วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

 มีคนถามว่า เล่ออี้ (แม่ทัพแคว้นเยี่ยน สมัยจั่นกั่ว ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่นำกองทัพพันธมิตรแคว้นจ้าว ฉู่ หาน เว่ย และเยี่ยน รวมห้าแคว้น  บุกแคว้นฉี สามารถโจมตีกองทัพแตกพ่ายยับเยินที่จีซี ยึดเมืองได้กว่าเจ็ดสิบแห่ง เหลือเมืองจวี่ กับจิ๋มอเท่านั้น เมื่อเยี่ยนเจาหวางสวรรคต เจ้าแคว้นเยี่ยนองค์ใหม่ หุ้ยหวาง หลงกลย้อน จารชนของเถียนตาน แม่ทัพแคว้นฉี จึงปลดเล่ออื้ออกจากตำแหน่งแม่ทัพ แต่งตั้งฉีเจี๊ย เป็นแม่ทัพแทน เล่ออี้ถูกบีบให้ต้องลี้ภัยไปอยู่แคว้นจ้าวในที่สุด) ไม่ตีหักเมืองจวี่และ จิ๋ม่อ ทำให้ภารกิจตั้งตนเป็นกษัตริยราชของเจ้าแคว้นเยี่ยนต้องล้มเหลวหลัง ชนะศึก นี่มีใช่ความผิดพลาดของเขาดอกหรือ ?


เซียโหวเสวียนตอบว่า เมื่ออ่านหนังสือ เล่ออี้กับเยี่ยนหุ้ยหวาง แล้ว รู้สึกว่าเล่ออี้เป็นคนรู้จักกาละโอกาสและยึดมั่นในทำนองคลองธรรม เคารพ ขนบจารีตอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ท่านหวังชนะใจราษฎรทั่วแผ่นดินด้วย เมตตาคลองธรรม มิใช่คนเห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า มุ่งใช้กำลังทหารเอาชนะ ถ่ายเดียว


เล่ออี้มีปณิธานต้องการรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น รังเกียจพฤติกรรมใช้ กำลังผนวกดินแดนแคว้นอื่น ไม่คิดสร้างความเข้มแข็งเกรียงไกรแก่แคว้น เยี่ยนด้วยวิธีผิดทำนองคลองธรรม ไม่หวังผลประโยชน์เฉพาะหน้า ไม่เห็นแก่ ผลสำเร็จเล็กน้อย การโจมตีแคว้นฉีเป็นการถือโอกาสระดมกำลัง ทดสอบ พันธมิตรเท่านั้น ถึงโจมตีแคว้นฉีแต่ไม่ทำร้ายราษฎร ท่านต้องการแสดงความ เมตตาต่อราษฎรทั่วแผ่นดิน และประกาศความถูกต้องชอบธรรมให้แคว้นมหาอำนาจที่เหลือรับรู้ ความดีความชอบของเล่ออี้นั้น อาจนำไปเทียบกับ คุณูปการของเมธีกษัตริย์ทั้งและอู่ได้ เล่ออี้ใช้ยุทธศาสตร์ที่เล็งการณ์ไกล ควบคุมเมืองจวี่และจิ๋ม่อ โดยไม่ตีหัก เพื่อสร้างศรัทธาแก่ราษฎรแคว้นฉี รอให้แคว้นฉีเกิดวิกฤตภายใน ราษฎรเมืองจวีและจิ๋ม่อไม่พอใจเจ้าแคว้นฉีเสียก่อน อีกทั้งเปิดทางให้เถียนตาน(แม่ทัพใหญ่แคว้นฉี ขณะนั้นรักษาการณ์อยู่ที่เมืองจิ๋ม่อ)ยอมจำนน  เล่ออี้ปฏิบัติต่อไพร่พลแคว้นฉีแม่ทัพแคว้นฉีที่ยอมจำนนอย่างดีและให้เกียรติ ไม่เหยียดหยามนักรบ   พระมหากรุณาธิคุณของเจ้าแคว้นเยี่ยนจึงแผ่ปกบริเวณชายฝั่ง ทะเลตะวันออก ชาวหัวเซี่ย (บรรพบุรุษชาวจีน) คล้ายต้นไม้ใบหญ้าได้รับแสง ตะวันในวสันตฤดู ราษฎรทั่วแผ่นดินเลื่อมใสเจ้าแคว้นเยี่ยนประหนึ่งพืชไม้ หลากพันธุ์ปรารถนาสายลมโลมไล้ ซึ่งราษฎรและไพร่พลในเมืองทั้งสองก็จะ ยอมจำนนในท้ายที่สุด ภารกิจตั้งตนเป็นกษัตริยราชของเจ้าแคว้นเยี่ยนก็จะ สำเร็จและรุ่งเรืองสืบไป


อันที่จริง การไม่เผด็จศึกยึดเมืองทั้งสองทันที ก็คือยุทธวิธียึดครอง แผ่นดินโดยเร็ว น่าเสียดายที่สถานการณ์พลิกผัน ยุทธวิธีดังกล่าวไม่บรรลุผล ทำให้แผนการล้มเหลวหลังชนะศึก นี่คือผลจากการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ของสถานการณ์ ถ้าเล่ออี้ทุ่มกำลังทหารเข้าตีหัก ปล้นชิงเข่นฆ่าราษฎรอย่าง โหดร้ายทารุณ เพื่อประกาศแสนยานุภาพทางการทหารแก่แว่นแคว้นทั้งปวง ย่อมจะยึดเมืองได้โดยไม่ยาก แต่เป้าหมายภารกิจยิ่งใหญ่ของเจ้าแคว้นเยี่ยน มิต้องเนิ่นช้าออกไปดอกหรือ ?

                         จาก ฉางต่วนจิง บทที่10 จริยธรรมของขุนนาง แปลโดย อธิคม สวัสดิญาน

กลยุทธ์ที่ผมชอบที่สุดและผมยึดถือเป็นหลักในการใช้ชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้: "แสร้งทำบอแต่ไม่บ้า"

 กลยุทธ์ที่ 27


แสร้งทำบอแต่ไม่บ้า


แกล้งไม่รู้ไม่ทำ ดีกว่าแสร้งรู้วู่วามทำ


เฉยไม่แสดงปฏิกิริยา ดุจดั่งอสนีบาตหยุดฟาดฟัน


กลยุทธ์นี้มีความหมายว่า ยอมแสร้งทำเป็นโง่ มิเคลื่อนไหว อย่าทำเป็นสู่รู้ทำบุ่มบ่าม


คำว่า “ดุจดั่งอสนีบาตหยุดฟาดฟัน” เก็บความมาจาก “คัมภีร์อี้จิง หยุด” ความว่า “อสนีบาตฤดูหนาวแฝงกายอยู่ใต้ พื้นพสุธา จักแผดร้องก้องนภาคราฤดูใบไม้ผลิ” ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่มีสติปัญญามิพึงแสดงตัว แต่พึงเตรียมการทั้งปวงอย่างลับๆ ประหนึ่งคมดาบที่อยู่ในฝัก มิปรากฏให้เห็น ครั้นเมื่อถึงกาลอันควร ก็จักคำรนคำรามเหมือนสายฟ้า ที่จะกระหน่ำพสุธาให้แตกสลาย ไปฉะนั้น


นี้นับเป็นกลยุทธ์หลอกลวงมึนชาข้าศึก แสดงความบ้าใบ้ ทางภายนอก แต่ตื่นตัวโดยตลอดอยู่ภายใน ดำเนินการอย่างลี้ลับ และพลิกแพลงเพื่อเอาชนะข้าศึกอย่างหนึ่ง


กลยุทธ์นี้มีส่วนละม้ายคล้ายกับสำนวนไทยเราที่ว่า “หน้าไหว้ หลังหลอก” หรือ “ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก” ในบางแง่บางมุม ใน "บันทึกประวัติศาสตร์ ประวัติชงหนู" และ "จดหมายเหตุ ราชวงศ์ฮั่น ประวัติชงหนู” มีเรื่องราวเป็นอุทาหรณ์ดังต่อไปนี้


ปลายสมัยราชวงศ์ฉิน (221-206 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งตรงกับ ปีแรกของกษัตริย์ฉินที่สอง (209 ปีก่อนคริสตกาล) ในเผ่าชนชาติ ซงหนูที่อยู่ทางภาคเหนือของจีน เกิดกบฏ มอดูฆ่าโถวม่านหัวหน้า เผ่าชงหนูซึ่งเป็นบิดาของตนตาย แล้วตั้งตนเป็นหัวหน้าเผ่าแทน”


เดิมทีนั้น โถวม่านได้ตั้งมอดูเป็นทายาทสืบตำแหน่งหัวหน้า เผ่าอยู่แล้ว แต่ครั้นภรรยาน้อยคนโปรดคลอดบุตรเป็นชาย โถวม่าน ก็คิดจะถอดมอดูออก แล้วตั้งให้บุตรภรรยาน้อยเป็นทายาทแทน จึง เรียกมอดูนำของขวัญไปผูกมิตรกับเผ่าชนย้วยสื้อ ซึ่งเป็นเผ่าชน เลี้ยงปศุสัตว์และเร่ร่อนเช่นเดียวกับซงหนูแต่เข้มแข็งกว่าเผ่าชงหนู ในขณะนั้น


เมื่อมอตูนำเครื่องบรรณาการมาให้ หัวหน้าเผ่าย้วยซื้อก็มี ความยินดีในไมตรีจิตของเผ่าซงหนูเป็นอย่างยิ่ง จึงต้อนรับมอดุ อย่างให้เกียรติเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน โถวม่านก็กลับส่งกำลัง เข้าโจมตีเผ่าย้วยซื้อ โดยหวังจะยืมมือเผ่าย้วยสื่อกำจัดมอดูเสีย โดยตนเองมิต้องกระทำให้เป็นที่ติฉินแก่คนทั้งปวง


หัวหน้าเผ่าย้วยซื้อให้โกรธแค้นเป็นกำลัง จึงให้จับตัวมอตุ มาฆ่าเสีย แต่มอตูรู้เรื่องก่อน จึงขโมยม้าดีของหัวหน้าเผ่าย้วยซื้อหลบหนีกลับซงหนูได้ นับแต่นั้นมา มอดูก็โกรธบิดาเป็นอย่างยิ่ง ตั้งใจว่าจะหาโอกาสฆ่าเสียให้สมแค้น ที่โถวม่านผู้บิดายืมมือคนอื่น ให้มาฆ่าตนได้ลงคอ


โถวม่านเห็นมอตูหนีรอดมาได้ ซ้ำยังขโมยม้าดีมาอีกตัวหนึ่ง ก็คิดจะกลบเกลื่อนความผิดของตน จึงแต่งตั้งให้มอดูเป็นขุนพล แม่ทัพทหารม้า 1 หมื่นคน เพื่อมิให้มอดูเคียดแค้นเกินไปนัก พ่อลูกทั้งคู่จึงต่างปั้นหน้าเข้าหากัน ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอตลอดเวลา


มอตูเมื่อมีทหารม้า 1 หมื่นในมือ ก็นำออกฝึกอยู่ทุกวัน เป็นประจำ มอตูยังได้ประดิษฐ์ลูกเกาทัณฑ์มีเสียงขึ้นมาชนิดหนึ่ง พร้อมกับให้ทหารของตนฝึกยิงเกาทัณฑ์อยู่เสมอ ครั้นแล้วก็มี คำสั่งว่า ถ้าหากเห็นเกาทัณฑ์มีเสียงของตนยิงไปที่ใด ก็ให้ทหาร ทุกคนยิงเกาทัณฑ์ไปทางนั้นโดยพร้อมเพรียงกัน หากใครไม่ยิง ตาม ก็จะประหารในทันที


อยู่มาวันหนึ่ง มอตูจงใจยิงเกาทัณฑ์มีเสียงของตนไปยังม้าดี ที่ตนใช้อยู่ พวกทหารติดตามเห็นเช่นนั้นก็ไม่กล้ายิงตามไป เพราะ เกรงจะถูกม้า มอตูจึงจับทหารเหล่านั้นบั่นคอเสียทุกคนด้วยบังอาจ ขัดคำสั่งของตน อยู่มาอีกวันหนึ่ง มอตูก็ยิงเกาทัณฑ์มีเสียงไป ทางภรรยาของตนอีก ทหารคนสนิทก็ไม่กล้ายิง มอตูจึงให้ตัดหัว ทหารเหล่านั้นอีก


นับแต่นั้นมาเหล่าทหารก็ขยาด ไม่กล้าขัดคำสั่งของมอตูอีก มอตูยิงไปทางใด เหล่าทหารก็พากันยิงไปทางนั้นโดยมิรอช้า


