหรอ?”
“ใช่”
เฮนรี่ขยับตัวเล็กน้อย “ฉันเข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่อยากเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยจนกว่าเขาจะตรวจสอบสถานการณ์ด้วยตัวเอง แต่เดกซ์ นายรู้ว่านายพูดความจริงทั้งหมด แม้ว่าเขาจะไม่รู้ก็ตาม ทำไมนายไม่โทรแจ้งล่ะ?”
“นายเชื่อฉันเหรอ?” เดกซ์ถาม เสียงของเขาสั่น “นายเชื่อฉันใช่ไหม เฮนรี่?”
เฮนรี่คิดครู่หนึ่ง เรื่องราวนี้มันบ้าบอ ไม่มีข้อสงสัยเลยความคิดที่ว่าอาจจะมีบางสิ่งบางอย่างในกล่องนั้นที่ใหญ่และมีชีวิตชีวามากพอที่จะฆ่าคนได้หลังจากผ่านไปหนึ่งร้อยสี่สิบปีนั้นมันบ้าไปแล้ว เขาไม่เชื่อ แต่ว่านี่คือเดกซ์...และเขาก็ไม่ได้ไม่เชื่อเช่นกัน
"ใช่" เขาพูด
“ขอบคุณพระเจ้า” เดกซ์พูดพลางควานหาเครื่องดื่ม “ขอบคุณพระเจ้า เฮนรี่” “
แต่มันก็ไม่ได้ตอบคำถามอยู่ดี ทำไมคุณไม่โทรแจ้งตำรวจมหาวิทยาลัยล่ะ?”
“ผมคิดว่า... ผมคิดว่า... มันอาจจะไม่อยากออกมาจากลังไม้ สู่แสงสว่างจ้า มันคงอยู่ในความมืดมานานมาก... นานมากจริงๆ... และ... ฟังดูน่าขนลุก... ผมคิดว่ามันอาจจะติดกัญชา หรืออะไรทำนองนั้น ผมคิดว่า... เอ่อ เขาจะเห็นมัน... เขาจะเห็นลังไม้... ศพของภารโรง... เขาจะเห็นเลือด... แล้วเราค่อยโทรแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย คุณเข้าใจไหม?” ดวงตาของสแตนลีย์วิงวอนให้เขาเข้าใจ และเฮนรี่ก็เข้าใจ เขาคิดว่า เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่ามันเป็นการตัดสินใจฉับพลันในสถานการณ์กดดัน เดกซ์คิดได้อย่างชัดเจนทีเดียว เลือด เมื่อนักศึกษาปริญญาโทหนุ่มเห็นเลือด เขาคงจะโทรแจ้งตำรวจอย่างแน่นอน
“แต่เรื่องมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น”
“ไม่” เดกซ์เอามือลูบผมที่เริ่มบางลง
“ทำไมล่ะ?”
“เพราะตอนที่เราลงไปถึงที่นั่น ศพหายไปแล้ว”
“หายไปแล้วเหรอ?”
“ใช่ แล้วลังก็หายไปด้วย”
เมื่อชาร์ลี เกเรสันเห็นเลือด ใบหน้ากลมๆ ใจดีของเขาก็ซีดเผือด ดวงตาของเขาที่ขยายใหญ่ขึ้นอยู่แล้วด้วยแว่นตาหนาๆ ก็ยิ่งเบิกกว้างขึ้น เลือดไหลนองอยู่บนโต๊ะในห้องแล็บ มันไหลลงมาตามขาโต๊ะข้างหนึ่ง มันกองอยู่บนพื้น และเป็นหยดๆ เกาะอยู่บนหลอดไฟและผนังกระเบื้องสีขาว ใช่ มีเลือดมากมาย
แต่ไม่มีภารโรง ไม่มีลัง
เดกซ์ สแตนลีย์อ้าปากค้าง “อะไรวะเนี่ย!” ชาร์ลีกระซิบ เดกซ์เห็นบางอย่างในตอนนั้น บางทีอาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขายังคงมีสติอยู่ได้ เขารู้สึกได้ว่าแกนกลางกำลังพยายามหลุดออกมา เขาคว้าไหล่ของชาร์ลีแล้วพูดว่า “ดูเลือดบนโต๊ะสิ!”
“ฉันเห็นมากพอแล้ว” ชาร์ลีกล่าว
ลูกกระเดือกของเขากระเพื่อมขึ้นลงเหมือนลิฟต์ด่วนขณะที่เขาพยายามกลั้นอาหารกลางวันเอาไว้
“ให้ตายเถอะ ตั้งสติหน่อย” เดกซ์พูดอย่างดุดัน “นายเรียนเอกสัตววิทยา นายเคยเห็นเลือดมาก่อนแล้ว”
นั่นคือเสียงที่แสดงถึงอำนาจ อย่างน้อยก็ในขณะนั้น ชาร์ลีตั้งสติได้ และพวกเขาก็เดินเข้าไปใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อย แอ่งเลือดที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะนั้นไม่ได้กระจัดกระจายอย่างที่คิดไว้ตอนแรก แต่ละแอ่งมีขอบตรงเรียบร้อยด้านหนึ่ง
“ลังไม้ตั้งอยู่ตรงนั้น” เดกซ์พูด เขารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย ความจริงที่ว่าลังไม้ตั้งอยู่ตรงนั้นทำให้เขารู้สึกมั่นคงขึ้นมาก “และดูนั่นสิ” เขาชี้ไปที่พื้น ตรงนั้นเลือดถูกป้ายเป็นทางกว้างและบาง มันไหลไปทางที่พวกเขาทั้งสองยืนอยู่ ห่างจากประตูสองบานไปไม่กี่ก้าว มันค่อยๆ จางลงค่อยๆ จางหายไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อถึงครึ่งทางระหว่างโต๊ะในห้องทดลองกับประตู เดกซ์ สแตนลีย์รู้ได้อย่างชัดเจน และเหงื่อที่ไหลบนผิวของเขาก็เย็นและชื้น
มันรั่วไหลออกมาแล้ว
มันออกมาแล้วผลักลังไม้ตกจากโต๊ะ แล้วมันก็ผลักลังไม้...ไปที่ไหน? ใต้บันได แน่นอน กลับไปใต้บันได ที่ที่มันปลอดภัยมานานแสนนาน
“แล้ว...แล้ว...” ชาร์ลีพูดไม่จบ
“ใต้บันได” เดกซ์พูดอย่างมึนงง “มันกลับไปที่ที่มันมา”
“ไม่ใช่...แล้ว...” ในที่สุดเขาก็พูดออกมาได้ “ศพ”
“ฉันไม่รู้” เดกซ์พูด แต่เขาคิดว่าเขารู้ จิตใจของเขาไม่ยอมรับความจริง
ชาร์ลีหันหลังกลับอย่างกะทันหันและเดินกลับเข้าไปในประตู “นายจะไปไหน?” เดกซ์ตะโกนเสียงแหลมและวิ่งตามเขาไป ชาร์ลีหยุดอยู่ตรงข้ามบันได หลุมดำรูปสามเหลี่ยมใต้พวกเขาอ้ากว้าง ไฟฉายขนาดใหญ่สี่ก้อนของภารโรงยังคงวางอยู่บนพื้น และข้างๆ กันนั้นมีเศษผ้าสีเทาเปื้อนเลือด และปากกาหนึ่งด้ามที่เคยหนีบไว้ที่กระเป๋าเสื้อของชายคนนั้น
“อย่าเข้าไปข้างในนั้น ชาร์ลี! อย่า!” เสียงหัวใจของเขาเต้นแรงจนแสบแก้วหู ยิ่งทำให้เขากลัวมากขึ้นไปอีก
“ไม่” ชาร์ลีพูด “แต่ศพ...”
