วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

ชื่อเรื่อง: KILL

บทภาพยนตร์โดย: [ชื่อของคุณ/Gemini]

เขียน: 1 มกราคม พ.ศ.2569 ค.ศ.2026 เวลา09:02น.-09:26น.

อ้างอิงจากเรื่องสั้นของ: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์

ฉากที่ 1: หน้าสนามบินญี่ปุ่น - เวลาเย็น

ท้องฟ้าสีส้มอมม่วงในเวลาหกโมงเย็น นักท่องเที่ยวพลุกพล่าน

นักฆ่านิรนาม เดินออกมาจากประตูทางออกสนามบิน เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูง (180 ซม.) ผิวคล้ำแดด ใบหน้าดุดันด้วยคิ้วหนาและจมูกใหญ่ ผมสั้นสีดำตัดรับกับหน้าผากกว้าง เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำติดกระดุมเรียบร้อย กางเกงขายาวสีดำที่มีกระเป๋าซิป และรองเท้าหนังสีดำเข้ม

เขาลากกระเป๋าเดินทางเดินตรงไปที่จุดจอดรถแท็กซี่ด้วยท่าทีเรียบเฉย

ฉากที่ 2: ซอยเปลี่ยวในโตเกียว - เวลาสามทุ่ม

แท็กซี่จอดส่งนักฆ่านิรนามที่หน้าปากซอยแห่งหนึ่ง รถขับจากไปทิ้งความเงียบไว้ เขาเดินลากกระเป๋าไปหยุดอยู่ที่หน้าบ้านเป้าหมายหลังหนึ่ง

นักฆ่ารูดซิปกระเป๋ากางเกงข้างขวา หยิบแว่นตาเลนส์ขยายขึ้นมาสวม เขามองผ่านเลนส์เพื่อสำรวจโครงสร้างบ้านแทนการใช้กล้องส่องทางไกล จากนั้นหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพบ้าน (ไม่เปิดแฟลช) แล้วเก็บเข้ากระเป๋าอย่างรัดกุม

เขาสลับสวมและถอดแว่นขยายเป็นระยะขณะเดินตามแผนที่ในมือเพื่อไปยังโรงแรมใกล้เคียง

ฉากที่ 3: ห้องพักในโรงแรม - ต่อเนื่อง

ภายในห้องพักเรียบง่าย นักฆ่าเปิดกระเป๋าเดินทางออก เผยให้เห็น สมุดไดอารี่เล่มยักษ์

เขาเริ่มลงมือวาดผังพื้นอย่างละเอียด:

 * มุมมองจากหน้าต่างโรงแรม (เขาส่องกล้องทางไกลไปที่บ้านเป้าหมายที่อยู่ไกลลิบ)

 * มุมมองจากปากซอย

 * รายละเอียดประตูรั้ว, ผนัง, หลังคา และลานบ้าน

เขาเขียนข้อความกำกับด้วยลูกศรยุ่งเหยิงแต่เป็นระเบียบ: "ทางหนี", "จุดอับสายตา", "ผลกระทบหากมีพยาน"

ตัดสลับภาพ: นักฆ่านอนเล่นเกมยิงในมือถือฆ่าเวลาจนถึงเวลา 01:00 น.

ฉากที่ 4: การเตรียมอาวุธ - เวลาตีหนึ่ง

นักฆ่าเปิดฐานลับของกระเป๋าเดินทางออก เผยให้เห็น:

 * ปืน Walther PPK 1 กระบอก

 * แม็กกาซีนเปล่า 5 อัน

 * ที่เก็บเสียงทำเอง 1 อัน

เขาดึงที่จับกระเป๋าเดินทางแยกออก เผยให้เห็นกระสุน .32 ACP (7 นัดในแต่ละข้าง) เขาบรรจุกระสุนลงแม็กกาซีนและขึ้นลำปืนอย่างชำนาญ

เขารื้อชั้นที่สองของกระเป๋า หยิบ ยานอนหลับและเข็มฉีดยา ออกมา

ฉากที่ 5: การลงมือครั้งที่ 1 (บ้านของชิซูกะ) - คืนเดียวกัน

นักฆ่าปรากฏตัวในชุดสูททับด้วยเสื้อคลุมยาวสีดำ สวมถุงมือและแว่นดำ มีไม้ขีดไฟคาบอยู่ที่ปาก (เลียนแบบตัวละครเสี่ยวหม่าจาก A Better Tomorrow)

ที่หน้าบ้านเป้าหมาย เขาหยิบผ้าขี้ริ้วสองผืนมาพันรอบรองเท้าเพื่อเก็บเสียง เขาปีนข้ามรั้วเข้าไปในบ้านอย่างเงียบเชียบ ประตูไม่ได้ล็อก

ภายในห้องนอนชั้น 2:

อิชิกามิ ชิซูกะ นอนหลับอยู่ข้างสามี

ฟึ่บ! เสียงปืนเก็บเสียงดังขึ้นหนึ่งนัด กระสุนเจาะหน้าผากสามีของเธอจนเลือดสาดกระจาย ชิซูกะสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ แต่นักฆ่าพุ่งกระโดดทับตัวเธอทันที!

เขายัดผ้าห่มเข้าปากเธอ ใช้แขนรัดคอ และใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวหยิบเข็มฉีดยาออกมาจุ่มขวดยานอนหลับที่เข็มขัด ก่อนจะฉีดเข้าที่หลังคอของเธออย่างรวดเร็ว

ชิซูกะคอพับและหลับไปในอ้อมแขนของเขา

ฉากที่ 6: การส่งมอบ - เวลาตีห้าครึ่ง

รถ SUV สีดำมารับนักฆ่าและร่างที่หมดสติของชิซูกะไปส่งที่คฤหาสน์ของผู้จ้างวาน

เมื่อถึงที่หมาย ชิซูกะได้สติและพยายามวิ่งหนี แต่นักฆ่าตวัดขาเตะเข้าที่ใบหน้าและหน้าอกจนเธอล้มไถลเข้าไปในบ้าน ผู้จ้างวานวัยกลางคนพุ่งเข้าตะครุบตัวเธอเพื่อหวังข่มขืน

ชิซูกะ (ตะโกนเสียงสั่น):

“私をころせ! (ฆ่าฉันซะเลยสิ!)”

นักฆ่านิรนาม (เสียงเรียบเฉย):

“ผมไม่ได้รับคำสั่งให้มาฆ่าคุณ... ผมได้รับคำสั่งให้ฆ่าสามีคุณแล้วพาคุณมาที่นี่เพื่อให้เขาข่มขืนเท่านั้น”

เขาหันไปบอกตัวเลขค่าจ้างกับผู้จ้างวาน: 1,487,615 เยน ก่อนจะเดินหันหลังกลับไปขึ้นรถ SUV โดยไม่สนใจเสียงกรีดร้องของหญิงสาวที่ดังไล่หลังมา

ฉากที่ 7: ภารกิจใหม่ - เวลาสิบโมงเช้า

นักฆ่ากลับมาที่โรงแรม เช็กเอาท์ และรับถุงเงินเยนจากลูกน้องผู้จ้างวาน เขาตรวจสอบเงินในกล่องกระดาษสีน้ำตาลจนพอใจ

เขารูดซิปกระเป๋ากางเกง หยิบโทรศัพท์มือถือเปิดแอปพลิเคชัน TOR Browser และเข้า ProtonMail

มีอีเมลใหม่หัวข้อ: [ขอใช้บริการฆ่า - ญี่ปุ่น]

เนื้อหา: สังหารแก๊งชาย 19 คน (รวมหัวหน้า) พร้อมแนบรูปถ่ายและที่อยู่

นักฆ่ากดตอบตกลงทันที เขาค้นหา Google Maps และวางแผนการเดินทางไปยังพิกัดใหม่ที่บ้านพักใกล้จุดนัดพบของเป้าหมาย

ฉากที่ 8: การอำพรางตัวและการสำรวจ - ช่วงบ่าย

ที่บ้านพักแห่งใหม่ นักฆ่าเริ่มทำการ "เปลี่ยนโฉม"

เขาสวมเสื้อคอกลมลายทางแดงขาวทับด้วยเสื้อเชิ้ต สวมกางเกงผู้หญิงไว้ด้านในทับด้วยกางเกงลำลอง และสวมวิกผมหยักศกสีน้ำตาลแดง

เขาเดินสำรวจรอบบ้านเป้าหมาย (บ้านของ ยูคิ อาโออิ) สลับการถอดและสวมชุดอำพรางในจุดอับสายตาหลังต้นไม้ใหญ่ เพื่อตรวจดูทางเข้าออกและจุดรักษาความปลอดภัยอย่างละเอียด

เขากลับมาที่ห้องพัก วาดผังบ้านของยูคิ อาโออิ ลงในสมุดไดอารี่ และจัดเตรียมอาวุธหนัก:

 * Brügger & Thomet APC PRO 2 กระบอก (พร้อมแม็กกาซีน 10mm กลม 50 นัด)

 * Beretta 93R (ต่อพานท้ายโพลีเมอร์, โหมด Burst)

เขาลองฟังไฟล์เสียง "เสียงปืน 1 นัด" จากเครื่องเล่น MP3 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือล่อหลอก

ฉากที่ 9: วันลงมือ - เวลาเที่ยง

ภายในบ้านของยูคิ อาโออิ:

แก๊ง 19 คนบุกเข้ามาในบ้าน ยูคิ อาโออิ (นักพากย์สาวร่างเล็ก) กำลังจะเดินเข้าห้องนั่งเล่น แต่ถูกหัวหน้าแก๊งพุ่งเข้าล็อคตัวจากด้านหลังจนตัวลอย เธอถูกโยนลงบนเตียงในห้องนอนชั้นล่าง

สมาชิกแก๊งกระจายกำลังเฝ้าตามจุดต่างๆ: บันได, ห้องน้ำ, ประตูหน้า และห้องครัว

ภายนอกบ้าน:

นักฆ่านิรนามในชุดสูทเต็มยศ สวมเสื้อคลุมยาวที่ซ่อนปืน APC PRO และ Beretta ไว้ด้านใน เขาเสียบหูฟัง MP3 เดินเลียบกำแพงมาที่หลังบ้าน

เขาเปิดเครื่องเล่น MP3 เสียงปืนปลอมดังขึ้น! "ปัง!"

คนเฝ้าหลังบ้านหลงกลเดินมาดู นักฆ่าปีนกำแพงขึ้นมาพร้อม APC PRO ติดที่เก็บเสียง

ฟึ่บ! ฟึ่บ!

กระสุนเจาะกะโหลกคนเฝ้าหลังบ้านทั้งสองฝั่งล้มลงขาดใจ นักฆ่าโดดลงสู่ลานหลังบ้านอย่างแผ่วเบา

เขามุ่งหน้าไปที่หน้าต่างห้องครัว ยิงแสกหน้าคนเฝ้าครัวที่โผล่หน้าออกมาดู จากนั้นปีนเข้าไปในบ้าน ยิงเก็บคนที่เฝ้าประตูหน้าและคนเฝ้าหน้าห้องนอนอีกสองคนด้วยความเร็วระดับพระกาฬ

ภายในห้องนอน:

หัวหน้าแก๊งกำลังคร่อมร่างยูคิ อาโออิที่พยายามดิ้นรน ทั้งคู่ชะงักเมื่อเสียงฝีเท้าหยุดลงที่หน้าประตู

ปัง! (เสียงปืนเก็บเสียง)

กระสุนเจาะกลางกบาลหัวหน้าแก๊ง เลือดสาดกระเด็นลงบนผ้าห่มข้างหูของอาโออิ ร่างหนาฟุบลงแน่นิ่ง

ยูคิ อาโออิ กรีดร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว เธอมองร่างไร้วิญญาณสลับกับชายชุดดำที่ยืนถือปืนจ่อมาทางเธอ

นักฆ่านิรนาม (มองด้วยสายตาเย็นชา):

“てつだうな

い (ไม่ได้มาช่วยหรอกนะ)”

[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]

ฉากที่ 10: ภายในห้องนอนชั้นหนึ่ง - ต่อเนื่อง

ยูคิ อาโออิ ตัวสั่นเทาอยู่บนเตียง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างของหัวหน้าแก๊งที่เพิ่งถูกเป่ากระหม่อมยังคงทับขาเธออยู่ครึ่งหนึ่ง นักฆ่านิรนามไม่แม้แต่จะปรายตาชื่นชมผลงาน เขาขยับนิ้วชี้ออกจากไกปืน Brügger & Thomet APC PRO แล้วสอดมันกลับเข้าไปใต้เสื้อคลุมยาวอย่างใจเย็น

อาโออิ (เสียงสั่นเครือ):

"คุณ... คุณเป็นใคร... ใครส่งคุณมา?"

นักฆ่าไม่ตอบ เขาหยิบเครื่องเล่น MP3 ขึ้นมา กดหยุดไฟล์เสียง แล้วหันหลังเดินออกจากห้องนอนไปที่โถงทางเดินกลางบ้าน

ฉากที่ 11: โถงทางเดินและบันไดบ้าน - ต่อเนื่อง

เสียงตะโกนด่าทอเป็นภาษาญี่ปุ่นดังลงมาจากชั้นสอง สมาชิกแก๊งอีก 13 คนที่เหลือเริ่มรู้ตัวว่าเกิดความผิดปกติ พวกเขาได้ยินเสียงกรีดร้องของอาโออิและเสียงของหนักตกพื้น

นักฆ่าหยุดยืนอยู่ที่เชิงบันได เขาล้วงเข้าไปใต้เสื้อคลุมฝั่งซ้าย หยิบ Beretta 93R ที่ต่อพานท้ายโพลีเมอร์ออกมาด้วยมือขวา ส่วนมือซ้ายคว้า APC PRO อีกกระบอกขึ้นมาถือเตรียมพร้อม

คนร้ายคนที่ 6 (ตะโกนจากข้างบน):

"เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้นข้างล่างวะ? หัวหน้า!"

นักฆ่าแหงนหน้ามองเพดาน เขาเห็นเงาร่างคน 3-4 คนกำลังชะโงกหน้าลงมาที่ราวบันได

ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!

นักฆ่ากดไก Beretta ในโหมด Burst เสียงปืนที่ติดที่เก็บเสียงดังเหมือนเสียงแส้ฟาดอากาศ กระสุน 9 มม. พุ่งเข้าเจาะคอและหน้าอกของชายสองคนที่ชะโงกหน้าลงมา ร่างของพวกมันร่วงหล่นลงจากชั้นสองกระแทกพื้นเสียงดัง ตุ้บ!

เขาก้าวเท้าขึ้นบันไดทีละขั้นอย่างมั่นคง

ฉากที่ 12: ชั้นสองของบ้าน - ต่อเนื่อง

เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง นักฆ่าเผชิญหน้ากับสมาชิกแก๊งที่เหลือที่แตกตื่นและพยายามชักอาวุธ สองคนที่เฝ้าหน้าห้องน้ำพยายามจะยกปืนลูกซองขึ้นเล็ง

นักฆ่ากางแขนออกทั้งสองข้าง ยิงปืนสองกระบอกพร้อมกัน!

 * มือขวา (APC PRO): สาดกระสุน 10mm เข้าใส่กลุ่มคนที่ยืนอยู่หน้าห้องนอน

 * มือซ้าย (Beretta 93R): ยิงเก็บคนเฝ้าหน้าห้องน้ำในระยะเผาขน

ปลอกกระสุนกระเด็นร่วงกราวลงบนพื้นพรม เสียงฝีเท้าของเขาที่ก้าวข้ามศพเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอจนน่าสยดสยอง เขาไม่ได้ยิงกราดแบบไร้ทิศทาง แต่ยิงเข้าจุดตายอย่างแม่นยำตามที่วาดไว้ในสมุดไดอารี่

เหลืออีก 6 คน... พวกมันเริ่มถอยร่นเข้าไปในห้องนอนใหญ่ชั้นบนและพยายามปิดประตู

ฉากที่ 13: หน้าห้องนอนใหญ่ชั้นสอง - ต่อเนื่อง

นักฆ่าเดินมาหยุดที่หน้าประตูไม้บานหนา เขาเก็บ Beretta เข้าช่องซองปืน แล้วหยิบแม็กกาซีนกลม (50 นัด) ออกมาเปลี่ยนใส่ APC PRO ทั้งสองกระบอก

เขาเตะประตูโครมเดียวจนบานพับหลุด!

ข้างในนั้น ชายฉกรรจ์ 6 คนที่เหลือหลบอยู่หลังเตียงและตู้เสื้อผ้า พวกมันสาดกระสุนสวนกลับมาด้วยปืนพกและมีดบิน นักฆ่าเอี้ยวตัวหลบเข้าหลังกรอบประตูอย่างรวดเร็ว เขาหยิบเครื่องเล่น MP3 ออกมาอีกครั้ง คราวนี้เขากดปุ่มเปิดไฟล์เสียง "ระเบิดสังหาร" แล้วโยนเครื่องเล่นเข้าไปในห้อง

คนร้ายคนที่ 15:

"ระเบิด!!! หมอบลง!!!"

พวกมันพากันมุดหัวลงต่ำด้วยความเข้าใจผิด นักฆ่าอาศัยจังหวะเสี้ยววินาทีนั้นพุ่งตัวออกไปพร้อมปืนกลมือคู่ในมือ!

[โปรดระบุคำสั่ง หากต้อ

งการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]

ฉากที่ 14: ภายในห้องนอนใหญ่ชั้นสอง - ต่อเนื่อง

ท่ามกลางความสับสนของพวกมันที่หมอบลงเพราะหลงกลเสียงระเบิดปลอม นักฆ่านิรนามพุ่งตัวสไลด์ไปกับพื้นพรม มือทั้งสองข้างที่ถือ Brügger & Thomet APC PRO กางออกเป็นรูปตัววี (V)

ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!

กระสุน 10mm พุ่งออกจากปากกระบอกปืนที่ติดที่เก็บเสียงอย่างต่อเนื่อง สองคนแรกที่กำลังหมอบอยู่หลังโซฟาถูกกระสุนเจาะเข้าที่กลางหลังจนร่างกระตุกแน่นิ่ง นักฆ่าดีดตัวลุกขึ้นยืนในท่ากึ่งนั่งกึ่งคุกเข่า เอี้ยวตัวยิงสกัดคนที่พยายามจะคว้าปืนลูกซองข้างเตียงจนมันกระเด็นหงายหลังไป

เหลืออีก 3 คน... พวกมันเริ่มตระหนักว่าไม่มีระเบิดจริง หนึ่งในนั้นกัดฟันลุกขึ้นหมายจะกระโจนเข้าใส่พร้อมมีดเดินป่า

นักฆ่าไม่ลดปืนลง เขาใช้พานท้ายปืน APC PRO ในมือซ้ายกระแทกเข้าที่ยอดอกของชายคนนั้นจนเสียหลัก แล้วจ่อปากกระบอกปืนเข้าที่ใต้คางก่อนจะกดไกหนึ่งนัด... ร่างนั้นล้มตึงลงทันที

ฉากที่ 15: ภายในห้องนอนใหญ่ - ต่อเนื่อง

สองคนสุดท้ายที่เหลือหวาดกลัวจนสติหลุด พวกมันทิ้งอาวุธและพยายามจะกระโดดออกทางหน้าต่าง แต่นักฆ่านิรนามเร็วกว่า เขาเก็บ APC PRO ลงข้างลำตัวอย่างรวดเร็วแล้วคว้า Beretta 93R ออกมาสะบัดยิงในโหมด Burst เข้าที่ขาของพวกมันทั้งคู่จนร่วงลงไปกองกับพื้นหน้าหน้าต่าง

เสียงโอดครวญดังระงมไปทั่วห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเขม่าปืนและคาวเลือด นักฆ่าเดินเข้าไปหาพวกมันทีละคนอย่างไม่รีบร้อน

เขากดปลายกระบอกปืนลงที่ขมับของคนแรกที่พยายามจะอ้อนวอนขอชีวิต... ฟึ่บ! ...เงียบสนิท

จากนั้นเขาก็หันไปหาคนสุดท้ายที่พยายามจะคลานหนี... ฟึ่บ! ...ภารกิจบนชั้นสองเสร็จสิ้น

ฉากที่ 16: ห้องโถงชั้นล่าง - เวลาถัดมา

นักฆ่าเดินกลับลงมาที่ชั้นล่างอย่างใจเย็น ชุดสูทของเขายังคงดูเรียบกริบแทบไม่มีรอยยับ เขาเดินกลับไปที่ห้องนอนที่ ยูคิ อาโออิ ยังคงนั่งตัวสั่นอยู่บนเตียง

เธอมองดูเขาด้วยสายตาที่ผสมปนเปกันระหว่างความขอบใจและความสยองขวัญ ร่างของหัวหน้าแก๊งที่นอนตายอยู่ข้างเธอเริ่มมีเลือดไหลนองลงพื้นจนถึงเท้าของเธอ

นักฆ่าเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าเตียง เขาหยิบสมุดไดอารี่เล่มเบ้อเร่อออกมาจากใต้เสื้อคลุม เปิดไปยังหน้าที่มีผังบ้านหลังนี้ แล้วใช้ปากกาขีดเครื่องหมาย 'X' ทับลงบนรูปบ้านและรายชื่อเป้าหมายทั้ง 19 คนที่เขาเพิ่งจัดการไป

อาโออิ (เสียงสั่น):

"คุณ... คุณฆ่าพวกมันหมดแล้วเหรอ?"

นักฆ่าปิดสมุดไดอารี่เสียงดัง ปึ่ก! เขาไม่ได้ตอบคำถามเธอ แต่เขากลับเดินไปที่หน้าต่างห้องนอน เปิดมันออก แล้วมองออกไปที่ถนนด้านนอกอย่างใช้ความคิด

ฉากที่ 17: มุมมองจากหน้าต่าง - ต่อเนื่อง

ที่ปากซอยห่างออกไป... รถยนต์คันหนึ่งกำลังขับเข้ามาอย่างช้าๆ มันไม่ใช่รถตำรวจ และไม่ใช่รถของผู้จ้างวานที่เขาคุ้นเคย

นักฆ่ารูดซิปกระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา มีอีเมลใหม่เด้งเข้ามาใน ProtonMail อีกหนึ่งฉบับ หัวเรื่องเป็นภาษาญี่ปุ่นเขียนว่า: [ข้อมูลเพิ่มเติม: เป้าหมายที่ 20]

เขานิ่งไปครู่หนึ่งเมื่ออ่านเนื้อหาในอีเมล... ก่อนจะปรายตาไปมอง ยูคิ อาโออิ ที่ยังคงนั่งอยู่บนเตียง

นักฆ่านิรนาม (พึมพำกับตัวเอง):

"แผนสำรอง... เริ่มทำงาน"

เขาหยิบขวดยานอนหลับที่เหลือและเข็มฉีดยาออกมาจากหลังเข็มขัดอีกครั้ง

[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]