มาอีกวันหนึ่ง มอตูนำทหารออกไปล่าสัตว์ พบม้าดีของ โถวม่านยืนเล็มหญ้าอยู่ มอตูก็ยิงเกาทัณฑ์มีเสียงของตนไปทาง ม้าตัวนั้น บรรดาทหารก็ยิงตามไปโดยไม่ยั้งมือ จนม้าตัวนั้นถูก เกาทัณฑ์ปักเต็มไปทั้งตัวล้มตายอยู่กับที่ มอตูก็รู้ว่า เหล่าทหาร ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของตนโดยมิคลาดเคลื่อน นับว่าใช้การได้ สมดังเจตนาของตนทุกประการแล้ว


หลังจากนั้น มอตูก็พาทหารของตนติดตามไปล่าสัตว์เป็น เพื่อนโถวม่านบิดาของตนเป็นประจำ วันหนึ่ง มอตูเห็นเป็นโอกาส ก็ใช้เกาทัณฑ์มีเสียงของตนยิงไปทางโถวม่านซึ่งกำลังขี่ม้าเหยาะย่างเพลินอยู่ เหล่าทหารก็ยิงไปพร้อมกัน ถูกโถวม่านร่างพรุนไปทั้งตัวตกจากหลังม้าถึงแก่ชีวิต แล้วกลับไปสังหารแม่เลี้ยงและน้องชายให้ตายตามบิดาไปด้วย แล้วตั้งตนเป็นหัวหน้าเผ่าแทน


ขณะนั้น ยังมีฮวนเผ่าตงหูอยู่อีกเผ่าหนึ่ง อยู่ทางภาคเหนือของจีนเช่นกันแต่ก็เข้มแข็งกว่าชงหนู ครั้นได้ข่าวว่ามอดูฆ่าบิดา และตั้งตนเป็นหัวหน้าเผ่า ก็คิดจะฉวยโอกาสที่ซงหนูกำลังวุ่นวาย ด้วยการเปลี่ยนหัวหน้าใหม่ การปกครองภายในเผ่ายังไม่เรียบร้อยดี ขู่เข็ญกรรโชกเอาประโยชน์จากซงหนู ดังนั้น จึงส่งคนไปหามอตุ ให้ส่งม้าชั้นดีของโถวม่านให้กับตงหู ม้าตัวนี้มีชื่อว่า ม้าพันลี้ รูปร่างสูงใหญ่ ขนเป็นสีน้ำตาลทั้งตัว ในยามวิ่ง ก็เผ่นโผน โจนทะยานรวดเร็วเหมือนมีปีกบิน เมื่อส่งเสียงร้องก็ดังก้องไปทั่ว ท้องทุ่ง นับเป็นม้าชั้นเลิศที่ถือเป็นของวิเศษของเผ่าซงหนู การที่ เผ่าตงหูกล้ามาเคี่ยวเข็ญเอาม้าตัวนี้ไป แสดงว่า ตงหูมิได้ถือเผ่า ซงหนูของมอดูอยู่ในสายตาเลย ยังเผ่าซงหนู ให้ส่ง


มอดูแม้อายุจะยังไม่มากนัก แต่ก็เป็นคนมีปัญญาปราดเปรื่อง จัดเจนในการใช้กลอุบาย เมื่อเห็นตงหูเรียกร้องเอาม้าวิเศษของ เผ่าตนไปอย่างไร้เหตุผลดังนั้น ก็ให้เคียดแค้นยิ่งนัก แต่มอตูก็ รู้ว่า ตงหูนั้นเข้มแข็งกว่าตน หากมิให้ม้าตัวนี้ไป ตงหูก็คงจะหา เหตุส่งกำลังมารุกรานตนเป็นแม่นมั่น ซงหนูยังมิใช่คู่ต่อสู้ของตงหู ในปัจจุบัน มอตูจึงจำใจยกม้าพันลี้ตัวนั้นให้เผ่าตงหูไปโดยดี


แต่ก่อนจะส่งมอบ มอดูก็แสร้งเรียกประชุมแม่ทัพนายกอง ของตน ถามว่า “บัดนี้ เผ่าตงหูมาขอม้าพันลี้ของโถวม่าน พวกท่าน เห็นเป็นอย่างไร?” พวกแม่ทัพนายกองจึงตอบเป็นเสียงเดียวกัน ว่า “ม้าพันลี้ตัวนี้เป็นม้าวิเศษประจำเผ่าชงหนูของเรา จะยกให้เผ่าอื่นไปง่ายๆ กระไรได้?” มอตจึงว่า “เราจักแตกร้าวกับเพื่อนบ้าน ด้วยเรื่องม้าเพียงตัวเดียวนั้น มิควรที่” ครั้นแล้ว มอตูก็ให้นำม้า พร้อมด้วยอานชั้นดี ส่งให้ทูตของเผ่าตงหูไป เหล่าแม่ทัพนายกอง ให้รู้สึกเสียดายที่มอดูไม่รู้จักรักษาของวิเศษของเผ่าตนเอาไว้เป็น ที่ยิ่ง


เมื่อทูตของตงหูนำม้ากลับไปยังเผ่าตน หัวหน้าเผ่าให้รู้สึกดีใจ เป็นอย่างยิ่ง เข้าใจว่าซงหนูหวาดเกรงในความเกรียงไกรของเผ่าตน มิกล้าเหิมเกริมผิดใจกับตงหู จึงขี่ม้าพันลี้ออกตระเวนอวดศักดา ของตนไปทั่วทั้งเผ่า


ต่อมาไม่นาน หัวหน้าเผ่าตงหูก็ส่งคนมายังเผ่าชงหนูอีก คราวนี้ร้ายกว่าเก่า ขู่เข็ญเอากับมอตู ให้ส่งภรรยาคนใดคนหนึ่ง ของมอตูไปให้เป็นนางบำเรอของหัวหน้าเผ่าตงหู คราวที่แล้ว ตงหูกรรโชกเอาม้าวิเศษของซงหนูไปตัวหนึ่ง ซ้ำยังนำไปโอ้อวด เหยียดหยามซงหนูไปทั่วทั้งเผ่า คราวนี้ก็กำเริบหนักขึ้น จะเอา กระทั่งภรรยาของหัวหน้าเผ่าไปเป็นนางบำเรอ แต่มอตูก็แกล้ง ทำโง่ ไต่ถามพวกแม่ทัพนายกองอีก พวกแม่ทัพนายกองให้รู้สึก โกรธแค้นเป็นทวีคูณ ต่างพากันกล่าวว่า “เผ่าตงหูไร้เหตุผล คราวนี้ ชักเสิบสานจะเอากระทั่งภรรยาของหัวหน้าเรา ข่มเหงน้ำใจกัน มากไปเสียแล้ว หรือว่าดาบของเราเกาทัณฑ์ของเราที่อไปกว่า ของเผ่าตงหู”


มอตูได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกยินดีอยู่ในใจ คิดว่า หากเราเอ่ยปาก เพียงคำเดียว เหล่าแม่ทัพนายกองก็คงจะเผ่นขึ้นหลังม้า สู้กับพวก ตงหูอย่างไม่คิดชีวิต แต่มอตูก็มาคิดอีกทีว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา หวานอมขมกลืนไปพลางก่อนจนกว่าจะถึงโอกาสอันควร ดังนั้น จึงแสร้งกล่าวแก่คนทั้งหลายว่า “เราจะมาหมางใจกับเพื่อนบ้านด้วยเรื่องผู้หญิงคนเดียวนั้นหาควรไม่ เมื่อเขาต้องการ ก็ให้เขาไปเถิด” ครั้นแล้ว ก็เลือกเอาภรรยาคนหนึ่งของตนมอบให้กับทูตของตงหูไป ฝ่ายแม่ทัพนายกองทั้งหลายก็ให้แค้นเคืองเป็นกำลัง เข้าใจ


ว่าหัวหน้าเผ่าของตนเป็นคนขี้ขลาดตาขาว แม้แต่ภรรยาของตนก็ ยังยอมให้คนอื่นไปกกกอด ส่วนหัวหน้าเผ่าตงหูต้องการม้าก็ได้ม้า ต้องการสาวงามก็ได้สาวงาม ก็ยิ่งรู้สึกย่ามใจ เห็นว่ามอตุรังแกได้ ก็ยิ่งฮึกเหิม จึงเริ่มส่งกำลังบุกไปทางตะวันตก เขมือบดินแดนของ ซงหนูเข้าไปเรื่อยๆ


ในระหว่างชายแดนของตงหูกับชงหนู มีทุ่งร้างอยู่แห่งหนึ่ง มีเนื้อที่ประมาณพันกว่าลี้ อาณาเขตบริเวณนี้ไม่มีผู้คนพักอาศัย อยู่เลย แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ตั้งกองทหารไว้คอยสังเกตการณ์ ต่อมา เดิมทีเดียวดินแดนผืนนี้เป็นแหล่งเลี้ยงปศุสัตว์ของซงหนู เนื่องจากแห้งแล้งไม่มีทั้งหญ้าและทั้งน้ำ ซงหนูจึงจำต้องทิ้งไป แต่แม้กระนั้นก็ยังนับเป็นดินแดนของซงหนูอยู่ ต่อมา ดินฟ้า อากาศก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ทุ่งร้างกลับกลายเป็นทุ่งหญ้าและ น้ำท่าก็อุดมสมบูรณ์หัวหน้าเผ่าตงหูจึงใคร่จะได้ดินแดนผืนนี้มา เป็นของตน ดังนั้น สัตว์เลี้ยงตงหูก็จะเพิ่มทวีขึ้นในดินแดนอัน อุดมสมบูรณ์ที่กว้างใหญ่ถึงพันลี้ และยิ่งเมื่อเห็นว่าเผ่าซงหนู ยอมอ่อนข้อให้กับตนอยู่ตลอดเวลา ขอสิ่งใดก็ได้ในสิ่งนั้น จึงคิด เอาง่ายๆ ว่าเพียงแต่ส่งคนไปบอกให้มอดูรู้สักคำว่า ตนใคร่จะ ได้พื้นที่พันลี้แห่งนี้ มอตูก็คงจะยกให้ มิอาจขัดใจตนเป็นแน่ หัวหน้า เผ่าคิดแล้ว จึงส่งทูตไปแจ้งความประสงค์ให้มอดูทราบ


เมื่อทูตไปถึงเผ่าชงหนู พบกับมอตู ก็พูดขึ้นอย่างยโสมิได้ เคารพยำเกรงมอดูเลยว่า “ที่ดินรกร้างที่อยู่ระหว่างชายแดน ของเผ่าท่านกับของเผ่าเรานั้น แม้จะเป็นของท่านมาแต่เดิม แต่ทางท่านก็ได้ละทิ้งมันไปช้านานแล้ว อีกทั้งเวลานี้ ท่านก็ไม่มีกำลังพอที่จะดูแลมันได้ หัวหน้าเผ่าของเราต้องการใช้ที่ดินผืนนี้เอาไว้เลี้ยง สัตว์ จึงส่งเรามาแจ้งให้ท่านทราบไว้"


มอดูได้ฟังดังนั้น โทสะก็พลุ่งขึ้นทันที จนสุดที่จะอดทนต่อไป ได้ จึงนำเรื่องไปปรึกษากับพวกแม่ทัพนายกองอีก คนเหล่านั้นมิรู้ใจ ของมอดูว่าได้พยายามอดกลั้นเพื่อรอโอกาสอันสมควรมาแต่ต้น เข้าใจว่า มอดูเป็นคนโง่เขลาไม่เอาไหน ม้าวิเศษของเผ่าก็ให้ไปแล้ว แม้กระทั้งภรรยาของตนก็ให้ไปแล้ว ฉะนั้น กับดินแดนที่ซงหนู ได้ทอดทิ้งไปช้านานแล้วนี้ ไฉนเลยมอตูจะมาคิดเสียดายอยู่อีกได้ ก็คงจะยิ่งไม่เป็นที่หวงแหนแก่มอดูแต่ประการใดทั้งสิ้น จึงตอบ ประชดไปว่า “ที่ผืนนี้ เราได้ทอดทิ้งมาช้านานแล้ว จะให้หรือไม่ให้ พวกตงหูไป ก็ได้ทั้งสิ้น”