ชาร์ลีหมอบลง คว้าไฟฉาย แล้วส่องไปใต้บันได และลังไม้ก็อยู่ที่นั่น ถูกดันชิดกำแพงด้านไกล เหมือนเดิมทุกประการ ยกเว้นแต่ว่าตอนนี้มันปราศจากฝุ่นแล้ว และแผ่นไม้สามแผ่นด้านบนถูกงัดออกไป
แสงไฟเคลื่อนไปและส่องไปที่รองเท้าทำงานขนาดใหญ่ของภารโรงข้างหนึ่ง ชาร์ลีสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างยากลำบาก หนังหนาของรองเท้าถูกกัดแทะอย่างโหดร้าย เชือกรองเท้าขาดห้อยอยู่จากรู “ดูเหมือนว่าใครบางคนเอาไปใส่ในเครื่องอัดฟาง” เขาพูดเสียงแหบ
“ตอนนี้คุณเชื่อฉันหรือยัง?” เดกซ์ถาม
ชาร์ลีไม่ตอบ เขาจับบันไดไว้เบาๆ ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วโน้มตัวลงไปใต้ชายคา—คาดว่าเพื่อไปหยิบรองเท้า ต่อมา ขณะนั่งอยู่ในห้องทำงานของเฮนรี่ เดกซ์บอกว่าเขาคิดออกเพียงเหตุผลเดียวที่ชาร์ลีจะทำอย่างนั้น นั่นคือเพื่อวัดและอาจจะจัดประเภทการกัดของสิ่งนั้นในลัง เพราะเขาเป็นนักสัตววิทยา และเป็นนักสัตววิทยาที่เก่งกาจมากด้วย
“อย่า!” เดกซ์ตะโกนและคว้าเสื้อด้านหลังของชาร์ลีไว้ ทันใดนั้นก็มีดวงตาสีเขียวทองสองข้างจ้องมองอยู่เหนือลัง พวกมันมีสีเกือบจะเหมือนดวงตาของนกฮูก แต่เล็กกว่า มีเสียงคำรามที่ดุดันและโกรธเกรี้ยว ชาร์ลีถอยหลังด้วยความตกใจและเอาหัวกระแทกกับใต้บันได เงาเคลื่อนออกมาจากลังพุ่งเข้าหาเขาด้วยความเร็วสูง ชาร์ลีร้องโหยหวน เดกซ์ได้ยินเสียงเสื้อของเขาฉีกขาด และเสียงคลิกเมื่อแว่นตาของชาร์ลีตกกระทบพื้นและกระเด็นออกไป ชาร์ลีพยายามถอยหนีอีกครั้ง สิ่งนั้นเริ่มคำราม—แล้วเสียงคำรามก็หยุดลงทันที และชาร์ลี เกเรสันก็เริ่มกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
เดกซ์ดึงด้านหลังเสื้อยืดสีขาวของเขาด้วยแรงทั้งหมดที่มี ชั่วขณะหนึ่ง ชาร์ลีถอยหลังไป และเขาเหลือบไปเห็นรูปร่างขนปุยที่บิดตัวไปมาอยู่บนหน้าอกของชายหนุ่ม รูปร่างนั้นดูเหมือนจะมีขาไม่เพียงแค่สี่ขา แต่มีหกขา และหัวแบนๆ เหมือนหัวกระสุนของลูกแมวป่าลิงซ์ ด้านหน้าเสื้อของชาร์ลี เกเรสันขาดวิ่นอย่างรวดเร็วและหมดจด จนตอนนี้ดูเหมือนริบบิ้นกระดาษสีๆ ห้อยอยู่รอบคอของเขา
จากนั้นสิ่งนั้นก็เงยหน้าขึ้น และดวงตาสีเขียวทองเล็กๆ เหล่านั้นจ้องมองมาที่เดกซ์อย่างน่ากลัว เขาไม่เคยเห็นหรือฝันถึงความโหดร้ายเช่นนี้มาก่อน แรงของเขาหมดลง แรงดึงที่ด้านหลังเสื้อของชาร์ลีคลายออกในชั่วขณะ เพียงเสี้ยว
วินาทีเท่านั้น ร่างของชาร์ลี เกเรสันถูกกระชากลงไปใต้บันไดด้วยความเร็วที่น่าสยดสยองและเหมือนการ์ตูน ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ จากนั้นเสียงคำรามและเสียงตบก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง
ชาร์ลีร้องกรีดอีกครั้ง เสียงยาวแห่งความหวาดกลัวและความเจ็บปวดที่ถูกตัดขาดอย่างกะทันหัน...ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างปิดปากเขาไว้
หรือยัดเข้าไปใน ปากเขา
เดกซ์เงียบไป ดวงจันทร์อยู่สูงบนท้องฟ้า เครื่องดื่มแก้วที่สามของเขา—ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน—หายไปครึ่งหนึ่งแล้ว และเขารู้สึกถึงปฏิกิริยาที่เริ่มเกิดขึ้นในรูปของความง่วงนอนและความอ่อนเพลียอย่างมาก
“แล้วนายทำอะไรต่อล่ะ?” เฮนรี่ถาม สิ่งที่เขาไม่ได้ทำ เขารู้ดี คือการไปแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย พวกเขาคงไม่ฟังเรื่องราวแบบนี้แล้วปล่อยเขาไปเพื่อให้เขาไปเล่าให้เพื่อนของเขา เฮนรี่ ฟังอีกครั้ง
“ผมก็แค่เดินไปรอบๆ ด้วยความตกใจอย่างที่สุด ผมคิดว่าอย่างนั้น ผมวิ่งขึ้นบันไดอีกครั้ง เหมือนกับที่ผมทำหลังจาก...หลังจากที่ภารโรงจัดการไปแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีชาร์ลี เกเรสันให้วิ่งชน ผมเดิน...หลายไมล์ ผมคิดว่าผมบ้าไปแล้ว ผมเอาแต่คิดถึงเหมืองหินไรเดอร์ นายรู้จักที่นั่นไหม?”
“รู้จัก” เฮนรี่กล่าว
“ผมคิดอยู่ตลอดว่ามันคงลึกพอแล้ว ถ้า... ถ้ามีวิธีเอาลังนั้นออกมาได้ ผมคิด... คิดอยู่ตลอดว่า...” เขายกมือขึ้นปิดหน้า “ผมไม่รู้ ผมไม่รู้แล้ว ผมว่าผมกำลังจะบ้า”
“ถ้าเรื่องที่คุณเล่าเมื่อกี้เป็นเรื่องจริง ผมเข้าใจได้” เฮนรี่พูดเบาๆ เขาลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน “ไปกันเถอะ ผมจะพาคุณกลับบ้าน”
“บ้าน?” เดกซ์มองเพื่อนของเขาอย่างเหม่อลอย “แต่--”
“ผมจะทิ้งโน้ตไว้ให้วิลมาบอกเธอว่าเราไปที่ไหน แล้วเราจะโทรหา... คุณแนะนำใครดี เดกซ์? เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยหรือตำรวจรัฐ?”
“คุณเชื่อผม ใช่ไหม? คุณเชื่อผม? แค่บอกว่าคุณเชื่อ”
“ใช่ ผมเชื่อคุณ” เฮนรี่พูด และนั่นคือความจริง “ผมไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรหรือมาจากไหน แต่ผมเชื่อคุณ” เดกซ์ สแตนลีย์เริ่มร้องไห้
“ดื่มให้หมดแก้วก่อนนะ ระหว่างนี้ผมจะเขียนจดหมายถึงภรรยา” เฮนรี่พูด ดูเหมือนจะไม่สังเกตเห็นน้ำตาของเขา เขายิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยซ้ำ"และเพื่อเห็นแก่พระเจ้า รีบออกไปจากที่นี่ก่อนที่เธอจะกลับมาเถอะ"
เดกซ์คว้าแขนเสื้อของเฮนรี่ไว้แน่น “แต่เราจะไม่เข้าไปใกล้แอมเบอร์สันฮอลล์ใช่ไหม? สัญญากับฉันนะเฮนรี่! เราจะอยู่ห่างจากที่นั่น ใช่ไหม?”