ฉากที่ 18: ภายในห้องนอนของยูคิ อาโออิ - ต่อเนื่อง
ยูคิ อาโออิ ถอยกรูดไปจนหลังชนหัวเตียงเมื่อเห็นนักฆ่านิรนามหยิบเข็มฉีดยาออกมา แสงไฟสลัวในห้องสะท้อนกับไซริงค์แก้วดูเยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัว
อาโออิ (ตะโกน):
"ไม่! อย่าทำอะไรฉัน! ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด!"
นักฆ่าไม่พูดพล่ามทำเพลง เขาพุ่งตัวเข้าหาเธอด้วยความเร็วที่มองแทบไม่ทัน อาโออิพยายามจะขัดขืนด้วยการคว้าโคมไฟข้างเตียงฟาดใส่ แต่เขารับมันได้ด้วยมือเปล่าก่อนจะบิดข้อมือเธอเบาๆ จนโคมไฟหลุดมือ เขาใช้มวลร่างกายกดทับร่างเล็กของเธอไว้เหมือนที่เคยทำกับชิซูกะ
เขาใช้มือซ้ายที่สวมถุงมือบีบกรามของเธอให้เผยอออกเล็กน้อยเพื่อให้หายใจลำบากและลดการส่งเสียง จากนั้นจึงปักเข็มลงที่เส้นเลือดบริเวณลำคออย่างแม่นยำ
นักฆ่านิรนาม (กระซิบข้างหู):
"หลับซะ... งานนี้มันเริ่มซับซ้อนกว่าที่ตกลงกันไว้"
ดวงตาของอาโออิเริ่มพร่ามัว เรี่ยวแรงที่พยายามผลักไสเลือนหายไป จนกระทั่งคอของเธอพับลงและเข้าสู่ภวังค์แห่งการหลับไหล นักฆ่าประคองร่างเธอลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา เขาจัดท่าทางให้เธอเหมือนคนนอนหลับปกติ ก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเธอจนถึงอก
ฉากที่ 19: บริเวณโถงหน้าบ้าน - ต่อเนื่อง
นักฆ่าเดินออกมาที่ห้องโถง เขาหยิบปืน Walther PPK จากซองปืนใต้เสื้อนอกขึ้นมาเช็กดูอีกครั้ง เขาถอดที่เก็บเสียงจาก Beretta 93R มาสวมเข้ากับ Walther แทนเพื่อความคล่องตัวในที่แคบ
รถยนต์ลึกลับคันนั้นดับไฟหน้าและมาจอดสนิทอยู่ที่หน้าประตูรั้ว
เขาเดินไปที่มุมมืดข้างประตูบ้าน รูปร่างที่สูงใหญ่หายลับไปกับเงาของผ้าม่านหนาหนัก เขาเริ่มนับจังหวะในใจ... หนึ่ง... สอง... สาม...
แกร๊ก...
เสียงกุญแจผีสะเดาะกลอนประตูรั้วดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่มากกว่าหนึ่งคู่เดินลัดเลาะผ่านลานบ้านตรงมายังตัวตึก นักฆ่านิรนามไม่ได้ตื่นตระหนก เขาเปิดสมุดไดอารี่ในมือขึ้นมาดูหน้า "แผนสำรองที่ 4" ซึ่งเขาวาดลูกศรชี้ไปยังท่อระบายอากาศและช่องเซอร์วิสบนเพดาน
เขากระโดดขึ้นคว้าขอบช่องเซอร์วิสบนเพดานโถงทางเดิน แล้วดึงตัวหายวับขึ้นไปด้านบนอย่างเงียบเชียบ พร้อมปิดฝาครอบกลับเข้าที่เดิมพอดีกับที่ประตูบ้านถูกผลักเข้ามา
ฉากที่ 20: ภายในโถงบ้าน (มุมมองจากช่องเพดาน) - ต่อเนื่อง
ชายชุดสูทสีเทาสองคนเดินเข้ามาในบ้าน พวกเขาไม่ได้แต่งตัวเหมือนแก๊งนักเลง 19 คนแรก แต่ดูเหมือน "เจ้าหน้าที่" หรือ "มืออาชีพ" มากกว่า ทั้งคู่ถือปืนพกติดที่เก็บเสียงรุ่นมาตรฐาน และมีวิทยุสื่อสารที่หู
ชายชุดสูทเทา 1 (พูดใส่วิทยุ):
"สถานะ: เคลียร์ชั้นหนึ่ง... พบศพเป้าหมายกลุ่มแรกทั้งหมดแล้ว ดูเหมือนฝีมือ 'นิรนาม' จริงตามที่สายรายงาน"
ชายชุดสูทเทา 2:
"แล้วผู้หญิงล่ะ? นายใหญ่กำชับว่าห้ามให้ 'นิรนาม' รู้ว่าเป้าหมายที่ 20 คือตัวมันเองหลังจากงานนี้จบ"
นักฆ่านิรนามที่ซุ่มอยู่บนเพดานขมวดคิ้ว คิ้วหนาของเขาชนกันใต้หน้าผากกว้าง เขาเปิดดูอีเมลในโทรศัพท์อีกครั้ง หัวข้อ [เป้าหมายที่ 20] ที่เขาเพิ่งได้รับ... ไฟล์แนบที่เขายังไม่ได้เปิดดูคือ รูปถ่ายตัวเขาเอง ในชุดที่ใส่ลงจากสนามบิน!
นี่คือแผน "ฆ่าปิดปากนักฆ่า" หลังจากที่เขากำจัดแก๊ง 19 คนที่เป็นเสี้ยนหนามของผู้จ้างวานเสร็จสิ้น
ฉากที่ 21: บนช่องเพดาน - ต่อเนื่อง
นักฆ่านิรนามรูดซิปกระเป๋ากางเกงเก็บโทรศัพท์ เขาหยิบ ไม้ขีดไฟ ก้านใหม่ขึ้นมาคาบที่ปาก สายตาเปลี่ยนเป็นเย็นชาและดุดันกว่าเดิม
เขารู้ดีว่าเป้าหมายที่ 20 ไม่ใช่ยูคิ อาโออิ... แต่คือ ตัวเขาเอง และชายสองคนที่อยู่ข้างล่างนี้คือ "ผู้เก็บกวาด" ที่ถูกส่งมาจัดการเขา
เขามองผ่านช่องว่างของฝาเพดาน เล็งไปที่กลางศีรษะของชายสูทเทาที่ยืนอยู่ตรงตำแหน่งพอดี
นักฆ่านิรนาม (คิดในใจ):
ค่าจ้างหนึ่งล้านสี่แสนเยนนั่น... สงสัยต้องบวกค่าทำศพเพิ่มอีกหน่อย
เขาขยับตัวเตรียมพุ่งลงไปจากเพดานเพื่อเปิดฉากสังหารระลอกใหม่...
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 22: โถงทางเดินชั้นหนึ่ง - ต่อเนื่อง
ปัง! (เสียงปืนติดที่เก็บเสียงจาก Walther PPK)
ฝาเพดานแง้มออกเพียงนิดเดียว กระสุนเจาะเข้ากลางกะโหลกของชายชุดสูทเทาคนที่หนึ่งจนเขาล้มลงทั้งยืนโดยไม่มีแม้แต่เสียงร้อง ชายคนที่สองชะงักและรีบหันปืนขึ้นไปที่เพดาน แต่ทว่า... นักฆ่านิรนามไม่ได้อยู่ที่ช่องเดิมแล้ว
เขาเคลื่อนที่ไปตามช่องเซอร์วิสอย่างรวดเร็วเหมือนสัตว์ป่าที่คุ้นเคยกับพื้นที่ ก่อนจะถีบฝาเพดานอีกจุดที่อยู่ด้านหลังชายคนที่สองจนหลุดกระแทกพื้น นักฆ่าทิ้งตัวลงมาอย่างแผ่วเบาเหมือนแมวในขณะที่ชายคนนั้นยังหันหลังจ่อปืนค้างไว้ที่รูเพดานจุดแรก
นักฆ่าใช้มือซ้ายคว้าคอเสื้อสูทเทาของมันจากด้านหลัง แล้วใช้มือขวาที่ถือ Walther PPK กระแทกพานท้ายเข้าที่ขมับอย่างแรงจนมันมึนงง เขาไม่ได้ยิงซ้ำทันที แต่ล็อคคอของมันไว้เป็นโล่กำบังสายตาจากหน้าประตู
นักฆ่านิรนาม (กระซิบด้วยเสียงเย็นเยียบ):
"ใครส่งแกมา? ตอบให้ตรงกับที่ฉันเขียนไว้ในไดอารี่... แล้วฉันจะฉีดยานอนหลับให้แทนกระสุน"
ฉากที่ 23: บริเวณลานบ้านและทางเข้า - ต่อเนื่อง
ชายชุดสูทเทาคนที่สองสำลักเลือด พยายามจะเอื้อมมือไปกดปุ่มวิทยุสื่อสาร แต่นักฆ่าบิดข้อมือของมันจนกระดูกแตกเสียงดัง กร๊อบ!
ชายชุดสูทเทา 2 (กัดฟันตอบ):
"นายใหญ่... เขาไม่ต้องการให้มีพยานเรื่องแก๊งสิบเก้าคน... แกมันก็แค่เบี้ยที่ใช้งานเสร็จแล้ว..."
นักฆ่าไม่เปลี่ยนสีหน้า เขาหยิบเข็มฉีดยาอันสุดท้ายที่เหลืออยู่ออกมา แต่มันไม่ใช่ยานอนหลับ... มันคือของเหลวสีใสที่เขาเตรียมไว้สำหรับแผนสำรองฉุกเฉิน เขาปักเข็มเข้าที่โคนขาของชายคนนั้นแล้วเดินถอยหลังออกมา
ชายชุดสูทเทาคนนั้นเริ่มดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดก่อนจะแน่นิ่งไปในเวลาไม่กี่วินาที นักฆ่าเก็บ Walther PPK เข้าซองปืน แล้วหันไปมองร่างของ ยูคิ อาโออิ ที่ยังคงหลับสนิทอยู่ในห้องนอน
เขาเดินกลับไปที่ห้องนอนของเธออีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อทำร้าย แต่เขาหยิบสมุดไดอารี่ออกมาวาดเส้นทางหลบหนีใหม่ที่เขาเพิ่งตัดสินใจสดๆ ร้อนๆ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิด TOR Browser อีกครั้งเพื่อตรวจสอบที่อยู่ของผู้จ้างวานที่ส่งเป้าหมายที่ 20 มาให้เขา
ฉากที่ 24: ภายในห้องนอน - ต่อเนื่อง
นักฆ่าถอดเสื้อคลุมตัวยาวออก เผยให้เห็นชุดสูทธุรกิจที่ยังคงสะอาดสะอ้าน เขาหยิบเป้ขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในชั้นแรกของกระเป๋าเดินทางออกมาบรรจุแม็กกาซีนที่เหลือและกระสุนสำรอง เขาเดินไปที่ข้างเตียง ย่อตัวลงมองหน้ายูคิ อาโออิครู่หนึ่ง
เขารู้ว่าถ้าทิ้งเธอไว้ที่นี่ เธอจะเป็นเหยื่อรายต่อไปของ "ผู้เก็บกวาด" ที่กำลังจะแห่กันมาเพิ่ม
เขารูดซิปกระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปใบหน้าของอาโออิเก็บไว้ จากนั้นเขาก็อุ้มร่างเล็กของเธอพาดบ่า มือขวาคว้ากระเป๋าเดินทางล้อลากที่เตรียมไว้ตั้งแต่แรก
นักฆ่านิรนาม (พึมพำ):
"แผนหลักพัง... แผนสำรองเริ่มล้มเหลว... ถึงเวลาสำหรับแผนสุดท้าย"
เขาเดินออกไปทางประตูหลังบ้าน เลียบกำแพงไปทางทิศตะวันออกที่เขาวาดไว้ในไดอารี่ว่าเป็นจุดที่รถแท็กซี่จะมาถึงในอีก 3 นาทีตามการจองล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันที่เขาตั้งเวลาไว้
ฉากที่ 25: ถนนหน้าซอย - เวลาบ่ายโมงสิบห้านาที
รถแท็กซี่สีเหลืองจอดรออยู่ที่มุมถนน นักฆ่าในชุดสูทอุ้มอาโออิที่ห่มผ้าคลุมยาวสีดำ (เสื้อคลุมของเขา) เดินขึ้นรถไปเหมือนนักธุรกิจที่กำลังพาภรรยาที่ป่วยไปโรงพยาบาล
คนขับแท็กซี่:
"ไปไหนครับท่าน?"
นักฆ่าไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่ส่งโทรศัพท์ที่เปิดพิกัด Google Maps ให้ดู มันเป็นที่อยู่ของ "เซฟเฮาส์" นอกเมืองที่เขาไม่เคยเขียนไว้ในสมุดไดอารี่เล่มไหนเลย
ในขณะที่รถเคลื่อนตัวออกไป นักฆ่าเปิดโทรศัพท์ดูอีเมลฉบับล่าสุดอีกครั้ง คราวนี้มีอีเมลใหม่ถูกส่งมาจากผู้จ้างวานคนแรก (คนที่จ้างเขาฆ่าสามีชิซูกะ) มีข้อความสั้นๆ ว่า:
[ยินดีด้วยที่รอดมาได้... สนใจงานกำจัด 'ผู้จ้างวานคนที่สอง' ไหม?]
นักฆ่านิรนามขยับไม้ขีดไฟในปาก แววตาของเขาสะท้อนกับแสงแดดที่ลอดผ่านกระจกรถ เขาเริ่มหยิบปากกาขึ้นมาเขียนหน้าใหม่ในไดอารี่ที่ว่างเปล่า...
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 26: บนรถแท็กซี่ - ระหว่างทางออกนอกเมือง
บรรยากาศภายในรถเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ นักฆ่านิรนามนั่งนิ่งราวกับรูปปั้น สายตามองตรงไปยังถนนข้างหน้า มือซ้ายของเขายังคงประคองร่างที่หลับใหลของ ยูคิ อาโออิ ให้พิงกับไหล่เพื่อไม่ให้คนขับแท็กซี่สงสัย
เขากดนิ้วลงบนหน้าจอโทรศัพท์ ตอบกลับอีเมลของผู้จ้างวานคนแรกสั้นๆ:
[ราคาเดิม... บวกค่าเหนื่อยจากแผนที่ผิดพลาดอีกสองเท่า]
ไม่นานนัก ข้อความตอบกลับก็เด้งขึ้นมา:
[ตกลง เงินจะถูกโอนเข้าบัญชีลับทันทีที่งานจบ... เป้าหมายกำลังรอแกอยู่ที่โกดังเก็บไวน์ย่านชิบุยะ]
นักฆ่าหรี่ตาลง เขาหยิบสมุดไดอารี่ขึ้นมาเปิดหน้าว่าง พลิกหาข้อมูลย่านชิบุยะที่เขาเคยสเก็ตช์ภาพไว้คร่าวๆ เมื่อหลายปีก่อน เขาเริ่มลากเส้นปากกาเป็นทางเข้าและทางออกของโกดังไวน์อย่างรวดเร็ว แม้รถจะสั่นสะเทือนแต่เส้นปากกาของเขายังคงนิ่งและแม่นยำ
ฉากที่ 27: เซฟเฮาส์ลับ ชานกรุงโตเกียว - เวลาบ่ายสามโมง
แท็กซี่จอดส่งเขาที่บ้านไม้เก่าๆ หลังหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่หลังดงไม้หนาทึบ นักฆ่าอุ้มอาโออิลงจากรถและลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปข้างใน เมื่อล็อกประตูแน่นหนา เขาจึงวางเธอลงบนเตียงไม้ที่ปกคลุมด้วยฝุ่นบางๆ
เขาเปิดกระเป๋าเดินทางชั้นที่สอง หยิบอุปกรณ์ชุดใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในฉากก่อนหน้าออกมา:
 * มีดพกสปริง (Switchblade) สองเล่ม
 * เครื่องดักฟังขนาดจิ๋ว
 * ระเบิดควันทำเอง 2 ลูก (ลักษณะคล้ายกระป๋องสเปรย์)
เขาถอดชุดสูทธุรกิจออก เปลี่ยนเป็นเสื้อยืดสีดำรัดรูปทับด้วยแจ็คเก็ตหนังสีเข้มที่ดูทะมัดทะแมงขึ้น เขาหยิบ แว่นตาดำ มาสวม และไม่ลืมที่จะหยิบไม้ขีดไฟก้านใหม่มาคาบไว้ที่ปาก
เขาหันไปมองอาโออิที่เริ่มขยับตัวเล็กน้อยเพราะฤทธิ์ยาเริ่มอ่อนลง เขาหยิบกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งเขียนข้อความทิ้งไว้ข้างตัวเธอ: "อยู่ที่นี่จนกว่าฉันจะกลับมา ถ้าอยากรอดห้ามเปิดประตูให้ใคร"
ฉากที่ 28: ย่านชิบุยะ โกดังเก็บไวน์ - เวลาหกโมงเย็น
แสงไฟนีออนของชิบุยะเริ่มทำงาน แต่นักฆ่านิรนามเดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกมืดด้านหลังโกดังขนาดใหญ่ เขาหยุดเช็กหน้าต่างระบายอากาศที่อยู่สูงขึ้นไปประมาณ 3 เมตร
เขาใช้ทักษะการปีนป่ายที่ฝึกฝนมาอย่างดี เหวี่ยงตัวขึ้นไปเกาะขอบหน้าต่างแล้วแทรกตัวเข้าไปข้างในอย่างรัดกุม
ภายในโกดัง:
กลิ่นไวน์และไม้โอ๊คอบอวลไปทั่ว บริเวณโถงกลางมีโต๊ะไม้ตัวใหญ่ตั้งอยู่ ผู้จ้างวานคนที่สอง (ชายวัยกลางคนสวมสูทหรู) กำลังนั่งสูบซิการ์อย่างสบายอารมณ์ รอบตัวเขามีบอดี้การ์ดสวมชุดดำพร้อมอาวุธครบมือไม่ต่ำกว่า 10 คน
ผู้จ้างวานคนที่สอง (พูดใส่โทรศัพท์):
"หาศพมันไม่เจอหมายความว่ายังไง? มันโดนล้อมขนาดนั้น ไม่รอดหรอก! ไปตรวจดูที่บ้านพักมันอีกรอบ!"
นักฆ่านิรนามที่ซุ่มอยู่บนคานไม้ด้านบน มองลงมาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณนักล่า เขาค่อยๆ ดึง ที่เก็บเสียง ออกมาหมุนใส่เข้ากับปากกระบอกปืน Brügger & Thomet APC PRO ทั้งสองกระบอก
ฉากที่ 29: บนคานไม้โกดังไวน์ - ต่อเนื่อง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปล่อยให้ไม้ขีดไฟสั่นไหวอยู่ที่มุมปากเบาๆ เขาไม่ได้เริ่มยิงทันที แต่หยิบเครื่องเล่น MP3 ขึ้นมาเลือกไฟล์เสียงใหม่ที่ชื่อว่า "เสียงสัญญาณไฟไหม้"
เขาโยนเครื่องเล่น MP3 ไปที่มุมห้องฝั่งตรงข้าม
วี้ดดดดด! วี้ดดดดด!
เสียงสัญญาณดังลั่น บอดี้การ์ดสี่คนแยกตัวออกไปตรวจดูต้นทางเสียงทันทีตามสัญชาตญาณ นักฆ่านิรนามอาศัยจังหวะที่การป้องกันเบาบางลง พุ่งตัวลงจากคานไม้ลงมาบนชั้นวางถังไวน์ที่ซ้อนกันอยู่สูงลิบ
ฟึ่บ! ฟึ่บ!
กระสุน 10mm เจาะทะลุถังไวน์และพุ่งเข้าใส่หน้าอกของบอดี้การ์ดสองคนที่อยู่ใกล้ที่สุดจนร่างทรุดฮวบ ไวน์แดงสีเลือดไหลทะลักออกมาผสมกับเลือดจริงที่นองเต็มพื้น
ผู้จ้างวานคนที่สองสะดุ้งสุดตัว ทิ้งซิการ์ลงพื้นและพยายามจะวิ่งหนีไปที่ประตูทางออกลับ
นักฆ่านิรนาม (ตะโกนเสียงกร้าว):
"เป้าหมายที่ยี่สิบ... มาส่งงานแล้ว!"
เขากระโดดลงสู่พื้นโถงกลาง ท่ามกลางเสียงปืนที่เริ่มระดมยิงสวนมาจากบอดี้การ์ดที่เหลือ...
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 30: ภายในโกดังเก็บไวน์ - ต่อเนื่อง
เสียงปืนจากฝั่งบอดี้การ์ดสาดกระสุนเข้าใส่จุดที่นักฆ่านิรนามเพิ่งกระโดดลงมาจนเศษไม้จากถังไวน์กระจุยกระจาย นักฆ่าม้วนตัวหลบเข้าหลังเสาเหล็กขนาดใหญ่ได้อย่างหวุดหวิด เขาเปลี่ยนแม็กกาซีนปืน APC PRO อย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญที่ฝึกมานับพันครั้ง
บอดี้การ์ดคนที่ 3 (ตะโกน):
"ล้อมมันไว้! มันมีคนเดียว!"
บอดี้การ์ดสามคนกระจายกำลังโอบล้อมเสาเหล็กที่นักฆ่าซ่อนตัวอยู่ อีกสองคนคุ้มกันผู้จ้างวานคนที่สองที่กำลังพยายามกดรหัสผ่านที่ประตูเหล็กหนาหลังโกดัง
นักฆ่านิรนามเหลือบมองกระจกเงาเล็กๆ ที่เขาแอบติดไว้ที่ปลายรองเท้าเพื่อดูมุมอับสายตา (เทคนิคที่เขาเขียนไว้ในไดอารี่หน้าแผนสำรองที่ 12) เขาเห็นบอดี้การ์ดคนหนึ่งกำลังขยับเข้ามาทางขวาในระยะห้าก้าว
เขาคว้า ระเบิดควันทำเอง ออกมาแล้วปาลงพื้นทันที!
ฟู่!!!
ควันสีขาวหนาทึบพุ่งกระจายเต็มพื้นที่บดบังทัศนวิสัยทั้งหมด นักฆ่าไม่ได้หนี แต่เขาใส่แว่นตาที่มีระบบ Thermal (ตรวจจับความร้อน) ซึ่งเขาดัดแปลงไว้ในกรอบแว่นดำ (ชิ้นส่วนที่เขาซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกงซิปข้างซ้าย)
ฉากที่ 31: ภายในม่านควัน - ต่อเนื่อง
ผ่านเลนส์แว่นพิเศษ นักฆ่าเห็นร่างสีส้มแดงของบอดี้การ์ดที่กำลังเงอะงะอยู่ในกลุ่มควัน เขาก้าวเท้าออกไปอย่างเงียบเชียบเหมือนวิญญาณ
ฟึ่บ!
มีดพกสปริงในมือซ้ายพุ่งเข้าปักที่ลำคอของบอดี้การ์ดคนแรกอย่างแม่นยำ ก่อนที่มันจะทันได้เหนี่ยวไก ในขณะที่มือขวาเขายก APC PRO ขึ้นยิงแสกหน้าบอดี้การ์ดอีกคนที่อยู่ห่างออกไปสามเมตร
เขายังคงเคลื่อนที่ต่อไปตามจังหวะที่เขาวาดไว้ในหัว ผู้จ้างวานคนที่สองเริ่มกรีดร้องด้วยความลนลานเพราะประตูเหล็กยังไม่ยอมเปิด
ผู้จ้างวานคนที่สอง:
"เปิดสิวะ! ไอ้พวกโง่! เข้าไปฆ่ามันสิ!"
นักฆ่าสลัดควันออกมาโผล่ที่ด้านหลังของกลุ่มคุ้มกันหน้าประตู เขาไม่ใช้ปืน แต่ใช้พานท้ายปืนกระแทกเข้าที่ท้ายทอยของบอดี้การ์ดคนหนึ่งจนสลบ แล้วคว้าตัวมันมาล็อคคอไว้ ชายชุดดำที่เหลืออีกสองคนหันปืนมาแต่ไม่กล้ายิงเพราะกลัวโดนพวกเดียวกัน
นักฆ่านิรนาม (เสียงเหี้ยม):
"พวกแกได้ค่าแรงเท่าไหร่? พอค่าทำศพไหม?"
เขาเหวี่ยงร่างบอดี้การ์ดในมือเข้าใส่พวกมัน แล้วสาดกระสุน APC PRO ชุดสุดท้ายใส่ขาของพวกมันจนล้มลงกองกับพื้น
ฉากที่ 32: หน้าประตูเหล็กหลังโกดัง - ต่อเนื่อง
ม่านควันเริ่มจางลง นักฆ่านิรนามเดินเข้าไปหาผู้จ้างวานคนที่สองที่ตอนนี้ทรุดตัวลงคุกเข่าหน้าประตูเหล็ก ใบหน้าที่เคยอวดดีเต็มไปด้วยเหงื่อและความหวาดกลัว
นักฆ่าใช้เท้าถีบปืนพกที่ตกอยู่ใกล้ๆ มือผู้จ้างวานออกไปไกลๆ แล้วจ่อปลายกระบอกปืนที่ยังร้อนระอุไปที่หน้าผากของเขา
ผู้จ้างวานคนที่สอง (ละล่ำละลัก):
"ดะ... เดี๋ยวก่อน! ฉันจะจ่ายให้แกมากกว่าเดิมสามเท่า... ห้าเท่าเลยก็ได้! อย่าฆ่าฉัน!"
นักฆ่าขยับไม้ขีดไฟในปากไปอีกมุมหนึ่งของริมฝีปาก เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิด TOR Browser แล้วยื่นหน้าจอที่มีรูป ยูคิ อาโออิ ให้ชายคนนั้นดู
นักฆ่านิรนาม:
"งานที่แกจ้างให้ฆ่าสิบเก้าคนน่ะ จบไปแล้ว... แต่งานที่แกส่งรูปฉันมาเป็นเป้าหมายที่ยี่สิบ... ฉันยังไม่ได้คิดบัญชี"
เขาเอื้อมมือไปหยิบ เครื่องดักฟังขนาดจิ๋ว ที่เขาแอบติดไว้ที่ตัวชายคนนี้ตอนที่พุ่งลงมาจากคานไม้ (ซึ่งเขาทำได้สำเร็จตอนที่พุ่งผ่านไปในฉากที่ 29) เขาเปิดเสียงย้อนหลังที่ชายคนนี้สั่งฆ่าปิดปากเขาให้เจ้าตัวฟัง
นักฆ่านิรนาม:
"ในไดอารี่ของฉัน... คนที่หักหลังคนทำงาน จะไม่มีแผนสำรองให้รอดชีวิต"
เขาขยับนิ้วเข้าหาไกปืนอย่างช้าๆ ในขณะที่เสียงไซเรนรถตำรวจเริ่มดังแว่วมาจากที่ไกลๆ...
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 33: บริเวณหน้าประตูเหล็กหลังโกดัง - ต่อเนื่อง
เสียงไซเรนรถตำรวจดังใกล้เข้ามาทุกขณะ แสงสีแดงน้ำเงินสะท้อนวับแวมลอดผ่านช่องหน้าต่างสูงของโกดัง นักฆ่านิรนามนิ่งสนิทราวกับเวลาหยุดหมุน นิ้วของเขาสัมผัสไกปืน APC PRO อย่างแผ่วเบา แต่กลับไม่เหนี่ยวไกในทันที
ผู้จ้างวานคนที่สองหลับตาปี๋ ตัวสั่นงันงกจนฟันกระทบกัน เสียงลมหายใจหอบถี่ของเขาดังก้องในความเงียบ
นักฆ่านิรนาม (ลดปืนลงเล็กน้อย):
"ตำรวจมาเร็วเกินไป... ใครเรียก?"
เขาขมวดคิ้ว คิ้วหนาชนกันเป็นปม แผนในไดอารี่ของเขาคำนวณไว้ว่าตำรวจจะใช้เวลาอย่างน้อย 15 นาทีหลังจากเสียงปืนนัดแรก แต่นี่เพิ่งผ่านไปไม่ถึง 7 นาที เขาหันไปมองเครื่องดักฟังในมือ แล้วตระหนักได้ทันทีว่าสัญญาณนั้นไม่ได้ส่งไปที่เขาคนเดียว แต่มันถูก 'พ่วง' สัญญาณส่งพิกัดไปที่สถานีตำรวจโดยใครบางคน
เขารู้ทันที... ผู้จ้างวานคนแรก (คนที่จ่ายเงินให้เขาฆ่าสามีชิซูกะ) ไม่ได้แค่ต้องการกำจัดศัตรูทางธุรกิจ แต่มันต้องการกำจัดทั้งคู่ไปพร้อมกันในที่เดียว
ฉากที่ 34: ทางออกฉุกเฉินและลานจอดรถด้านหลัง - ต่อเนื่อง
นักฆ่ากระชากคอเสื้อผู้จ้างวานคนที่สองให้ลุกขึ้นอย่างแรง
นักฆ่านิรนาม:
"เปิดประตู! เดี๋ยวนี้!"
เขากดปืนเข้าที่สีข้าง ชายวัยกลางคนรีบกดรหัสผ่านตัวเลขสี่หลักอย่างรวดเร็ว ประตูเหล็กเปิดออกเสียงดัง ครืด... นักฆ่าเหวี่ยงร่างผู้จ้างวานออกไปข้างนอกก่อนจะพุ่งตัวตามออกมา แสงไฟสปอตไลท์จากรถตำรวจหลายคันสาดส่องเข้ามาที่ลานจอดรถด้านหลังทันที
ตำรวจ (ตะโกนผ่านลำโพง):
"วางอาวุธลง! ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ!"
นักฆ่าไม่ได้ทำตาม เขามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว แผนสำรองที่ 18: "ความโกลาหลคือทางรอด" เขาหยิบระเบิดควันก้อนสุดท้ายที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงซิปข้างขวาออกมา แต่มันไม่ใช่ควันสีขาวธรรมดา มันคือควันผสมสารระคายเคืองที่เขาปรุงขึ้นเอง
เขาปามันลงพื้นระหว่างรถตำรวจกับจุดที่เขายืนอยู่ ควันสีเหลืองหม่นพุ่งกระจายออกไปเป็นวงกว้าง
ฉากที่ 35: ท่ามกลางหมอกควันสีเหลือง - ต่อเนื่อง
ความวุ่นวายเกิดขึ้นในพริบตา ตำรวจหลายคนเริ่มไอและแสบตา นักฆ่าใช้จังหวะนี้กระโดดขึ้นหลังรถ SUV คันหนึ่งที่จอดทิ้งไว้ เขาไม่ได้หนีออกไปที่ถนนใหญ่ แต่เขากลับมุ่งหน้าไปยัง ตู้คอนเทนเนอร์ ที่ตั้งเรียงรายอยู่ข้างโกดัง
เขาเหวี่ยงร่างผู้จ้างวานคนที่สองเข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์ที่เปิดอ้าไว้ลูกหนึ่ง ก่อนจะมุดตามเข้าไปแล้วปิดล็อกประตูจากด้านใน
ภายในตู้คอนเทนเนอร์:
ความมืดมิดปกคลุม มีเพียงแสงสลัวที่ลอดผ่านรอยแยก นักฆ่านิรนามคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา กดเข้าแอปพลิเคชันพิเศษที่ใช้ควบคุมโดรนจิ๋วที่เขาแอบปล่อยทิ้งไว้บนหลังคาโกดังตั้งแต่ตอนเข้ามา
หน้าจอแสดงภาพจากมุมสูง: ตำรวจกำลังล้อมโกดังไว้หมด แต่มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจอดซุ่มอยู่ในมุมมืดห่างออกไปสองบล็อก คนขี่สวมชุดหนังสีดำสนิทและกำลังมองดูความวุ่นวายผ่านกล้องส่องทางไกล
นักฆ่านิรนาม (พึมพำผ่านไม้ขีดไฟ):
"เก็บกวาดระลอกที่สามสินะ..."
เขารู้วิธีแก้เผ็ดผู้จ้างวานคนแรกแล้ว เขาหันไปหาผู้จ้างวานคนที่สองที่นั่งกองอยู่บนพื้น
นักฆ่านิรนาม:
"ถ้าอยากรอด... บอกรหัสบัญชีลับของแกมา แล้วฉันจะส่งแกไปให้ตำรวจในฐานะ 'พยานสำคัญ' ที่จะลากคอไอ้คนแรกเข้าคุก"
ฉากที่ 36: เซฟเฮาส์ลับ - เวลาเดียวกัน
ในขณะที่นักฆ่ากำลังติดอยู่กลางวงล้อม ที่เซฟเฮาส์... ยูคิ อาโออิ เริ่มขยับเปลือกตา ดวงตาชั้นเดียวของเธอเปิดขึ้นอย่างช้าๆ เธอมองเห็นเพดานไม้เก่าๆ และได้กลิ่นฝุ่น
เธอค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง รู้สึกมึนงงที่ศีรษะ สายตาของเธอเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตที่นักฆ่าทิ้งไว้ แต่เธอกลับเห็นบางอย่างที่มากกว่านั้น... สมุดไดอารี่เล่มเบ้อเร่อ ของนักฆ่านิรนามวางลืมไว้ที่ปลายเตียง เพราะความรีบร้อนในแผนสุดท้ายทำให้เขาทิ้ง 'หัวใจ' ของงานเขาไว้ที่นี่
อาโออิเอื้อมมือไปเปิดสมุดเล่มนั้น หน้าที่เปิดค้างไว้คือ รูปวาดใบหน้าของเธอ ที่มีข้อความกำกับด้วยลูกศรว่า: "เป้าหมายที่ต้องปกป้อง - ลำดับความสำคัญสูงสุด (เหนือกว่าชีวิตตนเอง)"
ทันใดนั้นเอง... เสียงรถยนต์ขับมาจอดที่หน้าบ้านไม้เก่าหลังนั้น อาโออิสะดุ้งสุดตัว เธอจำเสียงเครื่องยนต์นั้นได้... มันคือรถ SUV สีดำแบบเดียวกับที่ลักพาตัวเธอมา
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 37: ภายในตู้คอนเทนเนอร์ ย่านชิบุยะ - ต่อเนื่อง
ผู้จ้างวานคนที่สองหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นสายตาที่จริงจังของนักฆ่า เขาไม่มีทางเลือกอื่นจึงรีบกระซิบเลขรหัสบัญชีสวิสและพาสเวิร์ดให้นักฆ่าได้ยิน นักฆ่านิรนามพิมพ์ข้อมูลลงในโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะกดส่งไฟล์เสียงดักฟังการจ้างวานทั้งหมดเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ของกรมตำรวจโดยตรงผ่านแอปพลิเคชันนิรนาม
"นั่นสำหรับค่าเหนื่อยที่แกคิดจะฆ่าฉัน" นักฆ่ากล่าวจบก็ใช้ด้ามปืนฟาดเข้าที่ท้ายทอยของผู้จ้างวานจนสลบเหมือด
เขาไม่ได้รอนับวินาทีถัดไป นักฆ่าเปิดประตูตู้คอนเทนเนอร์ออกเพียงช่องเล็กๆ เล็งปืน APC PRO ไปที่ถังน้ำมันของรถมอเตอร์ไซค์ตำรวจที่จอดว่างอยู่ห่างออกไป 50 เมตร
ฟึ่บ!
กระสุนเจาะเข้าถังน้ำมันจนเกิดการรั่วไหล จากนั้นเขาหยิบ กล่องไม้ขีดไฟ ออกมา จุดไฟแช็กแล้วดีดก้านไม้ขีดที่ติดไฟพุ่งลงไปในแอ่งน้ำมันที่ไหลมาตามร่องระบายน้ำ
บึ้ม!!!
เสียงระเบิดดังกึกก้องดึงความสนใจของตำรวจทั้งหมดไปที่ทิศทางตรงกันข้าม นักฆ่าอาศัยจังหวะควันไฟและเสียงโวยวาย พุ่งตัวออกจากตู้คอนเทนเนอร์หายเข้าไปในเงามืดของตึกข้างๆ เขาวิ่งลัดเลาะด้วยความเร็วที่เขาคำนวณไว้ในหัวจนถึงจุดจอดมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์สีดำที่เขาแอบซ่อนไว้ก่อนเริ่มงาน
ฉากที่ 38: เซฟเฮาส์ลับ - ต่อเนื่อง
ยูคิ อาโออิ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เมื่อเห็นเงาร่างของชายชุดดำสองคนเดินลงมาจากรถ SUV สีดำที่จอดหน้าบ้าน พวกมันถือปืนเก็บเสียงและเดินตรงมาที่ประตูไม้เก่าๆ
อาโออิมองไปที่สมุดไดอารี่ในมือ เธอจำภาพสเก็ตช์หน้า "ทางหนีฉุกเฉินของเซฟเฮาส์" ได้ทันที เธอรีบมุดลงใต้เตียง เปิดแผ่นไม้กระดานที่ถูกทำเครื่องหมายไว้ในรูปวาด มันคืออุโมงค์แคบๆ ที่ลาดลงไปใต้ดิน
ปัง!
เสียงประตูหน้าถูกถีบจนพังพินาศ อาโออิรีบมุดลงไปในช่องนั้นและปิดแผ่นไม้กลับที่เดิมอย่างแผ่วเบา เธอคลานไปตามทางมืดๆ ในใจนึกถึงใบหน้าของนักฆ่านิรนามและคำถามที่ว่าทำไมเขาถึงเขียนว่าต้องปกป้องเธอเหนือชีวิตของตนเอง
ฉากที่ 39: บนถนนมุ่งหน้าสู่ชานเมือง - เวลาหนึ่งทุ่มสิบห้านาที
นักฆ่านิรนามบิดคันเร่งมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์พุ่งทะยานไปบนทางด่วน แววตาใต้แว่นดำดูเคร่งเครียดกว่าปกติ เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก มือขวาของเขากดปุ่มเปิดระบบสื่อสารที่เชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิดขนาดจิ๋วที่เขาทิ้งไว้ที่เซฟเฮาส์
ภาพในมือถือที่ติดอยู่กับแฮนด์รถแสดงให้เห็นภาพชายชุดดำสองคนกำลังรื้อค้นในเซฟเฮาส์
นักฆ่านิรนาม (กัดไม้ขีดไฟจนหัก):
"ไอ้พวกบ้าเอ๊ย... พวกมันไปที่นั่นจริงๆ"
เขาบิดคันเร่งจนสุดเข็มไมล์ เสียงเครื่องยนต์แผดคำรามก้องไปตามทางด่วนที่ทอดยาว ทันใดนั้น รถมอเตอร์ไซค์ชุดหนังสีดำคันที่เขาเห็นที่โกดังไวน์ก็โผล่ออกมาจากมุมมืดข้างทางด่วน และเริ่มไล่กวดเขามาติดๆ
คนขับมอเตอร์ไซค์ลึกลับนั่นชักปืนพกออกมาและเริ่มยิงใส่เขาในขณะที่รถกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง!
ฉากที่ 40: การไล่ล่าบนทางด่วน - ต่อเนื่อง
นักฆ่านิรนามเอี้ยวตัวหลบกระสุนอย่างช่ำชอง เขาปล่อยมือข้างหนึ่งจากแฮนด์รถ ล้วงเข้าไปใต้แจ็คเก็ตหยิบ Walther PPK ออกมาสวนกลับโดยไม่ต้องเสียเวลาเล็งยาว กระสุนเฉียดไหล่ของนักล่าลึกลับไปเพียงนิดเดียว
ทั้งสองฝ่ายซิ่งรถสลับกันรุกและรับท่ามกลางรถคันอื่นๆ บนทางด่วน จนกระทั่งถึงจุดที่เป็นสะพานข้ามแม่น้ำ นักฆ่านิรนามตัดสินใจใช้แผนเสี่ยงตาย เขาเบรกกระทันหันจนล้อหลังยกขึ้นและสะบัดรถขวางลำกลางถนน
เขากระโดดลงจากรถในขณะที่มันยังไม่หยุดนิ่งสนิท ม้วนตัวไปกับพื้นถนนและชัก Beretta 93R ออกมายิงถล่มใส่ล้อหน้าของรถคู่กรณีจนมันเสียหลักพลิกคว่ำไถลไปกับพื้นถนนเกิดประกายไฟยาวเหยียด
เขารีบวิ่งเข้าไปหาคนขับที่นอนคว่ำหน้าอยู่เพื่อจะดูว่าใครอยู่เบื้องหลังการตามล่าระลอกที่สามนี้ แต่เมื่อเขาพลิกตัวชายคนนั้นขึ้นมา... เขากลับพบว่าคนขับคือ คนขับรถ SUV ที่เคยนำถุงเงินมาให้เขาที่โรงแรมเมื่อตอนเช้า!
ในกระเป๋าเสื้อของชายคนนั้นมีวิทยุสื่อสารที่ส่งเสียงแว่วออกมา:
"เก็บยัยเด็กนั่นได้หรือยัง? นายใหญ่สั่งว่าถ้า 'นิรนาม' กลับมา ให้ระเบิดเซฟเฮาส์ทิ้งไปพร้อมกันเลย"
นักฆ่าตาโตด้วยความตกใจ เขาไม่รอช้า รีบกระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์ของตนเองที่ยังสตาร์ทติดอยู่แล้วบึ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 41: เส้นทางสายเปลี่ยวสู่เซฟเฮาส์ - เวลาหนึ่งทุ่มสี่สิบนาที
สายลมปะทะใบหน้าของนักฆ่านิรนามอย่างรุนแรงจนไม้ขีดไฟในปากแทบจะหลุดออก แววตาของเขาเปลี่ยนจากน้ำตาลนิ่งเป็นประกายดุดันเย็นชา เขาบิดคันเร่งจนเข็มไมล์ค้างอยู่ที่ความเร็วสูงสุด สมองของเขาทำงานดั่งเครื่องจักรประมวลผล ภาพผังเซฟเฮาส์ในสมุดไดอารี่ผุดขึ้นมาในหัวทีละหน้า
จุดติดตั้งระเบิดที่เป็นไปได้... ใต้คานบ้าน... ถังแก๊สหลังครัว...
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาขณะขับรถ กดเข้าแอปพลิเคชัน Tor เพื่อส่งสัญญาณรบกวน (Signal Jammer) ไปยังพิกัดเซฟเฮาส์ หวังจะตัดวงจรการจุดชนวนระเบิดผ่านรีโมทหรือสัญญาณมือถือเท่าที่ทำได้