มอตูได้ฟังดังนั้นก็ตวาดเสียงลั่นนอกเหนือความคาดหมาย ของคนทั้งหลายว่า “อาณาบริเวณนี้แม้จะเป็นที่รกร้างที่เราเคย ทอดทิ้งมาก่อนก็จริง แต่มันก็ยังเป็นสมบัติของเผ่าเราอยู่ ที่ดิน เป็นรากเหง้าของเผ่าเรา ถ้าเที่ยวตัดดินแดนของเราให้ใครต่อใครไป ไร้ที่ดินเสียแล้ว ซึ่งหนูจะยังรักษาความเป็นเผ่าอยู่ได้ไฉนกัน?” ว่าแล้ว ก็สั่งให้นำคนที่แนะนำให้ส่งมอบดินแดนพันลี้แก่ตงหูไป ฆ่าเสีย ครั้นแล้ว ก็กระโดดขึ้นหลังม้าเรียกระดมพลในทันที ประกาศ ว่า “เผ่าตงหูรังแกเรามาหลายครั้งแล้ว วันนี้ เราจะนำพวกท่านไป เหยียบพวกมันให้ราบเป็นหน้ากลอง ทุกคนจะต้องรุกไปข้างหน้า อย่างเดียว ใครถอยหลัง ใครกลัว เราจะตัดคอเสียในทันที!” พูดจบ มอตูก็กระตุ้นม้าให้โผนออกนำหน้าไพร่พลไป มุ่งไปทางอาณาเขตแม่ทัพนายกองตลอดจนไพร่พลของซงหนูมีใจคิดแค้นเป็น ทุนเดิม ใคร่จะฉีกเนื้อพวกตงหูออกเป็นชิ้นๆ อยู่แล้ว เห็นมอตู ประกาศสู้ดังนั้น ก็ดีใจที่จะได้แก้แค้นให้สมใจ ต่างก็พากันชักม้า ทะยานตามมอตูไปอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ มิต้องให้เตือนเป็น คำรบสอง


ทางฝ่ายเผ่าตงหู เห็นซงหนูยอมก้มหัวเป็นลูกไล่ของตน มาตลอด ก็มิได้คิดเลยว่า จะบังอาจกล้ามาแข็งข้อเอากับตน จึงมิได้ ระมัดระวัง เมื่อถูกมอตูนำไพร่พลรุกเข้ามาอย่างบ้าเลือดและรวดเร็ว ดุจสายฟ้าดังนั้น ก็มิอาจต้านทานไว้ได้ ถูกตีแตกกระจัดกระจายไป ไม่เป็นล่ำ หัวหน้าเผ่าตงหูผู้โอหังก็ตายในที่รบ เผ่าชนตงหูก็ถูก ซงหนูกวาดล้างจนสิ้นชื่อไปแต่บัดนั้นหลังจากได้ขจัดเผ่าตงหูไปแล้ว มอตูก็ฉวยโอกาสบุกเผ่าย้วย สื่อทางตะวันออก ทางใต้ก็พิชิตโหลวผ่าน ไปหยาง อีก 2 เผ่า อๆ ในขณะนั้น หลิวปัง และรุกเข้ามารังควานเขตจงหยวนอยู่เสมอๆ ยังมิได้รวมจีนให้เป็นเอกภาพ จึงยังไม่มีปัญญามากำราบเผ่าซงหนู มอดูจึงเข้มแข็งขึ้นทุกวัน รวบรวมไพร่พลไว้ได้ถึง 30 หมื่นคน ในยุคของมอตู นับเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของเผ่าชงหนู


ใน “สามก๊ก ประวัติสุมาอี้” ก็มีเรื่องราวทำนองเดียวกัน ดังต่อไปนี้


โจยอยลูกชายโจผีหลานโจโฉ เป็นกษัตริย์ของราชวงศ์วุย ทรงพระนามว่า พระเจ้าเว่ยหมิงตี้ (ค.ศ.227-240) ทรงประชวร หนัก จึงรับสั่งให้โจซองกับสุมาอี้สองขุนพลใหญ่มาเข้าเฝ้า แล้ว มอบหมายราชการแผ่นดินให้ดูแลแทนพระองค์ ด้วยว่าโจฮอง ราชโอรสยังเล็กอยู่ โจซองกับสุมาอี้ก็รับปากด้วยความขอบพระทัย พร้อมทั้งกราบทูลให้เว่ยหมิงดี้วางพระทัย ทั้งสองจะช่วยดูแลให้ โจฮองขึ้นครองราชบัลลังก์ และปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขตาม พระประสงค์มิเป็นอื่น


เมื่อเว่ยหมิงตี้สวรรคตแล้ว โจซองกับสุมาอี้ก็ร่วมมือกัน สถาปนาโจฮองขึ้นครองราชสมบัติ ทรงพระนามว่าพระเจ้าเว่ย ฉีอ๋อง (ค.ศ.240-254) ขณะนั้น โจของให้ความเคารพแก่สุมาอี้มาก ข้อราชการต่างๆ ทั้งสองคนก็ได้ปรึกษาหารือกันเป็นอันดี


แต่เมื่อนานไป โจซองมีอำนาจอยู่ในมือ ก็หลงอำนาจ มีชีวิต อยู่อย่างหรูหราฟุ่มเฟือยยิ่งกว่าองค์ฮ่องเต้ เลี้ยงคนสนิทอยู่ใน จวนถึง 500 กว่าคน มีคนหนึ่งชื่อโฮอั้น เป็นคนชอบประจบสอพลอและเจ้าเล่ห์ โจซองโปรดปรานเป็นอันมากวันหนึ่ง โฮอั้นจึงกล่าวแก่โจซองว่า “อำนาจของอดีตฮ่องเต้เว่ยหมิงตี้ควรจะอยู่แต่ในมือของตระกูลโจเท่านั้นก็มิควรให้ผู้อื่นยื่นมือเข้ามามีส่วนด้วยไม่ สุมาอี้เป็นคนนอกตระกูล อำนาจเทียบด้วยกับท่าน สุมาอี้จึงเป็นหอกข้างแคร่ของท่าน คงจัก เป็นภัยแก่ท่านไม่วันใดก็วันหนึ่งข้างหน้า ท่านพึงหาทางขจัดไป โดยเร็วเถิด" โจซองจึงปรึกษากับโฮอัน หาหนทางกีดกัน ให้สุมาอี้ พ้นอำนาจไป


ขึ้นไปเป็นพระอาจารย์ ซึ่งเป็นขุนนางที่มีตำแหน่งสูงกว่าเดิม แต่มิได้ ครั้นแล้ว โจซองจึงกราบทูลพระเจ้าเว่ยฉีอ๋อง ให้แต่งตั้งสุมาอี้ มีอำนาจแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพื่อกันสุมาอี้ให้พ้นจากตำแหน่งกุมกำลัง ทางทหารไว้


ต่อมา โจของก็จัดให้สมัครพรรคพวกและคนในตระกูลใจ เข้ารับตำแหน่งสำคัญๆ ในราชสำนักจนสิ้น ส่วนโฮอั้นก็ได้เป็น เสนาบดีฝ่ายอาลักษณ์


ผู้ที่ไปมาหาสู่เพื่อหวังพึ่งบารมีของโจซองก็มีมากยิ่งขึ้น ขันทีเตียวต้องก็มาสอพลอด้วย ถึงกับบังอาจเกณฑ์นางกำนัล ของพระเจ้าเว่ยหมิงตี้ 7 คนให้มาเป็นนางบำเรอของโจซอง ภายใน จวนของโจซอง เสียงดนตรีไม่เคยเงียบ แสงไฟไม่เคยดับ โจของ หมกมุ่นอยู่กับสุรานารีอย่างมิเห็นแสงเดือนแสงตะวัน


สุมาอี้รู้ในแผนการกำจัดตนของโจซอง จึงแสร้งทำป่วย ไม่ไปร่วมออกขุนนางยังท้องพระโรงเพื่อมึนซาโจซอง ส่วนสุมาสู กับสุมาเจียวบุตรชาย 2 คน ก็ลาราชการกลับมาอยู่บ้านเสีย มิน่ พาด้วยข้อราชการ เพื่อมิให้โจซองแคลงใจ


เมื่อทางราชสำนักแต่งตั้งให้หลีซินไปเป็นเจ้าเมืองเชียงจิว โจของก็ให้หลีซินไปสังเกตดูพฤติการณ์ของสุมาอี้ โดยอ้างว่าจะขอลาเดินทางไปรับตำแหน่งยังจวนสุมาอี้


หลีชินมาถึง ทราบมาถึงหน้าจวนของสุมาอี้ ก็บอกความประสงค์ให้ ทราบว่าจะมาขอลาสุมาอี้ นายประตูจึงนำความไปแจ้งให้สุมาอี้ทราบ


สุมาอี้ทราบความดังนั้น ก็เดาว่าคงจะเป็นแผนการของโจของ ส่งคนมาลอบสังเกตความเป็นไปของตน จึงรีบถอดหมวกปล่อยผม เป็นกระเชิง แล้วนั่งห่มผ้าอยู่บนเตียง ทำเป็นป่วยป้าๆ เป๋อๆ ซ้ำยัง ให้สาวใช้คอยประคับประคองอยู่ข้างๆ 2 คน


หลีซินจึงกล่าวแก่สุมาอี้ว่า “ผู้น้อยมิได้เห็นท่านอาจารย์ มาช้านานแล้ว บัดนี้ ทางราชสำนักแต่งตั้งผู้น้อยไปเป็นเจ้าเมือง เชียงจิว จึงมาขอลาอาจารย์ด้วยความเคารพ” สุมาอี้จึงแสร้งพูด ผิดๆ ว่า “อันเมืองเปงจิ๋วนั้นใกล้กับถิ่นของพวกฮวนฟูเจี๋ย จะต้อง เตรียมการรบให้ดี” หลีซินจึงค้อมตัวท้วงว่า “ผู้น้อยจะไปเมืองเชียงจิว หาใช่เมืองเปงจิ๋วไม่” สุมาอี้จึงแสร้งหัวเราะว่า “อ้อ ท่านมาจาก เมืองเบ่งจิ๋วหรอกหรือ? เรานึกว่าท่านมาจากเมืองเกงจิ๋วเสียอีก


หลีซินเห็นอาการของสุมาอึ้งกเงินๆ ดังนั้น ก็สั่นศรีษะเป็น เชิงสลดใจ สาวใช้ทั้งสองจึงบอกแก่หลีซินว่า “ท่านอาจารย์ป่วยจน หูหนวกเสียแล้ว ขอท่านจงโปรดอภัยด้วย” หลีชินจึงขอกระดาษ และพู่กัน เขียนว่า “ผู้น้อยจะมาขอลาไปเมืองเชียงจิว” สุมาอี้ ดูแล้วก็หัวเราะผงกศรีษะว่า “เราป่วยจนหูหนวกไปแล้ว ท่านจะไป เมืองเชียงจิวก็ขอจงรักษาตัวให้ดีด้วย” ว่าแล้วก็ยกมือชี้ที่ปาก สาวใช้จึงรีบยกน้ำชามาให้


สุมาอี้จิบน้ำชาเข้าไปได้อีกหนึ่ง ก็ทำสำลักออกมาจนเสื้อผ้า เปียกปอน ครู่หนึ่งจึงกล่าวอย่างอ่อนระโหยว่า “เราแก่แล้ว ป่วย ครั้งนี้เห็นทีจะไม่รอด ถ้าท่านได้พบกับโจของก็จงช่วยฝากฝังลูกชาย ทั้งสองของเราด้วย สุดแท้แต่ท่านขุนพลจะใช้งานมันตามอัธยาศัยเถิด” ว่าแล้วสุมาอี้ก็หอบฮักๆ หลีซินเห็นดังนั้น ก็ลุกขึ้นขอลากลับ


หลีชินกลับไปแจ้งเรื่องแก่โจซอง โจซองดีใจว่า “แม้นสุมาอี้ ตายเสียได้ เราก็นอนใจ”


อีกหลายวันต่อมา โจซองก็ทูลแนะให้พระเจ้าเว่ยฉีอ๋องเสด็จ ไปเช่นไหว้กษัตริย์องค์ก่อน ณ สุสานโกเบงเหลง โจซองจัดขบวน พยุหยาตราอย่างใหญ่โต แม่ทัพนายกองและขุนนางน้อยใหญ่ โจของก็ให้เดินทางไปด้วยเกือบหมดเมือง


สุมาอี้เห็นโจซองออกนอกเมืองไปแล้ว ในเมืองไม่เหลือกำลัง อยู่เลย ก็ปรึกษากับบุตรชายทั้งสองของตน หาวิธีที่จะขจัดโจของ เสีย หลังจากนั้น สุมาอี้ก็ให้บรรดาทหารที่เคยอยู่ใต้การบังคับ บัญชาของตนมาก่อน บุกเข้าไปควบคุมจวนของโจซอง


พร้อมกันนั้น สุมาอี้ก็จัดส่งกำลังไปควบคุมสะพานลอย ข้ามแม่น้ำเลาะเหอไว้ ตัดเส้นทางกลับของโจซอง หลังจากนั้น ก็ส่งม้าเร็วนำฎีกาที่เขียนไว้ล่วงหน้า ไปถวายแก่พระเจ้าเว่ยฉีอ๋อง ที่สุสานโกเบงเหลง


เมื่อม้าเร็วนำฎีกาถวายแก่พระเจ้าเว่ยฉีอ๋องแล้ว โจของ ได้ข่าวว่าเมืองหลวงถูกสุมาอี้ยึดไป ก็ตกใจจนหน้าซีด เว่ยฉีอ๋อง จึงรับสั่งแก่โจซองว่า “ท่านอาจารย์มีหนังสือมาบอกเรา ท่านมิได้ มีความประสงค์เป็นอย่างอื่น นอกจากจะปลดเปลื้องอำนาจทาง ทหารของท่านลงไปบ้างเท่านั้น ท่านเห็นสมควรจะจัดการอย่างไรดี?”