“หมีจะอึในป่าเหรอ?” เฮนรี่ นอร์ธรัปถาม การเดินทางไปยังบ้านของเดกซ์ที่ชานเมืองนั้นใช้เวลาสามไมล์ และก่อนที่พวกเขาจะไปถึง เขาก็ง่วงนอนเต็มทีแล้ว
“ฉันคิดว่าเป็นตำรวจรัฐ” เฮนรี่พูด คำพูดของเขาดูเหมือนจะมาจากที่ไกลๆ “ฉันคิดว่าการประเมินของชาร์ลี เกเรสันเกี่ยวกับตำรวจในมหาวิทยาลัยนั้นค่อนข้างแม่นยำ คนแรกที่ไปถึงคงจะเอาแขนเข้าไปในกล่องนั้นอย่างเต็มใจ”
“ใช่ ตกลง” ท่ามกลางความตกใจที่ค่อยๆ จางหายไป เดกซ์รู้สึกขอบคุณอย่างเลือนรางแต่ยิ่งใหญ่ที่เพื่อนของเขารับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นนั้น แต่ส่วนลึกในใจของเขากลับเชื่อว่าเฮนรี่คงทำไม่ได้หากเขาได้เห็นสิ่งที่เขาเห็น “แค่… ความสำคัญของความระมัดระวัง…”
“ฉันจะจัดการเอง” เฮนรี่พูดอย่างเคร่งขรึม และนั่นก็เป็นตอนที่เดกซ์หลับไป
เขาตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นพร้อมกับแสงแดดเดือนสิงหาคมที่สาดส่องเป็นลวดลายคมชัดบนผ้าปูที่นอนของเขา “แค่ฝัน” เขาคิดด้วยความโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก “ฝันบ้าๆ บอๆ”
แต่มีรสชาติของวิสกี้อยู่ในปากเขา—วิสกี้และอย่างอื่น เขาจึงลุกขึ้นนั่ง และความเจ็บปวดแล่นผ่านศีรษะ ไม่ใช่ความเจ็บปวดแบบที่เกิดจากอาการเมาค้าง ไม่ใช่แม้แต่ถ้าคุณเป็นประเภทที่เมาค้างจากวิสกี้สามแก้ว และเขาก็ไม่ใช่
เขาจึงลุกขึ้นนั่ง และก็เห็นเฮนรี่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามห้อง ความคิดแรกของเขาคือเฮนรี่ต้องไปโกนหนวด ความคิดที่สองคือมีบางอย่างในดวงตาของเฮนรี่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน—บางอย่างเหมือนเกล็ดน้ำแข็ง ความคิดที่ไร้สาระผุดขึ้นมาในใจเดกซ์ มันผ่านเข้ามาในหัวแล้วก็หายไป ดวงตาของมือปืน เฮนรี่ นอร์ธรัป ผู้เชี่ยวชาญด้านกวีชาวอังกฤษยุคแรกๆ มีดวงตาของมือปืน
"นายรู้สึกยังไงบ้าง เดกซ์?"
"ปวดหัวนิดหน่อย" เดกซ์กล่าว "เฮนรี่... ตำรวจ... เกิดอะไรขึ้น?"
"ตำรวจไม่มาหรอก" นอร์ธรัปพูดอย่างใจเย็น "ส่วนเรื่องปวดหัวน่ะ ฉันเสียใจมาก ฉันใส่ผงยานอนหลับของวิลมาลงในเครื่องดื่มแก้วที่สามของนายแล้ว รับรองได้เลยว่าอาการจะหายไป"
"เฮนรี่ นายพูดอะไรน่ะ?"
เฮนรี่หยิบกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ "นี่คือโน้ตที่ฉันเขียนทิ้งไว้ให้ภรรยา มันน่าจะอธิบายอะไรหลายๆ อย่างได้ ฉันคิดว่า ฉันได้มันคืนมาหลังจากทุกอย่างจบลงแล้ว ฉันเสี่ยงว่าเธอจะวางมันไว้บนโต๊ะ แล้วฉันก็รอดไปได้"
"ฉันไม่รู้ว่านายกำลัง--"
เขารับโน้ตจากมือของเฮนรี่และอ่านมัน ดวงตาเบิกกว้าง
ถึง บิลลี่ ที่รัก
ฉันเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากเดกซ์ สแตนลีย์ เขาเสียสติไปแล้ว ดูเหมือนเขาจะทำเรื่องไม่เหมาะสมกับนักศึกษาสาวคนหนึ่ง เขาอยู่ที่แอมเบอร์สัน ฮอลล์ และหญิงสาวคนนั้นก็อยู่ที่นั่นด้วย ขอร้องเถอะ รีบมาเร็วๆ ฉันไม่แน่ใจว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร แต่การมีผู้หญิงอยู่ด้วยอาจจำเป็น และในสถานการณ์แบบนี้ พยาบาลจากห้องพยาบาลคงไม่เพียงพอ ฉันรู้ว่าคุณไม่ค่อยชอบเดกซ์เท่าไหร่ แต่เรื่องอื้อฉาวแบบนี้อาจทำลายอาชีพของเขาได้ โปรดมาเถอะ
เฮนรี่
“คุณทำอะไรลงไปเนี่ย?” เดกซ์ถามเสียงแหบพร่า
เฮนรี่ดึงกระดาษโน้ตจากนิ้วที่ไร้เรี่ยวแรงของเดกซ์ หยิบไฟแช็กซิปโปออกมา แล้วจุดไฟที่มุมกระดาษ เมื่อมันไหม้เกรียมดีแล้ว เขาก็โยนกระดาษที่ไหม้เกรียมลงในที่เขี่ยบุหรี่บนขอบหน้าต่าง
“ฉันฆ่าวิลมาแล้ว” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่สงบเช่นเดิม “ติ๊งตอง ยัยสารเลวนั่นตายแล้ว” เดกซ์พยายามจะพูดแต่พูดไม่ออก แกนกลางนั้นกำลังพยายามหลุดออกอีกครั้ง เหวแห่งความบ้าคลั่งอยู่เบื้องล่าง “ฉันฆ่าเมียตัวเอง และตอนนี้ฉันก็ฝากชีวิตไว้ในมือคุณแล้ว”
ตอนนี้เดกซ์ก็พูดออกมาได้ เสียงของเขาแหบพร่าแต่ก็แหลมคม “ลัง” เขาพูด “คุณเอาลังไปทำอะไรแล้ว?”
“นั่นแหละคือความสวยงามของมัน” เฮนรี่กล่าว “คุณเป็นคนต่อจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายเอง ลังอยู่ที่ก้นเหมืองหินไรเดอร์”
เดกซ์คลำหาคำตอบขณะที่มองเข้าไปในดวงตาของเฮนรี่ ดวงตาของเพื่อนเขา ดวงตาของมือปืน คุณไม่สามารถโค่นควีนของตัวเองได้ นั่นไม่ใช่กฎของหมากรุก เขาคิด และระงับความอยากที่จะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น เหมืองหิน เขาพูด เหมืองหินไรเดอร์ บางคนบอกว่ามันลึกกว่าสี่ร้อยฟุต อาจจะอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยไปทางทิศตะวันออกสิบสองไมล์ ตลอดสามสิบปีที่เดกซ์อยู่ที่นี่ มีคนจมน้ำตายที่นั่นไปแล้วสิบสองคน และเมื่อสามปีก่อนทางเมืองก็ได้ติดป้ายเตือนไว้ที่นั่น
“ฉันพาเธอเข้านอนแล้ว” เฮนรี่กล่าว “ต้องอุ้มเธอเข้าไปในห้อง เธอหลับสนิทเลย วิสกี้ ผงยานอนหลับ และความตกใจ แต่เธอยังหายใจได้ปกติและแข็งแรงดี หัวใจเต้นปกติ ฉันตรวจสอบแล้ว ไม่ว่าเธอจะเชื่ออะไรก็ตาม อย่าคิดว่าฉันตั้งใจจะทำร้ายเธอนะ เดกซ์”
“เหลือเวลาอีกสิบห้านาทีก่อนที่คาบเรียนสุดท้ายของวิลมาจะเลิก และเธอต้องใช้เวลาอีกสิบห้านาทีในการขับรถกลับบ้าน และอีกสิบห้านาทีในการเดินทางไปยังแอมเบอร์สันฮอลล์ นั่นทำให้ฉันมีเวลาสี่สิบห้านาที ฉันไปถึงแอมเบอร์สันในสิบนาที ประตูไม่ได้ล็อค นั่นก็เพียงพอที่จะคลายข้อสงสัยที่เหลืออยู่ของฉันแล้ว” “
คุณหมายความว่ายังไง?”