ฉากที่ 42: อุโมงค์ใต้ดินและป่าหลังเซฟเฮาส์ - ต่อเนื่อง
ยูคิ อาโออิ คลานมาจนถึงทางออกที่ปลายอุโมงค์ซึ่งซ่อนอยู่ใต้พุ่มไม้หนาทึบห่างจากบ้านประมาณ 50 เมตร เธอมุดตัวออกมาได้สำเร็จ ร่างกายมอมแมมไปด้วยฝุ่นและเศษใบไม้ ในมือยังคงกอด สมุดไดอารี่เล่มเบ้อเร่อ ไว้แน่นราวกับเป็นเครื่องรางช่วยชีวิต
เธอได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ของชายชุดดำสองคนเดินวนเวียนอยู่ในบ้านด้านบน พร้อมเสียงรื้อค้นสิ่งของที่ดังโครมคราม
ชายชุดดำ 1 (ตะโกน):
"มันไม่อยู่ที่นี่! ช่องใต้เตียงนี่มันเป็นทางลับ! มันหนีไปแล้ว!"
ชายชุดดำ 2 (เสียงเหี้ยม):
"ช่างหัวมัน นายใหญ่บอกว่าถ้าไม่เจอตัว ก็ให้ตั้งเวลาไว้ 5 นาที แล้วเผาที่นี่ให้ราบ!"
อาโออิที่แอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ใจกระตุกวูบ เธอรู้ว่าถ้านักฆ่านิรนามกลับมา เขาจะเดินเข้าสู่กองเพลิงทันที เธอต้องทำอะไรสักอย่าง แต่ในฐานะนักพากย์สาวร่างเล็ก เธอไม่มีอาวุธ ไม่มีทักษะการต่อสู้ สิ่งเดียวที่เธอมีคือ... ความรู้จากสมุดเล็มนี้
เธอกลั้นใจเปิดสมุดไปยังหน้า "การติดตั้งกับดักในเซฟเฮาส์" เธอพบว่านักฆ่าแอบฝังถังน้ำมันสำรองไว้ใต้ลานหน้าบ้าน และมีสายชนวนซ่อนอยู่ใต้กระถางต้นไม้ใกล้จุดที่เธออยู่
ฉากที่ 43: หน้าเซฟเฮาส์ - ต่อเนื่อง
มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ของนักฆ่านิรนามพุ่งเข้าทางโค้งสุดท้ายก่อนถึงบ้าน แสงไฟหน้าสาดส่องไปเห็นรถ SUV ของพวกมันจอดนิ่งอยู่ เขาเห็นเงาร่างคนกำลังติดตั้งอุปกรณ์บางอย่างที่ถังแก๊สข้างผนังบ้าน
นักฆ่าไม่เบรกรถ แต่เขากลับ ปล่อยมือจากแฮนด์ แล้วชัก Brügger & Thomet APC PRO ออกมาทั้งสองกระบอก!
เขายิงถล่มเข้าใส่ตัวรถ SUV เพื่อดึงความสนใจ กระสุนเจาะเข้าถังน้ำมันจนเกิดไฟลุกท่วมทันที ชายชุดดำสองคนที่อยู่ในบ้านพุ่งตัวออกมาทางหน้าต่างและประตูพร้อมสาดกระสุนสวนกลับมา
นักฆ่ากระโดดลงจากรถที่ยังวิ่งอยู่ ปล่อยให้บิ๊กไบค์พุ่งเข้าชนชายชุดดำคนที่หนึ่งจนล้มกลิ้งไป ส่วนตัวเขาม้วนตัวเข้าหลังกำแพงหินเก่าๆ
นักฆ่านิรนาม:
"อาโออิ! อยู่ที่ไหน!"
เขาร้องเรียกเสียงหลง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ความเยือกเย็นของเขาสั่นคลอน
ฉากที่ 44: ลานหน้าบ้าน - ต่อเนื่อง
ชายชุดดำคนที่สองเล็งปืนไปที่นักฆ่า แต่ทันใดนั้นเอง... "ตูม!!!"
พื้นดินบริเวณใต้เท้าของชายชุดดำระเบิดออก (เป็นเพียงระเบิดเพลิงขนาดเล็กจากกับดักที่อาโออิกดสวิตช์ตามแผนในไดอารี่) แรงอัดทำให้มันกระเด็นหงายหลัง นักฆ่าไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย เขาพุ่งตัวออกไปพร้อม Beretta 93R ยิงชุด Burst สามนัดเข้าที่กลางอกของมันจนแน่นิ่ง
เขารีบวิ่งเข้าไปในบ้านท่ามกลางกลุ่มควันที่เริ่มหนาตา โดยไม่รู้เลยว่าชายชุดดำคนที่หนึ่งที่ถูกมอเตอร์ไซค์ชนยังไม่ตาย มันลุกขึ้นมาพร้อมรีโมทคอนโทรลในมือ และกดปุ่ม "Instant Detonate" (จุดระเบิดทันที)
นักฆ่านิรนาม (มองเห็นระเบิดที่ถังแก๊ส):
"บ้าเอ๊ย!"
เขากระโจนเข้าหาถังแก๊สเพื่อจะตัดสายชนวน แต่เวลานับถอยหลังบนหน้าปัดกลายเป็น 00:01
ฉากที่ 45: ชายป่าหลังบ้าน - ต่อเนื่อง
อาโออิเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากระยะไกล เธอเห็นนักฆ่าพุ่งเข้าไปในบ้านที่กำลังจะระเบิด เธอหลับตาแน่นและกรีดร้องสุดเสียง
อาโออิ:
"อย่าเข้าไป!!!"
บึ้มมมมมมมมม!!!
แรงระเบิดมหาศาลฉีกกระชากตัวบ้านไม้เก่าๆ จนกลายเป็นจลน์เพลิงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน เศษไม้และเปลวไฟกระจายไปทั่วบริเวณ ร่างของนักฆ่านิรนามหายลับไปในกองเพลิงนั้นต่อหน้าต่อตาเธอ
อาโออิเข่าอ่อนล้มลงกับพื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอได้แต่กอดสมุดไดอารี่ไว้แน่น ท่ามกลางเสียงไฟที่ลุกโชนและเสียงไซเรนที่เริ่มแว่วมาอีกครั้งจากไกลๆ...
แต่แล้ว... ท่ามกลางเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ เงาร่างหนึ่งที่โชกไปด้วยเลือดและเขม่าดำค่อยๆ ตะเกียกตะกายออกมาจากซากกองไม้ที่หักพัง...
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 46: ซากกองเพลิงเซฟเฮาส์ - ต่อเนื่อง
เปลวไฟสีส้มฉานยังคงลุกโชนสะท้อนในดวงตาของ ยูคิ อาโออิ เธอจ้องมองเงาร่างที่ขยับเขยื้อนอยู่อย่างไม่วางตา ร่างนั้นไม่ใช่การเดินออกมาอย่างสง่างามเหมือนในหนัง แต่มันคือการคลานอย่างทุลักทุเล มือที่สวมถุงมือสีดำที่ตอนนี้ขาดวิ่นคว้าเศษไม้ที่ติดไฟเพื่อพยุงตัวขึ้น
นักฆ่านิรนามไอออกมาเป็นควันสีดำ เสื้อนอกสีดำตัวยาวของเขาถูกเผาจนแหว่งและโชกไปด้วยเลือดที่ไหลซึมจากบาดแผลสะเก็ดระเบิดที่แผ่นหลัง เขาใช้ Walther PPK ยันพื้นแทนไม้เท้า แว่นดำของเขาแตกละเอียดไปข้างหนึ่ง เผยให้เห็นดวงตาสีน้ำตาลที่ฉายแววความเจ็บปวดแต่ยังคงมุ่งมั่น
อาโออิ (วิ่งเข้าไปหา):
"คุณ! อย่าขยับนะ! คุณบาดเจ็บหนักมาก!"
นักฆ่าเงยหน้ามองเธอ เขาพยายามจะพูดแต่กลับกลายเป็นเสียงสำลักเลือด ไม้ขีดไฟที่เคยคาบไว้หายไปแล้ว เหลือเพียงริมฝีปากที่แตกยับ เขาชี้มือที่สั่นเทาไปทางรถ SUV ที่ไฟกำลังลุกท่วม เพราะเขารู้ดีว่า... "มัน" ยังไม่จบ
ฉากที่ 47: ลานหน้าเซฟเฮาส์ - ต่อเนื่อง
ชายชุดดำคนที่หนึ่งที่ถูกมอเตอร์ไซค์ชนตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพงหญ้า ใบหน้าของมันอาบไปด้วยเลือดและเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง มันชักปืนสำรองที่ซ่อนอยู่ข้างเอวขึ้นมาเล็งไปที่อาโออิที่กำลังพยุงนักฆ่าอยู่
ชายชุดดำ 1 (คำราม):
"ไอ้นักฆ่าเฮงซวย! แกทำแผนพังหมด! ตายไปพร้อมกับยัยนี่ซะ!"
กริ๊ก!
เสียงไกปืนดังขึ้น แต่นักฆ่านิรนามเร็วกว่าในสัญชาตญาณสุดท้าย เขาใช้แรงเฮือกใหญ่ผลักอาโออิให้ล้มลงทับสมุดไดอารี่ แล้วใช้อีกมือหนึ่งสะบัดมีดพกสปริงเล่มสุดท้ายที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อพุ่งออกไป
มีดบินปักเข้าที่ข้อมือของชายชุดดำจนปืนหลุดมือ นักฆ่าไม่ปล่อยจังหวะ เขากดไก Walther PPK ในมือขวา
ฟึ่บ! ฟึ่บ!
กระสุนสองนัดสุดท้ายเจาะเข้าที่กลางอกและลำคอของมัน ร่างของชายชุดดำหงายหลังลงไปในกองไฟที่กำลังลุกลามจากรถ SUV เสียงหวีดร้องของมันถูกกลบด้วยเสียงระเบิดของถังน้ำมันรถ
ฉากที่ 48: ริมป่าข้างทาง - เวลาสองทุ่มสิบนาที
นักฆ่านิรนามทรุดตัวลงพิงโคนต้นไม้ใหญ่ ลมหายใจของเขาดังหวีดหวิวเหมือนเครื่องยนต์ที่พังยับเยิน อาโออิรีบเปิดกระเป๋าเดินทางที่นักฆ่าลากออกมาได้ทันก่อนบ้านระเบิด (ซึ่งตกอยู่ใกล้ๆ) เธอหาชุดปฐมพยาบาลตามที่เคยเห็นในไดอารี่
นักฆ่านิรนาม (เสียงแหบพร่า):
"ใน... กระเป๋า... ช่องลับข้างขวา... มียาฉีด... สีแดง..."
อาโออิทำตามอย่างรวดเร็ว เธอพบหลอดฉีดยาขนาดเล็กที่เป็นยาโด๊ปกระตุ้นประสาทและระงับปวดฉุกเฉิน เธอปักเข็มลงที่ต้นแขนของเขา นักฆ่ากัดฟันกรอด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมา ก่อนที่เขาจะเริ่มมีแรงพยุงตัวนั่งตรงได้อีกครั้ง
เขามองดูอาโออิที่มือสั่นเทขณะพันแผลให้เขา
นักฆ่านิรนาม:
"ทำไม... ไม่หนีไป..."
อาโออิ (น้ำตาคลอแต่เสียงแข็ง):
"ก็ในสมุดนี่... คุณเขียนว่าฉันเป็นเป้าหมายที่ต้องปกป้องลำดับสูงสุดไม่ใช่เหรอ? แล้วถ้าคนคุ้มครองตาย... ฉันจะรอดได้ยังไง!"
นักฆ่านิ่งไป เขาเหลือบมองสมุดไดอารี่เล่มเบ้อเร่อที่ตอนนี้หน้ากระดาษบางส่วนมีรอยไหม้
ฉากที่ 49: ถนนลูกรังห่างจากที่เกิดเหตุ - ต่อเนื่อง
แสงไฟจากรถยนต์หลายคันเริ่มปรากฏขึ้นที่ถนนทางเข้า แต่ไม่ใช่รถตำรวจ... มันคือรถตู้สีขาวสามคันที่ติดสัญลักษณ์ของบริษัทรักษาความปลอดภัยบังหน้า แต่นักฆ่ารู้ดีว่านี่คือ "กองกำลังส่วนตัว" ของผู้จ้างวานคนแรกที่ส่งมาปิดงานให้เงียบที่สุด
เขารูดซิปกระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์ที่หน้าจอแตกยับขึ้นมาดู ข้อมูลการโอนเงินที่เขาขู่มาจากผู้จ้างวานคนที่สองถูกโอนเข้าบัญชีเขาเรียบร้อยแล้ว แต่มันไม่มีความหมายถ้าเขาออกไปจากที่นี่ไม่ได้
นักฆ่านิรนาม:
"อาโออิ... ฟังนะ แผนสำรองสุดท้าย... ไม่ใช่การหนี"
เขาเปิดกระเป๋าเดินทางชั้นล่างสุดที่ยังไม่ได้รับความเสียหาย เผยให้เห็นชิ้นส่วนปืนยาวสไนเปอร์ Accuracy International AXMC ที่ถูกถอดแยกส่วนอยู่
นักฆ่านิรนาม:
"ฉันจะยันพวกมันไว้... เธอต้องวิ่งไปที่ท้ายสวน มีมอเตอร์ไซค์คันเล็กซ่อนอยู่ในพงหญ้า... ขี่มันไปที่พิกัดที่ฉันเขียนไว้หน้าสุดท้ายของสมุด"
อาโออิ:
"แล้วคุณล่ะ?"
นักฆ่าไม่ตอบ เขาเริ่มประกอบปืนยาวด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อแม้จะบาดเจ็บ นิ้วของเขาคลิกล็อกพานท้ายและลำกล้องอย่างแม่นยำ
นักฆ่านิรนาม:
"ฉันมีนัดเก็บค่าจ้างงวดสุดท้าย... กับคนที่ส่งพวกมันมา"
เขามองไปที่ขบวนรถตู้ที่กำลังใกล้เข้ามา แล้วยกปืนสไนเปอร์ขึ้นพาดกับโคนต้นไม้ เล็งผ่านกล้องที่ปรับระยะไปที่คนขับรถตู้คันหน้าสุด
ฉากที่ 50: ชายป่า - ต่อเนื่อง
อาโออิกำสมุดไดอารี่แน่น เธอรู้ว่าการโต้เถียงไม่มีประโยชน์ เธอโน้มตัวลงจูบที่หน้าผากที่เปื้อนเขม่าของนักฆ่าเบาๆ ก่อนจะหันหลังวิ่งออกไปทางท้ายสวนตามที่เขาบอก
นักฆ่านิรนามขยับไม้ขีดก้านใหม่ที่เขาหยิบมาจากซองเล็กข้างปืนมาคาบไว้ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าที่อันตรายที่สุด
นักฆ่านิรนาม (พึมพำ):
"หนึ่งล้านสี่แสนเยน... สำหรับชีวิตพวกแกทุกคน... ถือว่าฉันแถมให้"
ปัง!!!
เสียงปืนไรเฟิลขนาด .338 Magnum แผดคำรามก้องป่า กระสุนพุ่งทะลุกระจกหน้ารถตู้คันแรก เจาะเข้ากลางกะโหลกคนขับจนรถเสียหลักพลิกคว่ำขวางถนน สงครามครั้งสุดท้ายของนักฆ่านิรนามได้เริ่มขึ้นแล้ว...
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 51: บริเวณแนวป่าข้างเซฟเฮาส์ - ต่อเนื่อง
แรงสะท้อนของปืนกระแทกไหล่ที่บาดเจ็บของนักฆ่านิรนามจนเขาต้องกัดฟันกรอดเพื่อไม่ให้เสียงครางแห่งความเจ็บปวดเล็ดลอดออกมา ควันจากปากกระบอกปืนไรเฟิลลอยอ้อยอิ่งในอากาศที่หนาวเย็น รถตู้คันที่สองและสามเบรกจนล้อลากยาว เสียงยางเสียดสีกับถนนลูกรังดังแสบแก้วหู
พวกมันเปิดประตูรถก้าวลงมาพร้อมอาวุธหนัก มีทั้งปืนไรเฟิลจู่โจมและโล่กันกระสุน พวกมันไม่ใช่แค่นักเลงทั่วไป แต่เป็นหน่วยคอมมานโดรับจ้างที่มีระเบียบวินัย
หัวหน้าหน่วยจู่โจม (ตะโกน):
"กระจายกำลัง! ยิงกดดันไปที่ชายป่า! อย่าให้มันตั้งตัวได้!"
กระสุนนับร้อยนัดสาดซัดเข้าใส่แนวต้นไม้ที่นักฆ่าซ่อนตัวอยู่ กิ่งไม้และเปลือกไม้กระเด็นว่อน นักฆ่าม้วนตัวหลบหลังโขดหินใหญ่ เขาถอดแม็กกาซีนปืนไรเฟิลออกแล้วบรรจุกระสุนนัดใหม่เข้าไปอย่างใจเย็น สายตาเขายังคงจ้องมองผ่านกล้องเล็งที่มีระบบจับความร้อน
ฉากที่ 52: ท้ายสวนหลังเซฟเฮาส์ - ต่อเนื่อง
ยูคิ อาโออิ วิ่งฝ่าความมืดไปตามทางที่ระบุไว้ในไดอารี่ เสียงปืนไรเฟิลที่ดังสนั่นตามหลังมาทำให้ใจเธอสั่นสะท้าน เธอมาถึงพงหญ้าคาที่สูงท่วมหัว และพบกับมอเตอร์ไซค์คันเล็ก (Honda Super Cub) สีดำด้านที่ซ่อนอยู่ตามที่เขาบอก
เธอกระโดดขึ้นคร่อม เสียบกุญแจที่ห้อยอยู่ที่แฮนด์ แต่ก่อนจะสตาร์ทเครื่อง สายตาเธอเหลือบไปเห็นหน้าสุดท้ายของสมุดไดอารี่ที่เปิดทิ้งไว้ตามที่นักฆ่าสั่ง
หน้าสุดท้ายไม่ใช่พิกัดของสถานที่... แต่เป็น แผนผังการทำงานของระเบิดที่ฝังอยู่ใต้ถนนเส้นที่รถตู้จอดอยู่ พร้อมข้อความตัวใหญ่ว่า: "ในกรณีที่ถูกล้อมเกิน 10 คน ให้ใช้รีโมทในกระเป๋าเสื้อคลุม"
อาโออิชะงัก เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมยาวที่เธอสวมอยู่ (ซึ่งเป็นเสื้อของนักฆ่า) แล้วพบกับรีโมทคอนโทรลขนาดเล็กที่มีปุ่มสีแดงเพียงปุ่มเดียว
อาโออิ (พึมพำ):
"คุณตั้งใจจะตายไปพร้อมกับพวกมันเหรอ..."
ฉากที่ 53: แนวป่าหน้าบ้าน - ต่อเนื่อง
นักฆ่านิรนามยิงสวนกลับไปอีกสองนัด กระสุนเจาะทะลุโล่กันกระสุนของพวกมันคันแรกจนมือปืนร่วงลงไปกอง แต่กระสุนของเขาก็ใกล้จะหมดลงเต็มที บาดแผลที่หลังเริ่มมีเลือดซึมออกมาจนเสื้อชุ่มไปด้วยสีแดงฉาน
หน่วยจู่โจมขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พวกมันใช้ระเบิดแฟลช (Flashbang) ปาเข้าใส่ชายป่า
ตูม!!!
แสงสีขาววาบทำให้นักฆ่าตาพร่ามัวไปชั่วขณะ เขาเสียหลักล้มลงข้างปืนไรเฟิล ชายชุดดำสามคนพุ่งเข้าหาเขาพร้อมปืนพกจ่อมาที่ศีรษะ
หัวหน้าหน่วยจู่โจม:
"จบนึกเสียทีนะ 'นิรนาม' นายใหญ่สั่งว่าถ้าแกขัดขืนมากนัก ก็ให้เอาหัวกลับไปอย่างเดียวพอ"
นักฆ่าแสยะยิ้มที่มุมปาก เลือดไหลซึมตามร่องฟัน เขาไม่ได้มองไปที่ปากกระบอกปืน แต่เขามองไปที่ท้องฟ้าเหนือถนนที่พวกมันยืนอยู่
ฉากที่ 54: ถนนลูกรังหน้าเซฟเฮาส์ - ต่อเนื่อง
อาโออิ ไม่ได้สตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์เพื่อหนี เธอปีนขึ้นไปบนเนินดินสูงที่มองเห็นถนนได้ชัดเจน เธอเห็นชายชุดดำกลุ่มใหญ่ยืนล้อมนักฆ่าอยู่เหนือจุดที่ในไดอารี่ระบุว่าเป็น "กับดักหลัก"
เธอหลับตาลง นึกถึงคำพูดของนักฆ่าที่บอกว่าเขาจะปกป้องเธอเหนือชีวิตตนเอง
อาโออิ (ตะโกนสุดเสียง):
"ถ้าคุณอยากปกป้องฉัน... คุณก็ต้องรอดกลับมาเขียนไดอารี่เล่มนี้ต่อสิ!!!"
เธอตัดสินใจกดปุ่มสีแดงบนรีโมททันที!
ครืนนนนนนนน!!!!
เสียงคำรามจากใต้ดินดังขึ้นก่อนที่เปลวเพลิงมหาศาลจะระเบิดออกมาจากใต้ถนนลูกรังยาวไปตามแนวรถตู้ แรงระเบิดรุนแรงจนแผ่นดินสะเทือน รถตู้ทั้งสามคันถูกยกตัวลอยขึ้นฟ้าก่อนจะถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ
ฉากที่ 55: จุดปะทะชายป่า - ต่อเนื่อง
แรงอัดจากระเบิดที่ถนนทำให้พวกที่ล้อมนักฆ่าอยู่กระเด็นไปคนละทิศละทาง นักฆ่านิรนามที่กึ่งคุกเข่าอยู่ใช้จังหวะที่พวกมันเสียขวัญ ชัก มีดสั้น ที่ซ่อนอยู่ที่ข้อเท้าออกมาสะบัดเข้าที่ลำคอของคนที่อยู่ใกล้ที่สุด
เขากลิ้งตัวไปคว้าปืนไรเฟิลจู่โจมที่ตกอยู่บนพื้นของพวกมันขึ้นมา แล้วกราดยิงใส่ร่างที่เหลือท่ามกลางฝุ่นควันและเปลวเพลิงที่ม้วนตัวอยู่บนถนน
เมื่อทุกอย่างเงียบลง เหลือเพียงเสียงไฟที่ปะทุจากซากรถตู้ นักฆ่ายืนนิ่งอยู่กลางวงล้อมของศพและซากปรักหักพัง เขาหอบหายใจอย่างรุนแรง เลือดไหลอาบใบหน้าซีกซ้าย เขาหันไปมองทิศทางที่อาโออิอยู่
เขามองเห็นมอเตอร์ไซค์คันเล็กขับพุ่งออกมาจากป่า อาโออิเบรกมอเตอร์ไซค์ข้างตัวเขา เธอลงมาพยุงเขาด้วยไหล่เล็กๆ ของเธอ
นักฆ่านิรนาม (เสียงสั่น):
"เธอ... กดปุ่มนั่น..."
อาโออิ:
"ฉันจะไม่หนีไปไหนทั้งนั้นจนกว่างานนี้จะจบจริงๆ ขึ้นรถ! เราต้องไปจากที่นี่ก่อนตำรวจชุดใหญ่จะมา!"
นักฆ่ามองดูสาวร่างเล็กที่ตอนนี้ดูเข้มแข็งกว่าเขาเสียอีก เขายิ้มออกมาเล็กน้อย (เป็นรอยยิ้มครั้งแรกในเรื่อง) เขาปีนขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ Super Cub คันจิ๋ว
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังจะออกรถ... โทรศัพท์ในกระเป๋าของเขาก็ดังขึ้น เป็นข้อความเสียงจาก ผู้จ้างวานคนแรก
"เก่งมาก... ที่รอดจากระเบิดทั้งสองรอบได้ แต่แกลืมแผนสำรองของฉันไปหรือเปล่า? ดูที่คอของยัยเด็กนั่นสิ"
นักฆ่าชะงัก เขาคว้าคอของอาโออิมาดู และพบกับ จุดสีแดงเล็กๆ ที่หลังใบหูของเธอ... มันไม่ใช่ปาน... แต่มันคือ ชิปฝังระเบิดขนาดจิ๋ว ที่ถูกฝังไว้ตั้งแต่ตอนที่เธอถูกจับไปส่งให้ผู้จ้างวานคนที่สอง!
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 56: บนถนนลูกรังอันมืดมิด - ต่อเนื่อง
ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วสันหลังของนักฆ่านิรนาม ยิ่งกว่าตอนที่เขาถูกระเบิดบ้านใส่เสียอีก มือที่สั่นเทาของเขาค่อยๆ ลูบไปที่หลังใบหูของ ยูคิ อาโออิ สัมผัสได้ถึงวัตถุแข็งชิ้นเล็กๆ ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนังบางๆ มันส่งแสงสีแดงกระพริบเป็นจังหวะช้าๆ ราวกับเสียงเตือนจากนรก
อาโออิ (หน้าซีด):
"มัน... มันคืออะไรคะ? คุณทำไมทำหน้าแบบนั้น?"
นักฆ่าไม่ตอบ เขาคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู เสียงของผู้จ้างวานคนแรกหัวเราะเยาะอย่างบ้าคลั่งผ่านสาย
ผู้จ้างวานคนแรก:
"มันคือระเบิดแรงดันขนาดไมโคร... ถ้าฉันกดปุ่ม หรือถ้าแกพยายามจะผ่ามันออกโดยไม่มีรหัสหยุดการทำงาน... ตูม! คอของยัยนั่นจะหายไปทันที ตอนนี้แกเหลือทางเดียวคือพายัยนั่นมาหาฉันที่ดาดฟ้าตึกระฟ้าในชินจูกุภายใน 30 นาที... ไม่อย่างนั้นฉันจะกดปุ่มส่งท้ายให้แกเอง"
สายถูกตัดไป นักฆ่ามองดูอาโออิด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้นและรู้สึกผิดอย่างรุนแรง
ฉากที่ 57: บนท้องถนนมุ่งสู่ชินจูกุ - เวลาสองทุ่มสี่สิบนาที
นักฆ่านิรนามตัดสินใจทิ้งรถมอเตอร์ไซค์คันเล็ก เขาโบกรถตู้ขนส่งสินค้าที่ขับผ่านมาพอดีโดยใช้ปืนขู่ให้คนขับลงไป แล้วเขาก็ขึ้นไปขับเองโดยมีอาโออี้นั่งข้างๆ
ภายในรถตู้ นักฆ่าเปิดกระเป๋าเดินทางชั้นลับที่สุด เขาหยิบชุดอุปกรณ์ผ่าตัดสนามขนาดเล็กและ กล้องขยาย ที่เขาเคยใช้ส่องบ้านเป้าหมายออกมา เขาติดตั้งไฟฉายแรงสูงให้ส่องไปที่คอของอาโออิ
นักฆ่านิรนาม:
"นิ่งไว้นะอาโออิ... ฉันต้องดูวงจรของมัน"
เขาใช้แว่นขยายส่องดูจุดสีแดงนั่นอย่างละเอียด เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นบนหน้าผากกว้างของเขา เขาพบว่าวงจรนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด มันเชื่อมต่อกับอัตราการเต้นของหัวใจของเธอด้วย ถ้าเธอตกใจจนหัวใจเต้นเร็วเกินไป หรือถ้าเขาทำให้หัวใจเธอหยุดเต้น ระเบิดจะทำงานทันที
นักฆ่านิรนาม (พึมพำ):
"แผนสำรองที่ 99... การผ่าตัดในสภาวะวิกฤต"
เขาไม่มีเวลาพอจะไปถึงชินจูกุ และเขาไม่โง่พอจะเดินเข้าไปในกับดักของผู้จ้างวานคนแรกโดยไม่มีอาวุธในมือ
ฉากที่ 58: ดาดฟ้าตึกระฟ้า ย่านชินจูกุ - เวลาสามทุ่มสิบนาที
ผู้จ้างวานคนแรก ยืนถือแก้วไวน์อยู่ริมขอบดาดฟ้า มองลงไปที่แสงไฟของโตเกียวเบื้องล่าง รอบตัวเขามีมือสังหารฝีมือดีอีก 5 คนที่สวมชุดเกราะเต็มยศพร้อมปืนกลมือ
เสียงลิฟต์ดังขึ้น "ติ๊ง"
ประตูลิฟต์เปิดออก นักฆ่านิรนามเดินออกมาในสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าฉีกขาด เขาอุ้มร่างของยูคิ อาโออิที่ดูเหมือนคนหมดสติไว้ในอ้อมแขน
ผู้จ้างวานคนแรก:
"มาตรงเวลาดีนี่ 'นิรนาม' ไหนดูลูกไก่ในกำมือฉันหน่อยซิ... วางยัยนั่นลง แล้วคุกเข่าซะ"
นักฆ่าทำตามอย่างว่าง่าย เขาวางร่างของอาโออิลงบนพื้นดาดฟ้าที่เย็นเยียบ แล้วคุกเข่าลงช้าๆ ชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ
นักฆ่านิรนาม:
"ฉันมาแล้ว... ปล่อยเธอไปซะ รหัสหยุดทำงานอยู่ไหน?"
ฉากที่ 59: บนดาดฟ้าตึกระฟ้า - ต่อเนื่อง
ผู้จ้างวานคนแรกเดินเข้ามาใกล้ ใช้เท้าเขี่ยหน้าของอาโออิที่นอนแน่นิ่ง เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหยิบคอนโทรลเลอร์ขนาดเท่าฝ่ามือออกมาแสดงให้ดู
ผู้จ้างวานคนแรก:
"รหัสเหรอ? ไม่มีหรอก... ฉันกะจะให้มันระเบิดทันทีที่แกมาถึงอยู่แล้ว เพื่อให้แกเห็นความล้มเหลวที่สุดในชีวิตก่อนตาย"
เขากดปุ่มสีแดงบนคอนโทรลเลอร์ทันที!
...เงียบสนิท...
ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีแสงสีแดงที่คอของอาโออิ ผู้จ้างวานคนแรกขมวดคิ้ว กดปุ่มซ้ำๆ อย่างบ้าคลั่ง
ผู้จ้างวานคนแรก:
"ทำไม! ทำไมมันไม่ทำงาน!"
ทันใดนั้น ร่างของอาโออิที่นอนนิ่งอยู่ก็ลืมตาขึ้นมาพริบตาเดียว! เธอไม่ได้หมดสติ และที่สำคัญ... จุดสีแดงที่คอของเธอหายไปแล้ว
ฉากที่ 60: บนดาดฟ้าตึกระฟ้า - ต่อเนื่อง
นักฆ่านิรนามแสยะยิ้มที่มุมปาก เขาพุ่งตัวขึ้นจากท่าคุกเข่าด้วยความเร็วปานสายฟ้า มือขวาชัก มีดสั้น ที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อปาดเข้าที่ข้อมือของผู้จ้างวานจนคอนโทรลเลอร์หลุดมือ
นักฆ่านิรนาม:
"แกประเมิน 'เลนส์แว่นขยาย' ของฉันต่ำไป... และแกก็ประเมิน 'ยาชาแบบเข้มข้น' ของฉันต่ำไปด้วย"
ภาพย้อนหลัง (Flashback): ในรถตู้ นักฆ่าใช้เวลาเพียง 5 นาทีในการฉีดยาชาเฉพาะจุดเพื่อหยุดความรู้สึกที่คออาโออิ และใช้ความแม่นยำระดับศัลยแพทย์ผ่าเอาชิปนั่นออกมา แล้วนำไปแปะไว้ที่ ใต้ฝ่าเท้าของบอดี้การ์ดคนหนึ่ง ที่เขาลอบฆ่าตายไปก่อนหน้านี้ในลิฟต์!
ตูม!!!!
เสียงระเบิดดังขึ้นจากในลิฟต์ที่เพิ่งเลื่อนลงไปด้านล่าง แรงสั่นสะเทือนทำเอาบอดี้การ์ดที่เหลือเสียหลัก นักฆ่านิรนามคว้าปืน Beretta 93R จากด้านหลังเอวออกมา เตรียมปิดบัญชีครั้งสุดท้าย
แต่ทว่า... ประตูชั้นดาดฟ้ากลับถูกถีบออกอีกครั้ง พร้อมกับชายในชุดสูทสีเทาจำนวนมากที่ถือตรา "กรมตำรวจสืบสวนพิเศษ" พุ่งเข้ามาล้อมทุกคนไว้!
ตำรวจ:
"ทุกคนหยุด! นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ! วางอาวุธเดี๋ยวนี้!"
นักฆ่านิรนามยืนอยู่ตรงกลางระหว่างผู้จ้างวานที่กำลังเลือดโชกและปืนของตำรวจนับสิบกระบอก เขาเหลือบมองอาโออิที่กำสมุดไดอารี่ไว้แน่น... แผนหลบหนีในที่สูงแบบนี้ เขาไม่ได้เขียนไว้ในสมุดเสียด้วย
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 61: บนดาดฟ้าตึกระฟ้า ชินจูกุ - ต่อเนื่อง
แสงจากเฮลิคอปเตอร์ตำรวจสาดส่องลงมาจนดาดฟ้าสว่างจ้าเหมือนกลางวัน ลมจากใบพัดตีเศษฝุ่นและกลิ่นเขม่าปืนให้คลุ้งไปทั่ว นักฆ่านิรนามยืนนิ่ง ปลายกระบอกปืน Beretta 93R ยังคงจ่อไปที่หน้าผากของผู้จ้างวานคนแรกที่ตอนนี้นอนร้องโอดครวญอยู่ที่พื้น
ผู้จ้างวานคนแรก (ตะโกน):
"คุณตำรวจ! ช่วยด้วย! มันจะฆ่าผม! มันคือนักฆ่าที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน!"
ตำรวจชุดสืบสวนพิเศษค่อยๆ กระชับวงล้อมเข้ามา ทุกคนเล็งปืนไปที่จุดศูนย์กลางคือตัวนักฆ่า
สารวัตรตำรวจ (ตะโกนผ่านลำโพง):
"วางปืนลง 'นิรนาม' ! เรามีหลักฐานการโอนเงินและไฟล์เสียงทั้งหมดที่แกส่งให้กรมตำรวจแล้ว แกลากพวกมันลงนรกได้สำเร็จ แต่ตอนนี้แกต้องมากับเรา!"
ฉากที่ 62: บนดาดฟ้าตึกระฟ้า - ต่อเนื่อง
นักฆ่านิรนามไม่ลดปืนลง เขาเหลือบมอง ยูคิ อาโออิ ที่ยืนอยู่ห่างออกไปห้าก้าว เธอไม่ได้ดูหวาดกลัวตำรวจ แต่สายตาของเธอเต็มไปด้วยความเป็นห่วงที่จ้องมองบาดแผลโชกเลือดบนตัวเขา
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นเลือดและดินปืนกระตุ้นให้สมองที่อ่อนล้ากลับมาทำงาน เขาไม่มีแผนหลบหนีจากตึกนี้ในสมุด... แต่นั่นคือความเข้าใจผิดของคนอื่น
นักฆ่านิรนาม (พูดเบาๆ ให้ได้ยินกันสองคน):
"อาโออิ... จำรูปวาดหน้า 102 ได้ไหม? ที่ฉันวาดรูป 'นกอินทรี' ไว้ที่มุมกระดาษน่ะ"
อาโออิชะงัก เธอรีบเปิดสมุดไดอารี่ไปที่หน้านั้นทันที ในรูปสเก็ตช์ระบุว่า "ตึกนี้มีกระเช้าเช็ดกระจกแบบไร้คนขับที่ควบคุมด้วยรีโมทจากระยะไกล" และมีลูกศรชี้ไปที่ขอบดาดฟ้าทิศตะวันตก
ฉากที่ 63: การเผชิญหน้าบนดาดฟ้า - ต่อเนื่อง
นักฆ่าลดปืนลงช้าๆ แต่เขาไม่ได้วางมันลงที่พื้น เขากลับใช้มือซ้ายล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบ กล่องไม้ขีดไฟ ออกมา ดีดไม้ขีดก้านสุดท้ายเข้าปากแล้วจุดไฟแช็ก
นักฆ่านิรนาม:
"ผมมีเงื่อนไขเดียว... ปล่อยผู้หญิงคนนี้ไป เธอเป็นแค่เหยื่อ"
สารวัตรตำรวจ:
"เราจะคุ้มครองพยานทุกคน วางปืนซะ!"
ในเสี้ยววินาทีที่ไฟจากไม้ขีดสว่างขึ้น นักฆ่าไม่ได้ขว้างปืนทิ้ง แต่เขาขว้าง เครื่องรบกวนสัญญาณ (Signal Jammer) ที่เขาแอบประกอบไว้จากซากชิปในรถตู้ออกไปที่พื้นกลางวงตำรวจ!
วี้ดดดดดด!!!!
เสียงรบกวนความถี่สูงดังแสบแก้วหูจนวิทยุสื่อสารและไฟฉายของตำรวจดับวูบและส่งเสียงหวีดแหลม ตำรวจหลายคนยกมือขึ้นปิดหูด้วยความเจ็บปวด
ฉากที่ 64: ขอบดาดฟ้าทิศตะวันตก - ต่อเนื่อง
นักฆ่าพุ่งตัวเข้าหาอาโออิ คว้าเอวเธอไว้แล้วกระโดดพรวดเดียวข้ามขอบรั้วดาดฟ้าลงไปในความมืด!
ตำรวจ:
"มันกระโดดตึกหนีไปแล้ว! ส่องไฟลงไปเร็ว!"
แต่เมื่อแสงไฟจากเฮลิคอปเตอร์สาดลงไป พวกเขาไม่ได้เห็นร่างของทั้งสองตกลงสู่พื้นดิน แต่กลับเห็นทั้งคู่นั่งอยู่ใน กระเช้าเช็ดกระจก ที่กำลังเลื่อนลงด้วยความเร็วสูงเกินพิกัดปกติ เพราะนักฆ่าใช้รีโมทแฮ็กระบบสั่งการให้มันดิ่งลงเหมือนลิฟต์ที่สายเคเบิลขาด
นักฆ่าใช้ปืน Beretta ยิงทำลายตัวล็อกรหัสของหน้าต่างชั้น 40 ของตึกฝั่งตรงข้ามที่อยู่ใกล้พอที่กระเช้าจะเหวี่ยงไปถึง
ฉากที่ 65: ภายในสำนักงานที่ว่างเปล่า ชั้น 40 - เวลาสี่ทุ่มสิบห้านาที
ทั้งคู่กระโดดทะลุหน้าต่างที่แตกละเอียดเข้ามาในตัวตึกข้างๆ ได้สำเร็จ นักฆ่าทรุดตัวลงกับพื้นพรม เลือดไหลโชกจนพรมสีเทากลายเป็นสีดำ
อาโออิรีบเข้ามาประคองเขา เธอเห็นว่ากระสุนนัดหนึ่งจากตำรวจช่วงชุลมุนถากเข้าที่สีข้างของเขาด้วย
อาโออิ (เสียงสั่น):
"คุณต้องไปโรงพยาบาล... ไม่สิ ไปไม่ได้... เราจะทำยังไงดี?"
นักฆ่านิรนามไอออกมาเป็นเลือด เขาหยิบโทรศัพท์ที่ใกล้จะดับขึ้นมา เขาไม่ได้กดโทรหาใคร แต่เขากดเข้าไปที่บัญชีธนาคารลับที่เพิ่งได้รับเงินโอนมาจำนวนมหาศาล เขาพิมพ์รหัสโอนเงินทั้งหมดไปที่บัญชีของ ยูคิ อาโออิ
นักฆ่านิรนาม:
"เงินนี่... พอกับการที่เธอต้องเปลี่ยนชื่อและย้ายไปอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง... ไปซะอาโออิ งานของฉันจบแล้ว"
เขาส่งสมุดไดอารี่เล่มเบ้อเร่อคืนให้เธอ โดยมีรอยเลือดประทับอยู่ที่หน้าปก
อาโออิ:
"แล้วคุณดูลำดับความสำคัญในสมุดหน้าสุดท้ายหรือยัง? คุณเขียนว่าถ้าฉันรอด คุณก็ต้องรอดด้วย... คุณเขียนเองกับมือนะ!"
เธอกระชากเสื้อเชิ้ตของเธอออกมาฉีกเป็นแถบยาวเพื่อห้ามเลือดให้เขา สายตาของนักพากย์สาวเปลี่ยนเป็นความดื้อรั้นอย่างที่นักฆ่าไม่เคยเห็น
ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของหน่วยจู่โจมที่ตามลงมาดังก้องอยู่ในโถงทางเดินหน้าห้องทำงานที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่...
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 66: ภายในสำนักงานชั้น 40 - ต่อเนื่อง
แสงไฟฉายจากโถงทางเดินลอดผ่านกระจกฝ้าหน้าห้องเข้ามาเป็นลำขนานไปกับพื้น นักฆ่านิรนามพยายามยันตัวลุกขึ้นแต่ขาซ้ายเขากลับไร้ความรู้สึก บาดแผลที่สีข้างร้อนผ่าวเหมือนถูกถ่านแดงจี้ เขาหันไปมอง ยูคิ อาโออิ ที่กำลังใช้แถบผ้าพันแผลรอบเอวเขาอย่างลนลานแต่หนักแน่น
นักฆ่านิรนาม (กระซิบ):
"อาโออิ... ฟังนะ ในไดอารี่... หน้ากลางที่เป็นแผนผังท่อส่งลมของตึกนี้..."
อาโออิรีบเปิดสมุดที่เปื้อนเลือด นิ้วของเธอสั่นระริกจนไปหยุดอยู่ที่แผนผังระบบปรับอากาศส่วนกลาง
อาโออิ:
"ช่องระบายอากาศฝั่งทิศเหนือ... มันเชื่อมกับลิฟต์ขนส่งสินค้าสายตรงสู่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน!"
นักฆ่านิรนาม:
"ใช่... แต่มันมีเซนเซอร์ตรวจจับน้ำหนัก... ถ้าคนสองคนเข้าไปพร้อมกัน เครื่องจะหยุดทำงานและล็อคตัวเองทันที"
เขามองสบตาเธอ แววตาที่เคยว่างเปล่ากลับสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด
ฉากที่ 67: โถงทางเดินหน้าห้องทำงาน - ต่อเนื่อง
หน่วยจู่โจมตำรวจสืบสวนพิเศษ (SIT) ในชุดเกราะเต็มยศพร้อมโล่กันกระสุนเดินสลับฟันปลาเข้ามาที่ประตูห้องทำงานที่ทั้งคู่ซ่อนตัวอยู่
ตำรวจ 1:
"ตรวจพบรอยเลือดหน้าประตู เตรียมระเบิดแฟลช... นับ 3... 2..."
ปัง!!!
จังหวะที่ตำรวจกำลังจะพังประตู เสียงปืน Beretta 93R ดังขึ้นหนึ่งนัดจากภายในห้อง กระสุนพุ่งทะลุลูกบิดประตูออกมา ตำรวจต้องล่าถอยกลับไปตั้งหลักที่มุมทางเดิน
ฉากที่ 68: ภายในห้องทำงาน - ต่อเนื่อง
นักฆ่านิรนามไม่ได้ยิงเพื่อฆ่า แต่เขายิงเพื่อถ่วงเวลา เขาใช้แรงที่เหลือทั้งหมดพยุงตัวอาโออิขึ้นไปที่ช่องระบายอากาศบนเพดานที่เขาเปิดเตรียมไว้แล้ว
นักฆ่านิรนาม:
"เธอไปก่อน... พอลงไปถึงชั้นใต้ดิน จะมีรถส่งจดหมายจอดอยู่ตรงล็อค B-12 กุญแจอยู่ในท่อไอเสีย"
อาโออิ:
"ไม่! คุณจะอยู่เป็นตัวล่อใช่ไหม? แผนนี้ไม่มีในไดอารี่! ฉันไม่ยอม!"
เธอคว้าคอเสื้อเขาแน่น น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลอาบแก้มจนเป็นทางยาวผ่านรอยเขม่าดำบนหน้า
นักฆ่านิรนาม:
"อาโออิ... งานของนักฆ่าคือการ 'เก็บข้อมูล' และงานชิ้นสุดท้ายของฉันคือการเก็บรักษา 'เป้าหมายที่สำคัญที่สุด' ของฉันไว้ให้ได้... เธอคือคนเดียวที่ทำให้ไดอารี่เล่มนี้มีความหมาย"
เขาส่งยิ้มที่ดูอ่อนโยนที่สุดให้เธอ ก่อนจะหยิบ เครื่องเล่น MP3 ที่ยังเหลืออยู่เครื่องสุดท้ายขึ้นมา
ฉากที่ 69: ช่องระบายอากาศ - ต่อเนื่อง
นักฆ่าผลักอาโออิเข้าไปในช่องระบายอากาศและปิดฝาครอบจากด้านนอกทันที อาโออิร้องเรียกเขาผ่านตะแกรงเหล็กแต่เสียงของเธอกลับถูกกลบด้วยเสียงฝีเท้าของตำรวจที่พังประตูเข้ามาในห้องได้สำเร็จ
ตำรวจ:
"วางอาวุธ! คุกเข่าลง!"
นักฆ่านิรนามนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานกลางห้อง มือขวาของเขาถือปืนที่ไม่มีกระสุนแล้ว ส่วนมือซ้ายถือเครื่องเล่น MP3 เขาคาบไม้ขีดไฟที่ดับมอดไปแล้วไว้ที่ริมฝีปาก
นักฆ่านิรนาม (พูดเบาๆ):
"แผนสำรองที่ 103... 'การอพยพผ่านความว่างเปล่า' "
เขากดปุ่มบนเครื่องเล่น MP3 แต่มันไม่ได้เล่นเสียงปืนหรือระเบิด... คราวนี้มันคือ สัญญาณรบกวนคลื่นวิทยุแรงสูง (EMP Pulse) ที่เขาดัดแปลงไว้สำหรับระยะประชิด
เปรี้ยะ!!!
วงจรอิเล็กทรอนิกส์ในห้องทั้งหมดลัดวงจร ไฟเพดานดับวูบและระเบิดออก กล้องวงจรปิดดับสนิท วิทยุสื่อสารของตำรวจส่งเสียงหวีดแหลมจนทุกคนต้องทิ้งอาวุธลงมาปิดหู
ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงรบกวน นักฆ่าใช้จังหวะที่ทุกคนตาพร่ามัวจากการระเบิดของหลอดไฟ หายวับไปจากเก้าอี้ตัวนั้นราวกับปีศาจ
ฉากที่ 70: ชั้นใต้ดินล็อค B-12 - เวลาห้าทุ่มสามสิบนาที
อาโออิลงมาถึงชั้นใต้ดินอย่างปลอดภัย เธอวิ่งไปที่รถส่งจดหมายตามที่เขาบอก และพบกุญแจซ่อนอยู่ที่ท่อไอเสียจริงๆ เธอสตาร์ทรถและเตรียมจะพุ่งออกไป แต่แล้วเธอก็หยุดรถ...
เธอมองไปที่กระจกหลัง หวังจะเห็นเงาร่างสูงใหญ่เดินออกมาจากลิฟต์หรือทางบันได
ที่มุมมืดของลานจอดรถ เธอเห็นเงาร่างหนึ่งเดินโอนเอนออกมา... แต่นั่นไม่ใช่ตำรวจ และไม่ใช่นักฆ่านิรนาม...
ชายคนนั้นสวมชุดสูทธุรกิจสีดำเรียบกริบ ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ดวงตาเย็นเฉียบกว่าผู้จ้างวานทุกคนที่เธอเคยเห็น ในมือของเขาถือ แว่นขยายแบบเลนส์เดียว ที่นักฆ่าเคยใช้
ชายลึกลับ:
"เขาสอนเธอเก่งนี่... แต่เขาลืมบอกเธอไปหรือเปล่า ว่าไดอารี่เล่มนั้น... จริงๆ แล้วมันคือ 'บัญชีดำ' ขององค์กรเรา และเขาก็แค่ขโมยมันมา"
ชายคนนั้นยกปืนพกติดที่เก็บเสียงขึ้นเล็งไปที่กระจกหน้ารถของอาโออิ
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 71: ลานจอดรถชั้นใต้ดิน ล็อค B-12 - ต่อเนื่อง
อาโออิจ้องมองผ่านกระจกหน้ารถ ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับถูกสาป ชายลึกลับคนนั้นก้าวเดินเข้ามาอย่างช้าๆ เสียงส้นรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนดังสะท้อนก้องไปทั่วลานจอดรถที่เงียบสงัด เขาไม่ได้ดูเร่งรีบ ราวกับรู้ดีว่านกน้อยในกรงนี้ไม่มีทางหนีพ้น
ชายลึกลับ:
"เขาส่งต่อ 'มรดก' ที่อันตรายที่สุดให้เธอ... เงินนั่น ข้อมูลนั่น... มันมีกลิ่นคาวเลือดที่ล้างไม่ออกหรอก ยูคิ อาโออิ"
อาโออิกำพวงมาลัยรถส่งจดหมายแน่นจนมือขาวซีด เธอเหลือบมองสมุดไดอารี่ที่วางอยู่เบาะข้างๆ ในใจของเธอตะโกนเรียกชื่อนักฆ่านิรนาม แต่มีเพียงความเงียบและเสียงหายใจที่สั่นพร่าของตัวเธอเอง
ฉากที่ 72: ช่องระบายอากาศชั้น 40 - เวลาเดียวกัน
ท่ามกลางความมืดสนิทหลังการทำงานของ EMP นักฆ่านิรนามไม่ได้หายไปไหน เขาไม่ได้หนี แต่เขากำลังหมอบนิ่งอยู่บนฝ้าเพดานที่ห่างจากพวกตำรวจเพียงไม่กี่ฟุต เลือดของเขาหยดลงบนพื้นพรมทีละหยดอย่างช้าๆ เขาใช้มือที่สั่นเทาหยิบ เข็มฉีดยาชุดสุดท้าย ออกมา มันคือ "อะดรีนาลีนบริสุทธิ์" สำหรับการรีดเรี่ยวแรงครั้งสุดท้ายของชีวิต
เขารู้ดีว่า "องค์กร" จะต้องส่ง 'ผู้ตรวจสอบ' มาเก็บกวาดงานที่เขาทิ้งไว้ และเป้าหมายแรกคือสมุดเล่มนั้น
เขากดเข็มลงที่ต้นขา... ร่างกายเขากระตุกวาบ ความเจ็บปวดหายไปชั่วขณะ แทนที่ด้วยความร้อนรุ่มที่สูบฉีดไปทั่วร่าง เขาถีบฝ้าเพดานจนพังลงมาอีกครั้ง แต่อยู่คนละฝั่งกับพวกตำรวจ
นักฆ่านิรนาม (คิดในใจ):
แผนสำรองที่ 0... 'ยอมแลกทุกอย่างเพื่อหมากตัวสุดท้าย'
เขาไม่ได้มุ่งหน้าไปหาอาโออิ แต่เขาวิ่งสวนไปทางบันไดหนีไฟที่มุ่งสู่ห้องควบคุมระบบสื่อสารของตึก
ฉากที่ 73: ลานจอดรถชั้นใต้ดิน - ต่อเนื่อง
ชายลึกลับหยุดยืนอยู่หน้ากระโปรงรถ เขาขยับแว่นขยายเลนส์เดียวในมือ ก่อนจะใช้นิ้วชี้ที่สวมถุงมือหนังแตะที่กระจกหน้า
ชายลึกลับ:
"ส่งสมุดนั่นมา แล้วฉันจะทำให้เธอหลับไปโดยไม่รู้สึกเจ็บ... เหมือนที่ 'นิรนาม' เคยทำกับเป้าหมายของเขาไง"
อาโออิ (ตะโกน):
"ไม่! เขาบอกว่าฉันคือลำดับความสำคัญสูงสุด... และสมุดเล่มนี้คือคำสั่งของเขา!"
เธอตัดสินใจเหยียบคันเร่งจนมิด! เครื่องยนต์รถส่งจดหมายคำรามลั่น ล้อรถหมุนฟรีจนเกิดควันสีขาวพุ่งเข้าใส่ชายลึกลับคนนั้น แต่เขากลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดายราวกับล่วงรู้ล่วงหน้า เขาเล็งปืนไปที่ยางรถ เตรียมจะหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมด
ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังขึ้น แต่ไม่ใช่จากปืนของชายลึกลับ...
ฉากที่ 74: ห้องควบคุมสื่อสารชั้น 38 - ต่อเนื่อง
นักฆ่านิรนามพุ่งตัวเข้าใส่เซิร์ฟเวอร์หลัก เขาไม่ได้ใช้ปืน แต่ใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ฉุกเฉินต่อพ่วงเข้ากับระบบกระจายเสียงของตึกระฟ้าทั้งหมด เขากดรหัสบางอย่างที่เขาจำได้จาก "สมุดบัญชีดำ" เล่มนั้น
ทันใดนั้น ลำโพงทุกตัวในตึก รวมถึงวิทยุสื่อสารของตำรวจ และโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องในบริเวณชินจูกุ ก็ส่งเสียงออกมาเป็นไฟล์เสียงลับ... มันคือเสียงการเจรจาระหว่าง "องค์กร" กับ "นักการเมืองระดับสูง" หลายคน
นักฆ่านิรนาม (พูดผ่านไมโครโฟนควบคุม):
"ถ้าผมตาย... ข้อมูลทั้งหมดในบัญชีดำจะถูกส่งเข้าสำนักข่าวต่างประเทศทั่วโลกโดยอัตโนมัติ... ถอยไปจากเธอซะ 'ผู้ตรวจสอบ' "
ฉากที่ 75: ลานจอดรถชั้นใต้ดิน - ต่อเนื่อง
ชายลึกลับชะงัก มือที่ถือปืนสั่นเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงของนักฆ่าดังมาจากลำโพงติดเพดานในลานจอดรถ เขาเงยหน้ามองลำโพงด้วยสายตาอาฆาต
ชายลึกลับ:
"แกมันบ้าไปแล้ว 'นิรนาม'... แกกำลังทำลายทุกอย่างที่เราสร้างมาเพื่อยัยเด็กคนเดียวเนี่ยนะ?"
นักฆ่านิรนาม (เสียงดังผ่านลำโพง):
"คนขับรถส่งจดหมาย... ออกรถเดี๋ยวนี้! แผนสำรองที่ 104... 'ทางด่วนสายที่ไม่มีใครรู้จัก' !"
อาโออิได้ยินเสียงนั้น เธอไม่รอช้า หักพวงมาลัยรถพุ่งชนไม้กั้นลานจอดรถจนหักสะบั้น ขับหนีออกสู่ถนนใหญ่ท่ามกลางแสงไฟสลัวของโตเกียวยามรุ่งสาง
ในกระจกหลัง เธอเห็นชายลึกลับคนนั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพูดบางอย่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในขณะที่บนยอดตึกระฟ้า... แสงไฟในห้องควบคุมเริ่มระเบิดออกทีละดวง
นักฆ่านิรนามทรุดตัวลงหน้าแผงควบคุม กระแสไฟฟ้าลัดวงจรเริ่มลุกลามมาที่แขนของเขา เขาคาบไม้ขีดไฟที่ไม่มีหัวขึ้นมา ยิ้มเยาะให้กับหน้าจอที่กำลังอัปโหลดข้อมูลสุดท้าย
แต่ทว่า... ในสมุดไดอารี่ที่อาโออิกำไว้ หน้าสุดท้ายที่เธอเพิ่งพลิกไปเจอ... มีตัวอักษรสีแดงที่เพิ่งปรากฏขึ้นมาเพราะอุณหภูมิความร้อนจากมือของเธอ:
"ระวัง... ผู้ตรวจสอบไม่ได้มีคนเดียว"
ที่เบาะหลังของรถส่งจดหมาย... มีใครบางคนซ่อนตัวอยู่ใต้กองพัสดุ และค่อยๆ ชักสายรัดคอออกมาอย่างเงียบเชียบ...
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 76: ภายในรถส่งจดหมาย - ต่อเนื่อง
อาโออิมุ่งสมาธิทั้งหมดไปที่ถนนเบื้องหน้า ใจของเธอพองโตด้วยความหวังเมื่อได้ยินเสียงนักฆ่านิรนามสั่งการผ่านลำโพงตึก แต่ในจังหวะที่รถเลี้ยวโค้งเข้าสู่ถนนเลียบทางด่วน แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางสาดส่องเข้ามาในกระจกมองหลังแวบหนึ่ง
เธอเห็นดวงตาคู่หนึ่ง... เย็นเยียบและไร้แวว ยืนกรานอยู่ท่ามกลางกองพัสดุที่เบาะหลัง
ฉับ!
สายรัดคอ (Garrote wire) ที่ทำจากลวดเปียโนอาบเทฟลอนถูกตวัดคลุมรอบคอของอาโออิจากด้านหลังในพริบตา! รถส่งจดหมายเสียหลักส่ายไปมา อาโออิปล่อยมือจากพวงมาลัยเพื่อตะเกียกตะกายคว้าลวดที่กำลังบาดเข้าไปในเนื้อคอ
ผู้ตรวจสอบคนที่ 2 (กระซิบข้างหู):
"สมุดอยู่ที่ไหน... บอกมาแล้วฉันจะให้เธอตายเร็วขึ้น"
ฉากที่ 77: ห้องควบคุมสื่อสารชั้น 38 - ต่อเนื่อง
นักฆ่านิรนามที่กึ่งนอนพิงแผงควบคุมสังเกตเห็นความผิดปกติผ่านหน้าจอตรวจสอบพิกัด GPS ของรถส่งจดหมาย รถหยุดนิ่งอยู่บนฟุตบาทห่างจากตึกไปไม่ถึงสองกิโลเมตร เขากัดฟันจนกรามแทบแตก เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่จากอะดรีนาลีนกำลังจะหมดลง
เขาคว้าวิทยุสื่อสารขึ้นมา แต่อยู่ๆ หน้าจอคอมพิวเตอร์รอบตัวเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดงพร้อมข้อความ: [System Override: Unauthorized Access Interrupted]
ผู้ตรวจสอบคนที่ 1 (เสียงดังผ่านระบบสื่อสาร):
"แกคิดว่าแกควบคุมระบบได้คนเดียวเหรอ 'นิรนาม'? องค์กรของเราสร้างตึกนี้มา... และเราก็สร้างแกมาด้วย"
เสียงฝีเท้าดังขึ้นที่หน้าประตูห้องควบคุม ผู้ตรวจสอบคนที่ 1 เดินเข้ามาพร้อมปืนพกกระบอกสั้นที่ติดตั้งลำกล้องยาวพิเศษ เขาเล็งไปที่หัวใจของนักฆ่าที่ตอนนี้นั่งอย่างไร้ทางสู้
ฉากที่ 78: ริมถนนข้างทางด่วน - ต่อเนื่อง
อาโออิเริ่มขาดอากาศใบหน้ากลายเป็นสีม่วงคล้ำ ในวินาทีที่เธอกำลังจะหมดสติ มือของเธอคลำไปโดน สมุดไดอารี่ ที่วางอยู่เบาะข้างๆ เธอไม่ได้หยิบมันมาเพื่อป้องกันตัว แต่เธอจำ "แผนสำรองฉุกเฉินระดับ 1" ในหน้าแรกสุดได้
“ในยามที่มือทั้งสองข้างไม่ว่าง... ให้ใช้สิ่งที่อยู่ใกล้เท้าที่สุด”
เธอรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ใช้ส้นรองเท้าส้นเข็มที่เธอสวมมาตั้งแต่โรงแรม กระแทกเข้าที่คันเร่งจนจมมิดในเกียร์ว่าง เครื่องยนต์แผดคำรามเสียงดังลั่นจนเกิดแรงสั่นสะเทือนมหาศาล และก่อนที่ผู้ตรวจสอบคนที่ 2 จะทันตั้งตัว เธอตัดสินใจดึงเบรกมือขึ้นสุดแรงและหักพวงมาลัยพุ่งเข้าชนเสาไฟฟ้าข้างทาง!
โครม!!!
ถุงลมนิรภัยทำงานพุ่งออกมากระแทกตัวอาโออิและคนร้ายที่อยู่ด้านหลังจนกระเด็นลวดหลุดออกจากคอ
ฉากที่ 79: ห้องควบคุมสื่อสาร - ต่อเนื่อง
เสียงระเบิดจากหน้าจอ GPS ดังขึ้นพร้อมกับสัญญาณที่หายไป ผู้ตรวจสอบคนที่ 1 ชะงักไปครู่หนึ่ง
นักฆ่านิรนาม (ยิ้มที่มุมปากพร้อมคราบเลือด):
"เธอ... เธอไม่ได้เป็นแค่เป้าหมาย... เธอเป็นนักเรียนที่เก่งที่สุดของฉัน"
นักฆ่าไม่ได้ยิงปืน แต่เขาดึงคันโยก "ปลดปล่อยก๊าซฮาลอน" (ก๊าซดับไฟที่ใช้ในห้องเซิร์ฟเวอร์ซึ่งจะไล่ออกซิเจนออกทั้งหมด) ที่เขาแอบพ่วงสายชนวนไว้ใต้เก้าอี้ตั้งแต่แรก
ฟู่!!!
หมอกก๊าซพุ่งกระจายเต็มห้องในพริบตา ผู้ตรวจสอบคนที่ 1 พยายามจะเหนี่ยวไกแต่เขามองไม่เห็นเป้าหมาย และเริ่มสำลักเพราะขาดอากาศ นักฆ่านิรนามซึ่งเตรียม "หน้ากากออกซิเจนจิ๋ว" ไว้ในกระเป๋าเสื้อ (ตามแผนหน้า 44) สวมมันเข้าที่ปากแล้วพุ่งตัวเข้าหาศัตรูในม่านหมอก
ฉากที่ 80: ซากรถส่งจดหมาย - ต่อเนื่อง
อาโออิตะเกียกตะกายออกมาจากซากรถที่พังยับเยิน เลือดไหลจากหน้าผากเข้าตาจนมองเห็นเป็นสีแดง เธอหันไปมองในรถ เห็นผู้ตรวจสอบคนที่ 2 กำลังถีบประตูหลังออกมาด้วยท่าทางโกรธจัด
เธอกอดสมุดไดอารี่ไว้แนบอก แล้วเริ่มออกวิ่งเข้าไปในเขตก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินที่อยู่ใกล้ๆ
ในความมืดของเขตก่อสร้าง เธอเปิดสมุดหน้าสุดท้ายอีกครั้งเพื่อหาทางรอด แต่หน้ากระดาษที่เคยมีตัวอักษรสีแดงกลับเปลี่ยนเป็นรูปวาดใหม่... เป็นรูป แผนที่ลับใต้ดินของโตเกียว ที่เชื่อมต่อกับห้องนิรภัยของธนาคารที่อยู่ถัดไปสองบล็อก
แต่ที่มุมกระดาษ มีข้อความเล็กๆ เขียนด้วยลายมือที่เร่งรีบว่า:
"ถ้าเธออ่านถึงตรงนี้... แสดงว่าฉันอาจจะตามไปไม่ได้... แผนสำรองสุดท้ายที่แท้จริง อยู่ในปกหลังของสมุด"
อาโออิใช้นิ้วลูบไปที่ปกหนังสีดำหนาๆ ของไดอารี่ เธอรู้สึกถึงวัตถุแข็งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ข้างใน... มันไม่ใช่ปืน หรือเงิน... แต่มันคือ ชิปหน่วยความจำ ที่บรรจุรหัสผ่านทั้งหมดของ "องค์กร"
ผู้ตรวจสอบคนที่ 2 (ตะโกนก้องเขตก่อสร้าง):
"แกหนีไม่พ้นหรอก! ส่งมรดกนั่นมา!"
เสียงฝีเท้าของคนร้ายใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อาโออิหยุดยืนอยู่ที่หน้าลิฟต์ขนของขนาดยักษ์ของเขตก่อสร้าง เธอต้องเลือกระหว่างการหนีต่อไป หรือการใช้ "มรดก" ในมือเพื่อโต้กลับ
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 81: เขตก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน - ต่อเนื่อง
อาโออิหอบหายใจรัวริน แผ่นหลังของเธอพิงกับผนังลิฟต์ขนของที่เย็นเฉียบ มือของเธอสั่นเทาขณะพยายามแกะปกหลังของสมุดไดอารี่ออก เธอพบชิปหน่วยความจำสีทองเหลืองอร่ามซ่อนอยู่ด้านในตามที่นักฆ่าบอก แต่มันไม่ได้มาแค่ชิป... ข้างๆ กันนั้นยังมี สลักนิรภัยขนาดจิ๋ว ที่เชื่อมต่อกับสายไฟบางเฉียบซึ่งพาดผ่านสันสมุดไปทั่วทั้งเล่ม
"นี่มันไม่ใช่แค่สมุด..." เธอพึมพำกับตัวเองด้วยความตระหนักรู้ที่น่าหวาดหวั่น "มันคือกับระเบิดเล่มสุดท้าย"
หากใครพยายามกระชากสมุดเล่มนี้ไปจากมือเธอโดยไม่รู้วิธีปลดสลัก ไดอารี่ทั้งเล่ม—รวมถึงข้อมูลและชิป—จะทำลายตัวเองทันที
ฉากที่ 82: ภายในห้องควบคุมสื่อสารชั้น 38 - ต่อเนื่อง
ท่ามกลางหมอกก๊าซฮาลอนที่ขาวโพลน นักฆ่านิรนามและผู้ตรวจสอบคนที่ 1 ปะทะกันด้วยมือเปล่า เสียงปั้นจั่นปะทะเนื้อและเสียงหักของกระดูกดังก้องในความเงียบที่ไร้ออกซิเจน
ผู้ตรวจสอบคนที่ 1 พยายามใช้ด้ามปืนกระแทกขมับนักฆ่า แต่นักฆ่าเบี่ยงหลบแล้วใช้เทคนิค "ข้อต่อมรณะ" บิดข้อมือศัตรูจนปืนหลุดมือไปในม่านหมอก ทั้งคู่ล้มกลิ้งไปบนพื้นเซิร์ฟเวอร์ที่กำลังช็อตจนเกิดประกายไฟ
ผู้ตรวจสอบคนที่ 1 (เสียงอู้อี้ใต้หน้ากาก):
"แก... แกปกป้องยัยนั่นไม่ได้หรอก... องค์กรมี 'คนเก็บกวาด' อยู่ทั่วทุกมุมเมือง..."
นักฆ่าไม่ตอบ เขาใช้มือซ้ายที่สวมถุงมือขาดวิ่นคว้าคอเสื้อศัตรูไว้ แล้วใช้มือขวาดึง หัวพ่นไฟขนาดจิ๋ว (ที่เขาใช้จุดไม้ขีด) ออกมา เขาไม่ได้ใช้มันเผาศัตรู แต่เขาจ่อมันไปที่ ถังดับเพลิงสำรอง ที่ติดตั้งอยู่ข้างแผงควบคุม
เขารู้ดีว่าความดันที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ถังระเบิด และสร้างแรงอัดมหาศาลพอที่จะทะลวงหน้าต่างนิรภัยของห้องนี้ให้แตกออกเพื่อดึงอากาศภายนอกเข้ามา... และเพื่อเป็นทางออกสุดท้ายของเขา
ฉากที่ 83: ลิฟต์ขนของเขตก่อสร้าง - ต่อเนื่อง
กริ๊ก!
เสียงปืนของผู้ตรวจสอบคนที่ 2 จ่อเข้าที่ขมับของอาโออิจากทางด้านข้าง เธอชะงักนิ่งไปพร้อมกับสมุดไดอารี่ในมือที่เผยให้เห็นชิปหน่วยความจำ
ผู้ตรวจสอบคนที่ 2:
"ขอบใจที่หาชิปนั่นให้จนเจอ... ทีนี้ส่งสมุดมา แล้วฉันจะปรานีให้เธอตกไปตายในช่องลิฟต์แทนการโดนเป่าหัว"
อาโออิไม่ได้ส่งสมุดให้ตามคำสั่ง แต่เธอกลับแสยะยิ้มที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ถอดแบบมาจากนักฆ่านิรนามอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
อาโออิ:
"นักฆ่าคนนั้นบอกฉันว่า... ข้อมูลจะมีค่าก็ต่อเมื่อมันอยู่ในมือของคนที่รู้วิธีใช้... และเขาก็สอนฉันแล้วว่า สลักระเบิดทำลายตัวเองมันอยู่ตรงไหน"
เธอใช้นิ้วโป้งเกี่ยวสลักที่สันสมุดไว้แน่น หากเธอปล่อยมือ หรือหากเขายิงเธอ สมุดจะระเบิดและทำลายหลักฐานทั้งหมดที่องค์กรต้องการปกป้อง
ผู้ตรวจสอบคนที่ 2 ชะงักไป แววตาที่เคยนิ่งเฉียบเริ่มฉายแววความกังวล
ฉากที่ 84: บนถนนสายหลักชินจูกุ - เวลาเที่ยงคืนห้านาที
รถตู้สีดำนับสิบคันพุ่งตรงมาที่เขตก่อสร้าง ตำรวจสืบสวนพิเศษและกองกำลังขององค์กรเริ่มเปิดฉากยิงกันกลางเมืองเพื่อชิงตัวอาโออิ ความวุ่นวายกระจายตัวไปทั่วย่านธุรกิจที่สว่างไสว
ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังสนั่น เงาร่างหนึ่งพุ่งทะลุหน้าต่างชั้น 38 ลงมา!
นักฆ่านิรนามใช้สายเคเบิลอินเทอร์เน็ตที่แข็งแรงพิเศษพันรอบเอว เหวี่ยงตัวลงมาจากตึกเหมือนลูกตุ้มยักษ์ ร่างของเขากระแทกผ่านป้ายไฟนีออนจนไฟช็อตแตกกระจาย ก่อนจะเหวี่ยงตัวเข้าไปในรถเครนที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเขตก่อสร้างที่อาโออิซ่อนตัวอยู่
เขารีบปีนลงมาตามโครงเหล็ก กระแสเลือดในกายเดือดพล่านด้วยอะดรีนาลีนนัดสุดท้าย เขามองเห็นลิฟต์ขนของที่อาโออิกำลังถูกต้อนให้จนมุม
ฉากที่ 85: ภายในลิฟต์ขนของ - ต่อเนื่อง
"วางสมุดลง!" ผู้ตรวจสอบคนที่ 2 ตะโกนท่ามกลางเสียงปืนที่ดังมาจากด้านบน
"อาโออิ! หมอบลง!!!"
เสียงคำรามที่คุ้นเคยดังมาจากความมืดด้านบนลิฟต์ อาโออิไม่รอช้า เธอทิ้งตัวลงพื้นพร้อมกอดสมุดไว้นิ่งที่สุด
ปัง! ปัง! ปัง!
นักฆ่านิรนามที่โหนตัวลงมาด้วยมือเดียว สาดกระสุนจากปืน Walther PPK ที่เขาเก็บคืนมาได้เข้าใส่ไหล่และขาของผู้ตรวจสอบคนที่ 2 จนล้มคว่ำลง นักฆ่าทิ้งตัวลงบนพื้นลิฟต์ข้างตัวอาโออิ สภาพของเขาเหมือนปีศาจที่กลับมาจากนรก แต่สายตาที่มองเธอยังคงมั่นคง
นักฆ่านิรนาม:
"แผนสำรองที่ 105... 'การหายตัวไปท่ามกลางแสงไฟ' "
เขาคว้าสมุดจากมือเธอมา แล้วเสียบชิปเข้ากับเครื่องส่งสัญญาณความถี่วิทยุที่เขาถือมาด้วย เขาไม่ได้จะทำลายมัน... แต่เขากำลังจะ "ถ่ายโอนข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่โดรนขนาดเล็ก" ที่บินอยู่รอบตึกนับร้อยลำ ซึ่งเขาตั้งเวลาให้กระจายตัวออกไปทั่วโตเกียว
"ถ้าพวกมันฆ่าเรา ข้อมูลจะถูกปล่อย... ถ้าพวกมันปล่อยเรา ข้อมูลจะถูกลบ" นักฆ่ากระซิบ "แต่นั่นคือสิ่งที่ฉันบอกพวกมัน..."
เขาหันไปมองอาโออิ แล้วยัดกระดาษแผ่นเล็กๆ เข้าไปในมือเธอ
นักฆ่านิรนาม:
"นี่คือรหัสเปิดบัญชีธนาคารที่มีเงินพอจะซื้อเกาะได้ทั้งเกาะ... แต่อย่าเพิ่งใช้จนกว่าจะถึงเวลา"
ทันใดนั้น ลิฟต์ขนของเริ่มเคลื่อนที่ขึ้นสู่ด้านบน แต่ไม่ใช่ฝีมือของพวกเขา... แต่เป็นฝีมือของ 'ผู้ตรวจสอบคนที่ 3' ที่นั่งรออยู่ที่ห้องควบคุมปั้นจั่น!
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 86: ภายในลิฟต์ขนของที่กำลังทะยานขึ้น - ต่อเนื่อง
ลิฟต์กระชากตัวขึ้นอย่างรุนแรงจนร่างของนักฆ่านิรนามและอาโออิกระแทกเข้ากับขอบตะแกรงเหล็ก ผู้ตรวจสอบคนที่ 2 ที่นอนบาดเจ็บอยู่พยายามจะเอื้อมมือไปคว้าปืน แต่นักฆ่าใช้เท้าเตะอาวุธนั่นร่วงลงสู่ช่องลิฟต์ที่ลึกสุดลูกหูลูกตาเบื้องล่าง
นักฆ่าเงยหน้ามองขึ้นไปด้านบน เขาเห็นเงาร่างของ ผู้ตรวจสอบคนที่ 3 ยืนอยู่บนแท่นบังคับปั้นจั่นเหนือช่องลิฟต์ แสงสปอตไลท์จากไซต์ก่อสร้างทำให้ร่างนั้นดูเหมือนพยายมที่กำลังดึงวิญญาณพวกเขาขึ้นสู่ลานประหาร
นักฆ่านิรนาม:
"อาโออิ... จับราวไว้ให้แน่น! พวกมันจะหยุดลิฟต์กะทันหันเพื่อให้เราเสียหลัก!"
ฉึด!
เป็นไปตามคาด ลิฟต์หยุดกะทัดหันที่ความสูงกว่า 50 เมตร ร่างของทั้งคู่ลอยหวือขึ้นตามแรงเฉื่อย นักฆ่ารีบใช้แขนข้างที่ยังพอมีแรงโอบรัดตัวอาโออิไว้กับเสาเหล็กกลางลิฟต์
ฉากที่ 87: แท่นบังคับปั้นจั่นเหนือเขตก่อสร้าง - ต่อเนื่อง
ผู้ตรวจสอบคนที่ 3 สวมชุดสูทสีขาวสะอาดตาขัดกับสภาพแวดล้อมที่สกปรก เขาสวมหูฟังบลูทูธและกำลังคุยกับใครบางคนด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ผู้ตรวจสอบคนที่ 3:
"พบ 'นิรนาม' และพยานแล้ว กำลังจะทำการ 'กำจัดทิ้งทั้งระบบ' ... ยืนยันรหัสทำลายล้าง: ซีโร่-วัน"
เขากดปุ่มสีแดงบนแผงควบคุม ไม่ใช่เพื่อเดินเครื่องลิฟต์ แต่เพื่อสั่งให้ "สลักล็อกเคเบิล" ดีดตัวออก!
กึก! กึก! กึก!
เสียงโลหะขัดกันดังสนั่น สายสลิงขนาดใหญ่เริ่มรูดออกจากรอกทีละเส้น ลิฟต์เริ่มสั่นสะเทือนและเอียงวูบไปข้างหนึ่ง
ฉากที่ 88: ภายในลิฟต์ที่กำลังจะร่วง - ต่อเนื่อง
อาโออิ (ตะโกนแข่งกับเสียงลม):
"สายสลิงจะขาดแล้ว! เราต้องกระโดด!"
นักฆ่านิรนาม:
"ยังก่อน! ถ้ากระโดดตอนนี้สไนเปอร์ข้างนอกจะเก็บเราทันที... รอจังหวะที่ฉันบอก!"
นักฆ่าคว้าสมุดไดอารี่ที่อาโออิถือไว้มาเปิดหน้ากลาง เขาฉีกหน้ากระดาษที่มี แผนผังความร้อน ออกมา แล้วแปะมันเข้ากับแบตเตอรี่สำรองที่เหลืออยู่ เขาพึมพำกับตัวเอง: "แผนสำรองที่ 106... 'ร่มชูชีพจากเงามืด' "
เขาหยิบแผ่นพลาสติกโพลีเมอร์ขนาดใหญ่ที่ใช้คลุมเครื่องจักรในลิฟต์มาพันรอบเอวเขาและอาโออิเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา
นักฆ่านิรนาม:
"นับหนึ่งถึงสาม... แล้วฉันจะตัดสายสลิงเอง!"
ฉากที่ 89: ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือชินจูกุ - ต่อเนื่อง
เคร้ง!!!
นักฆ่าใช้กระสุนนัดสุดท้ายใน Walther PPK ยิงอัดเข้าที่รอยแตกของรอกสายสลิง ลิฟต์หลุดจากรางและร่วงดิ่งลงสู่เบื้องล่างทันที!
ท่ามกลางแรงจี (G-force) ที่กดทับ นักฆ่าดีดตัวออกจากลิฟต์พร้อมกับอาโออิในจังหวะที่ลิฟต์ร่วงผ่านชั้นที่มีนั่งร้านขนาดใหญ่ เขาใช้มือที่สวมถุงมือเหล็กคว้าขอบนั่งร้านไว้ได้เพียงเสี้ยววินาทีเพื่อชะลอความเร็ว ก่อนจะปล่อยตัวลงสู่ตาข่ายกันฝุ่นขนาดมหึมาที่ขึงอยู่ด้านข้างตึก
พรึ่บ!
ตาข่ายรับร่างของทั้งคู่ไว้ได้ แต่มันกลับไม่หยุดอยู่แค่นั้น แรงดึงทำให้นั่งร้านส่วนหนึ่งถล่มลงมาทับพวกเขา ผู้ตรวจสอบคนที่ 3 มองลงมาจากข้างบนด้วยสายตาเหยียดหยาม เขาหยิบระเบิดมือออกมาและดึงสลักเตรียมจะโยนลงมาปิดฉาก
ฉากที่ 90: บนตาข่ายกันฝุ่น - ต่อเนื่อง
อาโออิสะบัดตัวออกจากกองผ้าคลุม เธอเห็นระเบิดที่กำลังจะถูกโยนลงมา เธอเหลือบไปเห็น ปืนยิงตะปูไฟฟ้า ที่วางทิ้งไว้บนนั่งร้านใกล้ๆ
เธอไม่รอให้นักฆ่าสั่ง อาโออิกระโจนไปคว้าปืนยิงตะปู เล็งขึ้นไปที่แท่นบังคับปั้นจั่นด้วยทักษะการกะระยะที่เธอแอบเรียนรู้จากการสังเกตนักฆ่ามาตลอดทั้งวัน
ปึ้ก! ปึ้ก! ปึ้ก!
ตะปูเหล็กยาว 4 นิ้วพุ่งเจาะเข้าที่แผงวงจรควบคุมไฟสปอตไลท์เหนือหัวผู้ตรวจสอบคนที่ 3 จนเกิดไฟฟ้าลัดวงจรระเบิดใส่หน้าเขา ระเบิดมือหลุดจากมือและตกลงไปในห้องควบคุมปั้นจั่นแทน!
บึ้มมมมม!!!
ปั้นจั่นยักษ์ระเบิดเสียงดังสนั่นและเริ่มเอนเอียงลงมาทิศทางที่พวกเขานอนอยู่
นักฆ่านิรนาม (คว้าร่างอาโออิ):
"วิ่ง!!! ไปที่ท่อระบายน้ำทิ้งฝั่งทิศตะวันออก!"
ขณะที่พวกเขากำลังจะมุดลงท่อระบายน้ำ... แสงไฟสีเขียวประหลาดก็วาบขึ้นมาจากสมุดไดอารี่ที่ตกอยู่บนพื้น ข้อความใหม่ปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษที่โดนความร้อนจากระเบิด:
"ผู้ตรวจสอบคนที่ 3 เป็นแค่เหยื่อล่อ... ตัวจริงนั่งอยู่ในรถคันที่เธอขโมยมา"
อาโออิชะงัก... เธอจำได้ว่าเธอยังไม่ได้ทำลาย โทรศัพท์มือถือ ที่เชื่อมต่อกับบลูทูธในรถส่งจดหมายคันนั้น!
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 91: หน้าปากท่อระบายน้ำทิ้ง - ต่อเนื่อง
อาโออิยืนนิ่งค้างเหมือนถูกสาป เสียงระเบิดของปั้นจั่นยังดังก้องอยู่ในหู แต่ความหนาวเหน็บที่แล่นพล่านในใจกลับน่ากลัวกว่า เธอล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมแล้วพบว่าโทรศัพท์มือถือที่เธอหยิบติดมือมาจากรถส่งจดหมายกำลังส่องแสงสว่างวาบ หน้าจอแสดงสถานะ "Connected" พร้อมพิกัด GPS ที่ระบุตำแหน่งของเธออย่างแม่นยำ
นักฆ่านิรนาม:
"อาโออิ! ทิ้งมันไป! เดี๋ยวนี้!"
เธอกำลังจะเหวี่ยงโทรศัพท์ทิ้งลงไปในกองเพลิง แต่ทันใดนั้น เสียงนุ่มนวลที่ฟังดูสุภาพทว่าแฝงความอำมหิตก็ดังออกมาจากลำโพงโทรศัพท์โดยที่เธอไม่ได้กดรับสาย
เสียงจากโทรศัพท์:
"อย่าเพิ่งทิ้งสิครับ... ผมอุตส่าห์ส่ง 'ของขวัญ' ไปรอที่ปลายอุโมงค์นั่นแล้วนะ"
ฉากที่ 92: ภายในท่อระบายน้ำทิ้งใต้ดิน - ต่อเนื่อง
นักฆ่านิรนามกระชากโทรศัพท์จากมืออาโออิแล้วบดมันจนละเอียดด้วยส้นเท้า แต่มันสายเกินไป เขาพยุงร่างกายที่โชกเลือดพาเธอวิงฝ่าความมืดเข้าไปในอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ กลิ่นอับชื้นและเสียงน้ำไหลวนสร้างบรรยากาศที่น่าขนลุก
เขาหยุดพักที่ทางแยกรูปตัวที (T) แสงไฟจากกระบอกไฟฉายจิ๋วในมือเขาสั่นไหวตามจังหวะการหายใจที่เริ่มติดขัด
นักฆ่านิรนาม (เสียงแหบ):
"แผนสำรองที่ 107... 'ทางผ่านลวงตา' ... อาโออิ ฟังนะ พวกมันไม่ได้ต้องการแค่สมุด แต่มันต้องการ 'รหัสเสียง' ของเธอเพื่อเปิดเซิร์ฟเวอร์สุดท้ายขององค์กร"
อาโออิ (ตกใจ):
"รหัสเสียงของฉัน? แต่ฉันเป็นแค่พนักงานพากย์เสียง..."
นักฆ่านิรนาม:
"นั่นแหละคือเหตุผลที่พวกมันเลือกเธอ... เสียงของเธอคือ 'กุญแจ' ที่ถูกโปรแกรมไว้ตั้งแต่เด็กโดยที่เธอไม่รู้ตัว พ่อของเธอ... เคยเป็นหัวหน้าโปรแกรมเมอร์ขององค์กร"
ความจริงที่พรั่งพรูออกมาทำให้อาโออิตัวสั่น เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมชีวิตที่แสนธรรมดาของเธอถึงพังทลายลงในคืนเดียว
ฉากที่ 93: ลึกเข้าไปในอุโมงค์ - ต่อเนื่อง
จู่ๆ เสียงเพลงคลาสสิกแผ่วเบาก็ดังแว่วมาจากความมืดเบื้องหน้า มันไม่ใช่เสียงจากลำโพง แต่มันคือเสียงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณที่ตั้งอยู่กลางอุโมงค์
ที่นั่น... ชายในชุดสูทสีเทาเกลี้ยงเกลาที่อาโออิเห็นที่ลานจอดรถ (ผู้ตรวจสอบคนที่ 1 ที่เธอคิดว่านักฆ่าจัดการไปแล้ว หรืออาจจะเป็นฝาแฝด) นั่งอยู่บนเก้าอี้พับลวดลายวิจิตร ในมือถือแก้วไวน์สีแดงเข้ม
ผู้ตรวจสอบ:
"เซอร์ไพรส์ไหม 'นิรนาม'? การมีชีวิตอยู่ของแกมันเกินงบประมาณที่ฉันตั้งไว้มากจริงๆ"
เขาวางแก้วไวน์ลง แล้วดีดนิ้วหนึ่งครั้ง แสงสปอตไลท์จากโดรนจิ๋วนับสิบตัวที่บินเงียบๆ อยู่บนเพดานอุโมงค์สาดลงมาล้อมรอบทั้งคู่ไว้