โจอี้น้องชายของโจซองจึงทูลว่า “พระองค์ควรจะเสด็จไป พำนักที่เมืองฮูโต๋ก่อน ครั้นแล้วจึงมีพระราชโองการระดมพล จัดการกับสุมาอี้เสีย” แต่โจซองกลับลังเลมิรู้ที่จะทำประการใด


โจซองนั่งคิดนอนคิดอยู่คืนหนึ่งกับอีกวันหนึ่งที่สุสานโกเบงเหลง จึงได้ตกลงใจที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของสุมาอี้ มอบอำนาจ การบัญชาทหารให้กับสุมาอี้ไป แล้วกล่าวแก่ขุนนางใหญ่น้อย ทั้งหลายว่า “เรายอมลาออกจากราชการมีชีวิตอยู่เยี่ยงคนสามัญ ที่พอมีพอกินก็พอใจแล้ว” ครั้นแล้วโจซองก็สั่งให้เดินทางกลับ เมืองหลวง


เมื่อโจซองกลับถึงเมืองหลวงเลาะหยาง สุมาอี้ก็จับตัวโจซอง และคนในตระกูลโจทั้งหมด บั่นคอไม่มีเหลือ พร้อมทั้งให้ริบทรัพย์สิน เงินทองของตระกูลโจทั้งหมดเข้าท้องพระคลังจนสิ้น


จากนั้นเป็นต้นมา อำนาจของรัฐวุยก็ตกอยู่ในมือของสุมาอี้ พระเจ้าเว่ยฉีอ๋องตั้งให้สุมาอี้เป็นอัครมหาเสนาบดี สุมาอี้ สมาสู และสุมาจาว 3 พ่อลูก จึงปกครองรัฐวุยด้วยอำนาจเต็มแต่บัดนั้นมา


กลยุทธ์นี้จึงมีผู้สรุปว่า


“ยามเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นผลดี ควรจะสะกดกลั้นตัวเองไว้ แสร้งทำเป็นโง่เง่า อวดฉลาดยิ่งจะไม่เป็นผลดีแก่ตน นี้เป็นวิธีรู้รักษา ตัวรอดอย่างหนึ่งในยามปั่นป่วน คนฉลาดมักจะใช้วิธีการนี้ป้องกัน ตัวและวางแผนเอาชนะศัตรู คนที่ดูโง่เขลานั้น โดยภายนอกก็อาจจะ เห็นเป็นเต่าตุ่น แต่ที่แท้แล้วภายในนั้นคมกริบ รู้เขารู้เรา พึงถอย ก็รู้จักถอย มิดันทุรังรุกไปโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ดังนั้น จึงสามารถ ที่จะเป็นฝ่ายริเริ่มกระทำในการทั้งปวง เพราะเข้าใจในเหตุการณ์ อย่างรู้แจ้งแทงตลอดและรอจังหวะที่จะบุกกระหน่ำมิยอมให้ศัตรู ตั้งตัวติดตลอดเวลา กลยุทธ์นี้ มักจะพบเห็นบ่อยๆ โดยทั่วไป ผู้ใด ใช้เป็นด้วยความสันทัดจัดเจน ผู้นั้นย่อมจะได้รับผลสำเร็จ และเป็น ผู้ที่น่ากลัวสำหรับฝ่ายตรงข้ามที่มิรู้แจ้งในกล”

จาก 36กลยุทธ์ แห่ง ชัยชนะ ในการสัประยุทธ์ทุกปริมณฑล แปลไทยโดย บุญศักดิ์ แสงระวี

กลยุทธ์ที่ผมชอบที่สุดและผมยึดถือเป็นหลักในการใช้ชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้: "แสร้งทำบอแต่ไม่บ้า" กลยุทธ์ที่ 27

แสร้งทำนอแต่ไม่น้า

แกล้งไม่รู้ไม่ทำ ดีกว่าแสรันรู้วู่วามทำ

เฉยไม่แสดงปฏิกิริยา ดุจตั๋นอสนีบาตหยุดฟาดฟัน

กลยุทธ์นี้มีความหมายว่า ยอมแสร้งทำเป็นโง่ มิเคลื่อนไหว อย่าทำเป็นสู่รู้ทำบุ่มบ่าม

คำว่า “ดุจดั่งอสนีบาตหยุดฟาดฟัน” เก็บความมาจาก “คัมภีร์อี้จิง หยุด” ความว่า “อสนีบาตฤดูหนาวแฝงกายอยู่ใต้ พื้นพสุธา จักแผดร้องก้องนภาคราฤดูใบไม้ผลิ” ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่มีสติปัญญามิพึงแสดงตัว แต่พึงเตรียมการทั้งปวงอย่างลับๆ ประหนึ่งคมดาบที่อยู่ในฝัก มิปรากฏให้เห็น ครั้นเมื่อถึงกาลอันควร ก็จักคำรนคำรามเหมือนสายฟ้า ที่จะกระหน่ำพสุธาให้แตกสลาย ไปฉะนั้น

นี้นับเป็นกลยุทธ์หลอกลวงมึนชาข้าศึก แสดงความบ้าใบ้ ทางภายนอก แต่ตื่นตัวโดยตลอดอยู่ภายใน ดำเนินการอย่างลี้ลับ และพลิกแพลงเพื่อเอาชนะข้าศึกอย่างหนึ่ง

กลยุทธ์นี้มีส่วนละม้ายคล้ายกับสำนวนไทยเราที่ว่า “หน้าไหว้ หลังหลอก” หรือ “ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก” ในบางแง่บางมุม ใน "บันทึกประวัติศาสตร์ ประวัติชงหนู" และ "จดหมายเหตุ ราชวงศ์ฮั่น ประวัติชงหนู” มีเรื่องราวเป็นอุทาหรณ์ดังต่อไปนี้

ปลายสมัยราชวงศ์ฉิน (221-206 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งตรงกับ ปีแรกของกษัตริย์ฉินที่สอง (209 ปีก่อนคริสตกาล) ในเผ่าชนชาติ ขงหนูที่อยู่ทางภาคเหนือของจีน เกิดกบฏ มอดูฆ่าโถวม่านหัวหน้า เผ่าชงหนูซึ่งเป็นบิดาของตนตาย แล้วตั้งตนเป็นหัวหน้า เผ่าแทน”

เผ่าอยู่แล้ว แต่ครั้นภรรยาน้อยคนโปรดคลอดบุตรเป็นชาย โถวม่าน เดิมทีนั้น โถวม่านได้ตั้งมอดูเป็นทายาทสืบตำแหน่งหัวหน้า ก็คิดจะถอดมอดูออก แล้วตั้งให้บุตรภรรยาน้อยเป็นทายาทแทน จึง เรียกมอดูนำของขวัญไปผูกมิตรกับเผ่าชนย้วยซื้อ ซึ่งเป็นเผ่าชน เลี้ยงปศุสัตว์และเร่ร่อนเช่นเดียวกับชงหนูแต่เข้มแข็งกว่าเผ่าชงหนู ในขณะนั้น

เมื่อมอดูนำเครื่องบรรณาการมาให้ หัวหน้าเผ่าย้วยซื้อก็มี ความยินดีในไมตรีจิตของเผ่าชงหนูเป็นอย่างยิ่ง จึงต้อนรับมอดู อย่างให้เกียรติเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน โถวม่านก็กลับส่งกำลัง เข้าโจมตีเผ่าย้วยซื้อ โดยหวังจะยืมมือเผ่าย้วยสื่อกำจัดมอดูเสีย โดยตนเองมิต้องกระทำให้เป็นที่ติฉินแก่คนทั้งปวง

หัวหน้าเผ่าย้วยซื้อให้โกรธแค้นเป็นกำลัง จึงให้จับตัวมอยู่ มาฆ่าเสีย แต่มอดูรู้เรื่องก่อน จึงขโมยม้าดีของหัวหน้าเผ่าย้วยซื้อหลบหนีกลับซงหนูได้ นับแต่นั้นมา มอดูก็โกรธบิดาเป็นอย่างยิ่ง ตั้งใจว่าจะหาโอกาสฆ่าเสียให้สมแค้น ที่โถวม่านผู้บิดายืมมือคนอื่น ให้มาฆ่าตนได้ลงคอ

โถวม่านเห็นมอตูหนีรอดมาได้ ซ้ำยังขโมยม้าดีมาอีกตัวหนึ่ง ก็คิดจะกลบเกลื่อนความผิดของตน จึงแต่งตั้งให้มอดูเป็นขุนพล แม่ทัพทหารม้า 1 หมื่นคน เพื่อมิให้มอดูเคียดแค้นเกินไปนัก พ่อลูกทั้งคู่จึงต่างปั้นหน้าเข้าหากัน ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอตลอดเวลา

มอดูเมื่อมีทหารม้า 1 หมื่นในมือ ก็นำออกฝึกอยู่ทุกวัน เป็นประจำ มอดูยังได้ประดิษฐ์ลูกเกาทัณฑ์มีเสียงขึ้นมาชนิดหนึ่ง พร้อมกับให้ทหารของตนฝึกยิงเกาทัณฑ์อยู่เสมอ ครั้นแล้วก็มี คำสั่งว่า ถ้าหากเห็นเกาทัณฑ์มีเสียงของตนยิงไปที่ใด ก็ให้ทหาร ทุกคนยิ่งเกาทัณฑ์ไปทางนั้นโดยพร้อมเพรียงกัน หากใครไม่ยิ่ง ตาม ก็จะประหารในทันที

อยู่มาวันหนึ่ง มอดูจงใจยิงเกาทัณฑ์มีเสียงของตนไปยังม้าตี ที่ตนใช้อยู่ พวกทหารติดตามเห็นเช่นนั้นก็ไม่กล้ายิงตามไป เพราะ เกรงจะถูกม้า มอดูจึงจับทหารเหล่านั้นปั่นคอเสียทุกคนด้วยบังอาจ ขัดคำสั่งของตน อยู่มาอีกวันหนึ่ง มอดูก็ยิ่งเกาทัณฑ์มีเสียงไป ทางภรรยาของตนอีก ทหารคนสนิทก็ไม่กล้ายิง มอตูจึงให้ตัดหัว ทหารเหล่านั้นอีก

นับแต่นั้นมาเหล่าทหารก็ขยาด ไม่กล้าขัดคำสั่งของมอดูอีก มอดูยิงไปทางใด เหล่าทหารก็พากันยิงไปทางนั้นโดยมิรอช้า

มาอีกวันหนึ่ง มอตูนำทหารออกไปล่าสัตว์ พบม้าดีของ โถวม่านยืนเล็มหญ้าอยู่ มอดูก็ยิ่งเกาทัณฑ์มีเสียงของตนไปทาง ม้าตัวนั้น บรรดาทหารก็ยิงตามไปโดยไม่ยั้งมือ จนม้าตัวนั้นถูก เกาทัณฑ์ปักเต็มไปทั้งตัวล้มตายอยู่กับที่ มอดูก็รู้ว่า เหล่าทหาร ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของตนโดยมิคลาดเคลื่อน นับว่าใช้การได้ สมดังเจตนาของตนทุกประการแล้ว