“พวงกุญแจที่เข็มขัดของภารโรง มันอยู่กับภารโรง”
เดกซ์ตัวสั่น
“ถ้าประตูถูกล็อค—ขอโทษนะ เดกซ์ แต่ถ้าคุณจะเล่นเอาจริงเอาจัง”คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจทุกอย่าง—ยังมีเวลาเหลือพอที่จะกลับบ้านก่อนวิลมาและเผาจดหมายฉบับนั้นทิ้ง
“ฉันลงไปข้างล่าง—และฉันเดินชิดกำแพงที่สุดเท่าที่จะทำได้ขณะลงบันได เชื่อฉันเถอะ...”
เฮนรี่ก้าวเข้าไปในห้องแล็บและมองไปรอบๆ มันยังคงเหมือนเดิมกับที่เดกซ์ทิ้งไว้ เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผากแล้วเช็ดหน้าด้วยมือ หัวใจของเขาเต้นแรงอยู่ในอก ตั้งสติหน่อยสิ ค่อยๆ ทำทีละอย่าง อย่ามองไปข้างหน้า
แผ่นไม้ที่ภารโรงแกะออกจากลังยังคงวางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะในห้องแล็บ โต๊ะข้างๆ กันนั้นมีบันทึกการทดลองของชาร์ลี เกเรสันกระจัดกระจายอยู่ ซึ่งคงไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์ เฮนรี่มองดูทุกอย่าง แล้วหยิบไฟฉายของตัวเอง—ไฟฉายที่เขาเก็บไว้ในช่องเก็บของในรถเสมอสำหรับกรณีฉุกเฉิน—จากกระเป๋าหลัง ถ้าเรื่องนี้ไม่ถือเป็นเหตุฉุกเฉินแล้ว ก็ไม่มีอะไรถือเป็นเหตุฉุกเฉินได้อีกแล้ว
เขาเปิดไฟฉายแล้วเดินข้ามห้องแล็บออกไปนอกประตู แสงไฟสั่นไหวอย่างไม่มั่นคงในความมืดครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ส่องไปที่พื้น เขาไม่อยากเหยียบอะไรที่ไม่ควรเหยียบ เฮนรี่เคลื่อนไหวอย่างช้าๆ และระมัดระวัง เขาเดินไปด้านข้างบันไดและส่องไฟไปด้านล่าง ลมหายใจของเขาหยุดไปชั่วขณะ แล้วก็กลับมาหายใจอีกครั้งอย่างช้าๆ ความตึงเครียดและความกลัวหายไปอย่างฉับพลัน เหลือเพียงความรู้สึกหนาวเย็น กล่องอยู่ข้างใต้นั้นอย่างที่เดกซ์บอกไว้ และปากกาของภารโรง รองเท้าของเขา และแว่นตาของชาร์ลี เกเรสัน
เฮนรี่เลื่อนไฟฉายจากสิ่งของชิ้นหนึ่งไปยังอีกชิ้นหนึ่งอย่างช้าๆ ส่องไปที่แต่ละชิ้น จากนั้นเขาก็เหลือบมองนาฬิกา ปิดไฟฉายแล้วยัดใส่กระเป๋า เขาเหลือเวลาครึ่งชั่วโมง ไม่มีเวลาให้เสียแล้ว
ในห้องเก็บของภารโรงชั้นบน เขาพบถัง น้ำยาทำความสะอาดชนิดเข้มข้น ผ้าขี้ริ้ว...และถุงมือ ไม่มีรอยนิ้วมือ เขาเดินกลับลงไปข้างล่างเหมือนศิษย์ของพ่อมด ถือถังพลาสติกหนักๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำร้อนและน้ำยาทำความสะอาดที่กำลังเป็นฟองอยู่ในมือแต่ละข้าง ผ้าขี้ริ้วพาดไหล่ เสียงฝีเท้าของเขาดังแผ่วเบาในความเงียบสงัด เขาคิดถึงคำพูดของเดกซ์ที่ว่า “มันนั่งยองๆ และเงียบงัน” และเขาก็ยังคงรู้สึกหนาวอยู่ดี
เขาเริ่มทำความสะอาด
“เธอมาแล้ว” เฮนรี่กล่าว “ใช่ เธอมาแล้ว และเธอก็...ตื่นเต้นและมีความสุข”
“อะไรนะ?” เดกซ์ถาม
“ตื่นเต้น” เขาพูดซ้ำ “เธอคร่ำครวญและบ่นเหมือนที่เธอทำเสมอด้วยเสียงแหลมๆ ที่ไม่น่าฟัง แต่ฉันคิดว่านั่นเป็นแค่ความเคยชิน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เดกซ์ ส่วนเดียวในตัวฉันที่เธอควบคุมไม่ได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนเดียวที่เธอไม่เคยควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ คือมิตรภาพของฉันกับนาย เครื่องดื่มสองแก้วของเราตอนที่เธอไปเรียน หมากรุกของเรา มิตรภาพของเรา...” เดกซ์
พยักหน้า ใช่ มิตรภาพเป็นคำที่ถูกต้อง แสงสว่างเล็กๆ ในความมืดมิดของความเหงา มันไม่ใช่แค่หมากรุกหรือเครื่องดื่มเท่านั้น มันคือใบหน้าของเฮนรี่บนกระดานหมากรุก เสียงของเฮนรี่ที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ในแผนกของเขา การนินทาเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เป็นอันตราย เสียงหัวเราะกับบางสิ่งบางอย่าง
“เธอก็เลยงอแงและบ่นพึมพำในแบบฉบับ ‘เรียกฉันว่าบิลลี่ก็ได้’ ของเธอนั่นแหละ แต่ฉันว่ามันเป็นแค่ความเคยชิน เธอดูตื่นเต้นและมีความสุขนะเดกซ์ เพราะในที่สุดเธอก็จะได้ควบคุมเรื่องสุดท้าย... นิดหน่อย... เสียที” เขาจ้องมองเดกซ์อย่างใจเย็น “ฉันรู้ว่าเธอจะมาอยู่แล้วนี่ ฉันรู้ว่าเธออยากรู้ว่านายไปก่อเรื่องอะไรไว้ เดกซ์”
“พวกเขาอยู่ข้างล่าง” เฮนรี่บอกวิลมา วิลมาสวมเสื้อแขนกุดสีเหลืองสดใสและกางเกงสีเขียวที่คับเกินไปสำหรับเธอ “อยู่ข้างล่างเลย” แล้วเขาก็หัวเราะเสียงดังออกมาทันที
วิลมาหันกลับมามองด้วยสีหน้าสงสัย “นายหัวเราะอะไร” เธอถามเสียงดังและสั่นเครือ “เพื่อนสนิทนายไปมีเรื่องกับผู้หญิงแล้วนายยังหัวเราะอีกเหรอ?”
ไม่ เขาไม่ควรหัวเราะ แต่เขาก็ห้ามตัวเองไม่ได้ มันนั่งอยู่ใต้บันได นั่งยองๆ เงียบๆ อยู่ตรงนั้น ลองบอกเจ้าสิ่งนั้นในลังให้เรียกเธอว่าบิลลี่สิ วิลมา—แล้วเสียงหัวเราะดังลั่นก็เล็ดลอดออกมาจากเขาอีกครั้ง กลิ้งไปตามโถงทางเดินชั้นหนึ่งที่มืดสลัวราวกับระเบิดใต้น้ำ
“อืม มันก็มีด้านที่ตลกอยู่นะ” เขาพูดแทบไม่รู้ตัวว่ากำลังพูดอะไร “รอเดี๋ยว เธอจะเห็นเอง เธอจะคิดว่า—”
ดวงตาของเธอที่คอยมองหาอยู่เสมอ ไม่เคยนิ่งเฉย เหลือบไปมองที่กระเป๋าเสื้อด้านหน้าของเขา ที่เขาซ่อนถุงมือยางไว้
“นั่นอะไรน่ะ? นั่นถุงมือเหรอ?”