ฉากที่ 94: การประจันหน้าใต้ดิน - ต่อเนื่อง
นักฆ่านิรนามดันอาโออิไปไว้ข้างหลัง เขาชัก มีดสั้นใบหยัก ออกมาถือไว้ในท่าเตรียมพร้อม แม้ร่างกายจะแทบยืนไม่อยู่ แต่สัญชาตญาณนักฆ่ายังคงแหลมคม
ผู้ตรวจสอบ:
"ไม่ต้องฝืนหรอก ยาระงับปวดของแกกำลังจะหมดฤทธิ์ในอีก 3 นาที... หลังจากนั้นแกจะขยับนิ้วไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว ส่งตัว 'กุญแจ' มาให้ฉัน แล้วฉันจะให้แกตายในฐานะตำนาน"
นักฆ่านิรนาม:
"ตำนาน... ไม่เคยตายง่ายๆ แบบนั้น"
เขาหยิบ สมุดไดอารี่ ขึ้นมา แล้วจุดไฟแช็กจ่อไปที่สันสมุดซึ่งบรรจุระเบิดทำลายตัวเองไว้
นักฆ่านิรนาม:
"ถอยไป... ไม่อย่างนั้น 'กุญแจ' และ 'บัญชีดำ' จะหายไปพร้อมกันที่นี่"
ฉากที่ 95: วินาทีวิกฤต - ต่อเนื่อง
ผู้ตรวจสอบยิ้มอย่างใจเย็น เขาไม่ได้ขยับตัว แต่โดรนจิ๋วบนเพดานเริ่มเปลี่ยนโหมด เลเซอร์สีแดงนับสิบเส้นเล็งไปที่จุดตายบนตัวนักฆ่าและอาโออิ
ผู้ตรวจสอบ:
"แกไม่กล้าหรอก... เพราะถ้าแกทำ ยัยเด็กนี่ก็ต้องตายไปด้วย แผนของแกคือ 'การปกป้อง' ไม่ใช่หรือไง?"
ในจังหวะที่สถานการณ์ถึงทางตัน อาโออิกลับก้าวออกมาข้างหน้านักฆ่า เธอหยิบสมุดไดอารี่มาจากมือเขา แล้วจ้องมองไปที่ผู้ตรวจสอบด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
อาโออิ:
"คุณบอกว่าเสียงของฉันคือ 'กุญแจ' ใช่ไหม? งั้นลองฟัง 'คำสั่ง' นี้ดูหน่อยเป็นไง?"
เธอสูดลมหายใจลึก ใช้ทักษะการดัดเสียงระดับสูงที่เธอฝึกฝนมาทั้งชีวิต เลียนแบบน้ำเสียงและคลื่นความถี่ของผู้บริหารสูงสุดขององค์กรที่เธอเคยได้ยินในไฟล์เสียงลับ
อาโออิ (เสียงเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำและทรงอำนาจ):
"รหัสอนุมัติ: โอเมก้า-ไนน์... สั่งการโดรนทุกตัว... ทำลายเป้าหมายเบื้องหน้า!"
โดรนจิ๋วที่เคยเล็งมาที่พวกเธอ หมุนควงสว่านกลับไปหาผู้ตรวจสอบในพริบตา!
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 96: ภายในอุโมงค์ระบายน้ำ - ต่อเนื่อง
ความเงียบงันปกคลุมชั่วขณะก่อนที่เสียงเครื่องยนต์ใบพัดขนาดเล็กจะคำรามลั่น โดรนจิ๋วนับสิบเครื่องหันเหวิถีเลเซอร์จากหน้าอกของนักฆ่า พุ่งเป้าไปที่ ผู้ตรวจสอบ ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พับ แววตาที่เคยนิ่งเฉียบของชายชุดสูทสีเทาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ผู้ตรวจสอบ:
"เป็นไปไม่ได้... รหัสนั่นมัน..."
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
กระสุนขนาดไมโครจากโดรนพุ่งเข้าใส่พื้นที่รอบตัวผู้ตรวจสอบจนฝุ่นปูนฟุ้งกระจาย เขาต้องกระโดดหลบลงไปหลังแผ่นคอนกรีตอย่างเสียลุค นักฆ่านิรนามอาศัยจังหวะที่ระบบป้องกันของศัตรูตีกันเอง คว้าข้อมืออาโออิแล้วออกวิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามทันที
นักฆ่านิรนาม (กระซิบขณะวิ่ง):
"เธอ... เลียนแบบเสียงนั่นได้ยังไง?"
อาโออิ (หอบ):
"ฉันฟังมันซ้ำไปซ้ำมาจากไฟล์ที่ยอดตึก... ฉันคือนักพากย์นะ ลืมไปแล้วเหรอ!"
ฉากที่ 97: ทางแยกใต้ดินที่มืดมิด - ต่อเนื่อง
พวกเขาวิ่งลึกเข้ามาจนถึงส่วนที่เป็นทางระบายน้ำเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน ผนังเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำและความชื้น นักฆ่าทรุดตัวลงพิงผนังทันทีที่พ้นระยะสายตาของโดรน ร่างกายของเขาสั่นเทิ้ม ยาระงับปวดหมดฤทธิ์ลงอย่างสมบูรณ์ ความเจ็บปวดมหาศาลจู่โจมจนเขาแทบจะหมดสติ
นักฆ่านิรนาม:
"อาโออิ... แผนสำรองที่ 108... 'กุญแจที่แท้จริง' "
เขาชี้ไปที่สมุดไดอารี่ในมือเธอ
"สมุดนั่น... มันมีกลไกซ่อนอยู่ที่สัน... ถ้าเธอบิดมันสามครั้งทางขวาและกดลง... มันจะกลายเป็นเครื่องส่งสัญญาณรบกวนถาวรที่จะลบข้อมูลทุกอย่างในรัศมีหนึ่งกิโลเมตร... รวมถึงชิปที่คอเธอ... ไม่ใช่สิ ชิปที่เธอเคยมี และข้อมูลในโดรนพวกนั้นด้วย"
อาโออิมองสมุดในมือ "แต่นั่นหมายความว่าคุณจะไม่มีหลักฐานไปต่อรองกับองค์กรอีกแล้วนะ!"
ฉากที่ 98: เสียงฝีเท้าในความมืด - ต่อเนื่อง
เสียงเพลงคลาสสิกเริ่มดังแว่วมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันดังมาจากลำโพงของโดรนที่กำลังค้นหาพวกเขา ผู้ตรวจสอบเดินตามมาอย่างช้าๆ ในมือถือปืนไรเฟิลจู่โจมขนาดกะทัดรัด เขารู้ดีว่านักฆ่าไปไหนไม่ได้ไกล
ผู้ตรวจสอบ:
"การแสดงจบลงแล้วอาโออิ! เสียงที่เธอเลียนแบบน่ะ มันมีรหัสยืนยันตัวตนชั้นที่สอง... และโดรนพวกนั้นเพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอก"
แสงเลเซอร์สีแดงเริ่มกวาดผ่านปากทางเข้ารูระบายน้ำที่พวกเขาสะบักสะบอมอยู่
ฉากที่ 99: วินาทีตัดสินใจ - ต่อเนื่อง
นักฆ่านิรนามพยายามยันตัวลุกขึ้น เขาหยิบไม้ขีดไฟที่เปียกชื้นขึ้นมาพยายามจะจุด แต่มันไม่ติด เขาหัวเราะหึๆ ในลำคออย่างแห้งแล้ง
"อาโออิ... ส่งสมุดนั่นมาให้ฉัน เธอวิ่งไปที่บันไดเหล็กทางซ้าย... มันจะทะลุออกไปที่ศาลเจ้าเล็กๆ กลางเมือง"
อาโออิ:
"แล้วคุณล่ะ?"
นักฆ่ามองตาเธอ แววตาของเขาในวินาทีนี้ไม่ใช่ของนักฆ่า แต่เป็นของคนที่กำลังจะทำภารกิจสุดท้ายให้เสร็จสมบูรณ์
"ฉันคือเป้าหมายที่ยี่สิบ... และเป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้เธอกลายเป็นคนที่ 'ไม่มีตัวตน' สำหรับพวกมัน"
เขารับสมุดคืนมา บิดสันสมุดตามที่บอก เสียงกลไกภายในดัง คลิก... ทันใดนั้น เสียงเฮลิคอปเตอร์ตำรวจและเสียงไซเรนดังกระหึ่มจากด้านบนตึกเหนืออุโมงค์ ตำรวจสืบสวนพิเศษกำลังทลายทางเข้าใต้ดินเข้ามาจากทุกทิศทาง องค์กรและกฎหมายกำลังจะปะทะกันโดยมีพวกเขาอยู่ตรงกลาง
ฉากที่ 100: ปากทางบันไดเหล็ก - ต่อเนื่อง
อาโออิปีนขึ้นไปบนบันไดเหล็ก เธอหันกลับมามองนักฆ่านิรนามที่นั่งนิ่งอยู่ในเงาข้างล่าง แสงเลเซอร์สีแดงจากโดรนสาดเข้ามาใกล้ร่างของเขาเรื่อยๆ
นักฆ่านิรนาม:
"อย่าลืมนะอาโออิ... ในไดอารี่หน้า 109... ฉันเขียนเบอร์โทรศัพท์ร้านราเมงที่อร่อยที่สุดในโตเกียวไว้... ถ้าเธอรอดไปได้... ไปกินซะ"
เขากดปุ่มทำลายล้างบนสมุดไดอารี่ แสงสีฟ้าหม่นเริ่มส่องประกายออกมาจากสันสมุด พร้อมเสียงสัญญาณเตือนความถี่สูงที่ทำให้แก้วหูแทบระเบิด
ผู้ตรวจสอบพุ่งพรวดเข้ามาในห้องพร้อมปืนในมือ แต่เขาต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นนักฆ่านิรนามนั่งยิ้มพร้อมกับสมุดที่กำลังจะกลายเป็นระเบิดข้อมูลมหาศาล
นักฆ่านิรนาม:
"ลาก่อน... คู่สัญญา"
บึ้มมมมมม!!!!
แรงอัดมหาศาล (ที่ไม่ใช่ระเบิดเพลิงแต่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) กระแทกจนทุกอย่างดับวูบลง อาโออิถูกแรงอัดส่งตัวขึ้นไปตามท่อเหล็กจนทะลุออกสู่พื้นดินเบื้องบน...
เธอนอนหอบอยู่บนพื้นหญ้าหน้าศาลเจ้าเก่าแก่ใจกลางชินจูกุ แสงแดดแรกของวันเริ่มจับขอบฟ้า ท่ามกลางความเงียบสงัด เธอพบว่าในมือของเธอไม่ได้มีสมุดไดอารี่เล่มใหญ่เล่มนั้นอีกต่อไป...
แต่มีเพียง ก้านไม้ขีดไฟเพียงก้านเดียว ที่ยังไม่ถูกจุด ซึ่งนักฆ่าแอบยัดใส่มือเธอไว้ตอนที่ส่งเธอขึ้นบันได
เธอมองไปที่ก้านไม้ขีดนั่น แล้วพลิกดูที่ตัวไม้... มีตัวเลขขนาดจิ๋วถูกสลักไว้ด้วยปลายมีด: "01-01-2026"
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 101: บริเวณศาลเจ้าใจกลางชินจูกุ - เวลาเช้าตรู่
เสียงระเบิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMP) จากใต้ดินยังคงทำให้หูของ ยูคิ อาโออิ อื้ออึง แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าที่สาดส่องลงมาดูไม่เข้ากับความโหดร้ายที่เธอเพิ่งผ่านมา เธอค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง เสื้อผ้าขาดวิ่นและเปื้อนคราบเขม่า เธอกำก้านไม้ขีดที่มีตัวเลข "01-01-2026" ไว้แน่น ราวกับว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเธอกับชายคนนั้น
เธอมองไปรอบๆ ลานศาลเจ้าที่เงียบสงบ ไม่มีร่องรอยของนักฆ่า ไม่มีร่องรอยของผู้ตรวจสอบ มีเพียงฝาปิดท่อระบายน้ำเหล็กกล้าที่บิดเบี้ยวจากแรงอัดเบื้องล่าง
อาโออิพยายามตั้งสติ ตัวเลขบนก้านไม้ขีด... มันคือวันที่ของวันนี้! 1 มกราคม 2026 วันขึ้นปีใหม่ที่ควรจะเป็นการเริ่มต้นใหม่ แต่มันหมายถึงอะไรกันแน่? เป็นรหัสผ่าน? พิกัด? หรือเป็นเพียงการย้ำเตือนว่าเธอมีชีวิตรอดมาถึงวันแรกของปี?
ฉากที่ 102: ห้องควบคุมใต้ดินที่พังพินาศ - ต่อเนื่อง
ควันจางๆ ลอยคลุ้งอยู่เหนือแผงวงจรที่ไหม้เกรียม ผู้ตรวจสอบ นอนสลบเหมือดอยู่ห่างออกไปเพราะแรงกระแทก แสงไฟฉุกเฉินสีแดงกระพริบช้าๆ เป็นจังหวะสุดท้ายก่อนจะดับสนิท
ที่มุมห้อง... ร่างของนักฆ่านิรนามหายไปแล้ว เหลือเพียงรอยเลือดที่ลากยาวไปทางช่องระบายอากาศสำรองที่ซ่อนอยู่หลังกองตู้เหล็ก สมุดไดอารี่เล่มสำคัญบัดนี้กลายเป็นเพียงเศษเถ้าถ่านที่ไร้ข้อมูล แต่นักฆ่ารู้ดีว่า "ความทรงจำ" ของเขาไม่ได้อยู่ในสมุด แต่มันอยู่ในทุกก้าวของแผนการที่เขาวางไว้ล่วงหน้าหลายปี
เขาตะเกียกตะกายผ่านอุโมงค์มืด บาดแผลที่สีข้างเริ่มกลับมาเจ็บปวดอย่างรุนแรงอีกครั้งเมื่ออะดรีนาลีนหมดฤทธิ์ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องสุดท้าย (เครื่องสำรองของสำรอง) ออกมา หน้าจอแสดงข้อความสั้นๆ: [เป้าหมายที่ 20: สถานะ - ยังไม่สิ้นสุด]
ฉากที่ 103: ย่านการค้าชินจูกุ - เวลาแปดโมงเช้า
อาโออิเดินปะปนไปกับกลุ่มฝูงชนที่เริ่มออกมาฉลองวันปีใหม่ เธอสวมเสื้อคลุมยาวที่ขโมยมาจากราวตากผ้าเพื่อปกปิดรอยเลือด เธอเดินมาจนถึงร้านราเมงเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในตรอกลึกตามที่นักฆ่าบอก ร้านที่มีป้ายไม้เก่าๆ เขียนว่า "นกอินทรีสีเงิน"
เธอก้าวเข้าไปข้างใน กลิ่นน้ำซุปกระดูกหมูหอมอบอวลช่วยปลอบประโลมจิตใจที่บอบช้ำ เจ้าของร้านเป็นชายชราสายตาฝ้าฟางที่กำลังเช็ดโต๊ะอย่างใจเย็น เขาเงยหน้าขึ้นมองอาโออิแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง
เจ้าของร้าน:
"ปีใหม่ปีนี้... มีแขกมาหาคนแรกเลยนะ แม่หนู... จะรับอะไรดี? หรือจะรับ 'เมนูพิเศษ' ที่ต้องจ่ายด้วยไม้ขีดไฟ?"
อาโออิหัวใจเต้นแรง เธอค่อยๆ วางก้านไม้ขีดนั้นลงบนเคาน์เตอร์ไม้ ชายชราหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดูตัวเลข 01-01-2026 แล้วพยักหน้าช้าๆ
ฉากที่ 104: หลังร้านราเมง - ต่อเนื่อง
ชายชราเดินนำอาโออิเข้าไปในห้องเก็บของหลังร้าน เขาผลักลังไม้ใบใหญ่ออก เผยให้เห็นบันไดทางลงสู่ห้องลับใต้ดินที่ทันสมัยผิดกับหน้าร้าน ภายในห้องนั้นมีหน้าจอมอนิเตอร์นับสิบเครื่องที่กำลังดักฟังความเคลื่อนไหวของกรมตำรวจและองค์กร
ชายชรา:
"เจ้านั่นบอกว่าถ้ามีคนส่งไม้ขีดนี้ให้ แสดงว่าเขาอาจจะมาช้า... หรืออาจจะไม่มาอีกเลย"
เขาส่งแท็บเล็ตเครื่องหนึ่งให้อาโออิ บนหน้าจอคือแผนที่โลกพร้อมจุดสีเขียวที่กำลังกระพริบอยู่ในย่านอาคิฮาบาระ
ชายชรา:
"เขาทิ้ง 'ของขวัญปีใหม่' อีกชิ้นไว้ให้เธอที่นั่น... มันคือตัวตนใหม่ของเธอ ยูคิ อาโออิ... แต่ก่อนจะไป เธอต้องดูนี่"
ชายชราเปิดไฟล์วิดีโอหนึ่งขึ้นมา มันคือภาพจากกล้องหน้ารถส่งจดหมายที่เธอขับชนเสาไฟฟ้า ในจังหวะที่รถกระแทก... มีเงาร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากเงามืดข้างทางด่วนและลากตัว ผู้ตรวจสอบคนที่ 2 ออกไปจากซากรถก่อนที่จะเกิดระเบิด เงาร่างนั้นสวมแจ็คเก็ตหนังสีเข้มและมีท่าทางการเคลื่อนไหวที่อาโออิจำได้ติดตา
เขายังไม่ตาย... และเขากำลังทำความสะอาด "งานที่เหลือ"
ฉากที่ 105: สถานีรถไฟอาคิฮาบาระ - เวลาเก้าโมงครึ่ง
อาโออิเดินทางมาถึงสถานีตามพิกัด เธอเดินไปที่ล็อคเกอร์หมายเลข 1109 (เลขหน้าไดอารี่ที่เขาบอก) เธอใช้รหัสจากวันที่ 01012026 เปิดมันออก
ภายในล็อคเกอร์มี:
 * พาสปอร์ตเล่มใหม่ในชื่อ "นานามิ ฮารุกะ"
 * ตั๋วเครื่องบินไปสวิตเซอร์แลนด์ เที่ยวบินบ่ายวันนี้
 * และ ไม้ขีดไฟก้านใหม่ ที่มีหัวไม้ขีดสีแดงสด
แต่ขณะที่เธอกำลังจะปิดล็อคเกอร์ มือข้างหนึ่งที่สวมถุงมือหนังสีดำก็เอื้อมมาจับประตูล็อคเกอร์ไว้จากด้านหลัง อาโออิสะดุ้งสุดตัวและกำลังจะร้องเรียก แต่เธอก็ได้กลิ่นหอมจางๆ ของยาสูบและน้ำมันปืนที่คุ้นเคย
เสียงทุ้มต่ำ (กระซิบข้างหู):
"เครื่องบินกำลังจะออก... แต่เธอยังมีเวลาพอจะกินราเมงอีกชามนะ"
เธอหันกลับไปมอง แต่เห็นเพียงแผ่นหลังของชายที่สวมเสื้อโค้ทสีดำเดินหายเข้าไปในฝูงชนทิ้งไว้เพียงควันจากไม้ขีดไฟที่เพิ่งถูกจุด... และในมือของเธอตอนนี้มีกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เขาแอบยัดไว้ให้ในจังหวะที่เดินผ่าน
ข้อความในกระดาษ:
"ผู้ตรวจสอบคนสุดท้าย... คือคนที่ส่งพาสปอร์ตนี้ให้เธอ อย่าเพิ่งไปที่เกต"
อาโออิชะงัก เธอเริ่มมองไปรอบๆ สถานีอาคิฮาบาระที่มีผู้คนนับพัน... ใครคือเพื่อน? ใครคือศัตรู? และนักฆ่านิรนามกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่?
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 106: สถานีรถไฟอาคิฮาบาระ - ต่อเนื่อง
อาโออิยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางกระแสฝูงชนที่เดินขวักไขว่ หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาข้างนอก คำเตือนในกระดาษแผ่นนั้นทำให้อากาศรอบตัวเธอดูหนาวเยือกขึ้นมาทันที
"ผู้ตรวจสอบคนสุดท้าย... คือคนที่ส่งพาสปอร์ตนี้ให้เธอ"
เธอหันกลับไปมองที่ล็อคเกอร์หมายเลข 1109 อีกครั้ง พาสปอร์ตชื่อ "นานามิ ฮารุกะ" วางอยู่นิ่งๆ ในนั้น ใครเป็นคนเอามาวางไว้? ชายชราที่ร้านราเมง? หรือองค์กรแอบสวมรอยแผนการของนักฆ่า? เธอเริ่มตระหนักว่า หากเธอเดินไปที่เกตสนามบินตามคำแนะนำในตอนแรก เธออาจจะเดินเข้าสู่กรงขังที่ไม่มีทางออก
เธอตัดสินใจทิ้งพาสปอร์ตและตั๋วเครื่องบินใบนั้นไว้ในล็อคเกอร์ แล้วก้าวเท้าเดินตามทิศทางที่ชายเสื้อโค้ทสีดำเพิ่งเดินหายไป เธอไม่ได้วิ่ง แต่ใช้วิธีเดินตาม "จังหวะ" ที่เขาเคยสอนในไดอารี่—การเดินให้กลมกลืนกับฝูงชน แต่สายตาต้องคมกริบดั่งเหยี่ยว
ฉากที่ 107: ตรอกข้างสถานีอาคิฮาบาระ - เวลาสิบโมงเช้า
เธอเลี้ยวเข้าสู่ตรอกแคบๆ ที่เต็มไปด้วยร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มือสอง ที่นั่นเธอเห็นเขา... นักฆ่านิรนามยืนพิงกำแพงอิฐเก่าๆ เขาสวมหมวกแก๊ปสีดำปิดบังใบหน้าซีกซ้ายที่มีรอยแผลเป็นจากระเบิด มือของเขากำลังจุดไม้ขีดไฟก้านใหม่จากกล่องที่เธอเพิ่งได้รับมา
นักฆ่านิรนาม (พูดโดยไม่หันมามอง):
"ช้าไปสามวินาที... แต่ถือว่าสอบผ่านที่สังเกตเห็นข้อความในกระดาษ"
อาโออิ:
"นี่มันเรื่องอะไรกันคะ? ชายชราคนนั้นทำงานให้พวกมันเหรอ?"
นักฆ่านิรนาม:
"เปล่า... เขาทำงานให้ฉัน แต่เขาถูก 'บังคับ' ให้ส่งของชิ้นนั้นให้เธอ องค์กรเปลี่ยนรหัสผ่านพาสปอร์ตดิจิทัลให้เป็นเครื่องส่งสัญญาณติดตามตัวทันทีที่เธอสแกนที่สนามบิน... ถ้าเธอไปที่นั่น ทุกอย่างจะจบ"
เขาหันมาหาเธอ แววตาของเขาดูเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ฉากที่ 108: ร้านซ่อมอุปกรณ์สื่อสารใต้ดิน - ต่อเนื่อง
นักฆ่าพาอาโออิมุดเข้าไปในร้านซ่อมวิทยุเล็กๆ ที่ดูเหมือนรังหนู เขาปิดประตูเหล็กม้วนลงและล็อกกลอนแน่นหนา เขาหยิบโน้ตบุ๊กเครื่องหนึ่งออกมาแล้วเสียบชิปหน่วยความจำที่อาโออิเก็บมาจากปกสมุดไดอารี่
นักฆ่านิรนาม:
"ข้อมูลในนี้ไม่ใช่แค่บัญชีดำ... แต่มันคือ 'โปรโตคอลล้างกระดาน' ถ้าฉันอัปโหลดมันเข้าสู่เครือข่ายหลักขององค์กร ระบบการเงินและฐานข้อมูลสายลับทั้งหมดของพวกมันจะถูกแช่แข็ง"
อาโออิ:
"งั้นก็รีบทำสิคะ! เราจะได้จบเรื่องนี้เสียที"
นักฆ่านิรนาม:
"มันทำไม่ได้จากที่นี่... รหัสชุดสุดท้ายต้องถูกป้อนผ่านเทอร์มินัลหลักที่ตั้งอยู่ใน 'หอคอยโตเกียวเมโทรโพลิแทน' และที่นั่นคือที่ที่ผู้ตรวจสอบคนสุดท้ายรออยู่"
เขาหยุดพูดแล้วมองไปที่หน้าจอมอนิเตอร์ของร้าน ซึ่งกำลังถ่ายทอดสดข่าวเช้า ภาพที่ปรากฏคือเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงกำลังแถลงข่าวการจับกุมผู้จ้างวานคนแรกและคนที่สอง... แต่คนที่เป็นคนแถลงข่าวกลับคือชายที่อาโออิเห็นที่ร้านราเมงในคราบของ "ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนพิเศษ"
ฉากที่ 109: ภายในร้านซ่อม - ต่อเนื่อง
อาโออิอ้าปากค้าง ชายชราที่ดูใจดีคนนั้นคือเบอร์ใหญ่ของตำรวจ... และอาจจะเป็นเบอร์ใหญ่ขององค์กรด้วย
นักฆ่านิรนาม:
"แผนสำรองที่ 110... 'การเจรจาในแดนประหาร' ... อาโออิ ฉันต้องให้เธอทำหน้าที่ที่ยากที่สุด"
เขาส่งไมโครโฟนไร้สายขนาดจิ๋วให้เธอ พร้อมกับชุดแต่งกายใหม่ที่ดูเหมือนพนักงานทำความสะอาดของตึกราชการ
นักฆ่านิรนาม:
"เธอต้องเข้าไปที่นั่นในฐานะ 'คนแปลกหน้า' ใช้เสียงของเธอพากย์เป็นคนพนักงานคนไหนก็ได้ที่คุณเจอ แล้วเข้าไปที่ห้องเซิร์ฟเวอร์ชั้น 52 ส่วนฉัน... ฉันจะเดินเข้าประตูหน้าในฐานะ 'เป้าหมายที่ยี่สิบ' เพื่อดึงความสนใจทั้งหมดมาที่ฉัน"
ฉากที่ 110: หน้าหอคอยโตเกียวเมโทรโพลิแทน - เวลาเที่ยงตรง
แสงแดดจ้าสะท้อนกับกระจกตึกสูงเสียดฟ้า นักฆ่านิรนามในชุดสูทสีดำเต็มยศ (ชุดเดียวกับฉากเปิดเรื่องในโรงแรม) เดินลงจากรถแท็กซี่ เขาคาบไม้ขีดไฟไว้ที่ปาก แววตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง เขาเดินตรงไปที่ประตูด้านหน้าที่มีบอดี้การ์ดและตำรวจล้อมหน้าล้อมหลัง
เขาชูมือขึ้นสองข้าง ในมือซ้ายมีรีโมทคอนโทรล และมือขวามีสมุดไดอารี่เล่มใหม่ที่เขาเพิ่งเขียนขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ
นักฆ่านิรนาม (ตะโกน):
"ฉันคือนิรนาม! ฉันมาเพื่อส่งงานชิ้นสุดท้าย!"
ในขณะที่ทุกคนพุ่งเป้าไปที่เขา... เงาร่างของพนักงานทำความสะอาดสาวตัวเล็กๆ ก็เดินเข็นรถอุปกรณ์ผ่านประตูด้านหลังของตึกไปอย่างเงียบเชียบ
อาโออิกดสวิตช์หูฟังเบาๆ เธอกลั้นใจพึมพำกับตัวเอง: "อย่ากลัวนะอาโออิ... นี่คือบทพากย์ที่สำคัญที่สุดในชีวิต"
แต่ทว่า... ทันทีที่เธอเดินเข้าลิฟต์ขนของ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากลำโพงในลิฟต์:
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ คุณหนูอาโออิ... พ่อคุณรออยู่ที่ชั้น 52 นานแล้ว"
ลิฟต์เริ่มเคลื่อนที่ขึ้นด้วยความเร็วสูง และปุ่มกดทุกปุ่มในลิฟต์ก็ไม่ทำงานอีกต่อไป!
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 111: ภายในลิฟต์ขนของ หอคอยโตเกียวเมโทรโพลิแทน - ต่อเนื่อง
ความเย็นเฉียบแล่นพล่านไปทั่วสันหลังของอาโออิเมื่อได้ยินเสียงที่เรียกเธอว่า "คุณหนู" ลิฟต์ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วตัวเลขชั้นบนหน้าจอดิจิทัลพุ่งผ่านหลักสิบไปอย่างบ้าคลั่ง เธอพยายามกดปุ่มหยุดฉุกเฉินแต่มันกลับไร้การตอบสนอง
เธอรีบแตะไมโครโฟนจิ๋วที่ซ่อนอยู่ใต้คอเสื้อ "คุณคะ! แผนพังแล้ว! มีคนรู้ว่าฉันกำลังขึ้นไป และเขา... เขาเรียกฉันว่าคุณหนู!"
เงียบสนิท... ไม่มีเสียงตอบกลับจากนักฆ่านิรนาม มีเพียงเสียงซ่าของคลื่นรบกวน องค์กรได้ตัดสัญญาณสื่อสารในตึกนี้โดยสมบูรณ์แล้ว
ฉากที่ 112: ลานหน้าหอคอยฯ - ต่อเนื่อง
นักฆ่านิรนามยืนอยู่กลางวงล้อมของปลายกระบอกปืนนับสิบกระบอก แสงเลเซอร์สีแดงนับสิบจุดจับอยู่บนหน้าอกและหน้าผากของเขา แต่เขายังคงยืนนิ่ง คาบไม้ขีดไฟไว้อย่างใจเย็น
ผู้บัญชาการตำรวจ (ชายชราจากร้านราเมง):
"แกมาที่นี่เพื่อเป็นตัวล่อให้เด็กนั่นสินะ... ช่างเป็นนักฆ่าที่มีหัวใจอ่อนไหวเหลือเกิน 'นิรนาม' แต่น่าเสียดายที่แกคำนวณพลาดไปอย่างหนึ่ง"
ชายชราเดินก้าวออกมาจากแนวตำรวจ ในมือไม่ได้ถือปืน แต่ถือ สมุดไดอารี่เล่มดั้งเดิม (เล่มที่อาโออิคิดว่าถูกเผาไปแล้วในอุโมงค์) เขาเปิดหน้ากลางที่ถูกไฟไหม้เกรียมให้ดู
ผู้บัญชาการ:
"สมุดที่แกให้ยัยเด็กนั่นทำลาย... มันคือของปลอมที่แกทำขึ้นมาเพื่อหลอกองค์กรสินะ? แต่แกหารู้ไม่ว่า 'ของจริง' น่ะ มันถูกสลับไปตั้งแต่ตอนที่ยัยนั่นหลับอยู่ที่เซฟเฮาส์คืนแรกแล้ว"
นักฆ่าหรี่ตาลง ไม้ขีดไฟในปากสั่นเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่สีหน้าของเขาแสดงความตระหนักรู้ออกมา... เขาถูกซ้อนแผนตั้งแต่วันแรก
ฉากที่ 113: ชั้น 52 ห้องเซิร์ฟเวอร์หลัก - ต่อเนื่อง
ติ๊ง!
ประตูลิฟต์เปิดออกสู่ห้องโถงกว้างขวางที่ล้อมรอบด้วยตู้เซิร์ฟเวอร์สีดำขลับ แสงไฟ LED สีฟ้าวิ่งผ่านสายเคเบิลประดุจเส้นเลือดของปีศาจ ที่ใจกลางห้องมีเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่หันหลังอยู่
อาโออิก้าวออกมาจากลิฟต์ด้วยขาที่สั่นเทา เธอถือชิปหน่วยความจำสีทองไว้ในมือกำแน่น
"พ่อ... เหรอคะ?" เธอเอ่ยเสียงสั่น
เก้าอี้ค่อยๆ หมุนกลับมา ชายที่นั่งอยู่บนนั้นไม่ได้ดูแก่ชราเหมือนที่เธอคิด เขาดูมีอายุประมาณ 50 ปี ใบหน้าเรียบเฉยและสวมแว่นตากรอบเหลี่ยมไร้อารมณ์ แต่ที่ทำให้เธอช็อกที่สุดคือ... ชายคนนี้มีใบหน้าเหมือนกับนักฆ่านิรนามแทบจะทุกประการ เพียงแต่ดูสูงวัยกว่าเท่านั้น
ชายปริศนา:
"ยินดีที่ได้พบกันจริงๆ เสียที อาโออิ... ฉันไม่ใช่พ่อของเธอหรอก พ่อของเธอตายไปนานแล้วในกองเพลิงนั่น"
เขาพยักหน้าไปทางรูปถ่ายเก่าๆ บนโต๊ะ ซึ่งเป็นรูปชายอีกคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนในพาสปอร์ตของเธอ
ชายปริศนา:
"ฉันคือ 'ต้นแบบ' ... และคนที่พาเธอมาที่นี่ ก็คือ 'รุ่นที่ยี่สิบ' ที่ฉันสร้างขึ้นมาเพื่อทดสอบระบบ"
ฉากที่ 114: ชั้น 52 - ต่อเนื่อง
อาโออิถอยหลังจนชนตู้เซิร์ฟเวอร์ "คุณหมายความว่ายังไง... รุ่นที่ยี่สิบ?"
ชายปริศนา (ต้นแบบ):
"นักฆ่าที่เธอไว้ใจ... เขาคือมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นจาก DNA ของฉัน เขาไม่มีชื่อ ไม่มีอดีต มีเพียงแผนการที่ถูกโปรแกรมไว้ในสมุดไดอารี่ที่เขาคิดว่าเขาเขียนเอง... งานของเขาคือพาเธอมาที่นี่ เพื่อให้ 'เสียง' ของเธอปลดล็อกระบบล้างกระดานที่พ่อของเธอแอบใส่รหัสป้องกันไว้"
เขาชี้ไปที่ไมโครโฟนบนโต๊ะ
"พูดรหัสออกมาอาโออิ... แล้วฉันจะปล่อยให้ 'รุ่นที่ยี่สิบ' มีชีวิตอยู่ต่อในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่หุ่นยนต์สังหาร"
ฉากที่ 115: ลานหน้าหอคอยฯ - ต่อเนื่อง
นักฆ่านิรนามคุกเข่าลงกับพื้นตามคำสั่งของตำรวจ แต่ในจังหวะที่เขาก้มหน้าลง เขาแอบพึมพำกับไมโครโฟนจิ๋วที่ซ่อนอยู่ใน ฟันปลอม ซี่ในสุด ซึ่งเป็นช่องสัญญาณสำรองที่องค์กรไม่เคยรู้
นักฆ่านิรนาม (กระซิบ):
"อาโออิ... อย่าเชื่อสิ่งที่มันพูด... แผนสำรองที่ 111... 'บทพากย์ที่ไม่มีในสคริปต์' ... ใช้มันเดี๋ยวนี้!"
บนชั้น 52 อาโออิได้ยินเสียงพร่ามัวนั้นลอดออกมาจากหูฟังที่เกือบจะดับไป เธอสูดลมหายใจลึก มองไปที่ "ต้นแบบ" ของนักฆ่าที่เธอนับถือ แล้วเธอก็ยิ้มออกมา... รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยแผนการที่เหนือกว่าการคาดหมาย
"คุณบอกว่าเสียงของฉันคือรหัสใช่ไหมคะ?" อาโออิถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ "งั้นรหัสที่พ่อฉันทิ้งไว้... มันไม่ใช่คำพูดหรอกค่ะ"
เธอยกชิปหน่วยความจำสีทองขึ้นมา แล้วทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด... เธอกระแทกชิปนั้นลงกับขอบโต๊ะเหล็กจนมันแตกหัก!
ต้นแบบ: "แกทำอะไรลงไป! นั่นมันข้อมูลทั้งหมด!"
อาโออิ: "นักฆ่าของฉันบอกว่า... ข้อมูลที่อันตรายที่สุด คือข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง"
ทันใดนั้น เสียงเตือนภัยสีแดงสว่างวาบทั่วทั้งตึก ไม่ใช่เพราะระบบถูกล้าง... แต่เพราะเธอกำลังใช้เสียงของเธอส่งคลื่นความถี่สูงผ่านไมโครโฟนที่เปิดค้างไว้ เพื่อกระตุ้นให้ ระเบิดจิ๋ว ที่ฝังอยู่ในตู้เซิร์ฟเวอร์ทุกตู้ทำงานพร้อมกัน! (แผนที่นักฆ่าแอบวางไว้ตอนที่เขามาสำรวจตึกนี้ในฐานะช่างไฟเมื่อปีก่อน)
ตูม!!!
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 116: ชั้น 52 ห้องเซิร์ฟเวอร์หลัก - ต่อเนื่อง
แรงระเบิดจากตู้เซิร์ฟเวอร์รอบทิศทางทำให้กระจกนิรภัยหนาหลายนิ้วของหอคอยสั่นสะเทือนจนเกิดรอยร้าวรุกราม แสงไฟสีฟ้าจากสายเคเบิลถูกแทนที่ด้วยประกายไฟสีส้มที่ปะทุออกมาจากแผงวงจร "ต้นแบบ" กระเด็นตกจากเก้าอี้ด้วยแรงอัด แว่นตาของเขาแตกละเอียดเผยให้เห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและตื่นตระหนก
ต้นแบบ (คำราม):
"นังเด็กบ้า! แกทำลายกุญแจดอกเดียวที่เหลืออยู่!"
อาโออิตัวปลิวไปกระแทกกับผนัง แต่เธอยังคงพยายามพยุงตัวขึ้น เธอไม่ได้มองที่ต้นแบบ แต่มองไปที่เพดานห้องซึ่งมีช่องพัดลมระบายอากาศขนาดใหญ่ที่กำลังเริ่มหมุนย้อนกลับเนื่องจากระบบไฟฟ้าลัดวงจร
ฉากที่ 117: ลานหน้าหอคอยฯ - ต่อเนื่อง
เมื่อเสียงระเบิดจากยอดตึกดังลงมาถึงเบื้องล่าง ความชุลมุนวุ่นวายก็บังเกิดขึ้นทันที ตำรวจสืบสวนพิเศษและบอดี้การ์ดชะงักไปครู่หนึ่งเพราะแรงสั่นสะเทือน นักฆ่านิรนามใช้จังหวะที่ "เสี้ยววินาที" นั้นสลัดพันธนาการ
เขาไม่ได้หนีไปที่ถนน แต่เขากระโดดขึ้นไปบน รถบรรทุกขยะ ที่จอดอยู่ใกล้ๆ ซึ่งเขาได้ "จัดวาง" ไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ในถังขยะนั้นไม่มีขยะ แต่มี เครื่องยิงลวดสลิงแรงดันสูง
นักฆ่านิรนาม:
"แผนสำรองที่ 112... 'การย้อนกลับของแรงดึงดูด' "
เขากดปุ่มยิงสลิง สลิงเหล็กกล้าพุ่งทะยานขึ้นไปตามแนวผนังตึกด้วยความเร็วสูง หัวลูกศรแม่เหล็กไฟฟ้าปักหนึบเข้ากับขอบระเบียงชั้น 50 นักฆ่ารีบเกี่ยวสายเข็มขัดนิรภัยเข้ากับรอกไฟฟ้าที่กำลังดึงตัวเขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ท่ามกลางห่ากระสุนที่ตำรวจสาดตามหลังมา
ฉากที่ 118: ชั้น 52 - ต่อเนื่อง
ต้นแบบชักปืนพกสีเงินวาวออกมาเล็งไปที่อาโออิที่กำลังตะเกียกตะกายหนี แต่ก่อนที่เขาจะเหนี่ยวไก เงาร่างสีดำร่างหนึ่งก็พุ่งทะลุกระจกนิรภัยที่ร้าวอยู่เข้ามา!
เพล้ง!!!
นักฆ่านิรนามในสภาพโชกเลือดพุ่งเข้ากระแทกต้นแบบจนล้มกลิ้ง ทั้งคู่ต่อสู้กันอย่างบ้าคลั่งกลางกองเพลิงที่กำลังลุกลาม ใบหน้าสองใบหน้าที่เหมือนกันเปี๊ยบปะทะกันอย่างดุเดือด คนหนึ่งคืออดีตที่เย็นชา อีกคนคือปัจจุบันที่กำลังดิ้นรนเพื่อความเป็นมนุษย์
ต้นแบบ (กัดฟันพูด):
"แกคือผลงานที่ล้มเหลวที่สุดของฉัน 'รุ่นที่ 20' ... แกมีความรู้สึกมากเกินไป!"
นักฆ่านิรนาม:
"นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว... แต่มันคือ 'การอัปเกรด' "
นักฆ่าใช้จังหวะที่ต้นแบบเสียหลัก คว้าถังดับเพลิงที่อยู่ใกล้ๆ ฟาดเข้าที่สีข้าง แล้วหันไปหาอาโออิ
ฉากที่ 119: ริมหน้าต่างที่แตกละเอียด - ต่อเนื่อง
"อาโออิ! ไปที่เฮลิคอปเตอร์ดาดฟ้า!" นักฆ่าตะโกนแข่งกับเสียงไฟไหม้
อาโออิ:
"แล้วคุณล่ะ! ตึกนี้กำลังจะถล่มแล้วนะ!"
นักฆ่าหันกลับไปมองต้นแบบที่กำลังลุกขึ้นมาพร้อมระเบิดมือในมือ เขาหันมายิ้มให้อาโออิ เป็นรอยยิ้มที่เศร้าที่สุดที่เธอเคยเห็น
นักฆ่านิรนาม:
"ฉันต้องลบ 'ต้นฉบับ' ทิ้ง... เพื่อให้ 'ฉบับสำเนา' อย่างเธอมีชีวิตที่สมบูรณ์... ไปซะ!"