หลังจากนั้น มอดูก็พาทหารของตนติดตามไปล่าสัตว์เป็น เพื่อนโถวม่านบิดาของตนเป็นประจำ วันหนึ่ง มอดูเห็นเป็นโอกาส ก็ใช้เกาทัณฑ์มีเสียงของตนยิงไปทางโถวม่านซึ่งกำลังขี่ม้าเหยาะย่างเพลินอยู่ เหล่าทหารก็ยิ่งไปพร้อมกัน ถูกโถวม่านร่างพรุนไป

ขณะนั้น ยังมีฮวนเผ่าตงหูอยู่อีกเผ่าหนึ่ง อยู่ทางภาคเหนือของจีนเช่นกันแต่ก็เข้มแข็งกว่าชงหนู ครับได้ข่าวว่ามอดูฆ่าบิดา และตั้งตนเป็นหัวหน้าเผ่า ก็คิดจะฉวยโอกาสที่ขงหนูกำลังวุ่นวาย ขู่เข็ญกรรโชกเอาประโยชน์จากซงหนู ดังนั้น จึงส่งคนไปหามอยู ด้วยการเปลี่ยนหัวหน้าใหม่ การปกครองภายในเผ่ายังไม่เรียบร้อยดี ม้าพันลี รูปร่างสูงใหญ่ ขนเป็นสีน้ำตาลทั้งตัว ในยามวิ่ง ก็เผ่นโผน ยังเผ่าชงหนู ให้ส่งม้าชั้นดีของโถวม่านให้กับตงหู ม้าตัวนี้มีชื่อว่า โจนทะยานรวดเร็วเหมือนมีปีกบิน เมื่อส่งเสียงร้องก็ดังก้องไปทั่ว ท้องทุ่ง นับเป็นม้าชั้นเลิศที่ถือเป็นของวิเศษของเผ่าชงหนู การที่ เผ่าตงหูกล้ามาเคี่ยวเข็ญเอาม้าตัวนี้ไป แสดงว่า ตงหูมิได้ถือเผ่า ซงหนูของมอตูอยู่ในสายตาเลย

มอดูแม้อายุจะยังไม่มากนัก แต่ก็เป็นคนมีปัญญาปราดเปรื่อง จัดเจนในการใช้กลอุบาย เมื่อเห็นตงหูเรียกร้องเอาม้าวิเศษของ เผ่าตนไปอย่างไร้เหตุผลดังนั้น ก็ให้เคียดแค้นยิ่งนัก แต่มอตุก็ รู้ว่า ตงหูนั้นเข้มแข็งกว่าตน หากมิให้ม้าตัวนี้ไป ตงหูก็คงจะหา เหตุส่งกำลังมารุกรานตนเป็นแม่นมัน ซึ่งหนูยังมิใช่คู่ต่อสู้ของตงหู ในปัจจุบัน มอตูจึงจำใจยกม้าพันลี้ตัวนั้นให้เผ่าตงหูไปโดยดี

แต่ก่อนจะส่งมอบ มอดูก็แสร้งเรียกประชุมแม่ทัพนายกอง ของตน ถามว่า “บัดนี้ เผ่าดงหูมาขอม้าพันลี้ของโถวม่าน พวกท่าน เห็นเป็นอย่างไร?” พวกแม่ทัพนายกองจึงตอบเป็นเสียงเดียวกัน ว่า “ม้าพันลี้ตัวนี้เป็นม้าวิเศษประจำเผ่าชงหนูของเรา จะยกให้เผ่าอื่นไปง่ายๆ กระไรได้?” มอตุจึงว่า “เราจักแตกร้าวกับเพื่อนบ้าน ด้วยเรื่องม้าเพียงตัวเดียวนั้น มิควรที่” ครั้นแล้ว มอดูก็ให้นำม้า พร้อมด้วยอานชั้นดี ส่งให้ทูตของเผ่าตงหูไป เหล่าแม่ทัพนายกอง ให้รู้สึกเสียดายที่มอดูไม่รู้จักรักษาของวิเศษของเผ่าตนเอาไว้เป็น ที่ยิ่ง

เมื่อทูตของตงหูนำม้ากลับไปยังเผ่าตน หัวหน้าเผ่าให้รู้สึกดีใจ เป็นอย่างยิ่ง เข้าใจว่าชงหนูหวาดเกรงในความเกรียงไกรของเผ่าตน มิกล้าเหิมเกริมผิดใจกับตงหู จึงขี่ม้าพันลี้ออกตระเวนอวดศักดา ของตนไปทั่วทั้งเผ่า

ต่อมาไม่นาน หัวหน้าเผ่าตงหูก็ส่งคนมายังเผ่าซงหนูอีก คราวนี้ร้ายกว่าเก่า ขู่เข็ญเอากับมอตู ให้ส่งภรรยาคนใดคนหนึ่ง ของมอดูไปให้เป็นนางบำเรอของหัวหน้าเผ่าตงหู คราวที่แล้ว ตงหูกรรโชกเอาม้าวิเศษของซงหนูไปตัวหนึ่ง ซ้ำยังนำไปโอ้อวด เหยียดหยามซงหนูไปทั่วทั้งเผ่า คราวนี้ก็กำเริบหนักขึ้น จะเอา กระทั่งภรรยาของหัวหน้าเผ่าไปเป็นนางบำเรอ แต่มอตูก็แกล้ง ทำโง่ ไต่ถามพวกแม่ทัพนายกองอีก พวกแม่ทัพนายกองให้รู้สึก โกรธแค้นเป็นทวีคูณ ต่างพากันกล่าวว่า “เผ่าตงหูไร้เหตุผล คราวนี้ ชักเสิบสานจะเอากระทั่งภรรยาของหัวหน้าเรา ข่มเหงน้ำใจกัน มากไปเสียแล้ว หรือว่าดาบของเราเกาทัณฑ์ของเราที่อไปกว่า ของเผ่าตงหู”

มอดูได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกยินดีอยู่ในใจ คิดว่า หากเราเอ่ยปาก เพียงคำเดียว เหล่าแม่ทัพนายกองก็คงจะเผ่นขึ้นหลังม้า สู้กับพวก ตงหูอย่างไม่คิดชีวิต แต่มอตูก็มาคิดอีกทีว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา หวานอมขมกลืนไปพลางก่อนจนกว่าจะถึงโอกาสอันควร ดังนั้น จึงแสร้งกล่าวแก่คนทั้งหลายว่า “เราจะมาหมางใจกับเพื่อนบ้านด้วยเรื่องผู้หญิงคนเดียวนั้นหาควรไม่ เมื่อเขาต้องการ ก็ให้เขาไปเถิด ครั้นแล้ว ก็เลือกเอาภรรยาคนหนึ่งของตนมอบให้กับทูตของตงหูไป ฝ่ายแม่ทัพนายกองทั้งหลายก็ให้แค้นเคืองเป็นกำลัง เข้าใจ

ต้องการสาวงามก็ได้สาวงาม ก็ยิงรู้สึกย่ามใจ เห็นว่ามอดูรังแกได้ ก็ยิ่งฮึกเหิม จึงเริ่มส่งกำลังบุกไปทางตะวันตก เขมือบดินแดนของ ชงหนูเข้าไปเรื่อยๆ ยังยอมให้คนอื่นไปกกกอด ส่วนหัวหน้าเผ่าตงหูต้องการม้าก็ได้ม้า ว่าหัวหน้าเผ่าของตนเป็นคนขี้ขลาดตาขาว แม้แต่ภรรยาของตนก็

เดิมทีเดียวดินแดนผืนนี้เป็นแหล่งเลี้ยงปศุสัตว์ของซงหนู อยู่เลย แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ตั้งกองทหารไว้คอยสังเกตการณ์ มีเนื้อที่ประมาณพันกว่าลี้ อาณาเขตบริเวณนี้ไม่มีผู้คนพักอาศัย ในระหว่างชายแดนของตงหูกับซงหนู มีทุ่งร้างอยู่แห่งหนึ่ง น้ำท่าก็อุดมสมบูรณ์หัวหน้าเผ่าตงหูจึงใคร่จะได้ดินแดนผืนนี้มา เป็นของตน ดังนั้น สัตว์เลี้ยงตงหูก็จะเพิ่มทวีขึ้นในดินแดนอัน อากาศก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ทุ่งร้างกลับกลายเป็นทุ่งหญ้าและ แต่แม้กระนั้นก็ยังนับเป็นดินแดนของซงหนูอยู่ ต่อมา ดินฟ้า เนื่องจากแห้งแล้งไม่มีทั้งหญ้าและทั้งน้ำ ซงหนูจึงจำต้องทิ้งไป ต่อมา เผ่าคิดแล้ว จึงส่งทูตไปแจ้งความประสงค์ให้มอดูทราบ ยอมอ่อนข้อให้กับตนอยู่ตลอดเวลา ขอสิ่งใดก็ได้ในสิ่งนั้น จึงคิด เอาง่ายๆ ว่าเพียงแต่ส่งคนไปบอกให้มอดูรู้สักคำว่า ตนใคร่จะ ได้พื้นที่พันลี้แห่งนี้ มอตูก็คงจะยกให้ มิอาจขัดใจตนเป็นแน่ หัวหน้า อุดมสมบูรณ์ที่กว้างใหญ่ถึงพันลี้ และยิ่งเมื่อเห็นว่าเผ่าชงหนู

เมื่อทูตไปถึงเผ่าชงหนู พบกับมอดู ก็พูดขึ้นอย่างยโสมิได้ เคารพยำเกรงมอดูเลยว่า “ที่ดินรกร้างที่อยู่ระหว่างชายแดน ของเผ่าท่านกับของเผ่าเรานั้น แม้จะเป็นของท่านมาแต่เดิม แต่ทางท่านก็ได้ละทิ้งมันไปช้านานแล้ว อีกทั้งเวลานี้ ท่านก็ไม่มีกำลังพอที่จะดูแลมันได้ หัวหน้าเผ่าของเราต้องการใช้ที่ดินผืนนี้เอาไว้เลี้ยง สัตว์ จึงส่งเรามาแจ้งให้ท่านทราบไว้"

มอดูได้ฟังดังนั้น โทสะก็พลุ่งขึ้นทันที จนสุดที่จะอดทนต่อไป ได้ จึงนำเรื่องไปปรึกษากับพวกแม่ทัพนายกองอีก คนเหล่านั้นมิรู้ใจ ของมอดูว่าได้พยายามอดกลั้นเพื่อรอโอกาสอันสมควรมาแต่ต้น เข้าใจว่า มอดูเป็นคนโง่เขลาไม่เอาไหน ม้าวิเศษของเผ่าก็ให้ไปแล้ว แม้กระทั้งภรรยาของตนก็ให้ไปแล้ว ฉะนั้น กับดินแดนที่ชงหนู ได้ทอดทิ้งไปช้านานแล้วนี้ ไฉนเลยมอดูจะมาคิดเสียดายอยู่อีกได้ ก็คงจะยิ่งไม่เป็นที่หวงแหนแก่มอดูแต่ประการใดทั้งสิ้น จึงตอบ ประชดไปว่า “ที่ผืนนี้ เราได้ทอดทิ้งมาช้านานแล้ว จะให้หรือไม่ให้ พวกตงหูไป ก็ได้ทั้งสิ้น”

มอดูได้ฟังดังนั้นก็ตวาดเสียงลั่นนอกเหนือความคาดหมาย ของคนทั้งหลายว่า “อาณาบริเวณนี้แม้จะเป็นที่รกร้างที่เราเคย ทอดทิ้งมาก่อนก็จริง แต่มันก็ยังเป็นสมบัติของเผ่าเราอยู่ ที่ดิน เป็นรากเหง้าของเผ่าเรา ถ้าเที่ยวตัดดินแดนของเราให้ใครต่อใครไป ไร้ที่ดินเสียแล้ว ซงหนูจะยังรักษาความเป็นเผ่าอยู่ได้ไฉนกัน?” ว่าแล้ว ก็สั่งให้นำคนที่แนะนำให้ส่งมอบดินแดนพันลี้แก่ตงหูไป ฆ่าเสีย ครั้นแล้ว ก็กระโดดขึ้นหลังม้าเรียกระดมพลในทันที ประกาศ ว่า “เผ่าตงหูรังแกเรามาหลายครั้งแล้ว วันนี้ เราจะนำพวกท่านไป เหยียบพวกมันให้ราบเป็นหน้ากลอง ทุกคนจะต้องรุกไปข้างหน้า อย่างเดียว ใครถอยหลัง ใครกลัว เราจะตัดคอเสียในทันที!” พูดจบ มอดูก็กระตุ้นม้าให้โผนออกนำหน้าไพร่พลไป มุ่งไปทางอาณาเขต ของตงหูแม่ทัพนายกองตลอดจนไพร่พลของซงหนูมีใจคิดแค้นเป็น ทุนเดิม ใคร่จะฉีกเนื้อพวกตงหูออกเป็นชิ้นๆ อยู่แล้ว เห็นมอดู ประกาศสู้ดังนั้น ก็ดีใจที่จะได้แก้แค้นให้สมใจ ต่างก็พากันชักม้าทะยานตามมอดูไปอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ มิต้องให้เตือนเป็นคำรบสองทางฝ่ายเผ่าดงหู เห็นซงหนูยอมก้มหัวเป็นลูกไล่ของตน มาตลอด ก็มิได้คิดเลยว่า จะบังอาจกล้ามาแข็งข้อเอากับตน จึงมิได้ ระมัดระวัง เมื่อถูกมอดูนำไพร่พลรุกเข้ามาอย่างบ้าเลือดและรวดเร็ว ดุจสายฟ้าดังนั้น ก็มิอาจต้านทานไว้ได้ ถูกตีแตกกระจัดกระจายไป ไม่เป็นต่ำ หัวหน้าเผ่าตงหูผู้โอหังก็ตายในที่รบ เผ่าชนตงหูก็ถูก ซงหนูกวาดล้างจนสิ้นชื่อไปแต่บัดนั้น หลังจากได้ขจัดเผ่าดงหูไปแล้ว มอตูก็ฉวยโอกาสบุกเผ่าย้วย