เฮนรี่เริ่มพล่ามคำออกมา ในขณะเดียวกันเขาก็โอบแขนรอบไหล่ผอมๆ ของวิลมาและพาเธอเดินไปทางบันได “ก็เขาหมดสติไปแล้วน่ะ รู้ไหม กลิ่นตัวเขาเหมือนโรงกลั่นเหล้าเลย เดาไม่ออกเลยว่าเขาดื่มไปเท่าไหร่ อ้วกเลอะไปหมด ฉันกำลังทำความสะอาดอยู่เนี่ย แย่มากเลย บิลลี่ ฉันเกลี้ยกล่อมให้เด็กผู้หญิงคนนั้นอยู่ต่ออีกหน่อย เธอจะช่วยฉันหน่อยสิ นี่มันเด็กซ์นะ”
“ฉันไม่รู้” เธอพูดขณะที่พวกเขากำลังลงบันไดไปยังห้องแล็บชั้นใต้ดิน ดวงตาของเธอฉายแววสะใจ “ฉันต้องดูว่าสถานการณ์เป็นยังไง เธอไม่รู้อะไรเลย เห็นได้ชัด เธอเสียสติไปแล้ว ตรงกับที่ฉันคาดไว้เลย”
“ใช่” เฮนรี่พูด พวกเขามาถึงด้านล่างสุดแล้ว “ตรงนี้แหละ เดินอ้อมไปตรงนี้”
“แต่ห้องแล็บอยู่ทางนั้น--”
“ใช่... แต่เด็กผู้หญิงคนนั้น...” แล้วเขาก็เริ่มหัวเราะอีกครั้งเป็นช่วงๆ อย่างบ้าคลั่ง
“เฮนรี่ นายเป็นอะไรไป” และตอนนี้ความดูถูกเหยียดหยามที่แฝงไปด้วยความขมขื่นนั้นได้ปะปนกับสิ่งอื่น—บางสิ่งที่อาจเป็นความกลัว
นั่นทำให้เฮนรี่หัวเราะหนักขึ้น เสียงหัวเราะของเขาก้องกังวานไปทั่วห้องใต้ดินที่มืดมิด ราวกับเสียงหัวเราะของผีร้ายหรือปีศาจที่กำลังพอใจกับเรื่องตลกที่ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ "บิลลี่ สาวคนนั้น" เฮนรี่พูดระหว่างที่หัวเราะอย่างช่วยไม่ได้"นี่แหละที่ตลก เด็กผู้หญิงคนนั้นคลานไปอยู่ใต้บันไดแล้วไม่ยอมออกมา นี่แหละที่ตลก ฮ่าๆๆๆๆ--"
และตอนนี้ประกายแห่งความสุขสีดำทะมึนฉายแววในดวงตาของเธอ ริมฝีปากของเธอยกขึ้นเหมือนกระดาษไหม้เกรียมในสิ่งที่ชาวนรกอาจเรียกว่ารอยยิ้ม และวิลมาก็กระซิบว่า “เขาทำอะไรกับเธอ?”
“เธอช่วยเธอออกมาได้” เฮนรี่พูดตะกุกตะกักพลางนำเธอไปยังปากเหวรูปสามเหลี่ยมที่มืดมิดและอ้ากว้าง “ฉันแน่ใจว่าเธอช่วยเธอออกมาได้ ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหา” ทันใดนั้นเขาก็คว้าวิลมาที่ท้ายทอยและเอว บังคับเธอลงไปพร้อมกับผลักเธอเข้าไปในช่องว่างใต้บันได
“คุณกำลังทำอะไร?” เธอตะโกนอย่างไม่พอใจ “คุณกำลังทำอะไร เฮนรี่?”
“สิ่งที่ฉันควรทำมานานแล้ว” เฮนรี่พูดพลางหัวเราะ “เข้าไปข้างในนั้น วิลมา บอกมันให้เรียกเธอว่าบิลลี่ ยัยสารเลว”
เธอพยายามหันหลัง พยายามต่อสู้กับเขา มือข้างหนึ่งตะปบข้อมือของเขา เขาเห็นเล็บรูปพลั่วของเธอตะปบลงไป แต่พวกมันตะปบได้เพียงอากาศ “หยุดนะ เฮนรี่!” เธอร้อง “หยุดเดี๋ยวนี้! หยุดเรื่องไร้สาระนี่ซะ! ฉัน—ฉันจะกรีดร้อง!”
“กรีดร้องไปเลย!” เขาตะโกนเสียงดังพลางหัวเราะไปด้วย เขาชูเท้าข้างหนึ่งขึ้น เหยียบลงไปตรงกลางก้นแคบๆ ที่ไร้ความรู้สึกของเธอ แล้วดัน “ฉันจะช่วยเธอเอง วิลมา! ออกมาเถอะ! ตื่นขึ้นมา ไม่ว่าเธอจะเป็นอะไร! ตื่นขึ้นมา! นี่คืออาหารเย็นของเธอ! เนื้อพิษ! ตื่นขึ้นมา! ตื่นขึ้นมา!”
วิลมากรีดร้องเสียงดังแหลมคม เป็นเสียงที่ไม่เป็นภาษา แต่เต็มไปด้วยความโกรธมากกว่าความกลัว
แล้วเฮนรี่ก็ได้ยินมัน
ครั้งแรกเป็นเสียงผิวปากต่ำๆ เสียงที่ผู้ชายอาจทำขณะทำงานคนเดียวโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ จากนั้นเสียงก็ดังขึ้น ไล่ระดับเสียงขึ้นไปจนถึงเสียงครางที่ดังจนแทบไม่ได้ยิน จากนั้นเสียงก็ลดลงอย่างกะทันหันและกลายเป็นเสียงคำราม...แล้วก็เสียงพึมพำแหบๆ มันเป็นเสียงที่โหดร้ายอย่างยิ่ง ตลอดชีวิตแต่งงาน เฮนรี นอร์ธรัป ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวภรรยาของเขา แต่สิ่งที่อยู่ในลังนั้นทำให้วิลมาดูเหมือนเด็กอนุบาลที่กำลังงอแง เฮนรีมีเวลาคิดว่า: พระเจ้าช่วย บางทีมันอาจจะเป็นปีศาจแทสเมเนียนจริงๆ... อย่างน้อยมันก็เป็นปีศาจชนิดหนึ่ง
วิลมาเริ่มกรีดร้องอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเสียงที่ไพเราะกว่า—อย่างน้อยก็ในหูของเฮนรี นอร์ธรัป มันเป็นเสียงแห่งความหวาดกลัวอย่างที่สุด เสื้อสีเหลืองของเธอส่องประกายในความมืดใต้บันได เป็นสัญญาณริบหรี่ เธอพุ่งเข้าใส่ช่องเปิด และเฮนรีผลักเธอกลับไปโดยใช้แรงทั้งหมดที่มี
“เฮนรี!” เธอร้องโหยหวน “เฮนรี!”