เขาผลักอาโออิเข้าไปในลิฟต์เล็กสำหรับพนักงานที่ระบบสำรองยังทำงานอยู่เพียงตัวเดียว อาโออิพยายามจะขัดขืนแต่ประตูก็ปิดลงเสียก่อน
ฉากที่ 120: ดาดฟ้าหอคอยฯ - เวลาเที่ยงสิบห้านาที
อาโออิพุ่งตัวขึ้นมาถึงดาดฟ้า เธอเห็นเฮลิคอปเตอร์สีดำที่ไม่มีเครื่องหมายใดๆ สตาร์ทเครื่องรออยู่ (ซึ่งเป็นเครื่องที่นักฆ่าแอบจ้างนักบินอิสระไว้ในไดอารี่หน้าพิเศษ) เธอปีนขึ้นไปบนเครื่องแล้วตะโกนบอกนักบินให้รอ
แต่แล้ว... แรงระเบิดมหาศาลก็ปะทุออกมาจากชั้น 52 เปลวไฟพวยพุ่งพุ่งออกจากทุกช่องหน้าต่าง ตึกทั้งหลังเริ่มเอียงวูบ
อาโออิจ้องมองลงไปที่กองเพลิงด้วยหัวใจที่แตกสลาย แต่ท่ามกลางกลุ่มควันสีดำที่ม้วนตัวหนาทึบ เธอเห็นเงาร่างหนึ่งกระโดดออกมาจากทางต่างชั้น 52 ในจังหวะสุดท้าย ร่างนั้นไม่ได้ร่วงลงสู่พื้น... แต่กำลัง โหนสายเคเบิล ที่เชื่อมต่อกับตึกข้างๆ อยู่!
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ร่างนั้นกำลังจะถึงฝั่งที่ปลอดภัย สไนเปอร์จากเฮลิคอปเตอร์ตำรวจที่บินวนอยู่ก็เล็งเป้าไปที่สายเคเบิลเส้นนั้น
อาโออิ:
"ไม่นะ!!!"
เธอคว้าปืนส่งสัญญาณที่วางอยู่ในเฮลิคอปเตอร์ ยิงออกไปที่หน้ากระจกของเฮลิคอปเตอร์ตำรวจเพื่อพรางตา แสงสีแดงวาบทำให้สไนเปอร์เสียจังหวะ กระสุนพลาดไปโดนแค่ขอบตึก
ร่างสีดำนั้นม้วนตัวลงบนดาดฟ้าตึกข้างๆ ได้สำเร็จ เขาเงยหน้าขึ้นมองเฮลิคอปเตอร์ของอาโออิ แล้วชูก้านไม้ขีดไฟที่ยังไม่ได้จุดขึ้นมาหนึ่งก้าน...
แต่ก่อนที่อาโออิจะได้ดีใจ... เธอก็รู้สึกถึงแรงกระแทกจากด้านหลัง มีใครบางคนแอบขึ้นมาบนเฮลิคอปเตอร์ของเธอตั้งแต่แรก และตอนนี้ปลายกระบอกปืนเย็นๆ ก็จ่ออยู่ที่ต้นคอของเธอ
เสียงลึกลับ:
"การพากย์เสียงครั้งสุดท้าย... ต้องใช้ 'ความตาย' เป็นตอนจบนะคุณหนู"
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 121: เหนือน่านฟ้าชินจูกุ บนเฮลิคอปเตอร์ - ต่อเนื่อง
เสียงใบพัดฮีลิคอปเตอร์ที่ตัดกับลมแรงทำให้หัวใจของอาโออิเต้นรัวจนแทบระเบิด ปลายกระบอกปืนที่จ่ออยู่ที่ต้นคอของเธอเย็นเฉียบจนผิวหนังลุกซู่ เธอชำเลืองมองผ่านกระจกสะท้อน เห็นใบหน้าของผู้ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ชุดนักบินสำรอง... เขาคือ "ผู้ช่วยสืบสวน" ที่เคยเดินตามหลังชายชราที่ร้านราเมง แววตาของเขาไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง
ผู้ช่วยสืบสวน:
"นักฆ่านั่นสอนเธอให้ดูแผนสำรองเป็นร้อยแผน... แต่เขาลืมบอกเธอหรือเปล่าว่า 'ตัวหมากที่อันตรายที่สุด' คือตัวหมากที่ถูกวางไว้ให้เรามองข้ามตั้งแต่ต้น"
เขากดปลายกระบอกปืนหนักขึ้น บังคับให้อาโออิปล่อยมือจากขอบประตูเฮลิคอปเตอร์
ฉากที่ 122: บนดาดฟ้าตึกข้างเคียง - ต่อเนื่อง
นักฆ่านิรนามที่เพิ่งม้วนตัวลงบนดาดฟ้าตึกฝั่งตรงข้ามมองเห็นเหตุการณ์ผ่านกล้องส่องทางไกลจิ๋ว เขาเห็นร่างของอาโออิถูกควบคุมตัวอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังเชิดหัวขึ้นสูง มือของเขาคว้ากระเป๋าสัมภาระที่เขาแอบซ่อนไว้บนดาดฟ้านี้เมื่อ 2 ชั่วโมงก่อนออกมา
ภายในมี ปืนไรเฟิลจู่โจม FN SCAR ที่ติดตั้งอุปกรณ์พิเศษ เขารีบประกอบพานท้ายและลำกล้องด้วยความเร็วที่เหนือขีดจำกัดมนุษย์ เลือดที่ไหลซึมจากบาดแผลที่ท้องหยดลงบนพื้นปูนดาดฟ้า แต่เขาไม่สนใจ
นักฆ่านิรนาม (พึมพำ):
"แผนสำรองที่ 113... 'การดิ่งพสุธาในแนวราบ' "
เขาไม่ได้เล็งไปที่คนร้าย แต่เขาเล็งไปที่ ถังน้ำมันสำรอง ที่ติดตั้งอยู่ใต้ท้องเฮลิคอปเตอร์ลำนั้น!
ฉากที่ 123: บนเฮลิคอปเตอร์ - ต่อเนื่อง
อาโออิพยายามตั้งสติ เธอจำคำสอนในสมุดหน้า 72 ได้: 'เมื่ออาวุธอยู่ในมือศัตรู ให้เปลี่ยนร่างกายเราให้กลายเป็นอาวุธเสียเอง'
เธอกลั้นใจพูดย้ำรหัสด้วยเสียงที่สั่นเครือแต่แฝงความถี่สูงตามที่เคยฝึกมา:
"รหัสยกเลิกภารกิจ... 9-9-9-เดลต้า... ทำลายทิ้งทั้งลำ!"
ผู้ช่วยสืบสวน (หัวเราะ):
"ไร้ประโยชน์ รหัสเสียงนั่นใช้ไม่ได้กับฉัน..."
แต่เขายังพูดไม่ทันจบ เสียง "เปรี้ยง!" จากกระสุนไรเฟิลของนักฆ่าก็ดังขึ้น กระสุนไม่ได้ระเบิดถังน้ำมัน แต่มันเจาะเข้าที่ สายไฮดรอลิก ของระบบบังคับทิศทาง ทำให้เฮลิคอปเตอร์เริ่มหมุนควงสว่านอย่างรุนแรง
ฉากที่ 124: ช่วงจังหวะวิกฤตกลางอากาศ - ต่อเนื่อง
ร่างของผู้ช่วยสืบสวนเสียหลักกระแทกเข้ากับผนังเครื่อง ปืนหลุดจากมือ อาโออิอาศัยแรงเหวี่ยงเหวี่ยงตัวเองออกไปคว้า ร่มชูชีพฉุกเฉิน ที่ติดอยู่ที่เบาะข้างๆ เธอไม่ได้สวมมัน แต่เธอกอดมันไว้แน่นแล้วตัดสินใจกระโดดออกจากประตูเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังเสียการทรงตัว!
อาโออิ:
"คุณ!!! ช่วยด้วย!!!"
เสียงกรีดร้องของเธอหายไปในอากาศขณะที่ร่างของเธอดิ่งลงสู่หุบเหวระหว่างตึกระฟ้า
ฉากที่ 125: บนดาดฟ้าตึก - ต่อเนื่อง
นักฆ่านิรนามทิ้งปืนไรเฟิล เขาไม่รอช้า พุ่งตัวออกไปที่ขอบตึกแล้วกระโดดตามลงไปทันที! เขากางแขนและขาออกเพื่อปรับสรีระให้เป็นท่า "Base Jump" เขาพุ่งตัวดิ่งลงไปหาร่างของอาโออิที่กำลังตกลงไปเร็วกว่า
เขาสามารถคว้าตัวเธอไว้ได้กลางอากาศท่ามกลางแสงแดดจ้าและลมพัดแรง ทั้งคู่โอบกอดกันแน่นขณะที่ภาพบ้านเมืองเบื้องล่างพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วสูง
นักฆ่านิรนาม (ตะโกนข้างหูเธอ):
"ดึงสลัก!!! เดี๋ยวนี้!!!"
อาโออิดึงสลักร่มชูชีพที่เธอกอดไว้ ร่มสีเหลืองทองกางพึ่บออกมา กระชากร่างของทั้งคู่ให้ลอยคว้างอยู่กลางอากาศเหนือทางด่วนชินจูกุ
แต่ขณะที่พวกเขากำลังจะร่อนลงสู่พื้นที่ปลอดภัย... อาโออิเหลือบไปเห็นบางอย่างที่ข้อมือของนักฆ่า มันมีเครื่องหมาย "นับถอยหลัง" สีแดงกระพริบอยู่ที่นาฬิกาของเขา
00:10... 00:09...
อาโออิ: "นั่นมันอะไรคะ? ทำไมมันนับถอยหลัง!"
นักฆ่านิรนามมองดูนาฬิกานั่นด้วยแววตาที่สงบนิ่งอย่างประหลาด เขาไม่ได้ตอบเธอ แต่เขามองไปที่ท้องฟ้าทิศตะวันออกที่เครื่องบินรบสองลำกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 126: น่านฟ้าเหนือกรุงโตเกียว - ต่อเนื่อง
ร่มชูชีพพาทั้งคู่ลอยละล่องอยู่ท่ามกลางลมหนาวต้นปี ตัวเลขบนข้อมือของนักฆ่ายังคงนับถอยหลังอย่างไม่ปรานี 00:07... 00:06... เขาไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก แต่กลับกระชับอ้อมกอดที่รัดตัวอาโออิให้แน่นขึ้น
"มันคือรหัสสลักสุดท้ายขององค์กร..." นักฆ่ากระซิบ เสียงของเขาถูกลมตีจนขาดห้วง "เมื่อ 'ต้นแบบ' ถูกทำลาย... 'รุ่นสำเนา' ทั้งหมดจะถูกปิดระบบอัตโนมัติ นาฬิกานี่ไม่ได้นับถอยหลังสู่การระเบิด... แต่มันคือการหยุดการทำงานของหัวใจเทียมในตัวฉัน"
อาโออิตาเบิกกว้าง "หัวใจเทียม? หมายความว่าไงคะ? คุณ... คุณเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่เหรอ!"
00:04... 00:03...
ฉากที่ 127: ทางด่วนสายชินจูกุ - ต่อเนื่อง
ร่มชูชีพของทั้งคู่ร่อนลงกระแทกกับหลังคารถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่กำลังวิ่งอยู่บนทางด่วนอย่างแรง ทั้งคู่กลิ้งหลุนๆ ไปตามหลังคาเหล็กก่อนจะหยุดลงที่ขอบตู้ นักฆ่านิรนามนอนแน่นิ่งไปทันทีที่ตัวเลขกลายเป็น 00:00 อาโออิรีบคลานเข้าไปหาเขา เธอเขย่าร่างที่ไร้สติของเขาอย่างบ้าคลั่ง "ไม่นะ! คุณบอกว่าเราจะไปกินราเมงด้วยกันไง! ลืมตาขึ้นมาสิ!"
ในจังหวะนั้นเอง เครื่องบินรบสองลำที่มุ่งหน้ามาไม่ได้ทิ้งระเบิด แต่กลับปล่อย คลื่นความถี่รบกวน (Jamming Signal) ปกคลุมไปทั่วบริเวณ รถยนต์ทุกคันบนทางด่วนเริ่มเบรกกะทันหันจนเกิดอุบัติเหตุต่อเนื่องเพื่อสกัดกั้นการตามล่าของตำรวจ
ฉากที่ 128: บนหลังคารถบรรทุก - ต่อเนื่อง
อาโออิสะอื้นไห้ เธอซบหน้าลงบนอกของนักฆ่า แต่แล้วเธอสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่นูนออกมาจากใต้เสื้อเกราะของเขา มันคือ ก้านไม้ขีดไฟก้านสุดท้าย ที่เขายัดกลับคืนมาให้เธอตอนอยู่บนดาดฟ้า เธอดึงมันออกมาและพบว่าที่หัวไม้ขีดไม่ได้เป็นสีแดงธรรมดา แต่มันคือ หัวเซนเซอร์ขนาดจิ๋ว
เธอจำคำสอนหน้าสุดท้ายของไดอารี่ได้: "ในวันที่โลกหยุดหมุน... ให้ใช้ 'ไฟ' ปลุกวิญญาณ"
อาโออิไม่รอช้า เธอใช้หัวไม้ขีดนั้นกดลงไปที่ตำแหน่งหัวใจของนักฆ่านิรนามแรงๆ!
เปรี้ยะ!!!
กระแสไฟฟ้าโวลต์สูงถูกปล่อยออกมาจากก้านไม้ขีดประดุจเครื่องกระตุกหัวใจฉุกเฉิน ร่างของนักฆ่ากระตุกเฮือก เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกยาวก่อนจะลืมตาขึ้นมา แววตาสีน้ำตาลนั้นกลับมาฉายประกายอีกครั้ง
ฉากที่ 129: เขตอุตสาหกรรมริมอ่าวโตเกียว - เวลาบ่ายสองโมง
รถบรรทุกพาทั้งคู่มาถึงโกดังร้างริมทะเล นักฆ่านิรนามเดินโอนเอนโดยมีอาโออิพยุงอยู่ เขาพาเธอเข้าไปในห้องนิรภัยใต้ดินของโกดังที่ดูเหมือนรังลับที่แท้จริงของเขา ภายในไม่มีอาวุธ แต่มี เครื่องแม่ข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก และกำแพงที่เต็มไปด้วยรูปถ่ายของอาโออิตั้งแต่เด็กจนโต
"คุณ... เฝ้ามองฉันมาตลอดเลยเหรอ?" อาโออิถามด้วยความสับสน
นักฆ่าทรุดตัวลงบนเก้าอี้ "ฉันไม่ได้แค่เฝ้ามอง... ฉันถูกสร้างมาเพื่อ 'เป็น' เธอในเวอร์ชันที่แข็งแกร่งกว่า พ่อของเธอรู้ว่าวันหนึ่งองค์กรจะมาตามหาเธอ เขาเลยสร้างฉันขึ้นมาเพื่อรับมือกับมันทุกรูปแบบ"
เขาเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ เผยให้เห็นว่าข้อมูลที่อาโออิทำลายไปบนตึกนั้น จริงๆ แล้วถูกส่งมาสำรองไว้ที่นี่ทั้งหมดตั้งนานแล้ว
ฉากที่ 130: ริมอ่าวโตเกียว - ยามอาทิตย์อัสดง
แสงสีส้มทาบทับไปบนผิวน้ำ นักฆ่านิรนามเดินออกมายืนรับลมทะเล บาดแผลของเขาถูกทำแผลอย่างดีด้วยฝีมือของอาโออิ เขาหยิบไม้ขีดไฟขึ้นมาคาบ แต่คราวนี้เขาไม่ได้จุดมัน
"ตอนนี้องค์กรคิดว่าเราตายไปพร้อมกับหอคอยนั่นแล้ว..." เขาพูด "เธอเป็นอิสระแล้วอาโออิ... เงินในบัญชีนั่นจะทำให้เธอไปอยู่ที่ไหนก็ได้"
อาโออิก้าวเดินมาหยุดข้างๆ เขา "แล้วคุณล่ะ? 'เป้าหมายที่ 20' จบลงแล้ว คุณจะไปไหน?"
นักฆ่าหันมามองเธอ เขาหยิบสมุดเล่มใหม่ที่ว่างเปล่าออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นปากกาให้เธอ
"เป้าหมายที่ 21..." เขาพูดเสียงเรียบ "ให้เธอเป็นคนเขียน... ว่าเราจะไปที่ไหนต่อ"
อาโออิรับปากกามา เธอไม่ได้เขียนชื่อเมืองหรือพิกัด แต่เธอวาดรูป นกอินทรีตัวเล็กๆ สองตัว บินคู่กันไปบนขอบกระดาษ
แต่ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะก้าวออกจากโกดัง... เสียงโทรศัพท์สาธารณะที่ตั้งอยู่หน้าโกดังก็ดังขึ้น...
กริ๊งงงง... กริ๊งงงง...
ในสถานที่ที่มีเพียงพวกเขาที่รู้... ใครกันที่เป็นคนโทรมา? นักฆ่านิรนามชะงัก มือของเขาเอื้อมไปแตะที่ปืนข้างเอวโดยสัญชาตญาณ
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 131: หน้าโกดังร้างริมอ่าวโตเกียว - ต่อเนื่อง
เสียงโทรศัพท์สาธารณะยังคงแผดร้องท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงคลื่นซัดฝั่ง นักฆ่านิรนามและอาโออิสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ความผ่อนคลายเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น นักฆ่าก้าวเดินไปที่ตู้โทรศัพท์อย่างระแวดระวัง เขาใช้ผ้าพันแผลที่เหลืออยู่พันมือเพื่อไม่ให้ทิ้งรอยนิ้วมือ ก่อนจะยกหูโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
เขายังไม่ทันพูดอะไร เสียงจากปลายสายกลับเป็นเสียงสังเคราะห์ที่ไร้อารมณ์ แต่มีจังหวะการพูดที่เขาคุ้นเคยจนน่าขนลุก
เสียงปลายสาย:
"ยินดีด้วยที่คุณรักษาระบบหัวใจไว้ได้ทันเวลา 'รุ่นที่ 20' ... แต่อย่าเพิ่งรีบเขียนตอนจบให้ตัวเอง เพราะ 'ความทรงจำ' ที่คุณได้ไปจากต้นแบบน่ะ... มันยังไม่สมบูรณ์"
นักฆ่าขมวดคิ้ว "แกเป็นใคร?"
เสียงปลายสาย:
"ฉันคือ 'รุ่นที่ 21' ... รุ่นที่ถูกปรับปรุงให้ไม่มีหัวใจแบบคุณ และตอนนี้ฉันกำลังยืนอยู่หน้าบ้านพักคนชราที่แม่ของ ยูคิ อาโออิ พักฟื้นอยู่จริงๆ"
ฉากที่ 132: ริมอ่าวโตเกียว - ต่อเนื่อง
อาโออิที่ยืนฟังอยู่ใกล้ๆ ถึงกับหน้าซีดเผือด "แม่... แม่เหรอ? แต่พ่อบอกว่าแม่เสียไปแล้ว!"
นักฆ่านิรนามดึงหูโทรศัพท์ออกมาให้อาโออิได้ยินชัดๆ เสียงปลายสายหัวเราะเบาๆ
รุ่นที่ 21:
"พ่อของเธอโกหกเพื่อปกป้องเธอไงล่ะอาโออิ... แต่ความจริงมักจะเจ็บปวดเสมอ ถ้าอยากให้แม่มีชีวิตรอดข้ามผ่านคืนวันปีใหม่นี้ไปได้ ให้ 'รุ่นที่ 20' พาสมุดเล่มใหม่ที่เธอเพิ่งวาดรูปนกอินทรีนั่นมาที่ โรงละครคาบูกิซ่า ภายในหนึ่งชั่วโมง... อ้อ แล้วอย่าคิดจะเรียกตำรวจล่ะ เพราะตำรวจครึ่งสถานีตอนนี้... ก็คือคนของฉัน"
สายถูกตัดไป นักฆ่านิรนามกระแทกหูโทรศัพท์ลงกับแท่นอย่างแรงจนพลาสติกแตกกระจาย
ฉากที่ 133: ภายในรถสปอร์ตสีดำที่ซ่อนไว้ - เวลาบ่ายสามโมงสี่สิบนาที
รถพุ่งทะยานออกจากย่านอ่าวโตเกียวมุ่งหน้าสู่กินซ่าด้วยความเร็วสูง นักฆ่านิรนามบังคับพวงมาลัยด้วยมือเดียว ส่วนอีกมือหนึ่งเขากำลังต่อสายลับเข้ากับระบบค้นหาข้อมูลเชิงลึก
นักฆ่านิรนาม:
"มันคือแผนซ้อนแผน... องค์กรไม่ได้มีแค่ต้นแบบคนเดียว แต่พวกมันสร้างระบบ AI ที่สามารถสั่งการรุ่นใหม่ๆ ได้แม้ต้นแบบจะตายไปแล้ว"
อาโออิ:
"แล้วเราจะทำยังไงคะ? ถ้าเราไปที่นั่น เราก็เดินเข้ากับดักอีกรอบนะ!"
นักฆ่ามองไปที่หน้าปัดดิจิทัลที่กำลังดาวน์โหลดไฟล์บางอย่าง "คราวนี้มันจะไม่ใช่แผนสำรองที่ฉันเขียน... แต่จะเป็นแผนที่ 'เธอ' ต้องเป็นคนนำ"
เขาส่งหูฟังตัดเสียงรบกวนให้อาโออิ "อาโออิ... ในโรงละครนั่นจะมีไมโครโฟนอยู่ทุกจุด เธอต้องใช้เสียงของเธอกลบเสียงสั่งการของ AI นั่น รบกวนความถี่ของมันให้ได้เหมือนที่เธอทำบนหอคอย แต่คราวนี้... เธอต้องพากย์เป็น 'แม่ของเธอเอง' "
ฉากที่ 134: หน้าโรงละครคาบูกิซ่า - เวลาสี่โมงครึ่ง
ผู้คนมากมายในชุดกิโมโนสวยงามกำลังเดินเข้าชมการแสดงรอบพิเศษวันปีใหม่ นักฆ่านิรนามเดินเข้าไปในโถงหน้าโรงละครด้วยท่าทางนิ่งสงบ เขาไม่ได้พกปืนใหญ่โต แต่ซ่อน เข็มพิษล่องหน ไว้ตามรอยตะเข็บเสื้อ
เขาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนเขาทุกประการ—แต่ดูหนุ่มกว่าและมีดวงตาที่เป็นสีเทาเย็นเฉียบ—ยืนรออยู่ชั้นลอย ชายคนนั้นถือรีโมทที่เชื่อมต่อกับระบบพยุงชีพของใครบางคนในโรงพยาบาล
รุ่นที่ 21:
"พี่ชาย... คุณดูแก่ลงไปเยอะนะ หลังจากมีความรักน่ะ"
นักฆ่านิรนามไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก้าวขึ้นบันไดไปช้าๆ "ปล่อยผู้หญิงคนนั้นไป แล้วฉันจะส่งรหัสเข้าถึงสมุดเล่มใหม่ให้"
ฉากที่ 135: ห้องควบคุมเสียงของโรงละคร - ต่อเนื่อง
อาโออิแฝงตัวเข้ามาในห้องควบคุมเสียง เธอพบว่าเจ้าหน้าที่ในห้องนี้ถูกจัดการไปหมดแล้ว และถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรสังหารขนาดเล็กที่กำลังเฝ้าหน้าจอ
เธอหยิบปากกาที่นักฆ่าให้ไว้ ซึ่งจริงๆ แล้วคือ เครื่องยิงเลเซอร์คลื่นความถี่ เธอจัดการทำลายเครื่องจักรนั่นอย่างรวดเร็ว (ตามทักษะที่เริ่มซึมซับมา) แล้วคว้าไมโครโฟนหลักขึ้นมา
เธอกดเปิดสวิตช์หน้าจอที่แสดงภาพห้องพักคนชรา เธอเห็นหญิงวัยกลางคนนอนหลับอยู่อย่างสงบโดยไม่รู้ว่ามีปืนซุ่มยิงเล็งอยู่ที่หน้าต่าง
อาโออิหลับตาลง นึกถึงความทรงจำที่ลึกที่สุด... เสียงกล่อมเด็กที่เธอเคยได้ยินในความฝัน เธอเริ่มเปล่งเสียงออกมา ไม่ใช่เสียงพากย์การ์ตูน แต่เป็นเสียงที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ
ฉากที่ 136: ชั้นลอยโรงละคร - ต่อเนื่อง
รุ่นที่ 21 กำลังจะกดปุ่มสั่งการ แต่ทันใดนั้น เสียงเพลงกล่อมเด็กที่แสนอบอุ่นก็ดังกระหึ่มออกทางลำโพงขนาดยักษ์ของโรงละคร คลื่นเสียงนั้นถูกปรับแต่งมาเป็นพิเศษเพื่อรบกวนการทำงานของชิปสั่งการในสมองของรุ่นที่ 21
"อั่ก... นังนั่น... มันทำอะไร!" รุ่นที่ 21 ทรุดตัวลงกุมขมับ ระบบประสาทที่ถูกปรับแต่งมาให้รับคำสั่งผ่านคลื่นความถี่เริ่มรวน
นักฆ่านิรนามพุ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์ เขาไม่ได้ใช้เข็มพิษ แต่ใช้ ก้านไม้ขีดไฟ ที่เขาจุดไฟไว้ล่วงหน้าจ่อไปที่เซนเซอร์ที่คอของรุ่นที่ 21
นักฆ่านิรนาม:
"นี่คือบทเรียนสุดท้าย... อย่าประเมินพลังของ 'มนุษย์' ต่ำเกินไป"
ในขณะที่นักฆ่ากำลังจะเผด็จศึก... เสียงระเบิดดังกึกก้องมาจากด้านหลังเวทีคาบูกิ! ม่านโรงละครถูกฉีกออก เผยให้เห็นกลุ่มนักรบกิโมโนสีเลือดที่ชักดาบคะตานะออกมาพร้อมกัน
รุ่นที่ 21 (ยิ้มอย่างเลือดเย็นขณะเลือดไหลออกจากจมูก):
"คุณคิดว่ามีแค่รุ่นที่ 21 เหรอ? พี่ชาย... ยินดีต้อนรับสู่กองทัพ 'นิรนาม' "
เหล่านักฆ่าหน้าตาเหมือนกันนับสิบคนก้าวออกมาจากเงามืด เล็งอาวุธมาที่นักฆ่านิรนามและห้องควบคุมเสียงที่อาโออิซ่อนตัวอยู่!
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 137: โถงโรงละครคาบูกิซ่า - ต่อเนื่อง
ภาพตรงหน้าคือฝันร้ายที่กลายเป็นจริง เหล่านักฆ่าใบหน้าเดียวกันในชุดกิโมโนสีเลือดก้าวเรียงหน้ากระดานออกมาเหมือนหุ่นเชิดที่ถูกถอดจิตวิญญาณออกไป แสงไฟสปอตไลท์บนเวทีสาดส่องกระทบใบหน้าเย็นชาเหล่านั้นจนดูเหมือนหน้ากากคาบูกิที่ไร้ชีวิต
นักฆ่านิรนาม ยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมเพียงลำพัง มือที่โชกเลือดของเขาคว้าด้ามดาบคะตานะที่วางประดับอยู่ข้างผนังขึ้นมาตั้งท่าเตรียมรับมือ เขารู้ดีว่าลำพังฝีมือการต่อสู้เขาไม่อาจล้มกองทัพของตัวเองได้ทั้งหมดในสภาพร่างกายที่พังทลายเช่นนี้
รุ่นที่ 21 (ตะโกนฝ่าเสียงเพลงกล่อมเด็ก):
"ฆ่ามันซะ! แล้วชิงตัวผู้หญิงคนนั้นมา!"
ฉากที่ 138: ห้องควบคุมเสียง - ต่อเนื่อง
อาโออิ เห็นเหตุการณ์ผ่านจอมอนิเตอร์ มือของเธอที่กำไมโครโฟนสั่นสะท้าน เธอเห็นนักฆ่าหน้าตาเหมือนเขานับสิบคนพุ่งเข้าหาชายที่เธอรักเหมือนฝูงหมาป่ารุมขย้ำเหยื่อ เธอรู้ดีว่าเพลงกล่อมเด็กเพียงอย่างเดียวหยุดพวกมันไม่ได้
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นแผนผังระบบไฟฟ้าของโรงละครที่ติดอยู่ข้างผนัง นักฆ่านิรนามเคยสอนเธอไว้ใน "แผนสำรองที่ 114" ว่าโรงละครเก่าแก่แบบนี้มีระบบ "ดับไฟสำรองด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้มข้น" เพื่อป้องกันความเสียหายของผ้าม่านราคาแพง
อาโออิไม่รอช้า เธอเปลี่ยนคลื่นความถี่ของเสียงพากย์จากการเลียนแบบเสียงแม่ เป็นเสียงสังเคราะห์ที่มีแรงสั่นสะเทือนสูง (Resonance) ไปที่ตัวรับสัญญาณของระบบดับเพลิง
อาโออิ (ตะโกนใส่ไมโครโฟน):
"คุณคะ! ก้มลงให้ต่ำที่สุด!!!"
ฉากที่ 139: บนเวทีโรงละคร - ต่อเนื่อง
ฟู่!!!!!!!!
หมอกสีขาวหนาทึบจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์พุ่งออกมาจากทุกทิศทางปกคลุมโถงโรงละครในพริบตา ก๊าซที่เย็นจัดและเข้มข้นทำให้ทัศนวิสัยกลายเป็นศูนย์ และที่สำคัญคือมันทำให้พวก "นิรนาม" รุ่นใหม่ๆ ที่ถูกปรับปรุงให้ใช้สายตาตรวจจับความร้อน (Thermal Vision) กลายเป็นตาบอดทันทีเพราะอุณหภูมิที่ลดฮวบ
นักฆ่านิรนามที่ก้มตัวลงต่ำและใช้เพียง "ประสาทสัมผัสของการฟัง" ที่ฝึกมาอย่างหนักเริ่มเคลื่อนไหวท่ามกลางหมอกขาว เขาเหวี่ยงดาบคะตานะออกไปเป็นวงกลม เสียงโลหะปะทะเนื้อและเสียงล้มลงของร่างนับสิบดังก้องอยู่ในความสลัว
เขามุ่งหน้าฝ่าหมอกไปหา รุ่นที่ 21 ที่กำลังพยายามคลำทางหนี
ฉากที่ 140: ทางเดินหลังเวที - ต่อเนื่อง
รุ่นที่ 21 หนีเข้ามาจนถึงเขตแคบๆ หลังเวทีที่มีเครื่องจักรยกฉากตั้งอยู่ เขาพยายามจะกดรีโมทสั่งการระเบิดที่บ้านพักคนชราเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก่อนที่นิ้วจะสัมผัสปุ่ม... ฉึก! เข็มทิศขนาดจิ๋วที่นักฆ่านิรนามขว้างมาก็ปักเข้าที่ข้อมือของเขาจนรีโมทกระเด็นหลุดมือ
นักฆ่านิรนามพุ่งออกมาจากหมอกสีขาว เสื้อผ้าโชกไปด้วยเลือดที่ไม่ใช่ของเขาเพียงอย่างเดียว เขาคว้าคอเสื้อของรุ่นที่ 21 แล้วกดกระแทกเข้ากับเครื่องจักร
นักฆ่านิรนาม:
"รหัสหยุดทำงานของระบบสั่งการทางไกล... บอกมา!"
รุ่นที่ 21 (ยิ้มเหี้ยม):
"รหัส... มันอยู่ในเสียงของยัยนั่นไง พี่ชาย... ถ้าเธอพูดคำว่า 'ลาก่อน' รหัสจะทำงานทันที แต่ไม่ใช่เพื่อหยุด... เพื่อเริ่มการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนในบ้านพักทั้งหมด!"
ฉากที่ 141: ห้องควบคุมเสียง - ต่อเนื่อง
อาโออิยังคงกุมไมโครโฟนไว้ แต่จู่ๆ หน้าจอมอนิเตอร์ทุกเครื่องก็เปลี่ยนเป็นภาพของแม่เธอที่ตื่นขึ้นมาแล้ว และมองไปรอบๆ อย่างหวาดกลัว ที่คอของแม่เธอมีแสงสีแดงกระพริบเหมือนที่เธอเคยมี!
เสียงของรุ่นที่ 21 ดังเข้ามาในหูฟังของเธอ:
"พากย์สิอาโออิ... พูดคำสุดท้ายออกมา เพื่อส่งแม่เธอไปลงนรกซะ"
อาโออิกัดริมฝีปากจนเลือดซึม เธอต้องเลือกระหว่างการนิ่งเงียบเพื่อรอความตาย หรือการพูดเพื่อทำลายล้าง เธอเหลือบมองไปที่ก้านไม้ขีดไฟในมือที่นักฆ่าให้ไว้... และเธอก็เห็นบางอย่างที่สลักไว้ที่ฐานของไม้ขีด เป็นตัวอักษรขนาดนาโนที่ต้องใช้แสงแฟลชส่องถึงจะเห็น:
"แผนสำรองสุดท้าย: ให้ใช้เสียงที่ไร้เสียง"
อาโออิชะงัก... เสียงที่ไร้เสียง? เธอเริ่มประมวลผลความรู้จากการเป็นนักพากย์ และความลับของพ่อเธอที่แอบซ่อนไว้ในเส้นเสียงของเธอ
ฉากที่ 142: โถงหลังเวที - ต่อเนื่อง
ในขณะที่นักฆ่านิรนามกำลังจะปลิดชีพรุ่นที่ 21 เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทั่วโรงละคร... แต่มันไม่ใช่เสียงพูด มันคือ คลื่นความถี่ต่ำ (Infrasound) ที่มนุษย์ไม่ได้ยิน แต่มันทำให้โครงสร้างแก้วและโลหะสั่นสะเทือน
รุ่นที่ 21 เริ่มดิ้นทุรนทุราย ระบบสื่อสารในสมองของเขาเริ่มลัดวงจรเพราะคลื่นความถี่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อ "ล้างข้อมูล" โดยเฉพาะ
นักฆ่านิรนามมองไปที่ห้องควบคุมเสียง เขาเห็นอาโออิกำลังใช้คอของเธอสร้างความสั่นสะเทือนมหาศาลจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน
แต่ทว่า... ท่ามกลางคลื่นเสียงนั้น ประตูโรงละครที่ถูกล็อคไว้กลับถูกพังทลายเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่คนหน้าเหมือน... แต่เป็น กองทัพหุ่นยนต์แมงมุมขนาดจิ๋ว นับพันตัวที่กำลังไต่ผนังมุ่งหน้าไปหาอาโออิ!
นักฆ่านิรนาม:
"อาโออิ!!! หนีไปจากห้องนั้นเร็ว!!!"
เขากระโจนขึ้นไปบนนั่งร้านเพื่อจะไปหาเธอ แต่ร่างของรุ่นที่ 21 กลับกอดขาเขาไว้แน่น พร้อมกับดึงสลักระเบิดที่ซ่อนอยู่ในหน้าอกออกมา!
รุ่นที่ 21:
"ถ้าผมตาย... เราทุกคนต้องตายด้วยกัน!"
[โปรดระบุคำสั่ง หากต้องการให้เขียนต่อจากจุดนี้...]
ฉากที่ 143: โถงหลังเวทีโรงละครคาบูกิซ่า - วินาทีวิกฤต
แสงสีแดงจากสลักระเบิดบนหน้าอกของรุ่นที่ 21 กระพริบถี่รัวจนกลายเป็นแสงค้าง นักฆ่านิรนามมองเห็นความตายในดวงตาสีเทาของร่างสำเนารุ่นน้องที่กอดขาเขาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
นักฆ่านิรนาม (คำราม):
"แผนสำรองสุดท้าย... ไม่ใช่การหนี!"
เขาไม่ได้พยายามสะบัดขาออก แต่กลับทิ้งตัวลงกอดร่างของรุ่นที่ 21 ไว้แล้วใช้แรงเหวี่ยงทั้งหมดม้วนตัวลงสู่ "ช่องกับดักบนเวที" (Suppon) ซึ่งเป็นกลไกยกตัวละครของโรงละครคาบูกิ ร่างของทั้งคู่ดิ่งลงสู่ห้องใต้เวทีที่ลึกและหนาแน่นด้วยโครงสร้างเหล็กเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ระเบิดจะทำงาน
บึ้มมมมมมมมม!!!
แรงระเบิดถูกกักกั้นไว้ใต้พื้นเวทีหนาหนัก เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นมาตามร่องไม้ แต่อานุภาพส่วนใหญ่ถูกดูดซับด้วยกลไกไฮดรอลิกเบื้องล่าง
ฉากที่ 144: ห้องควบคุมเสียง - ต่อเนื่อง
อาโออิมองเห็นหุ่นยนต์แมงมุมนับพันตัวกำลังไต่ขึ้นมาถึงโต๊ะควบคุม เธอไม่ได้หนีตามที่นักฆ่าสั่ง แต่เธอหยุดส่งคลื่นเสียงความถี่ต่ำแล้วเปลี่ยนเป็นเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่เธอเคยทำมา
อาโออิ:
"ระบบแม่ข่าย... ยืนยันรหัสเสียง: 'นกอินทรีคืนรัง' ... ปิดสวิตช์ลูกๆ ของคุณซะ"
มันคือรหัสลับที่พ่อของเธอซ่อนไว้ในประโยคที่เธอมักจะพูดตอนเด็กๆ หุ่นยนต์แมงมุมทั้งหมดหยุดนิ่งอยู่กับที่ราวกับถูกแช่แข็ง ก่อนจะร่วงลงพื้นเหมือนเศษเหล็กไร้ค่า ระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมดขององค์กรที่เชื่อมต่อกับโรงละครล่มสลายลงพร้อมกับการตายของรุ่นที่ 21
ฉากที่ 145: ซากปรักหักพังใต้เวที - ต่อเนื่อง
ท่ามกลางกลุ่มควันและกลิ่นไหม้ นักฆ่านิรนามพยายามยันตัวขึ้นจากซากเหล็ก ขาขวาของเขาผิดรูปและตามตัวเต็มไปด้วยแผลพุพอง ร่างของรุ่นที่ 21 แหลกสลายไม่เหลือเค้าเดิม
เขามองเห็นแสงสว่างจากช่องเพดานที่พังลงมา อาโออิวิ่งลงมาหาเขาพร้อมน้ำตาที่นองหน้า เธอกระโจนเข้ากอดเขาโดยไม่สนว่าเสื้อผ้าจะเปื้อนเลือดหรือเขม่า
อาโออิ:
"คุณยังไม่ตาย... คุณยังไม่ตายจริงๆ ด้วย!"
นักฆ่านิรนาม (เสียงแหบพร่า):
"งาน... งานจบแล้วอาโออิ... แม่ของเธอปลอดภัยแล้ว ฉันส่งรหัสลบเป้าหมายให้ทีมที่นั่นก่อนระเบิดจะทำงาน..."
เขาหยิบไม้ขีดไฟก้านสุดท้ายที่หักครึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วส่งให้เธอ
นักฆ่านิรนาม:
"ไม่มีแผนสำรองเหลือแล้ว... จากนี้ไป ชีวิตของเธอเป็นของเธอจริงๆ"
ฉากที่ 146: สนามบินนาริตะ - 1 สัปดาห์ต่อมา
อาโออิในชุดเดินทางที่เรียบง่ายยืนอยู่หน้าประตูทางออกพาสปอร์ต เธอหันไปมองหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนรถเข็นข้างๆ—แม่ของเธอที่เริ่มจำความได้ทีละนิด—และชายหนุ่มในชุดลำลองที่สวมแว่นตาดำและพันผ้าพันคอหนาเตอะเพื่อปกปิดรอยแผลที่คอ
เขายังดูเหมือน "นิรนาม" แต่แววตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาของอาวุธ แต่เป็นสายตาของมนุษย์ที่กำลังสงสัยว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่แค่ไหน
อาโออิ:
"เราจะไปสวิตเซอร์แลนด์จริงๆ ใช่ไหมคะ?"
อดีตนักฆ่านิรนาม:
"ฉันจองบ้านพักริมทะเลสาบไว้... ที่นั่นไม่มีโรงละคร ไม่มีองค์กร และไม่มีใครรู้จักเราในฐานะเป้าหมาย"
เขาหยิบสมุดเล่มใหม่ที่เธอวาดรูปนกอินทรีไว้ขึ้นมาดู ตอนนี้มันมีข้อความเขียนเพิ่มด้วยลายมือของเธอว่า: "บทที่ 1: การเริ่มต้นของชีวิต"
ฉากที่ 147: ตอนจบ - ยามเย็นบนเครื่องบิน
ขณะที่เครื่องบินทะยานขึ้นเหนือเมฆ อาโออิกุมมือของเขาไว้แน่น เธอเอนหัวซบไหล่ชายที่เคยถูกสร้างมาเพื่อเป็นเงาของเธอ แต่ตอนนี้เขากลายเป็นโลกทั้งใบของเธอ
ในกระเป๋าเดินทางของอาโออิ มีไม้ขีดไฟก้านหนึ่งที่เธอเก็บไว้เป็นที่ระลึก... เธอไม่ได้จุดมันเพื่อทำลายใครอีกต่อไป แต่มันคือสัญลักษณ์ของ "แสงสว่าง" ที่จะนำทางพวกเขาไปสู่เช้าวันใหม่ที่ไม่มีวันจบสิ้น
อาโออิ (กระซิบ):
"ขอบคุณนะ... ที่ยอมพากย์บท 'ฮีโร่' ให้ฉันจนจบ"
เขายิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด
อดีตนักฆ่านิรนาม:
"ไม่ใช่บทพากย์หรอก... มันคือเรื่องจริง"
เครื่องบินหายลับไปในกลีบเมฆสีทอง ทิ้งเบื้องหลังความวุ่นวายของโตเกียวไว้เป็นเพียงความทรงจำในไดอารี่ที่ถูกปิดตายลงตลอดกาล
--- จบบริบูรณ์ ---