สื่อทางตะวันออก ทางใต้ก็พิชิตโหลวผ่าน ไปหยาง อีก 2 เผ่า และรุกเข้ามารังควานเขตจงหยวนอยู่เสมอๆ ในขณะนั้น หลิวปัง ยังมิได้รวมจีนให้เป็นเอกภาพ จึงยังไม่มีปัญญามากำราบเผ่าชงหนู

มอดูจึงเข้มแข็งขึ้นทุกวัน รวบรวมไพร่พลไว้ได้ถึง 30 หมื่นคน ในยุคของมอดู นับเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของเผ่าชงหนู

ใน “สามก๊ก ประวัติสุมาอี้” ก็มีเรื่องราวทำนองเดียวกัน ดังต่อไปนี้

โจยอยลูกชายโจผีหลานโจโฉ เป็นกษัตริย์ของราชวงศ์วุย ทรงพระนามว่า พระเจ้าเว่ยหมิงตี้ (ค.ศ.227-240) ทรงประชวร หนัก จึงรับสั่งให้โจซองกับสุมาอี้สองขุนพลใหญ่มาเข้าเฝ้า แล้ว มอบหมายราชการแผ่นดินให้ดูแลแทนพระองค์ ด้วยว่าโจฮอง ราชโอรสยังเล็กอยู่ โจซองกับสุมาอี้ก็รับปากด้วยความขอบพระทัย พร้อมทั้งกราบทูลให้เว่ยหมิงตี้วางพระทัย ทั้งสองจะช่วยดูแลให้ โจฮองขึ้นครองราชบัลลังก์ และปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขตาม พระประสงค์มิเป็นอื่น

เมื่อเว่ยหมิงตี้สวรรคตแล้ว โจของกับสุมาอี้ก็ร่วมมือกัน สถาปนาโจฮองขึ้นครองราชสมบัติ ทรงพระนามว่าพระเจ้าเว่ย ฉีอ๋อง (ค.ศ.240-254) ขณะนั้น โจของให้ความเคารพแก่สุมาอี้มาก ข้อราชการต่างๆ ทั้งสองคนก็ได้ปรึกษาหารือกันเป็นอันดี

แต่เมื่อนานไป โจซองมีอำนาจอยู่ในมือ ก็หลงอำนาจ มีชีวิต อยู่อย่างหรูหราฟุ่มเฟือยยิ่งกว่าองค์ฮ่องเต้ เลี้ยงคนสนิทอยู่ใน จวนถึง 500 กว่าคน มีคนหนึ่งชื่อโฮอั้น เป็นคนชอบประจบสอพลอและเจ้าเล่ห์ โจซองโปรดปรานเป็นอันมากวันหนึ่ง โฮอันจึงกล่าวแก่ใจของว่า "อำนาจของอดีตฮ่องเต้ ให้ผู้อื่นยืนมือเข้ามามมา สุมาอี้เป็นคนนอกตระกูล แต่ก็มี เป็นภัยแก่ท่านไม่วันใดก็วันหนึ่งข้างหน้า ท่านพึงหาทางขจัดไป อำนาจเทียบด้วยกับท่าน สุมาอี้จึงเป็นหอกข้างแคร่ของท่าน โดยเร็วเถิด" โจของจึงปรึกษากับโฮอัน หาหนทางกีดกัน ให้สุมาอี้ พ้นอำนาจไป คงจัก

ครั้นแล้ว โจของจึงกราบทูลพระเจ้าเว่ยฉีอ๋อง ให้แต่งตั้งสุมาอี้ ขึ้นไปเป็นพระอาจารย์ ซึ่งเป็นขุนนางที่มีตำแหน่งสูงกว่าเดิม แต่มิได้ มีอำนาจแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพื่อกันสุมาอี้ให้พ้นจากตำแหน่งกุมกำลัง ทางทหารไว้

ต่อมา โจของก็จัดให้สมัครพรรคพวกและคนในตระกูลโจ เข้ารับตำแหน่งสำคัญๆ ในราชสำนักจนสิ้น ส่วนโฮฮั่นก็ได้เป็น เสนาบดีฝ่ายอาลักษณ์

ผู้ที่ไปมาหาสู่เพื่อหวังพึ่งบารมีของโจซองก็มีมากยิ่งขึ้น ขันทีเดียวต้องก็มาสอพลอด้วย ถึงกับบังอาจเกณฑ์นางกำนัล ของพระเจ้าเว่ยหมิงตี้ 7 คนให้มาเป็นนางบำเรอของโจซอง ภายใน จวนของโจของ เสียงดนตรีไม่เคยเงียบ แสงไฟไม่เคยดับ โจของ หมกมุ่นอยู่กับสุรานารีอย่างมิเห็นแสงเดือนแสงตะวัน

สุมาอี้รู้ในแผนการกำจัดตนของโจซอง จึงแสร้งทำป่วย ไม่ไปร่วมออกขุนนางยังท้องพระโรงเพื่อมึนซาโจของ ส่วนสุมาสู กับสุมาเจียวบุตรชาย 2 คน ก็ลาราชการกลับมาอยู่บ้านเสีย มินำ พาด้วยข้อราชการ เพื่อมิให้โจของแคลงใจ

เมื่อทางราชสำนักแต่งตั้งให้หลีซินไปเป็นเจ้าเมืองเชียงจิว ใจของก็ให้หลีซินไปสังเกตดูพฤติการณ์ของสุมาอี้ โดยอ้างว่าจะขอลาเดินทางไปรับตำแหน่งยังจวนสุมาอี้

หลีชินมาถึงหน้าจวนของสุมาอี้ ก็บอกความประสงค์ให้ ทราบว่าจะมาขอลาสุมาอี้ นายประตูจึงนำความไปแจ้งให้สุมาอี้ทราบ สุมาอี้ทราบความดังนั้น ก็เดาว่าคงจะเป็นแผนการของโจของ ส่งคนมาลอบสังเกตความเป็นไปของตน จึงรีบถอดหมวกปล่อยผม เป็นกระเชิง แล้วนั่งห่มผ้าอยู่บนเตียง ทำเป็นป่วยป่าๆ เป๋อๆ ซ้ำยัง ให้สาวใช้คอยประคับประคองอยู่ข้างๆ 2 คน

หลีชินจึงกล่าวแก่สุมาอี้ว่า “ผู้น้อยมิได้เห็นท่านอาจารย์ มาช้านานแล้ว บัดนี้ ทางราชสำนักแต่งตั้งผู้น้อยไปเป็นเจ้าเมือง เรียงจิว จึงมาขอลาอาจารย์ด้วยความเคารพ” สุมาอี้จึงแสร้งพูด ผิดๆ ว่า “อันเมืองเปงจิ๋วนั้นใกล้กับถิ่นของพวกฮวนฟูเจี๋ย จะต้อง เตรียมการรบให้ดี” หลีซินจึงค้อมตัวท้วงว่า “ผู้น้อยจะไปเมืองเชียงจิว หาใช่เมืองเปงจิ๋วไม่” สุมาอี้จึงแสร้งหัวเราะว่า “อ้อ ท่านมาจาก เมืองเบ่งจิ๋วหรอกหรือ? เรานึกว่าท่านมาจากเมืองเกงจิ๋วเสียอีก

หลีซินเห็นอาการของสุมาอึ้งกเงินๆ ดังนั้น ก็สั่นศรีษะเป็น เชิงสลดใจ สาวใช้ทั้งสองจึงบอกแก่หลีชินว่า “ท่านอาจารย์ป่วยจน หูหนวกเสียแล้ว ขอท่านจงโปรดอภัยด้วย” หลีชินจึงขอกระดาษ และพู่กัน เขียนว่า “ผู้น้อยจะมาขอลาไปเมืองเชียงจิว” สุมาอี้ ดูแล้วก็หัวเราะผงกศรีษะว่า “เราป่วยจนหูหนวกไปแล้ว ท่านจะไป เมืองเชียงจิวก็ขอจงรักษาตัวให้ดีด้วย” ว่าแล้วก็ยกมือชี้ที่ปาก สาวใช้จึงรีบยกน้ำชามาให้

สุมาอี้จิบน้ำชาเข้าไปได้อีกหนึ่ง ก็ทำสำลักออกมาจนเสื้อผ้า เปียกปอน ครู่หนึ่งจึงกล่าวอย่างอ่อนระโหยว่า “เราแก่แล้ว ป่วย ครั้งนี้เห็นทีจะไม่รอด ถ้าท่านได้พบกับใจของก็จงช่วยฝากฝังลูกชาย ทั้งสองของเราด้วย สุดแท้แต่ท่านขุนพลจะใช้งานมันตามอัธยาศัยเถิด” ว่าแล้วสุมาอี้ก็หอบฮักๆ หลีซิน เห็นดังนั้น ก็ลุกขึ้นขอลากลับ

หลีซินกลับไปแจ้งเรื่องแก่โจของ โจของดีใจว่า “แม้นสุมาอี้ ตายเสียได้ เราก็นอนใจ"

อีกหลายวันต่อมา โจของก็ทูลแนะให้พระเจ้าเวยอ๋องเสด็จ ไปเช่นไหว้กษัตริย์องค์ก่อน ณ สุสานโกเบงเหลง โจซองจัดขบวน พยุหยาตราอย่างใหญ่โต แม่ทัพนายกองและขุนนางน้อยใหญ่ โจของก็ให้เดินทางไปด้วยเกือบหมดเมือง

สุมาอี้เห็นโจซองออกนอกเมืองไปแล้ว ในเมืองไม่เหลือกำลัง อยู่เลย ก็ปรึกษากับบุตรชายทั้งสองของตน หาวิธีที่จะขจัดโจของ เสีย หลังจากนั้น สุมาอี้ก็ให้บรรดาทหารที่เคยอยู่ใต้การบังคับ บัญชาของตนมาก่อน บุกเข้าไปควบคุมจวนของโจของ

ที่สุสานโกเบงเหลง ก็ส่งม้าเร็วนำฎีกาที่เขียนไว้ล่วงหน้า ไปถวายแก่พระเจ้าเว่ยฉีอ๋อง ข้ามแม่น้ำเลาะเหอไว้ ตัดเส้นทางกลับของโจซอง หลังจากนั้น พร้อมกันนั้น สุมาอี้ก็จัดส่งกำลังไปควบคุมสะพานลอย

ได้ข่าวว่าเมืองหลวงถูกสุมาอี้ยึดไป ก็ตกใจจนหน้าซีด เว่ยจีอ่อง เมื่อม้าเร็วนำฎีกาถวายแก่พระเจ้าเว่ยฉีอ๋องแล้ว โจของ ทหารของท่านลงไปบ้างเท่านั้น ท่านเห็นสมควรจะจัดการอย่างไรดี?” มีความประสงค์เป็นอย่างอื่น นอกจากจะปลดเปลื้องอำนาจทาง จึงรับสั่งแก่โจของว่า “ท่านอาจารย์มีหนังสือมาบอกเรา ท่านมิได้

พำนักที่เมืองฮูโต๋ก่อน ครั้นแล้วจึงมีพระราชโองการระดมพล จัดการกับสุมาอี้เสีย” แต่โจของกลับลังเลมิรู้ที่จะทำประการใด โจอี้น้องชายของโจของจึงทูลว่า “พระองค์ควรจะเสด็จไป