เธอพุ่งเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้เอาหัวนำก่อน เหมือนวัวกระทิงที่กำลังพุ่งเข้าใส่ เฮนรีจับหัวของเธอไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง รู้สึกถึงผมหยิกแน่นๆ ของเธอที่ถูกบีบอัดใต้ฝ่ามือ เขาผลัก และแล้ว เหนือไหล่ของวิลมา เขาเห็นบางสิ่งที่อาจจะเป็นดวงตาสีทองเป็นประกายของนกฮูกตัวเล็กๆ ดวงตาที่เย็นชาและเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างที่สุด เสียงพึมพำดังขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุด และเมื่อมันกระทบกับวิลมา แรงสั่นสะเทือนที่แล่นผ่านร่างกายของเธอมากพอที่จะผลักเขาถอยหลัง เขาเหลือบ
เห็นใบหน้าของเธอแวบหนึ่ง ดวงตาที่เบิกกว้างของเธอแล้วเธอก็ถูกลากกลับเข้าไปในความมืด เธอร้องกรีดอีกครั้ง เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
“แค่บอกมันให้เรียกเธอว่าบิลลี่” เขา whispered
เฮนรี่ นอร์ธรัปสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างสั่นเทา
“มันเป็นอย่างนั้น...อยู่นานทีเดียว” เขาพูด หลังจากนั้นนานมาก อาจจะยี่สิบนาที เสียงคำรามและ...เสียงกินอาหารของมัน...ก็หยุดลงเช่นกัน และมันก็เริ่มผิวปาก เหมือนที่เธอพูดเลย เดกซ์ ราวกับว่ามันเป็นกาต้มน้ำที่กำลังมีความสุขหรืออะไรทำนองนั้น มันผิวปากอยู่ประมาณห้านาที แล้วก็หยุด ผมส่องไฟลงไปข้างใต้อีกครั้ง ลังไม้ถูกดึงออกมาเล็กน้อย มี...เลือดสดๆ และกระเป๋าของวิลมาก็กระจัดกระจายไปทั่ว แต่เปื้อนรองเท้าของเธอทั้งสองข้าง นั่นเป็นเรื่องใหญ่เลยใช่ไหม?”
เดกซ์ไม่ตอบ ห้องนั้นอาบไปด้วยแสงแดด ข้างนอกมีนกตัวหนึ่งร้องเพลง
“ผมทำความสะอาดห้องแล็บเสร็จแล้ว” เฮนรี่พูดต่อในที่สุด “ผมใช้เวลาอีกสี่สิบนาที และผมเกือบจะพลาดหยดเลือดที่อยู่บนหลอดไฟ...เห็นมันตอนที่ผมกำลังจะออกไป” แต่พอผมทำธุระเสร็จ สถานที่ก็สะอาดเอี่ยมอ่อง จากนั้นผมก็ออกไปที่รถแล้วขับรถข้ามมหาวิทยาลัยไปยังภาควิชาภาษาอังกฤษ มันเริ่มดึกแล้ว แต่ผมไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด ที่จริงแล้ว เดกซ์ ผมว่าผมไม่เคยรู้สึกปลอดโปร่งขนาดนี้มาก่อนในชีวิตเลย มีลังไม้ใบหนึ่งอยู่ในห้องใต้ดินของภาควิชาภาษาอังกฤษ ผมนึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาตั้งแต่ต้นเรื่องของคุณแล้ว คงเป็นการเชื่อมโยงปีศาจตัวหนึ่งกับอีกตัวหนึ่งสินะ”
“คุณหมายความว่ายังไง?”
“ปีที่แล้วตอนที่แบดลิงเกอร์ไปอังกฤษ—คุณจำแบดลิงเกอร์ได้ใช่ไหม?”
เดกซ์พยักหน้า แบดลิงเกอร์เป็นคนที่เอาชนะเฮนรี่ในการชิงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาภาษาอังกฤษ...ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภรรยาของแบดลิงเกอร์ฉลาด ร่าเริง และเข้าสังคมเก่ง ในขณะที่ภรรยาของเฮนรี่เป็นคนปากร้าย เคยเป็นคนปากร้าย
“เขาไปอังกฤษในช่วงลาพักร้อน” เฮนรี่กล่าว “เขาเก็บของทั้งหมดใส่ลังแล้วส่งกลับมา หนึ่งในนั้นคือตุ๊กตาสัตว์ตัวใหญ่ เนสซี่ พวกเขาเรียกมันว่าอย่างนั้น สำหรับลูกๆ ของเขา” ไอ้สารเลวนั่นซื้อมาให้ลูกๆ ของมัน ฉันอยากมีลูกมาตลอดนะ แต่วิลมาไม่อยากมี เธอว่าเด็กๆ จะเกะกะ
“ยังไงก็ตาม มันถูกส่งกลับมาในลังไม้ขนาดมหึมา แล้วแบดลิงเกอร์ก็ลากมันลงไปที่ห้องใต้ดินของภาควิชาภาษาอังกฤษ เพราะที่บ้านไม่มีที่ว่าง เขาบอกว่าอย่างนั้น แต่เขาไม่อยากทิ้งมันไปเพราะกลัวว่ามันอาจจะมีประโยชน์ในสักวัน ระหว่างนั้น ภารโรงของเราก็ใช้มันเป็นถังขยะขนาดใหญ่ พอเต็มแล้ว พวกเขาก็จะเทมันลงไปท้ายรถบรรทุกในวันเก็บขยะ แล้วก็เติมใหม่
“ฉันคิดว่าลังที่เจ้าสัตว์ประหลาดสตัฟฟ์ของแบดลิงเกอร์ถูกส่งกลับมาจากอังกฤษนั่นแหละที่ทำให้ฉันคิดออก ฉันเริ่มคิดว่าเราจะกำจัดเจ้าปีศาจแทสเมเนียนนั่นได้ยังไง แล้วนั่นก็เริ่มทำให้ฉันคิดถึงสิ่งอื่นที่ฉันอยากกำจัด สิ่งที่ฉันอยากกำจัดมากๆ”
“แน่นอน ผมมีกุญแจ ผมเปิดประตูเข้าไปแล้วลงไปข้างล่าง กล่องนั้นอยู่ที่นั่น มันเป็นกล่องใหญ่และเทอะทะ แต่รถเข็นของภารโรงก็อยู่ข้างล่างด้วย ผมเทขยะเล็กน้อยที่อยู่ในนั้นออก แล้วยกกล่องขึ้นไปวางบนรถเข็นโดยตั้งมันขึ้น ผมลากมันขึ้นไปข้างบนแล้วเข็นมันตรงไปที่ห้างสรรพสินค้าแล้วกลับไปที่แอมเบอร์สัน”
“คุณไม่ได้เอารถไปเหรอ?”
“ไม่ ผมจอดรถไว้ที่ที่จอดรถของผมในลานจอดรถของภาควิชาภาษาอังกฤษ ผมคงเอาลังเข้าไปไม่ได้อยู่ดี”
สำหรับเดกซ์ แสงสว่างใหม่เริ่มส่องประกาย เฮนรี่คงขับรถ MG ของเขาไปแน่ๆ รถสปอร์ตเก่าๆ ที่วิลมาเรียกมันว่าของเล่นของเฮนรี่เสมอ และถ้าเฮนรี่มี MG วิลมาก็คงมี Scout รถจี๊ปที่มีเบาะหลังพับได้ มีพื้นที่เก็บของมากมายอย่างที่โฆษณาบอก
“ผมไม่ได้เจอใครเลย” เฮนรี่กล่าว “ช่วงเวลานี้ของปี—และไม่มีช่วงเวลาอื่นใด—มหาวิทยาลัยค่อนข้างเงียบเหงา ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบอย่างน่าเหลือเชื่อ ผมไม่เห็นแม้แต่ไฟหน้ารถสักดวง ผมกลับไปที่อาคารแอมเบอร์สันและเอาลังของแบดลิงเกอร์ลงไปข้างล่าง ผมวางมันไว้บนรถเข็นโดยให้ด้านที่เปิดอยู่หันไปทางใต้บันได จากนั้นผมก็กลับขึ้นไปที่ห้องเก็บของภารโรงและหยิบไม้ค้ำยาวๆ ที่ใช้เปิดปิดหน้าต่างออกมา ตอนนี้เหลือแต่ในอาคารเก่าๆ เท่านั้น ผมลงไปข้างล่างและเตรียมที่จะดึงลัง—ลังปาเอลล่าของคุณ—ออกมาจากใต้บันได แล้วผมก็รู้สึกแย่ ผมสังเกตเห็นว่าฝาด้านบนของลังแบดลิงเกอร์หายไป คุณเห็นไหม ผมสังเกตเห็นมาก่อนแล้ว แต่ตอนนี้ผมรู้แล้ว รู้ลึกๆ ในใจเลย”
“แล้วคุณทำอะไร?”