**Histoire courte : Le Monstre des Nuages, le Monstre de la Pluie, Kolo Yudo**

 

**Histoire courte : Le Monstre des Nuages, le Monstre de la Pluie, Kolo Yudo**  


À 13h40, le 1ᵉʳ janvier 2013, une pluie torrentielle s’abattit sur la zone résidentielle de la tribu Pakanyo. Après l’averse, les nuages de pluie se dispersèrent vers d’autres cieux. Cependant, un immense « nuage rouge » apparut à l’horizon…  


Une pluie rouge tomba de ce nuage écarlate. L’eau rougeâtre, en touchant le sol, s’étendit progressivement en fusionnant avec les gouttelettes d’eau, formant une immense étendue liquide écarlate. Lentement, elle commença à absorber les objets, les biens des habitants, et les animaux du village.  


« Miaou !!!!!! » « Ouaf ! Ouaf !!!! Ouaf !!!! Ouaf !!!! » « Aïe !!!! » « À l’aide !!!! » « Aah !!!! »  

Une fois le village entièrement englouti, l’eau rouge s’évapora, se transformant en une vapeur écarlate qui monta vers le ciel pour rejoindre le nuage rouge. Puis, celui-ci disparut silencieusement dans l’immensité du firmament.**Le 2 janvier 2013 à 19h00,**  

Dans un village de la province d’Ang Thong, il se mit à pleuvoir...  

Une fois la pluie arrêtée, le nuage rouge attaqua l’endroit. Il aspira et absorba tout sur son passage, engloutissant le village entier sans laisser la moindre trace. **Le 3 janvier 2013 à 9h00, chez Knight et Alinda**  

*[Note musicale : « ซ ร ซ ร ฟ ฟ ร ด ซ ร ดรด ฟฟม มซร » (notation d’une mélodie d’un programme télévisé)]*  


« Alinda, veux-tu aller visiter l’aquarium avec moi ? »  

« Je ne suis pas ta petite amie… »  

« Euh… Attends… » répondit Knight, rougissant instantanément.  


**À 12h45, le même jour**  

**À l’aquarium de la province de Chonburi**  

Knight et Alinda traversèrent le bassin des étoiles de mer… Sans savoir que l’eau du bassin était teintée de rouge.  


Lorsqu’ils entrèrent dans l’aquarium, les visiteurs paniquèrent et s’enfuirent dans tous les sens. Alinda murmura : « Mais pourquoi tout le monde s’enfuit ? » Knight, alerté, l’entraîna vers la sortie. Ce qu’ils découvrirent les glaça d’effroi : une immense étendue d’eau rouge absorbait les constructions et les personnes sur son passage — routes en ciment, bâtiments en béton, statues de béton…  


Terrifiés, Knight et Alinda s’enfuirent au plus vite. Ils parvinrent à s’échapper et à se mettre à l’abri de l’eau rouge dévorante.**Le 3 janvier 2013 à 13h38,**  

Un nuage rouge planait au-dessus de la région de Bangkok lorsqu’une pluie écarlate se mit à tomber, dévorant tout sur son passage. Les habitants et les animaux, pris de panique, fuyaient dans un chaos indescriptible. Des sacs plastique volaient dans les airs, des voitures se renversaient et entraient en collision, tandis que des gens se piétinaient sur l’étendue rougeâtre qui submergeait le sol. Les rues étaient jonchées d’objets et de nourriture abandonnés. Bâtiments, maisons et êtres vivants — tout fut aspiré et disparut sans laisser de trace.  


À l’arsenal de l’Armée de l’Air thaïlandaise, l’eau rouge engloutit un chasseur Gripen. Mais l’appareil explosa soudain, faisant évaporer l’eau rouge de l’arsenal, qui se transforma en vapeur écarlate montant vers le ciel. Au même moment, toutes les stations-service de Bangkok explosèrent sous l’assaut de l’eau rouge. Celle-ci s’évapora alors, fusionnant avec le nuage rouge avant de disparaître dans les airs.**Cinq minutes après l’attaque,**  

**Dans tous les journaux télévisés**  

« *Nous sommes en direct au Monument de la Victoire. Comme vous pouvez le voir derrière moi, le nuage et la pluie rouges ont frappé cet endroit. Le Monument de la Victoire a totalement disparu. Au sol, on distingue les restes des victimes de l’attaque… Le bilan provisoire fait état de 3 058 morts et 180 000 blessés…* » **Le 4 janvier 2013**  

Les reportages sur le nuage de pluie rouge continuaient de défrayer la chronique, attirant l’attention du monde entier. Des scientifiques de toutes disciplines, y compris des experts en recherche extraterrestre venus des quatre coins du globe, convergèrent vers la Thaïlande pour percer le mystère des ravages causés par ce phénomène. Une équipe fut constituée dans le district de Phra Nakhon Si Ayutthaya, et une réunion se tint dans une salle de conférence conçue par un scientifique thaïlandais, avec l’aide de 20 interprètes polyglottes.  


« Ce nuage de pluie rouge représente un phénomène naturel mystérieux que la science ne peut encore expliquer. Si nous parvenons à percer son secret, nous résoudrons peut-être d’autres énigmes naturelles inexpliquées sur Terre », déclara un scientifique allemand.  

« Ce nuage... pourrait bien être un phénomène inédit sur notre planète », renchérit un chercheur japonais.  

« Excusez-moi, mais je ne suis pas d’accord », contesta le Dr. Patipat, surnommé Johnny, un scientifique thaïlandais. « Ce n’est ni un phénomène naturel ni une conséquence des dérèglements climatiques. En observant son comportement, on constate immédiatement qu’il s’agit *d’un être vivant*. »  

« Euh... Pardon, mais... avez-vous des preuves ? », lança un Américain.  

« Les événements eux-mêmes en sont la preuve ultime ! Ce nuage agit trop comme une créature vivante, contrairement à de l’eau inerte », rétorqua le Dr. Patipat.  

« S’il absorbe tout autour de lui, c’est qu’il a besoin de nourriture... comme tout être vivant », intervint un Russe.  

« Mais comment en être sûrs ?... », questionna un Britannique.  

« *Je* trouverai les preuves nécessaires », conclut le Dr. Patipat. « Il est midi. Levons la séance. Le coordinateur vous informera de la prochaine réunion. Merci. »  


Une fois la réunion terminée, Johnny se prépara à se rendre dans un village *pakanyo* du nord de la Thaïlande. **Le 5 janvier 2013 à 6h00**  

Johnny arriva dans un village *pakanyo*, le premier à avoir été frappé par le nuage de pluie rouge. Tout ce qu’il vit fut un paysage de désolation : seules dix maisons effondrées subsistaient.  


Il filma les ruines du village. En pénétrant dans l’une des habitations, il remarqua de l’eau rouge stagnante dans une marmite. Alors qu’il ajustait sa caméra, une goutte de liquide écarlate commença à glisser vers lui. Il posa une aubergine trouvée au sol devant la flaque rougeâtre, qui absorba instantanément le légume avant de se diriger lentement vers lui. Johnny alluma une allumette tombée à terre et la jeta sur l’eau rouge. Celle-ci s’évapora en une vapeur écarlate qui se répandit sur le sol. Johnny sortit précipitamment, observant la vapeur s’élever dans le ciel.  


**À 6h38**  

Alors qu’il s’apprêtait à regagner la province de Phra Nakhon Si Ayutthaya, le nuage de pluie rouge réapparut, menaçant soudain Knight et Alinda, présents sur les lieux. Johnny les sauva de justesse avant que la pluie ne les engloutisse.  


« Vous êtes en balade ? Cachez-vous dans la forêt, c’est plus sûr pour échapper au nuage ! » leur dit-il.  

Les trois s’enfoncèrent dans les bois, évitant le nuage rouge jusqu’à ce qu’il s’éloigne. Johnny annonça alors : « Je dois y aller. »  

« Merci ! » répondirent-ils en chœur.  


**À 21h58**  

De retour à Phra Nakhon Si Ayutthaya, Johnny fut informé par l’organisateur de la réunion : « La prochaine session débutera demain à 15h00 précises. »**Le 6 janvier 2013 à 15h00**  

« Bon, j’ai désormais suffisamment de preuves pour confirmer que ce nuage de pluie rouge est bel et bien un être vivant », annonça Johnny en diffusant la vidéo qu’il avait enregistrée, montrant les ruines du village et l’eau rouge résiduelle s’évaporant en vapeur écarlate.  


« La première attaque a eu lieu dans un village minoritaire. La suivante dans la province d’Ang Thong, puis à Chonburi. Curieusement, ces trois attaques ont été publiées sur des sites d’actualité en ligne, mais *personne* ne les a partagées. Elles sont restées obscures, probablement parce que les médias concernés étaient peu connus. En revanche, l’attaque à Bangkok a fait le tour du monde. Le nuage ne peut spontanément retourner à son point d’origine. Pourtant, lors de mon enquête, il a frappé à nouveau cet endroit. »  


Les scientifiques échangèrent des regards perplexes.  


« En analysant sa trajectoire, il a attaqué du nord vers le sud, puis est remonté. Un comportement typique d « *En direct de l’île de la Ville, province de Phra Nakhon Si Ayutthaya : le nuage rouge vient de détruire la gare ferroviaire...* »  

« Quoi ?! » s’écria l’Américain.  

« Il arrive *ici* ?! » hurla le Brésilien, médusé.  

« Nous savons que c’est vivant, mais pas comment le neutraliser », murmura le Japonais.  

« La neutraliser... », murmura Johnny, une idée germant dans son esprit.  

« Donnez-moi toutes les données sur l’attaque de Bangkok ! Avant sa disparition, l’eau rouge s’est évaporée. Je dois comprendre pourquoi ! »  


L’organisateur lui remit des journaux. Johnny parcourut les articles relatifs au nuage.  

« J’ai compris.  

— Quoi donc ? » demanda le Japonais.  

« Dix minutes avant l’évaporation totale à Bangkok, un chasseur Gripen de l’Armée de l’Air a explosé. Cinq minutes plus tard, toutes les stations-service ont suivi. L’eau rouge s’est alors évaporée. Dans ma vidéo, une simple allumette a provoqué la même réaction.  

— Donc... il est vulnérable à la chaleur ! » s’exclama le Russe.  

« Exact. La chaleur peut le vaincre », confirma Johnny. « *...Le nuage vient de pénétrer l’île de la Ville...* » tonna la télévision.  

« Merde ! » jura l’Américain.  

« Fuyons ! *Maintenant* ! » ordonna Johnny.  


Le groupe évacua précipitamment. La pluie rouge s’abattit, engloutissant tout sur son passage. Les cris des humains et des animaux déchirèrent l’air. L’eau rouge s’évapora finalement, laissant derrière elle un paysage d’horreur : des flaques de sang frais, des squelettes, des crânes aux organes encore palpitant, des yeux vitreux, des estomacs éventrés et des entrailles éparpillées sur le sol. La ville n’était plus qu’un cimetière écarlate. **Le 6 janvier 2013 à 16h00**  

Le Premier ministre ordonna l’évacuation générale de la population et mobilisa les trois armées (terre, air, mer) pour combattre le nuage de pluie rouge. Tous les scientifiques étudiant le phénomène furent convoqués en urgence.  


« Messieurs… », lança le Premier ministre, s’adressant à l’assemblée.  

« J’ai convoqué aujourd’hui des scientifiques du monde entier en raison des ravages causés par le nuage de pluie rouge. J’attends de vous une solution. Mais d’abord, donnez-moi un rapport succinct. » Johnny prit la parole :  

« Monsieur le Premier ministre, ce nuage est un *être vivant*. Ses réactions dépassent celles d’une simple substance inerte. La première attaque a frappé le nord, la seconde le centre, la troisième l’est. Les quatrième et cinquième attaques, concentrées sur le centre et le nord, confirment son intelligence. Il absorbe tout sur son passage… probablement pour se nourrir. »  


Le Premier ministre sourcilla :  

« Hum. A-t-il un nom ? Un être vivant doit en avoir un.  

— *Kolo Yudo*, Monsieur.  

— Bien. Travaillez dès aujourd’hui avec le Ministère de la Défense.  

— À vos ordres. » **Le 8 janvier 2013 à 11h50**  

Grâce au satellite météorologique, l’armée localisa *Kolo Yudo* au sommet d’une montagne dénudée dans la province de Nakhon Nayok. Les troupes se déployèrent immédiatement sur zone.  


**À 12h50**  

Le nuage rouge descendit jusqu’au sol.  

« Qu’est-ce que c’est que ça ? » s’exclama un soldat, perplexe.  

« Pourquoi ne tombe-t-il pas d’abord sous forme de pluie ? » questionna le scientifique russe, intrigué. Le nuage rouge se métamorphosa alors en une maison, peuplée de silhouettes humaines et animales reflétant tout ce qu’il avait absorbé.  

« Cela signifie-t-il qu’il peut *modifier sa forme* ? » s’étonna le scientifique allemand.  

« Mais pourquoi absorber autant d’éléments ? » murmura le Japonais.  

« Et pourquoi changer de forme ? » ajouta l’Américain.  

« Peut-être… cherche-t-il à se doter d’une forme définitive », suggéra Johnny.  

« Une forme définitive ? » répéta l’Australien, dubitatif.  

« *Kolo Yudo* est une entité informe. En absorbant tout, il tente peut-être de se construire un corps stable », expliqua Johnny.  

« Donc ses ravages ne seraient qu’une quête désespérée d’identité ? » conclut le Russe. Soudain, le nuage transformé se dirigea vers eux. L’armée ouvrit le feu à pleine puissance.  

« Feu ! »  

Les canons des chars tonnèrent sans relâche, criblant le nuage d’explosifs. Une partie de *Kolo Yudo* s’évapora, tandis que le reste s’éleva dans le ciel avant de disparaître.  

« Nom d’un chien ! On ne peut même pas l’atteindre là-haut ?! » gronda un soldat.  

« Si… », répondit Johnny, l’esprit en ébullition.  

« Si nous fixons des explosifs à des ballons pour les faire monter jusqu’à lui, nous pourrions l’anéantir dans le ciel. » **Le 9 janvier 2013 à 15h00**  

L’armée avait préparé des explosifs attachés à des ballons, chaque bombe fixée à un poteau en bois dans une zone déserte de l’est du pays. Grâce aux données satellitaires, ils prévoyaient l’arrivée de *Kolo Yudo* dans les 30 minutes.  


**À 15h31**  

*Kolo Yudo* apparut, planant directement au-dessus des explosifs. Un sniper tira pour couper les cordes. Les bombes s’élevèrent puis explosèrent. Le nuage rouge commença à se dissiper… mais se reforma soudain en une masse agressive, contraignant les troupes à battre en retraite.  

« Nom de Dieu ! On a failli y passer ! » cria un soldat.  

« Espèce de nuage maudit ! Tu veux tous nous exterminer ou quoi ?! » hurla un autre.  

« C’est un monstre. Un vrai monstre des nuages et de la pluie », répondit Johnny, alors que l’armée continuait à tirer en reculant, jusqu’à ce que le nuage regagne le ciel.  

« Et maintenant, on va où ?! » demanda un soldat, paniqué.  

Johnny répliqua calmement : « Ce nuage évolue dans l’atmosphère. Il peut aller où il veut. Retournons à Bangkok. Il nous faut un nouveau plan. »  

Le groupe se replia vers la capitale. **Le 10 janvier 2013 – Réunion de gestion du nuage de pluie rouge**  

« Ce nuage est devenu incontrôlable. Comment pouvons-nous le vaincre ? » déclara le ministre de la Défense.  

« Nous avons tout essayé. *Kolo Yudo* est trop puissant. Nous savons que sa faiblesse est la chaleur, mais chaque attaque provoque une contre-attaque immédiate. Comment l’éliminer définitivement ? » ajouta le vice-Premier ministre.  


Johnny prit la parole : « Et si nous concentrions la lumière solaire à l’aide d’une lentille convexe pour brûler le nuage jusqu’à évaporation ? »  

« Adoptons cette méthode ! Construisons dès maintenant la plus grande lentille convexe possible », ordonna le ministre. La réunion se conclut. Tous se dispersèrent, les techniciens commençant à fabriquer la lentille. Johnny se retira dans sa chambre. À travers la fenêtre, il aperçut *Kolo Yudo* planant dans le ciel... et repéra Knight et Alinda dans la rue. Il courut les rejoindre.  


« C’est vous, notre sauveur de la montagne ! Que faisiez-vous là-bas ? Et ici ? » demanda Knight.  

Alinda expliqua : « Après l’aquarium de Chonburi, nous avons fui le nuage. Les routes, les bâtiments… tout était infesté d’eau rouge. Un chauffeur nous a emmenés jusqu’à cette montagne, mais *Kolo Yudo* nous y a poursuivis. Notre maison était submergée… Nous errons depuis. »  


« Vous pouvez rester dans ma chambre », proposa Johnny.  

« Merci… Comment vous appelez-vous ? » demanda Alinda.  

« Johnny. » Alors que l’armée tirait des feux d’artifice pour repousser le nuage, Knight murmura : « On dirait une punition de la Nature. »  

« La Nature punit l’humanité depuis des millénaires », répondit Johnny.  

« Pensez-vous que *Kolo Yudo* en soit une ? » interrogea Alinda.  

« Je l’ignore. Mais si l’humanité disparaît, la Terre s’en porterait peut-être mieux. Nous l’avons tant détruite… Ceux qui critiquent la pollution continuent de la ravager. »  


Alinda répliqua : « Alors, détruire ce nuage est une bonne chose ? »  

« Il nous attaque ! » protesta Knight.  

« Et l’armée ne fait qu’aggraver les contre-attaques. Et si c’était *notre* extinction que la Nature voulait ? » insista Alinda.  


Johnny soupira : « Je me demande si nos actes sont justes… L’humanité combat la Nature depuis trop longtemps. Comment faire cesser cette guerre ? »  

« Une question sans réponse… », murmura Alinda. **Le 10 janvier 2013 à 18h00**  

L’armée avait réussi à produire trois lentilles convexes d’un mètre de diamètre, montées sur des trépieds et recouvertes de bâches. Des projecteurs puissants étaient prêts à concentrer la lumière à travers elles.  


**Dans la chambre de Johnny**  

Le téléphone de Johnny sonna. Il répondit :  

« Oui… Compris. J’arrive. »  

« Qu’est-ce qui se passe ? » demandèrent Knight et Alinda en chœur.  

« L’armée a terminé les lentilles géantes pour neutraliser le nuage rouge », expliqua Johnny.  

« On peut venir ? » demanda Alinda.  

« Bon sang, Alinda… », grogna Knight.  

« Bon sang, toi-même ! On a fui ce nuage des dizaines de fois. Plus je le vois, plus je sens qu’on lutte contre la Nature. Comme si on se fuyait nous-mêmes… Comme si on se blessait. Nous *sommes* la Nature », rétorqua Alinda. Johnny soupira : « Tu as raison. L’humanité combat la Nature depuis toujours, mais personne ne le réalise. Même ceux qui comprennent… n’agissent pas. »  


Ils se rendirent au ministère de la Défense, où les lentilles attendaient. Alinda et Knight suivirent.  


**Au ministère de la Défense**  

Les scientifiques et militaires surveillaient les mouvements de *Kolo Yudo* via les satellites météo.  

« Il arrive sur Bangkok. Une heure, et il sera au pont Rama VIII. Les rues sont vides. Allons-y ! » **Sur le pont Rama VIII**  

Le ciel était encore clair quand le nuage rouge apparut au sud-est de Bangkok.  

« Découvrez les lentilles ! » ordonna un officier.  

Les bâches furent retirées, les projecteurs allumés. Trois faisceaux convergèrent vers *Kolo Yudo*. Le nuage commença à se dissiper… mais une pluie rouge se mit à tomber.  

« Merde ! Il se transforme en pluie ! » cria un soldat.  

« Deux lentilles sur l’eau rouge ! La troisième reste sur le nuage ! »  


Alors que les soldats détruisaient l’eau rouge avec les faisceaux, Alinda questionna Johnny :  

« On *doit* vraiment l’exterminer ?  

— Oui.  

— C’est *vraiment* la meilleure solution ?  

— J’aimerais en être sûr… », murmura Johnny. Knight intervint : « Tu crois vraiment que c’est une punition de la Nature ?  

— Oui », répondit Alinda.  

Puis, elle fixa Johnny : « Vaincre la Nature… est-ce une victoire ?  

— Peut-être. Mais je ne sais pas si c’est juste. »  


Les faisceaux réduisaient l’eau rouge en vapeur, qui remontait nourrir le nuage. Ce dernier finit par disparaître.  


Alinda insista : « Détruire ce nuage… n’est-ce pas une nouvelle guerre contre la Nature ?  

— Si. Mais l’humanité a détruit la Nature au point de rendre toute réparation impossible. Nous polluons les mers, l’atmosphère… Nous respirons nos propres poisons. Et personne n’agit. *Personne*. »  


**Épilogue**  

Le ciel était vide. Le pont Rama 

VIII, silencieux. Les lentilles éteintes.  

Alinda murmura : « Et maintenant ?  

— Maintenant… », Johnny regarda l’horizon, « nous attendons la prochaine tempête. »  


**Fin**

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

 

 #ระบบสังคม เป็นอย่างไร โดยเบื้องต้นมักขึ้นอยู่กับ คุณธรรม/จริยธรรม/Mindset มวลรวม ของมนุษย์ในสังคมนั่นๆเทไปทางไหน ทำนองคำพูดที่ว่า... 

.

"สภาพสังคม-บ้านเมือง-เป็นอย่างไร สะท้อนประชาชนมวลรวมในประเทศนั้น ก็เป็นอย่างนั้น"---ในระบบสังคม/การเมือง (โดยเฉพาะประชาธิปไตย) นักการเมือง เปรียบเสมือน "กระจกสะท้อน" หรือ "ผลผลิต" ของทัศนคติ(+สันดาน!)มวลรวมของประชาชนในประเทศนั้นๆ

.

แล้วในสเกล #ระบบจักรวาล ล่ะ !?

.

แน่นอนว่าการเชื่อมโยงเปิดประเด็นทำนองนี้ มันกว้างงงมากกกๆ และมีปัจจัยมีความทับซ้อน-ซับซ้อนหลากหลาย ให้ได้วิเคราะห์ถกกัน ยันแตกประเด็นย่อยได้อีกมากมาย... ในที่นี้ ลองมาดูแค่บางแง่มุม (ซึ่งก็ยาวแล้ว)

.

เบื้องต้นคำว่า 'เทา' - "#ระบบสังคมเทา" สื่อถึง สภาพสังคมที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย "ความถูก-ผิด" "กฎหมาย" หรือ "กระบวนการยุติธรรม" อย่างตรงไปตรงมา หรือเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย "ความสัมพันธ์" และ "ผลประโยชน์แอบแฝง" เป็นหลัก

.

มันเปรียบเสมือนพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างสีขาว (ความถูกต้องดีงามตามระเบียบที่ควรจะเป็น) และสีดำ (อาชญากรรม/ความเลวทราม ที่ชัดเจน) โดยมีลักษณะเด่นๆ ดังนี้:

.

1. กฎหมายอยู่ใต้ "เส้นสาย"

ในระบบเทา แน่นอนว่ากฎกติกาจะถูกเขียนไว้อย่างสวยงามบนกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติจะมีการเลือกปฏิบัติ อาทิ:

.

"รู้จักใคร" สำคัญกว่า "เก่งแค่ไหน": การเข้าถึงโอกาสหรือทรัพยากรไม่ได้วัดกันที่ความสามารถ แต่วัดกันที่ว่าคุณอยู่ในเครือข่ายอำนาจของใคร

.

กฎหมายมีไว้ใช้กับคนไม่มีพวกมากหรือแค่ชาวบ้านธรรมดา: คนที่มีอำนาจเส้นสายหรือเงิน สามารถหา "ช่องว่าง" (Loophole) เพื่อเลี่ยงความผิดได้เสมอ

.

2. วัฒนธรรม "น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า" (Reciprocity)

คอรัปชั่นในระบบเทามักไม่ได้มาในรูปแบบของการยัดเงินโต้งๆ เสมอไป แต่มักมาในรูปของ:

.

การฝากฝัง: "ช่วยดูแลคนนี้หน่อยนะ แล้ววันหน้าผมจะช่วยคุณกลับ" เป็นต้น

.

การตอบแทนบุญคุณ: การได้รับสิทธิพิเศษบางอย่าง แล้วต้องยอมหลับตาข้างหนึ่งเมื่ออีกฝ่ายทำผิดหรือคอรัปฯ

.