โจของนั่งคิดนอนคิดอยู่คืนหนึ่งกับอีกวันหนึ่งที่สุสานโกเบงเหลง จึงได้ตกลงใจที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของสุมาอี้ มอบอำนาจ การบัญชาทหารให้กับสุมาอี้ไป แล้วกล่าวแก่ขุนนางใหญ่น้อย ทั้งหลายว่า “เรายอมลาออกจากราชการมีชีวิตอยู่เยี่ยงคนสามัญ ที่พอมีพอกินก็พอใจแล้ว” ครั้นแล้วโจซองก็สั่งให้เดินทางกลับ เมืองหลวง

เมื่อโจซองกลับถึงเมืองหลวงเลาะหยาง สุมาอี้ก็จับตัวโจของ จะคนในตระกูลโจทั้งหมด บั่นคอไม่มีเหลือ พร้อมทั้งให้ริบทรัพย์สิน เงินทองของตระกูลโจทั้งหมดเข้าท้องพระคลังจนสิ้น และคน

จากนั้นเป็นต้นมา อำนาจของรัฐวุยก็ตกอยู่ในมือของสุมาอี้ พระเจ้าเวยฉีอ๋องตั้งให้สุมาอี้เป็นอัครมหาเสนาบดี สุมาอี้ สุมาสู และสุมาจาว 3 พ่อลูก จึงปกครองรัฐวุยด้วยอำนาจเต็มแต่บัดนั้นมา กลยุทธ์นี้จึงมีผู้สรุปว่า

“ยามเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นผลดี ควรจะสะกดกลั้นตัวเองไว้ แสร้งทำเป็นโง่เง่า อวดฉลาดยิ่งจะไม่เป็นผลดีแก่ตน นี้เป็นวิธีรู้รักษา ตัวรอดอย่างหนึ่งในยามปั่นป่วน คนฉลาดมักจะใช้วิธีการนี้ป้องกัน ตัวและวางแผนเอาชนะศัตรู คนที่ดูโง่เขลานั้น โดยภายนอกก็อาจจะ เห็นเป็นเต่าตุ่น แต่ที่แท้แล้วภายในนั้นคมกริบ รู้เขารู้เรา พึงถอย ก็รู้จักถอย มิดันทุรังรุกไปโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ดังนั้น จึงสามารถ ที่จะเป็นฝ่ายริเริ่มกระทำในการทั้งปวง เพราะเข้าใจในเหตุการณ์ อย่างรู้แจ้งแทงตลอดและรอจังหวะที่จะบุกกระหน่ำมิยอมให้ศัตรู ตั้งตัวติดตลอดเวลา กลยุทธ์นี้ มักจะพบเห็นบ่อยๆ โดยทั่วไป ผู้ใด ใช้เป็นด้วยความสันทัดจัดเจน ผู้นั้นย่อมจะได้รับผลสำเร็จ และเป็น ผู้ที่น่ากลัวสำหรับฝ่ายตรงข้ามที่มิรู้แจ้งในกล”

                    จาก 36กลยุทธ์ แห่ง ชัยชนะ ในการสัประยุทธ์ทุกปริมณฑล แปลไทยโดย บุญศักดิ์ แสงระวี

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

 

คนไทยใจเย็น | นิธิ เอียวศรีวงศ์

17.07.2023

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 23/07/2021

 

หลังรัฐประหาร 2557 ไม่ถึงปีกระมัง นักวิชาการญี่ปุ่นคนหนึ่งแสดงปาฐกถาในเมืองไทยถึงความวิปริตนานัปการของการยึดอำนาจและการบริหารบ้านเมืองของคณะทหารที่ยึดอำนาจ แต่ดูเหมือนสังคมไทยก็สยบยอมหรือยินยอมต่อความวิปริตเหล่านั้นโดยดี ท่านจึงกล่าวว่า “คนไทยยังโกรธไม่พอ”

ความโกรธของสังคมมักนำไปสู่การก่อจลาจล (riots) โดยฝูงชนผู้กำลังโกรธ เพื่อฝ่าฝืนกฎหมายหรือคำสั่งของเจ้าหน้าที่โดยเจตนา เพราะความ “ปกติ” ในนามของกฎหมายหรือคำสั่งนั่นแหละ คือความไม่เป็นธรรมอย่างสุดขั้วซึ่งทำให้โกรธจนหน้ามืด

หลายครั้ง การก่อจลาจลไม่นำไปสู่อะไรนอกจากได้ระบายความโกรธ และการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน แต่หลายครั้งอีกเช่นกัน การก่อจลาจลเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในระบบ หรือที่ยิ่งกว่านั้นก็คือนำไปสู่การปฏิวัติ แท้จริงแล้วการก่อจลาจลเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากกระบวนการปฏิวัติด้วยซ้ำ

จลาจลของฝูงชนในฝรั่งเศสและรัสเซีย ทำให้ฝ่ายระบอบเก่า (ancien regime) ไม่อาจระดมกำลังของตนเข้าปราบปรามฝ่ายปฏิวัติได้ ในช่วงทศวรรษ 1920 พรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งยังมีขนาดเล็กนิดเดียวคาดหวังผิดว่า เมื่อฝ่ายตนลุกฮือขึ้น กรรมาชนกลุ่มต่างๆ จะลุกขึ้นก่อจลาจลขนานใหญ่ในเมืองอุตสาหกรรมและการค้าที่ตนเข้ายึดกุม แต่กลับไม่ปรากฏการจลาจลในเมืองใดเลย ผลก็คือถูกฝ่ายก๊กมินตั๋งปีกขวา ร่วมมือกับจักรวรรดินิยมปราบปรามฝ่ายคอมมิวนิสต์จนแทบจะสิ้นซาก

กว่า 7 ปีผ่านไป ความไม่เป็นธรรมและความไม่เป็นโล้เป็นพายของการรัฐประหารเห็นประจักษ์ได้มากขึ้นแก่คนไทยทั่วไป แม้กระนั้น “คนไทยก็ยังโกรธไม่พอ” เหมือนเดิม

 

หลายสิบปีมาแล้ว เมื่อผมเพิ่งจบมหาวิทยาลัย อาจารย์เฮิร์บ ฟิลลิปส์ ซึ่งจ้างผมไปช่วยงานก็อกๆ แก็กๆ ในการวิจัยของท่าน ได้ถามผมว่า เหตุใดจึงไม่ค่อยมีเรื่องของกบฏชาวนาในประวัติศาสตร์ไทย ในขณะที่มีอยู่เต็มไปหมดในประวัติศาสตร์จีน, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์ และอาจจะพม่าด้วย ผมตอบไม่ได้ หรือถึงพยายามตอบไปก็คงเป็นอะไรที่เลอะๆ เทอะๆ เท่านั้น

00:00
00:00

ผมคิดว่า ทำไมคนไทยจึงโกรธไม่พอ กับทำไมจึงไม่ค่อยมีกบฏชาวนาในประวัติศาสตร์ไทย เป็นคำถามเดียวกันหรือซ้อนทับกันอยู่ และมักจะล่อหลอกให้เราค้นหาคำตอบจากลักษณะนามธรรมที่อยู่คงที่ของ “คนไทย” เช่น คำสอนในพุทธศาสนา, อุดมคติธรรมราชาของสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือโอกาสที่หาง่ายในการต่อต้านด้วยการ “หนี” เช่น ไพร่หนีนายซึ่งมีอยู่ดาษดื่นในประวัติศาสตร์ไทย

(ผมอยากเตือนด้วยว่า “หนี” แบบไพร่หนีนาย คือการหลีกออกทางภูมิศาสตร์ พ้นจากนายในเมืองหนึ่งไปหานายในอีกเมืองหนึ่ง หรือพ้นจากนายที่รายได้หลักคือพืชผลการเกษตร ไปสู่อีกนายหนึ่งที่รายได้หลักมาจากหัวคิวในการค้าต่างประเทศ ในปัจจุบัน เมื่อไม่มีพื้นที่ว่างให้ “หนี” ได้สะดวกแล้ว ก็ยังอาจ “หนี” ในกระบวนการผลิตก็ได้ เช่น จากแรงงานในภาคหัตถอุตสาหกรรมไปสู่ภาคบริการ หรือไปเป็นเจ้าของครกส้มตำ… โอกาสของการ “หนี” ย่อมมีส่วนช่วยให้ การต่อต้านไม่กลายเป็นการจลาจล ล็อกดาวน์ในรูปต่างๆ ทำให้ช่องทางการ “หนี” น้อยลง โรงงานก็ปิด ร้านอาหารก็ห้ามนั่งกิน เป็นต้น)

แต่วิธีอธิบายอะไรด้วยคุณสมบัติอันอยู่คงที่ผ่านกาลเวลามายาวนานนั้น เป็นสิ่งที่ “อประวัติศาสตร์” อย่างยิ่ง พูดอีกอย่างหนึ่งคือมันไม่จริง เพราะไม่มีอะไรที่มนุษย์สร้างขึ้นจะอยู่พ้นออกไปจากความเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น

ADVERTISEMENT

อธิบายอย่างเป็นประวัติศาสตร์ด้วยการมองหาเงื่อนไขปัจจัยต่างๆ ซึ่งทำให้คนไทยโกรธไม่พอ หรือชาวนาไม่ก่อกบฏในแต่ละยุคสมัย น่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องกว่า แต่น่าเสียดายที่เรา (อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งล่ะ) มีรายละเอียดเกี่ยวกับสังคมไทย ทั้งในอดีตและปัจจุบันไม่มากพอจะอธิบายได้อย่างน่าเชื่อถือเท่านั้น

 

คําอธิบายว่า “คนไทยโกรธไม่พอ” ได้แต่อธิบายปรากฏการณ์ แต่ก็ไม่ได้อธิบายที่มาของปราฏการณ์นั้นว่ามีเงื่อนไขปัจจัยอะไรที่ทำให้ “โกรธไม่พอ” สักที ผมจะพยายามค้นหาคำตอบนั้น ด้วยข้อมูลเกี่ยวกับสังคมไทยที่ไม่เพียงพอ

สมมุติฐานเบื้องต้นของผมก็คือ คนไทยและชาวนาไทยก็โกรธเป็นเหมือนคนและชาวนาเวียดนาม, จีน ฯลฯ นั่นแหละ และคนไทยก็ระบายความโกรธด้วยปฏิบัติการทางสังคมเหมือนคนอื่น เพียงแต่ไม่ใช่หรือยังไม่ใช่การก่อจลาจลเท่านั้น

จากความรู้สึกโกรธไปสู่ขั้นลงมือปฏิบัติการต่อต้านด้วยกำลัง (จลาจล, กบฏ หรือปฏิวัติ) มีช่องว่างที่ห่างกันพอสมควรทีเดียว ส่วนจะเป็นเส้นทางที่ยาวไกลเพียงไร ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัยของสังคมนั้นๆ จะกำหนดให้การต่อต้านออกมาในรูปแบบใด และวางขีดจำกัดของการต่อต้านไว้แค่ไหน เพียงไร

คนที่ให้คำตอบและคำอธิบายที่ดีเลิศสำหรับผมคืออาจารย์ James Scott (ใน Weapons of the Weak) ท่านเข้าไปศึกษาหมู่บ้านชาวนาแห่งหนึ่งในรัฐไทรบุรีของมาเลเซีย หมู่บ้านประกอบด้วยชาวนารวย (น้อยราย) ซึ่งถือครองที่ดินจำนวนมาก จึงเป็นแหล่งจ้างงานตามฤดูกาลที่สำคัญ เช่น ช่วงดำนาและเกี่ยวข้าว ชาวนากลางซึ่งมีที่ดินไม่ใหญ่นัก แต่พอจะเลี้ยงดูครอบครัวได้ อันเป็นคนส่วนใหญ่ของหมู่บ้าน และชาวนาจนซึ่งมีที่ดินเล็กเกินกว่าจะพอกิน หรือไม่มีที่ดินเอาเลย

ความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนัก แต่ยากจะสังเกตเห็นได้จากคนนอก เว้นแต่ลงไปฝังตัวในหมู่บ้านจนรู้จักคุ้นเคยกับชาวบ้านดังที่อาจารย์สกอตต์ทำ ท่านจึงได้พบการต่อต้านชาวนารวยของเหล่าคนจนในหมู่บ้าน แม้เป็นการต่อต้านที่เข้มข้นอย่างไร ก็จะออกมาในรูปนินทา (ลับหลัง), ตั้งสมญา (ลับหลัง), เล่าขานให้เป็นตัวตลก (ลับหลัง) ฯลฯ