“ตัดสินใจเสี่ยงดู” เฮนรี่กล่าว “ผมใช้ไม้ค้ำหน้าต่างดึงลังออกมา ผมดึงมันออกมาอย่างเบามือ ราวกับว่ามันเต็มไปด้วยไข่ ไม่สิ...ราวกับว่ามันเต็มไปด้วยขวดแก้วบรรจุไนโตรกลีเซอรีน”
เดกซ์นั่งตัวตรง จ้องมองเฮนรี่ “อะไร...อะไร...”
เฮนรี่มองกลับมาอย่างเศร้าสร้อย “จำได้ไหม นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นมันอย่างชัดเจน มันน่ากลัวมาก” เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดซ้ำอีกครั้ง “มันน่ากลัวมาก เดกซ์ มันเปื้อนเลือด บางส่วนดูเหมือนจะฝังแน่นอยู่ในไม้กระเบื้อง มันทำให้ผมนึกถึง...นายจำกล่องของเล่นตลกๆ ที่เคยขายกันได้ไหม? นายจะกดคันโยกเล็กๆ แล้วกล่องกระเบื้องก็จะส่งเสียงดังและสั่น แล้วมือสีเขียวซีดๆ ก็จะโผล่ออกมาจากด้านบนแล้วกดคันโยกกลับเข้าไปข้างใน มันทำให้ผมนึกถึงสิ่งนั้น
“ผมดึงมันออกมา—อย่างระมัดระวัง—และผมบอกตัวเองว่าจะไม่มองลงไปข้างใน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่แน่นอน ผมก็มองลงไป” และฉันเห็น...” เสียงของเขาแผ่วลงอย่างหมดหวัง ราวกับสูญเสียเรี่ยวแรงไปทั้งหมด “ฉันเห็นใบหน้าของวิลมา เดกซ์ ใบหน้าของเธอ”
“เฮนรี่ อย่า--”
“ฉันเห็นดวงตาของเธอ มองขึ้นมาที่ฉันจากกล่องนั้น ดวงตาที่เหม่อลอยของเธอ ฉันเห็นอย่างอื่นด้วย บางอย่างสีขาว กระดูกมั้ง”แล้วก็มีอะไรบางอย่างสีดำ ขนปุย ขดตัวอยู่ แล้วก็ผิวปากด้วย เสียงผิวปากเบามาก ฉันคิดว่ามันกำลังนอนหลับอยู่"
“ฉันดึงมันออกมาให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วก็ยืนมองมันอยู่ตรงนั้น รู้ตัวว่าขับรถไม่ได้หรอก เพราะไอ้นั่นมันอาจจะหลุดออกมาได้ทุกเมื่อ...หลุดออกมาแล้วตกลงมาใส่หลังคอฉันได้ ฉันเลยเริ่มมองหาอะไรสักอย่าง—อะไรก็ได้—มาปิดด้านบนของลังของแบดลิงเกอร์
” “ฉันเข้าไปในห้องเลี้ยงสัตว์ แล้วก็เจอกรงสองสามกรงที่ใหญ่พอที่จะใส่ลังปาเอลล่าได้ แต่ฉันหากุญแจไม่เจอ ฉันเลยขึ้นไปชั้นบน แล้วก็ยังหาอะไรไม่เจออีก ฉันไม่รู้ว่าฉันหาอยู่นานแค่ไหน แต่รู้สึกเหมือนเวลา...กำลังผ่านไป ฉันเริ่มจะบ้าแล้ว แล้วฉันก็บังเอิญไปโผล่ในห้องบรรยายใหญ่ๆ ที่อยู่สุดทางเดิน—”
“ห้อง 6?”
“ใช่ ฉันคิดว่าอย่างนั้น พวกเขากำลังทาสีผนังอยู่ มีผ้าใบผืนใหญ่ปูอยู่บนพื้นเพื่อกันสีกระเด็น” ฉันหยิบมันขึ้นมา แล้วก็ลงไปข้างล่าง จากนั้นก็ดันลังข้าวปาเอลล่าเข้าไปในลังของบาดลิงเกอร์ ระวังหน่อย!...นายคงไม่เชื่อหรอกว่าฉันระวังแค่ไหน เดกซ์”
เมื่อลังเล็กถูกวางซ้อนลงในลังใหญ่แล้ว เฮนรี่ก็คลายสายรัดบนรถเข็นของแผนกภาษาอังกฤษและคว้าปลายผ้าคลุม มันส่งเสียงกรอบแกรบในความเงียบสงัดของห้องใต้ดินแอมเบอร์สันฮอลล์ ลมหายใจของเขาก็ติดขัดเช่นกัน และมีเสียงหวีดเบาๆ เขาเฝ้ารอให้มันหยุด เปลี่ยนไป แต่มันก็ไม่เปลี่ยน เขาเหงื่อออกจนเสื้อเปียกโชก มันแนบติดกับหน้าอกและหลังของเขา
เขาเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง ไม่รีบร้อน เขาพันผ้าคลุมรอบลังของแบดลิงเกอร์สามรอบ สี่รอบ แล้วก็ห้ารอบ ในแสงสลัวที่ส่องผ่านมาจากห้องแล็บ ลังของแบดลิงเกอร์ดูเหมือนมัมมี่ เขาใช้มือข้างหนึ่งจับตะเข็บไว้ แล้วพันสายรัดรอบลังทีละเส้น เขารัดให้แน่นแล้วถอยหลังไปสักครู่ เขามองดูนาฬิกา มันเลยบ่ายโมงไปเล็กน้อย ชีพจรของเขาเต้นเป็นจังหวะ ลำคอของเขา
แหบพร่า เขาก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง พลางนึกถึงบุหรี่อย่างประหลาด (เขาเลิกสูบไปแล้วเมื่อสิบหกปีก่อน) เขาคว้าเกวียน เอียงมันไปด้านหลัง แล้วเริ่มดึงมันขึ้นบันไดอย่างช้าๆ
ข้างนอก ดวงจันทร์มองอย่างเย็นชาขณะที่เขายกของทั้งหมด รวมทั้งเกวียนด้วย ขึ้นไปไว้ในท้ายรถที่เขาคิดว่าเป็นรถจี๊ปของวิลมา—ถึงแม้ว่าวิลมาจะไม่ได้เงินสักบาทเลยตั้งแต่วันที่เขาแต่งงานกับเธอ มันเป็นการยกของที่หนักที่สุดที่เขาเคยทำมาตั้งแต่ทำงานกับบริษัทขนย้ายในเวสต์บรูคตอนเป็นนักศึกษาปริญญาตรี เมื่อยกขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ความเจ็บปวดก็เหมือนแทงเข้าไปที่หลังส่วนล่างของเขา แต่เขาก็ยังคงวางมันไว้ในท้ายรถอย่างเบามือราวกับเด็กทารกที่กำลังหลับ
เขาพยายามปิดฝากระโปรงท้าย แต่ก็ปิดไม่ลง ด้ามจับของรถเข็นยื่นออกมามากเกินไปสี่นิ้ว เขาขับรถโดยที่ฝากระโปรงท้ายเปิดอยู่ และทุกครั้งที่เจอหลุมหรือเนิน หัวใจของเขาก็เต้นผิดจังหวะ เขาตั้งใจฟังเสียงนกหวีด รอให้มันดังขึ้นจนกลายเป็นเสียงกรีดร้องแหลมสูง แล้วค่อยๆ ลดลงจนกลายเป็นเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว รอเสียงฉีกขาดของผ้าใบอย่างแหบแห้ง ขณะที่ฟันและกรงเล็บฉีกมันออก
และเหนือศีรษะ ดวงจันทร์ แผ่นดิสก์สีเงินลึกลับ ลอยอยู่บนท้องฟ้า