ที่ต้องลับหลังทุกเรื่องก็เพราะชาวนาจนพยายามหลีกเลี่ยงการต่อต้านแบบเผชิญหน้า เพราะถึงอย่างไร ชาวนารวยก็เป็นแหล่งรายได้สำคัญของตน ทั้งในรูปค่าตอบแทนงานจ้าง, การเลี้ยงอาหารในโอกาสต่างๆ, เงินกู้ ฯลฯ ยังไม่พูดถึง “หน้าตา” ในหมู่คนจนด้วยกัน เมื่อได้รับการยอมรับจากคนรวย แต่ที่ต้องต่อต้านด้วยคำพูดลับหลัง ก็เพื่อตอบโต้การนินทาต่อหน้า, ตั้งสมญาต่อหน้า และถูกทำเป็นตัวตลกต่อหน้า ซึ่งคนรวยกระทำแก่คนจนเสมอมา

ปฏิบัติการต่อต้านที่มากกว่าใช้คำพูดก็มีเหมือนกัน แต่ก็เป็นปฏิบัติการที่ไม่นำไปสู่การเผชิญหน้า เช่น เมื่อถูกเรียกให้ไปช่วยทำอาหารในงานเลี้ยง ก็อาจมิบเอาเนื้อสัตว์กลับบ้านมาบ้าง อาจารย์สกอตต์เล่าถึงชาวนาจนคนหนึ่ง ซึ่งมักเตร่แถวร้านค้าในหมู่บ้าน เมื่อคนรวยเข้ามากินกาแฟในร้าน เพื่อแสดงความใจกว้างของตนก็มักจะบอกให้คนจนสั่งกาแฟและขนมกินได้ นอกจากชาวนาจนจะสั่งกาแฟและขนมมานั่งดื่มกินอีกโต๊ะหนึ่งแล้ว ยังสั่งขนมอีกจำนวนหนึ่งเพื่อขนกลับบ้านฝากลูก-เมียด้วย ก็นับเป็นการต่อต้านอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะถึงแม้จะถูกคนรวยตำหนิหรือเหยียดหยามว่าเห็นแก่ได้ ก็ไม่แปลกอะไรกับที่ถูกตำหนิเหยียดหยามอยู่แล้วโดยไม่ได้ขนมไปฝากลูก-เมียด้วย

 

ความสัมพันธ์ระหว่างคนรวยคนจนยิ่งตึงเครียดขึ้นอย่างมาก เมื่อทางการสนับสนุนให้ปลูกข้าวสองฤดู และได้แนะนำให้ชาวนาใช้รถเกี่ยวข้าวจากญี่ปุ่น (ฟาดให้เสร็จ จนออกมาเป็นเม็ดข้าวบรรจุกระสอบได้เลย) เท่ากับงานจ้างตามฤดูกาลที่คนจนเคยได้จากชาวนารวยคือเกี่ยวข้าวและฝัดข้าวหายวับไปกับตา มีความพยายามต่อต้านรถเกี่ยวข้าวด้วยความรุนแรง เช่น แอบเผา, เอาทรายใส่ลงถังน้ำมัน, เอาเหล็กไปขัดวงล้อมีดเกี่ยว ฯลฯ แต่ทั้งหมดทำในเวลากลางคืนเพื่ออำพราง และตำรวจไม่เคยจับคนร้ายได้เลย เพราะชาวบ้านต่างให้การว่าไม่รู้ไม่เห็นทั้งสิ้น

ยังมีการรวมกลุ่มกันของกลุ่มผู้หญิงที่รับจ้างเกี่ยวข้าวว่าจะบอยคอตชาวนารวยรายที่ใช้รถเกี่ยว คือจะไม่รับจ้างดำนาให้ในฤดูเพาะปลูกถัดไป แต่ก็ไม่ได้ประกาศออกมาอย่างเปิดเผย เพียงแต่ทำข่าวลือให้ไปถึงหูเจ้าของนาเท่านั้น แม้เมื่อชาวนารวยมาจ้างให้ดำนา ก็ไม่ได้บอกว่าไม่รับ แต่อ้างว่าติดดำนาที่นาคนอื่นจึงยังต้องรอไปก่อน ในที่สุดชาวนารวยก็ไปจ้างกลุ่มดำนาจากหมู่บ้านอื่น บางคนมีเส้นกับทางการ ถึงกับนำเอาแรงงานไทยไปรับดำนาแทนเลยก็มี

เพราะฉะนั้น ในที่สุดการต่อต้านก็ประสบความล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่น่าสังเกตว่าการต่อต้านทั้งหมดทำโดยไม่เผชิญหน้าทั้งสิ้น เช่น ใช้ความมืดอำพรางตัว หรือใช้ข้ออ้างอื่นในการปฏิเสธรับจ้างดำนา

ดังนั้น ความโกรธจึงนำไปได้ไกลสุดแค่การจลาจลอย่างลับๆ ซ้ำยังไม่ประสบความสำเร็จอีกด้วย (และด้วยเหตุดังนั้น การต่อต้านด้วยวาจาท่าทีซึ่งใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น นินทาว่าร้าย จึงเป็นอาวุธของคนอ่อนแอเพียงอย่างเดียวและมีความหมายแก่ความเป็นคนเต็มคนของเขาอย่างยิ่ง) เหตุฉะนั้นจึงยิ่งตอกย้ำสำนึกถึงความอ่อนแอของชาวนาจน

ทําไมความโกรธของชาวนาเล็กจึงไม่นำไปสู่ปฏิบัติการอะไรมากไปกว่านั้น อาจารย์สกอตต์อธิบายไว้อย่างสลับซับซ้อน ทั้งในแง่ปฏิบัติและทฤษฎี คำอธิบายนั้นจะนำมาประยุกต์ใช้กับคนไทยปัจจุบันซึ่งถูกหาว่า “โกรธไม่พอ” ได้หรือไม่อย่างไร ผมไม่แน่ใจ เพราะคนไทยปัจจุบันย่อมแตกต่างจากชาวนามาเลเซียในช่วงนั้นไปอย่างมากแล้ว ที่ยังเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือสำนึกถึงความอ่อนแอของตนซึ่งรัฐไทยได้พยายามปลูกฝังลงไปในส่วนลึกสุดของประชาชนไทยตลอดมา

อย่างไรก็ตาม คนไทยเคยโกรธเป็นสาธารณะมาแล้ว อย่างน้อยก็ในเหตุการณ์ 14 ตุลา, พฤษภาเลือด 2535 และการชุมนุมของเสื้อแดง 2553 (ผมไม่นับความโกรธที่มีการจัดตั้งอย่างสลับซับซ้อนจากหลายฝ่ายที่ไม่แสดงตัวเปิดเผย เช่น 6 ตุลา หรือพันธมิตรฯ และ กปปส.) เหตุใดครั้งนี้จึง “โกรธไม่พอ” คงมีเงื่อนไขปัจจัยอะไรหลายอย่างบนเส้นทางจากความโกรธสู่ปฏิบัติการทางสังคมซึ่งเรายังไม่ทราบ ผมขอนำเอาคำอธิบายเพียงเรื่องเดียวของอาจารย์สกอตต์มาทดลองอธิบายดู

คนส่วนใหญ่ในทุกสังคม โดยเฉพาะในคนหมู่มากที่ยังต้องทำมาหากินตัวเป็นเกลียว (ด้วยความจนหรือด้วยความใฝ่ฝันทะยานอยากอันไม่สิ้นสุดก็ตาม) ความคิดเชิงอุดมการณ์ทั้งหลายไม่มีอิทธิพลต่อเขา คาร์ล มาร์กซ์ เรียกชีวิตที่การหารายได้ครอบงำทุกส่วนของชีวิตว่า dull compulsion of economic relations (การบังคับที่ไร้รสชาติน่าเบื่อของความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจ) พูดภาษาชาวบ้านก็คือชีวิตกูต้องทำมาหาแดก

เฉพาะคนชั้นกลางจำนวนน้อยเท่านั้น (และผมขอย้ำว่าจำนวนน้อยในหมู่คนชั้นกลางด้วย) ที่ให้เวลาแก่ความคิดเชิงอุดมการณ์ และพร้อมจะปรับอุดมการณ์นั้นมาใช้กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตส่วนตัวและชีวิตทางสังคม คนอื่นทั้งที่เป็นคนชั้นกลางหรือล่างและสูง รับเอาแบบปฏิบัติและค่านิยมที่สัมพันธ์กับอุดมการณ์ไปใช้ เพียงเพราะเห็นว่ามันคงถูกต้องหรือดูเข้าทีดีอยู่ โดยไม่ได้ใส่ใจกับตัวอุดมการณ์เลย (เช่น เราอาจให้เกียรติผู้หญิงโดยไม่ได้ใส่ใจกับหลักความเสมอภาคระหว่างเพศ เพราะใครๆ เขาก็ทำกัน แต่จะรับให้ผู้หญิงเป็นนายกฯ ไม่ไหว)

ผมคิดว่าในเวลานี้ คนไทยส่วนใหญ่ (ถ้าดูจากการสำรวจของ น.ส.พ.ไทยรัฐ ก็มากกว่า 90% ไปแล้ว) รู้สึกโกรธระบอบเผด็จการไปแล้ว หรืออย่างน้อยก็โกรธคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าของระบอบนั้น และก็ได้ระบายความโกรธของตนไปด้วยวิธีต่างๆ โดยเฉพาะนินทาว่าร้าย, ล้อเลียน, ทำให้เป็นตัวตลก, ประณามสติปัญญา ฯลฯ

แต่ในฐานะผู้อ่อนแอ ก็ไม่คิดจะ “เผชิญหน้า” กับรัฐภายใต้อำนาจของคุณประยุทธ์ และแม้จะมีปฏิบัติการทางสังคม ก็เป็นปฏิบัติการที่ไม่เผชิญหน้าเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นความสะใจที่ได้จากการอ่านสื่อโซเชียล ดูการ์ตูนของคุณอรุณ วัชระสวัสดิ์ หรือร่วมชุมนุมซึ่งมีเวทีกลาง อันเป็นม่านบังมิให้ผู้ร่วมชุมนุมแต่ละคนต้องเผชิญหน้ากับรัฐโดยตรง

 

ผมยกกรณีความโกรธจนนำไปสู่ปฏิบัติการทางสังคมอย่างรุนแรงสามครั้ง แต่ทั้งสามครั้งมี “แกนนำ” ที่เป็นฉากปิดกั้นมิให้เห็นคนโกรธส่วนใหญ่ 14 ตุลามีนักศึกษา พฤษภาเลือดมีคุณจำลอง ศรีเมือง และสมัครพรรคพวก และการชุมนุมของเสื้อแดงปี 2553 มีแกนนำเสื้อแดง ทั้งส่วนกลางและที่มาจากจังหวัดต่างๆ

ปฏิบัติการต่อต้านด้วยความโกรธอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องอาศัยฉากปิดกั้นก็มีเหมือนกันในระยะหลัง ผมคิดว่าการชุมนุมผูกผ้าแดงที่ราชประสงค์หลังการล้อมปราบเสื้อแดงเป็นหนึ่งในปฏิบัติการต่อต้านด้วยความโกรธเช่นนั้น แกนนำแทบไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากเจรจากับตำรวจ ที่เหลือเป็นเรื่องของความโกรธแค้นล้วนๆ และนำไปสู่การ “ทะลุเพดาน” ไปแล้วด้วย

ถ้าอย่างนั้นจึงเกิดคำถามตามมาว่า แล้วเหตุใดคนไทยภายใต้ประยุทธซึ่งโกรธมากแล้ว จึงไม่ออกมาต่อต้านด้วยการเผชิญหน้า ผมคิดว่า คสช.และคุณประยุทธ์ประสบความสำเร็จในการทำให้คนไทยรู้สึกอ่อนแออย่างที่ไม่เคยมีคณะรัฐประหารใดๆ เคยทำได้ ไม่ใช่ด้วยการเข่นฆ่าอย่างที่อัศวินของเผ่าเคยทำ ไม่ใช่ด้วยการประหารชีวิตด้วย ม.17 อย่างสฤษดิ์ แต่ด้วยการระดมองคาพยพของรัฐทั้งหมด มาร่วมมือกันใช้อำนาจทางกฎหมายอย่างฉ้อฉลจนกระทั่งไม่เหลือช่องใดๆ สำหรับการต่อต้านแบบเผชิญหน้าอีกเลย นอกจากด้วย “อาวุธของผู้อ่อนแอ”