“ผมขับรถไปที่เหมืองหินไรเดอร์” เฮนรี่พูดต่อ “มีโซ่ขวางอยู่ตรงหัวถนน แต่ผมลดเกียร์รถสเกาท์ลงแล้วก็อ้อมไป ผมถอยรถไปจนถึงขอบน้ำ ดวงจันทร์ยังคงส่องแสงอยู่ และผมมองเห็นเงาสะท้อนของมันอยู่ไกลๆ ในความมืด เหมือนเหรียญเงินที่จมน้ำ ผมเดินอ้อมไป แต่กว่าจะกล้าคว้ามันได้ก็ใช้เวลานานมาก เดกซ์ มันคือศพสามศพ...ซากศพของมนุษย์สามคนจริงๆ และผมเริ่มสงสัยว่า...พวกเขาหายไปไหน ผมเห็นหน้าวิลมา แต่มันดู...พระเจ้าช่วย มันดูแบนราบเหมือนหน้ากากฮาโลวีน มันกินพวกเขาไปมากแค่ไหน เดกซ์ มันกินได้มากแค่ไหนกัน และผมก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าคุณหมายถึงอะไรเกี่ยวกับเพลาตรงกลางที่หลุดออกมา”
“มันยังคงส่งเสียงหวีดหวิวอยู่ ผมได้ยินมันเบาๆ ผ่านผ้าใบกันน้ำผืนนั้น แล้วผมก็คว้ามันไว้แล้วดึงอย่างแรง... ผมเชื่อจริงๆ ว่าต้องทำเดี๋ยวนี้หรือไม่ก็ไม่มีโอกาสอีกแล้ว มันค่อยๆ เลื่อนออกมา... และผมคิดว่ามันอาจจะสงสัยนะ เดกซ์... เพราะขณะที่รถเข็นเริ่มเอียงลงไปทางน้ำ มันก็เริ่มส่งเสียงคำรามและพึมพำอีกครั้ง... และผ้าใบก็เริ่มเป็นระลอกคลื่นและโป่งพอง... และผมก็ดึงมันอีกครั้ง ผมออกแรงทั้งหมดที่มี... มากเสียจนเกือบจะตกลงไปในบ่อหินบ้าๆ นั่นเสียเอง และมันก็ตกลงไป มีเสียงน้ำกระเด็น... แล้วมันก็หายไป เหลือเพียงระลอกคลื่นเล็กน้อย มันหายไปแล้ว และแล้วระลอกคลื่นเหล่านั้นก็หายไปเช่นกัน”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง มองดูมือของตัวเอง
“แล้วนายก็มาที่นี่” เดกซ์กล่าว
“ก่อนอื่นฉันกลับไปที่แอมเบอร์สันฮอลล์ ทำความสะอาดใต้บันได เก็บของของวิลมาทั้งหมดใส่กระเป๋าของเธออีกครั้ง เก็บรองเท้าของภารโรง ปากกาของเขา และแว่นตาของนักศึกษาปริญญาโทของคุณ กระเป๋าของวิลมายังวางอยู่บนเบาะ ฉันจอดรถไว้ที่ทางเข้าบ้านของเรา—ในทางเข้าบ้านของฉัน—ระหว่างทางฉันโยนของที่เหลือลงแม่น้ำ”
“แล้วทำอะไรต่อ? เดินมาที่นี่เหรอ?”
“ใช่”
“เฮนรี่ ถ้าฉันตื่นก่อนที่คุณจะมาถึงล่ะ? โทรแจ้งตำรวจ?”
เฮนรี่ นอร์ธรัปพูดสั้นๆ ว่า “คุณไม่ได้ทำ”
พวกเขามองหน้ากัน เด็กซ์มองจากเตียง เฮนรี่มองจากเก้าอี้ข้างหน้าต่าง
เฮนรี่พูดด้วยน้ำเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “คำถามคือ แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น? อีกไม่นานจะมีคนสามคนถูกแจ้งว่าหายตัวไป ไม่มีหลักฐานใดเชื่อมโยงทั้งสามคนเข้าด้วยกัน ไม่มีร่องรอยของการฆาตกรรม ผมตรวจสอบแล้ว กล่องของแบดลิงเกอร์ รถเข็น ผ้าคลุมของช่างทาสี—สิ่งเหล่านั้นก็จะถูกแจ้งว่าหายไปด้วยเช่นกัน จะต้องมีการค้นหา แต่ด้วยน้ำหนักของรถเข็นจะทำให้กล่องจมลงไปที่ก้นเหมือง และ...จริงๆ แล้วไม่มีศพใช่ไหม เดกซ์?”
“ไม่” เดกซ์เตอร์ สแตนลีย์กล่าว “ไม่ ผมคิดว่าไม่มี”
“แต่คุณจะทำอย่างไร เดกซ์? คุณจะพูดอะไร?”
“โอ้ ผมเล่าเรื่องได้นะ” เดกซ์กล่าว “และถ้าฉันบอกเรื่องนี้ ฉันคิดว่าฉันคงลงเอยที่โรงพยาบาลจิตเวชของรัฐ บางทีอาจถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมภารโรงและเกเรสัน หรือไม่ก็ภรรยาของคุณ ไม่ว่าคุณจะทำความสะอาดได้ดีแค่ไหน หน่วยนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจรัฐก็อาจพบร่องรอยเลือดบนพื้นและผนังของห้องแล็บนั้นได้ ฉันคิดว่าฉันจะปิดปากเงียบไว้ดีกว่า”
“ขอบคุณ” เฮนรี่กล่าว “ขอบคุณนะ เดกซ์”
เดกซ์นึกถึงสิ่งที่เฮนรี่พูดถึงอย่างความรู้สึกเป็นเพื่อน แสงสว่างเล็กๆ ในความมืด เขานึกถึงการเล่นหมากรุกสักสองครั้งต่อสัปดาห์แทนที่จะเป็นครั้งเดียว บางทีอาจจะสามครั้งต่อสัปดาห์ด้วยซ้ำ... และถ้าเกมยังไม่จบภายในสิบโมง บางทีอาจจะเล่นต่อจนถึงเที่ยงคืนหากทั้งคู่ไม่มีเรียนตอนเช้า แทนที่จะต้องเก็บกระดาน (และเป็นไปได้มากที่วิลมาจะ “บังเอิญ” ทำหมากตก “ขณะปัดฝุ่น” ทำให้ต้องเริ่มเกมใหม่ในเย็นวันพฤหัสบดีถัดไป) เขานึกถึงเพื่อนของเขา ผู้ซึ่งในที่สุดก็หลุดพ้นจากปีศาจแทสเมเนียนอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ฆ่าอย่างช้าๆ แต่ก็แน่นอนไม่แพ้กัน—ด้วยโรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง แผลในกระเพาะอาหาร ความดันโลหิตสูง พร้อมกับเสียงพึมพำและผิวปากอยู่ข้างหูตลอดเวลา
สุดท้ายแล้ว เขานึกถึงภารโรงที่หยอดเหรียญอย่างไม่ใส่ใจ และเหรียญนั้นก็กลิ้งลงไปใต้บันได ที่ซึ่งความน่าสะพรึงกลัวเก่าแก่ตัวหนึ่งนั่งยองๆ เงียบๆ ปกคลุมไปด้วยฝุ่นและใยแมงมุม รอคอย... รอเวลา...
เฮนรี่พูดอะไรนะ? ทุกอย่างมันสมบูรณ์แบบราวกับนรก
“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก เฮนรี่” เขาพูด
เฮนรี่ลุกขึ้นยืน “ถ้าคุณแต่งตัว” เขาพูด “คุณขับรถพาฉันไปที่มหาวิทยาลัยได้ ฉันจะไปเอาปืนกลของฉันแล้วกลับบ้านไปแจ้งว่าวิลมาหายตัวไป”
เดกซ์คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เฮนรี่กำลังชวนเขาให้ข้ามเส้นแบ่งที่แทบมองไม่เห็น จากผู้สังเกตการณ์ไปสู่ผู้สมรู้ร่วมคิด เขาอยากข้ามเส้นนั้นไหม?
ในที่สุดเขาก็เหยียดขาออกจากเตียง "ตกลง เฮนรี่"
"ขอบคุณ เดกซ์เตอร์"
เดกซ์ยิ้มช้าๆ "ไม่เป็นไร" เขาพูด "สุดท้ายแล้ว เพื่อนกันก็ต้องช่วยเหลือกันไม่ใช่เหรอ?"


