สินน้ำใจ: สิ่งของหรือผลประโยชน์ที่ดูเหมือนเป็นน้ำใจดีงาม แต่มีนัยยะแอบแฝงเพื่อให้งานหรือการคอรัปฯราบรื่น (Speed Money)

.

3. "คนทำผิดทำชั่วที่ดูเหมือนคนดี"

นี่คือสิ่งที่ทำให้มันเป็นสีเทา:

.

คนที่คอรัปชั่น มุมอื่นอาจจะเป็นพ่อที่ดี เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ หรือเป็นผู้ใหญ่ที่เมตตา แต่เขากำลังทำลายระบบสังคมส่วนรวมเพื่อประโยชน์ของคนใกล้ตัวส่วนน้อย

.

มีการสร้างวาทกรรมขึ้นมา-สร้างความชอบธรรมให้การทำผิด เช่น "ใครๆ ก็ทำกัน" หรือ "ทำเพื่อความอยู่รอด"

.

4. การบีบให้ทุกคนต้อง "เปื้อน"

ระบบเทามักถูกออกแบบมาให้คนดีธรรมดาๆอยู่ได้ยาก หากคุณไม่ยอมรับสินบน หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย คุณอาจจะทำงานไม่สำเร็จ หรือถูกมองว่าเป็นคน "ขวางโลก" จนสุดท้ายต้องยอมทำตามน้ำไป เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้

.

สรุปสั้นๆ โดยหลักการ 

- ระบบสังคมขาว: ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน

- ระบบสังคมดำ: โจรกรรม ปล้นฆ่า ผิดกฎหมายชัดเจน

- ระบบสังคมเทา: ปากบอกว่าขาว แต่หลังบ้านมีการเจรจาผลประโยชน์กันเป็นสีดำ โดยอาศัยความเกรงใจ และอำนาจมืดในการขับเคลื่อน

ระบบนี้ย่อมจะกัดกร่อนความหวังของคนรุ่นใหม่ และทำให้ "ต้นทุนการเป็นคนดี" แพงขึ้นเรื่อยๆ จนคนเก่งๆดีๆ อาจถอดใจและออกจากระบบไปในที่สุด สุดท้ายส่งผล สังคมเสื่อมทราม หรือเป็นตัวถ่วงระดับประเทศ ให้ติดกับดัก พัฒนาต่อใดๆไม่ได้ เป็นต้น

.

บางกรณีศึกษา "#ราคา ที่คนทั่วไปหรือคนดีๆ #ต้องจ่าย ในระบบสังคมที่เทา

.

การเป็น "คนดี" หรือคนที่มีหลักการที่ดี ในสังคมที่มีการทุจริตแฝงตัวอยู่นั้น มักจะมี "ต้นทุน" หรือราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าปกติ เพราะระบบที่ "เทา" มักจะถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ยอมโอนอ่อนตามน้ำ ยอมเทา-ดำ! ส่วนคนดีๆกลายเป็น ขวางทางน้ำ จึงมักจะเหนื่อยกว่าคนเทา

.

ตัวอย่าง ราคาในด้านต่างๆ ที่คนตรงๆดีๆเก่งๆ ต้องเผชิญ:

.

1. ราคาด้านความก้าวหน้า (Opportunity Cost)

ในระบบที่วัดกันที่ความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ มากกว่าฝีมือและคุณธรรม คนดีมักจะพบว่า:

.

ถูกข้ามหน้าข้ามตา: การเลื่อนตำแหน่งอาจตกเป็นของคนที่ "เข้าหาผู้ใหญ่เก่ง" หรือยอมทำในสิ่งที่ผิดกฎเกณฑ์ที่ควรจะเป็น

.

การสูญเสียโอกาส: โครงการหรืองานสำคัญๆ อาจจะหลุดมือไป เพราะไม่ยอมจ่ายใต้โต๊ะ หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย

.

2. ราคาด้านจิตใจ (Emotional & Mental Cost)

ความกดดันทางจิตใจมักจะเป็นสิ่งที่หนักหนาที่สุด:

.

ความรู้สึกโดดเดี่ยว: เมื่อไม่ยอมรับระบบที่ผิด อาจถูกมองว่าเป็น "แกะดำ" หรือเป็นคน "อยู่ยาก" "อยู่ไม่เป็น" ทำให้ถูกกีดกันออกจากกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่คอรัปฯ

.

ความโกรธแค้นและความคับข้องใจ: การเห็นคนโกงได้ดีกว่า หรือเห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยทำอะไรไม่ได้ สร้างบาดแผลทางใจสะสมรุนแรง

.

ภาวะ Burnout: การต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่ากัน หรือได้น้อยกว่า โดยที่ต้องคอยระวังตัวไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง ทำให้หมดไฟได้ง่ายๆ

.

3. ราคาด้านความปลอดภัยและชื่อเสียง (Safety & Reputation Cost)

ในสังคมที่ความทุจริตหยั่งรากลึก คนดีที่ลุกขึ้นมาคัดค้านอาจเจอกับ:

.

การกลั่นแกล้ง: ตั้งแต่การถูกย้ายไปในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ ไปจนถึงการถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องที่จุกจิกหยุมหยิมไม่เป็นเรื่อง

.

การใส่ร้าย: ระบบที่เทามักจะปกป้องพวกเดียวกันด้วยการทำลายความน่าเชื่อถือของคนที่พยายามเปิดโปงความจริง

.

4. ราคาด้านความสัมพันธ์ (Relational Cost)

ความขัดแย้งกับคนใกล้ชิด: บางครั้งครอบครัวหรือเพื่อนอาจไม่เข้าใจ และมองว่าคนดีๆ "ตึงเกินไป" จนทำให้คนรอบข้างเสียโอกาสไปด้วย

.

"ราคาที่แพงที่สุด อาจไม่ใช่เงินทองที่เสียไป แต่คือการต้องสูญเสียตัวตนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสบายในระบบที่เทาบิดเบี้ยวนี้"

.

ไม่ว่ายังไง โดยอุดมการณ์แล้ว แม้ราคาจะสูง แต่การสามารถรักษา "ความซื่อสัตย์" ไว้ได้ ก็น่าจะเป็นมรดกที่สำคัญที่สุด ที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ เพราะในวันที่ระบบเหล่านี้พังทลายลง (ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอไม่ช้าก็เร็ว) คนที่มีหลักการ จะเป็นกลุ่มเดียวที่ยังอยู่ได้อย่างสง่างาม...(**ยิ่งถ้ามี ชีวิตหลังความตาย!? ก็น่าจะเป็น ผู้ที่ปลอดภัยในระยะยาวอย่างแท้จริง**)

.

=========================

.

ส่วนระดับจักรวาล! น่าจะจัดได้ว่ามีความเทา ด้วยไหม ?

.

หากเรามองลึกลงไปในคำว่า "ระบบจักรวาล" ความเทา อาจจะมีแง่มุมแตกต่างจากความเทาของสังคมมนุษย์ เพราะความเทาในสังคมมนุษย์มักเกิดจาก "กิเลส" หรือ "เจตนาบิดเบือน" แต่ความเทาของจักรวาล ดูเหมือนจะเกิดจาก "ความเพิกเฉยที่เป็นกลาง" ? (Cosmic Indifference)

.

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกหน่อย สามารถแบ่งความเทาของจักรวาลออกเป็น 3 มิติ หลักๆ:

.

1. เทาเพราะ "ไร้ศีลธรรม" (Amoral, not Immoral)

จักรวาลไม่ได้ "ชั่วร้าย" (สีดำ) และไม่ได้ "ใจบุญ" (สีขาว) แต่มันอาจ "อยู่เหนือความดีชั่ว":

.

ไม่มีตาชั่งทางใจ: ภัยพิบัติต่างๆยันระดับดาวฤกษ์ระเบิดทำลายสิ่งมีชีวิตนับล้านได้ โดยเหมือนไม่รู้สึกผิด กฎฟิสิกส์ทำงานเหมือนเดิมไม่ว่าผลลัพธ์จะดูโหดร้ายแค่ไหน

.

ความยุติธรรมแบบเครื่องจักร: ถ้าคุณตกตึก แรงโน้มถ่วงจะดึงคุณลงมาด้วยความเร็วเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นอาชญากรหรือนักบุญ นี่จึงอาจคือความ "แฟร์" ที่อาจดูไร้หัวใจ

.

2. เทาเพราะ "ความสุ่ม" (The Grey of Randomness)

ในระดับควอนตัม จักรวาลดูเหมือนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (Uncertainty):

.

โชคชะตาที่เหมือนไม่มีเหตุผล?: บางคนเกิดมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ บางคนเกิดมาพร้อมโรคภัย จักรวาลไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่ระบบมันทำงานผ่าน "สถิติ" และ "ความน่าจะเป็น"

.

ความมืดมนของความบังเอิญ: ภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ที่อาจดูเหมือน ระบบเวรกรรม!ที่เหมือจะไม่แฟร์ ? ไร้ที่มาที่ไป ทำให้มนุษย์รู้สึกว่าโลกนี้ "เทา" เพราะมันไม่มีระบบรางวัลหรือบทลงโทษที่เหมาะสมชัดเจน

.

3. เทาเพราะ "เอนโทรปี" (The Grey of Decay)

กฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ (Second Law of Thermodynamics) บอกว่าทุกอย่างในจักรวาลกำลังวิ่งไปสู่ความโกลาหล (Entropy):

.

สิ่งที่สวยงามและเป็นระเบียบ(ในมุมมองของมนุษย์) ในที่สุดจะถูกทำลายลงตามกาลเวลา (ความแก่ชรา, ความตาย, การสูญสลายของดวงดาว ฯลฯ)

.

ความหมายที่หายไป: ในระยะยาวอันไกลโพ้น เชิงฟิสิกส์จักรวาลอาจลงเอยที่ความว่างเปล่าและความมืด (Heat Death) ซึ่งทำให้คำถามเรื่อง "ความดี ความยิ่งใหญ่ การพัฒนาอารยธรรม ฯลฯ" ดูกระจอกไร้สาระ!ไปเลย ในสเกลระดับล้านล้านๆปี

.

=========================

.

อีกกรณี ที่น่าสนใจ: ระบบจักรวาล ต่อสิ่งมีชีวิต น่าจะมี #ระบบเวรกรรม ? ที่ยุติธรรมอย่างแท้จริงอยู่เบื้องหลังบ้างหรือไม่ ?

.

หากเรามองหา "ระบบเวรกรรม" ในจักรวาลที่เหมือนกับสมุดบัญชีธนาคาร (ทำดีสะสมแต้ม ทำชั่วตัดแต้ม รอพิพากษา!) ในเชิงวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ปัจจุบัน ต้องยอมรับก่อนว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีระบบแบบนั้นอยู่จริงหรือไม่ (**ในเชิงอื่นๆ ศาสนา ปรัชญา ฯลฯ จึงแล้วแต่ใคร จะยอมรับนับถือ-หรืออยากจะเชื่อแบบไหน**)

.

แต่เบื้องต้น เท่าที่สังเกตได้ทั่วๆไป จักรวาลมี "ระบบที่คล้ายเวรกรรม" ในรูปแบบอื่นที่ยุติธรรมในแง่ของ เหตุและผล (Causality) ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้:

.

1. ยุติธรรมด้วย "กฎแห่งเหตุและผล" (Law of Cause and Effect)

ในทางวิทยาศาสตร์ ทุกการกระทำ (Action) ย่อมมีแรงสะท้อนกลับ (Reaction) เสมอ:

.

ความยุติธรรม: หากคุณสูบบุหรี่ (เหตุ) ปอดของคุณจะเสื่อมโทรม (ผล) จักรวาลไม่ได้ลงโทษคุณเพราะคุณเป็นคนไม่ดี แต่มันคือปฏิกิริยาเคมีและชีวภาพที่ตรงไปตรงมา

.

ความเท่าเทียม: กฎนี้ทำงานกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นราชาหรือสามัญชน ถ้าคุณกระโดดจากที่สูง แรงโน้มถ่วงจะจัดการคุณอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือความยุติธรรมที่ "ไร้หน้า" และ "ไร้อคติ"

.

2. ยุติธรรมด้วย "การพัวพันทางสังคม" (Social Feedback Loop)

ในระดับมนุษย์ เวรกรรมมักมาในรูปแบบของ "ระบบความสัมพันธ์":

.

หากเราคอรัปชั่น (เหตุ) เรากำลังทำลายระบบสังคมที่เราอาศัยอยู่ (ผล) สุดท้ายความเสื่อมโทรมของสังคมนั้นจะกลับมาทำร้ายเรา หรือลูกหลานเราเองอยู่ดี

.

นี่อาจคือ "เวรกรรมเชิงโครงสร้าง" ที่ยุติธรรม เพราะมันคือผลลัพธ์รวมของการกระทำของมนุษย์ทุกคน

.

3. ปัญหาของ "ความสุ่ม" (The Problem of Randomness)

สิ่งที่อาจทำให้คนรู้สึกว่า จักรวาล "ไม่ยุติธรรม" คือเหตุการณ์ที่อาจดูเหมือนไม่มีเหตุผลรองรับในเชิงศีลธรรม:

.

คนทำดีแต่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หรือคนทำชั่วแต่เหมือนจะอยู่ดีมีสุขจนแก่ตาย

.

บทสรุป: จักรวาลไม่ได้ "ยุติธรรม" แต่ "เที่ยงตรง"(ในมุมมองมนุษย์)

จักรวาลอาจไม่มีระบบเวรกรรมที่มานั่งตัดสินว่า "คนนี้เป็นคนดีต้องได้รางวัล" แต่ที่มนุษย์พอจะสังเกตได้ จักรวาลก็มีระบบที่เรียกว่า "การอนุรักษ์พลังงานและเหตุผล" อยู่มากทีเดียว

.

ความยุติธรรมที่แท้จริง ?...อาจไม่ได้มาจากเบื้องบนระดับจักรวาลที่คอยสอดส่อง แต่มาจาก "การเลือกของมนุษย์เอง" ถ้ามนุษย์อยากให้โลกยุติธรรม ในสังคมมนุษย์ด้วยกันเอง มนุษย์มวลรวมต้องเป็นผู้สร้างระบบที่ยุติธรรมขึ้นมาเอง โดยระบบจักรวาลก็ดูจะไม่ได้ปิดกั้นใดๆ

.

เพราะจักรวาลเหมือนจะให้ "วัตถุดิบ" และ "กฎเกณฑ์" มาแล้ว ส่วน "ผลลัพธ์" คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตมวลรวมในจักรวาล ต้องร่วมกันเขียนขึ้นมา

.

ปล. แน่นอนว่า ยังมีความลี้ลับ-ไอเดีย-ปรัชญาแนวคิดแง่มุมอื่นๆอีกมากมาย ที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เรียกว่า ยุติธรรม-เทา-ดำ-ดี-ชั่ว ในการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมมนุษย์...หรือมิติที่เหนือระดับไปกว่านั้น อาทิ กรณี นรก-สวรรค์-God-ชีวิตหลังความตาย ฯลฯ ที่ยังคงเป็นปริศนาและมนุษย์พยายามค้นคว้าพิสูจน์ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน ก็ยังเป็นที่วิเคราะห์ถกเถียงต่อไป

.

ไม่ว่ายังที่แน่ๆ ในเชิงปัจเจกแต่ละคน จำเป็นต้องตัดสินใจเอาเองว่า จะเชื่อแบบไหน+จะดำเนินชีวิตตัวเองเทไปทางแบบใด ขาว เทา ดำ หรืออื่นๆ บลาๆ...แล้วก็ยอมรับผลที่ตามมาภายใต้ระบบจักรวาลต่อๆไป ไม่ว่าจะเป็นผลในระยะสั้น หรือระยะยาวในอนาคต...ยันหลังความตาย ก็ตาม...👽🖖




 

 #ระบบสังคม เป็นอย่างไร โดยเบื้องต้นมักขึ้นอยู่กับ คุณธรรม/จริยธรรม/Mindset มวลรวม ของมนุษย์ในสังคมนั่นๆเทไปทางไหน ทำนองคำพูดที่ว่า... 

.

"สภาพสังคม-บ้านเมือง-เป็นอย่างไร สะท้อนประชาชนมวลรวมในประเทศนั้น ก็เป็นอย่างนั้น"---ในระบบสังคม/การเมือง (โดยเฉพาะประชาธิปไตย) นักการเมือง เปรียบเสมือน "กระจกสะท้อน" หรือ "ผลผลิต" ของทัศนคติ(+สันดาน!)มวลรวมของประชาชนในประเทศนั้นๆ

.

แล้วในสเกล #ระบบจักรวาล ล่ะ !?

.

แน่นอนว่าการเชื่อมโยงเปิดประเด็นทำนองนี้ มันกว้างงงมากกกๆ และมีปัจจัยมีความทับซ้อน-ซับซ้อนหลากหลาย ให้ได้วิเคราะห์ถกกัน ยันแตกประเด็นย่อยได้อีกมากมาย... ในที่นี้ ลองมาดูแค่บางแง่มุม (ซึ่งก็ยาวแล้ว)

.

เบื้องต้นคำว่า 'เทา' - "#ระบบสังคมเทา" สื่อถึง สภาพสังคมที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย "ความถูก-ผิด" "กฎหมาย" หรือ "กระบวนการยุติธรรม" อย่างตรงไปตรงมา หรือเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย "ความสัมพันธ์" และ "ผลประโยชน์แอบแฝง" เป็นหลัก

.

มันเปรียบเสมือนพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างสีขาว (ความถูกต้องดีงามตามระเบียบที่ควรจะเป็น) และสีดำ (อาชญากรรม/ความเลวทราม ที่ชัดเจน) โดยมีลักษณะเด่นๆ ดังนี้:

.

1. กฎหมายอยู่ใต้ "เส้นสาย"

ในระบบเทา แน่นอนว่ากฎกติกาจะถูกเขียนไว้อย่างสวยงามบนกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติจะมีการเลือกปฏิบัติ อาทิ:

.

"รู้จักใคร" สำคัญกว่า "เก่งแค่ไหน": การเข้าถึงโอกาสหรือทรัพยากรไม่ได้วัดกันที่ความสามารถ แต่วัดกันที่ว่าคุณอยู่ในเครือข่ายอำนาจของใคร

.

กฎหมายมีไว้ใช้กับคนไม่มีพวกมากหรือแค่ชาวบ้านธรรมดา: คนที่มีอำนาจเส้นสายหรือเงิน สามารถหา "ช่องว่าง" (Loophole) เพื่อเลี่ยงความผิดได้เสมอ

.

2. วัฒนธรรม "น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า" (Reciprocity)

คอรัปชั่นในระบบเทามักไม่ได้มาในรูปแบบของการยัดเงินโต้งๆ เสมอไป แต่มักมาในรูปของ:

.

การฝากฝัง: "ช่วยดูแลคนนี้หน่อยนะ แล้ววันหน้าผมจะช่วยคุณกลับ" เป็นต้น

.

การตอบแทนบุญคุณ: การได้รับสิทธิพิเศษบางอย่าง แล้วต้องยอมหลับตาข้างหนึ่งเมื่ออีกฝ่ายทำผิดหรือคอรัปฯ

.

สินน้ำใจ: สิ่งของหรือผลประโยชน์ที่ดูเหมือนเป็นน้ำใจดีงาม แต่มีนัยยะแอบแฝงเพื่อให้งานหรือการคอรัปฯราบรื่น (Speed Money)

.

3. "คนทำผิดทำชั่วที่ดูเหมือนคนดี"

นี่คือสิ่งที่ทำให้มันเป็นสีเทา:

.

คนที่คอรัปชั่น มุมอื่นอาจจะเป็นพ่อที่ดี เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ หรือเป็นผู้ใหญ่ที่เมตตา แต่เขากำลังทำลายระบบสังคมส่วนรวมเพื่อประโยชน์ของคนใกล้ตัวส่วนน้อย

.

มีการสร้างวาทกรรมขึ้นมา-สร้างความชอบธรรมให้การทำผิด เช่น "ใครๆ ก็ทำกัน" หรือ "ทำเพื่อความอยู่รอด"

.

4. การบีบให้ทุกคนต้อง "เปื้อน"

ระบบเทามักถูกออกแบบมาให้คนดีธรรมดาๆอยู่ได้ยาก หากคุณไม่ยอมรับสินบน หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย คุณอาจจะทำงานไม่สำเร็จ หรือถูกมองว่าเป็นคน "ขวางโลก" จนสุดท้ายต้องยอมทำตามน้ำไป เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้

.

สรุปสั้นๆ โดยหลักการ 

- ระบบสังคมขาว: ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน

- ระบบสังคมดำ: โจรกรรม ปล้นฆ่า ผิดกฎหมายชัดเจน

- ระบบสังคมเทา: ปากบอกว่าขาว แต่หลังบ้านมีการเจรจาผลประโยชน์กันเป็นสีดำ โดยอาศัยความเกรงใจ และอำนาจมืดในการขับเคลื่อน

ระบบนี้ย่อมจะกัดกร่อนความหวังของคนรุ่นใหม่ และทำให้ "ต้นทุนการเป็นคนดี" แพงขึ้นเรื่อยๆ จนคนเก่งๆดีๆ อาจถอดใจและออกจากระบบไปในที่สุด สุดท้ายส่งผล สังคมเสื่อมทราม หรือเป็นตัวถ่วงระดับประเทศ ให้ติดกับดัก พัฒนาต่อใดๆไม่ได้ เป็นต้น

.

บางกรณีศึกษา "#ราคา ที่คนทั่วไปหรือคนดีๆ #ต้องจ่าย ในระบบสังคมที่เทา

.

การเป็น "คนดี" หรือคนที่มีหลักการที่ดี ในสังคมที่มีการทุจริตแฝงตัวอยู่นั้น มักจะมี "ต้นทุน" หรือราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าปกติ เพราะระบบที่ "เทา" มักจะถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ยอมโอนอ่อนตามน้ำ ยอมเทา-ดำ! ส่วนคนดีๆกลายเป็น ขวางทางน้ำ จึงมักจะเหนื่อยกว่าคนเทา

.

ตัวอย่าง ราคาในด้านต่างๆ ที่คนตรงๆดีๆเก่งๆ ต้องเผชิญ:

.

1. ราคาด้านความก้าวหน้า (Opportunity Cost)

ในระบบที่วัดกันที่ความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ มากกว่าฝีมือและคุณธรรม คนดีมักจะพบว่า:

.

ถูกข้ามหน้าข้ามตา: การเลื่อนตำแหน่งอาจตกเป็นของคนที่ "เข้าหาผู้ใหญ่เก่ง" หรือยอมทำในสิ่งที่ผิดกฎเกณฑ์ที่ควรจะเป็น

.

การสูญเสียโอกาส: โครงการหรืองานสำคัญๆ อาจจะหลุดมือไป เพราะไม่ยอมจ่ายใต้โต๊ะ หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย

.

2. ราคาด้านจิตใจ (Emotional & Mental Cost)

ความกดดันทางจิตใจมักจะเป็นสิ่งที่หนักหนาที่สุด:

.

ความรู้สึกโดดเดี่ยว: เมื่อไม่ยอมรับระบบที่ผิด อาจถูกมองว่าเป็น "แกะดำ" หรือเป็นคน "อยู่ยาก" "อยู่ไม่เป็น" ทำให้ถูกกีดกันออกจากกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่คอรัปฯ

.

ความโกรธแค้นและความคับข้องใจ: การเห็นคนโกงได้ดีกว่า หรือเห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยทำอะไรไม่ได้ สร้างบาดแผลทางใจสะสมรุนแรง

.

ภาวะ Burnout: การต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่ากัน หรือได้น้อยกว่า โดยที่ต้องคอยระวังตัวไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง ทำให้หมดไฟได้ง่ายๆ

.

3. ราคาด้านความปลอดภัยและชื่อเสียง (Safety & Reputation Cost)

ในสังคมที่ความทุจริตหยั่งรากลึก คนดีที่ลุกขึ้นมาคัดค้านอาจเจอกับ:

.

การกลั่นแกล้ง: ตั้งแต่การถูกย้ายไปในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ ไปจนถึงการถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องที่จุกจิกหยุมหยิมไม่เป็นเรื่อง

.

การใส่ร้าย: ระบบที่เทามักจะปกป้องพวกเดียวกันด้วยการทำลายความน่าเชื่อถือของคนที่พยายามเปิดโปงความจริง

.

4. ราคาด้านความสัมพันธ์ (Relational Cost)

ความขัดแย้งกับคนใกล้ชิด: บางครั้งครอบครัวหรือเพื่อนอาจไม่เข้าใจ และมองว่าคนดีๆ "ตึงเกินไป" จนทำให้คนรอบข้างเสียโอกาสไปด้วย

.

"ราคาที่แพงที่สุด อาจไม่ใช่เงินทองที่เสียไป แต่คือการต้องสูญเสียตัวตนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสบายในระบบที่เทาบิดเบี้ยวนี้"

.

ไม่ว่ายังไง โดยอุดมการณ์แล้ว แม้ราคาจะสูง แต่การสามารถรักษา "ความซื่อสัตย์" ไว้ได้ ก็น่าจะเป็นมรดกที่สำคัญที่สุด ที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ เพราะในวันที่ระบบเหล่านี้พังทลายลง (ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอไม่ช้าก็เร็ว) คนที่มีหลักการ จะเป็นกลุ่มเดียวที่ยังอยู่ได้อย่างสง่างาม...(**ยิ่งถ้ามี ชีวิตหลังความตาย!? ก็น่าจะเป็น ผู้ที่ปลอดภัยในระยะยาวอย่างแท้จริง**)

.

=========================

.

ส่วนระดับจักรวาล! น่าจะจัดได้ว่ามีความเทา ด้วยไหม ?

.

หากเรามองลึกลงไปในคำว่า "ระบบจักรวาล" ความเทา อาจจะมีแง่มุมแตกต่างจากความเทาของสังคมมนุษย์ เพราะความเทาในสังคมมนุษย์มักเกิดจาก "กิเลส" หรือ "เจตนาบิดเบือน" แต่ความเทาของจักรวาล ดูเหมือนจะเกิดจาก "ความเพิกเฉยที่เป็นกลาง" ? (Cosmic Indifference)

.

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกหน่อย สามารถแบ่งความเทาของจักรวาลออกเป็น 3 มิติ หลักๆ:

.

1. เทาเพราะ "ไร้ศีลธรรม" (Amoral, not Immoral)

จักรวาลไม่ได้ "ชั่วร้าย" (สีดำ) และไม่ได้ "ใจบุญ" (สีขาว) แต่มันอาจ "อยู่เหนือความดีชั่ว":

.

ไม่มีตาชั่งทางใจ: ภัยพิบัติต่างๆยันระดับดาวฤกษ์ระเบิดทำลายสิ่งมีชีวิตนับล้านได้ โดยเหมือนไม่รู้สึกผิด กฎฟิสิกส์ทำงานเหมือนเดิมไม่ว่าผลลัพธ์จะดูโหดร้ายแค่ไหน

.

ความยุติธรรมแบบเครื่องจักร: ถ้าคุณตกตึก แรงโน้มถ่วงจะดึงคุณลงมาด้วยความเร็วเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นอาชญากรหรือนักบุญ นี่จึงอาจคือความ "แฟร์" ที่อาจดูไร้หัวใจ

.

2. เทาเพราะ "ความสุ่ม" (The Grey of Randomness)

ในระดับควอนตัม จักรวาลดูเหมือนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (Uncertainty):

.

โชคชะตาที่เหมือนไม่มีเหตุผล?: บางคนเกิดมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ บางคนเกิดมาพร้อมโรคภัย จักรวาลไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่ระบบมันทำงานผ่าน "สถิติ" และ "ความน่าจะเป็น"

.

ความมืดมนของความบังเอิญ: ภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ที่อาจดูเหมือน ระบบเวรกรรม!ที่เหมือจะไม่แฟร์ ? ไร้ที่มาที่ไป ทำให้มนุษย์รู้สึกว่าโลกนี้ "เทา" เพราะมันไม่มีระบบรางวัลหรือบทลงโทษที่เหมาะสมชัดเจน

.

3. เทาเพราะ "เอนโทรปี" (The Grey of Decay)

กฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ (Second Law of Thermodynamics) บอกว่าทุกอย่างในจักรวาลกำลังวิ่งไปสู่ความโกลาหล (Entropy):

.

สิ่งที่สวยงามและเป็นระเบียบ(ในมุมมองของมนุษย์) ในที่สุดจะถูกทำลายลงตามกาลเวลา (ความแก่ชรา, ความตาย, การสูญสลายของดวงดาว ฯลฯ)

.

ความหมายที่หายไป: ในระยะยาวอันไกลโพ้น เชิงฟิสิกส์จักรวาลอาจลงเอยที่ความว่างเปล่าและความมืด (Heat Death) ซึ่งทำให้คำถามเรื่อง "ความดี ความยิ่งใหญ่ การพัฒนาอารยธรรม ฯลฯ" ดูกระจอกไร้สาระ!ไปเลย ในสเกลระดับล้านล้านๆปี

.

=========================

.

อีกกรณี ที่น่าสนใจ: ระบบจักรวาล ต่อสิ่งมีชีวิต น่าจะมี #ระบบเวรกรรม ? ที่ยุติธรรมอย่างแท้จริงอยู่เบื้องหลังบ้างหรือไม่ ?

.

หากเรามองหา "ระบบเวรกรรม" ในจักรวาลที่เหมือนกับสมุดบัญชีธนาคาร (ทำดีสะสมแต้ม ทำชั่วตัดแต้ม รอพิพากษา!) ในเชิงวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ปัจจุบัน ต้องยอมรับก่อนว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีระบบแบบนั้นอยู่จริงหรือไม่ (**ในเชิงอื่นๆ ศาสนา ปรัชญา ฯลฯ จึงแล้วแต่ใคร จะยอมรับนับถือ-หรืออยากจะเชื่อแบบไหน**)

.

แต่เบื้องต้น เท่าที่สังเกตได้ทั่วๆไป จักรวาลมี "ระบบที่คล้ายเวรกรรม" ในรูปแบบอื่นที่ยุติธรรมในแง่ของ เหตุและผล (Causality) ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้:

.

1. ยุติธรรมด้วย "กฎแห่งเหตุและผล" (Law of Cause and Effect)

ในทางวิทยาศาสตร์ ทุกการกระทำ (Action) ย่อมมีแรงสะท้อนกลับ (Reaction) เสมอ:

.

ความยุติธรรม: หากคุณสูบบุหรี่ (เหตุ) ปอดของคุณจะเสื่อมโทรม (ผล) จักรวาลไม่ได้ลงโทษคุณเพราะคุณเป็นคนไม่ดี แต่มันคือปฏิกิริยาเคมีและชีวภาพที่ตรงไปตรงมา

.

ความเท่าเทียม: กฎนี้ทำงานกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นราชาหรือสามัญชน ถ้าคุณกระโดดจากที่สูง แรงโน้มถ่วงจะจัดการคุณอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือความยุติธรรมที่ "ไร้หน้า" และ "ไร้อคติ"

.

2. ยุติธรรมด้วย "การพัวพันทางสังคม" (Social Feedback Loop)

ในระดับมนุษย์ เวรกรรมมักมาในรูปแบบของ "ระบบความสัมพันธ์":

.

หากเราคอรัปชั่น (เหตุ) เรากำลังทำลายระบบสังคมที่เราอาศัยอยู่ (ผล) สุดท้ายความเสื่อมโทรมของสังคมนั้นจะกลับมาทำร้ายเรา หรือลูกหลานเราเองอยู่ดี

.

นี่อาจคือ "เวรกรรมเชิงโครงสร้าง" ที่ยุติธรรม เพราะมันคือผลลัพธ์รวมของการกระทำของมนุษย์ทุกคน

.

3. ปัญหาของ "ความสุ่ม" (The Problem of Randomness)

สิ่งที่อาจทำให้คนรู้สึกว่า จักรวาล "ไม่ยุติธรรม" คือเหตุการณ์ที่อาจดูเหมือนไม่มีเหตุผลรองรับในเชิงศีลธรรม:

.

คนทำดีแต่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หรือคนทำชั่วแต่เหมือนจะอยู่ดีมีสุขจนแก่ตาย

.

บทสรุป: จักรวาลไม่ได้ "ยุติธรรม" แต่ "เที่ยงตรง"(ในมุมมองมนุษย์)

จักรวาลอาจไม่มีระบบเวรกรรมที่มานั่งตัดสินว่า "คนนี้เป็นคนดีต้องได้รางวัล" แต่ที่มนุษย์พอจะสังเกตได้ จักรวาลก็มีระบบที่เรียกว่า "การอนุรักษ์พลังงานและเหตุผล" อยู่มากทีเดียว

.

ความยุติธรรมที่แท้จริง ?...อาจไม่ได้มาจากเบื้องบนระดับจักรวาลที่คอยสอดส่อง แต่มาจาก "การเลือกของมนุษย์เอง" ถ้ามนุษย์อยากให้โลกยุติธรรม ในสังคมมนุษย์ด้วยกันเอง มนุษย์มวลรวมต้องเป็นผู้สร้างระบบที่ยุติธรรมขึ้นมาเอง โดยระบบจักรวาลก็ดูจะไม่ได้ปิดกั้นใดๆ

.

เพราะจักรวาลเหมือนจะให้ "วัตถุดิบ" และ "กฎเกณฑ์" มาแล้ว ส่วน "ผลลัพธ์" คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตมวลรวมในจักรวาล ต้องร่วมกันเขียนขึ้นมา

.

ปล. แน่นอนว่า ยังมีความลี้ลับ-ไอเดีย-ปรัชญาแนวคิดแง่มุมอื่นๆอีกมากมาย ที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เรียกว่า ยุติธรรม-เทา-ดำ-ดี-ชั่ว ในการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมมนุษย์...หรือมิติที่เหนือระดับไปกว่านั้น อาทิ กรณี นรก-สวรรค์-God-ชีวิตหลังความตาย ฯลฯ ที่ยังคงเป็นปริศนาและมนุษย์พยายามค้นคว้าพิสูจน์ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน ก็ยังเป็นที่วิเคราะห์ถกเถียงต่อไป

.

ไม่ว่ายังที่แน่ๆ ในเชิงปัจเจกแต่ละคน จำเป็นต้องตัดสินใจเอาเองว่า จะเชื่อแบบไหน+จะดำเนินชีวิตตัวเองเทไปทางแบบใด ขาว เทา ดำ หรืออื่นๆ บลาๆ...แล้วก็ยอมรับผลที่ตามมาภายใต้ระบบจักรวาลต่อๆไป ไม่ว่าจะเป็นผลในระยะสั้น หรือระยะยาวในอนาคต...ยันหลังความตาย ก็ตาม...👽🖖




 

 #ระบบสังคม เป็นอย่างไร โดยเบื้องต้นมักขึ้นอยู่กับ คุณธรรม/จริยธรรม/Mindset มวลรวม ของมนุษย์ในสังคมนั่นๆเทไปทางไหน ทำนองคำพูดที่ว่า... 

.

"สภาพสังคม-บ้านเมือง-เป็นอย่างไร สะท้อนประชาชนมวลรวมในประเทศนั้น ก็เป็นอย่างนั้น"---ในระบบสังคม/การเมือง (โดยเฉพาะประชาธิปไตย) นักการเมือง เปรียบเสมือน "กระจกสะท้อน" หรือ "ผลผลิต" ของทัศนคติ(+สันดาน!)มวลรวมของประชาชนในประเทศนั้นๆ

.

แล้วในสเกล #ระบบจักรวาล ล่ะ !?

.

แน่นอนว่าการเชื่อมโยงเปิดประเด็นทำนองนี้ มันกว้างงงมากกกๆ และมีปัจจัยมีความทับซ้อน-ซับซ้อนหลากหลาย ให้ได้วิเคราะห์ถกกัน ยันแตกประเด็นย่อยได้อีกมากมาย... ในที่นี้ ลองมาดูแค่บางแง่มุม (ซึ่งก็ยาวแล้ว)

.

เบื้องต้นคำว่า 'เทา' - "#ระบบสังคมเทา" สื่อถึง สภาพสังคมที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย "ความถูก-ผิด" "กฎหมาย" หรือ "กระบวนการยุติธรรม" อย่างตรงไปตรงมา หรือเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย "ความสัมพันธ์" และ "ผลประโยชน์แอบแฝง" เป็นหลัก

.

มันเปรียบเสมือนพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างสีขาว (ความถูกต้องดีงามตามระเบียบที่ควรจะเป็น) และสีดำ (อาชญากรรม/ความเลวทราม ที่ชัดเจน) โดยมีลักษณะเด่นๆ ดังนี้:

.

1. กฎหมายอยู่ใต้ "เส้นสาย"

ในระบบเทา แน่นอนว่ากฎกติกาจะถูกเขียนไว้อย่างสวยงามบนกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติจะมีการเลือกปฏิบัติ อาทิ:

.

"รู้จักใคร" สำคัญกว่า "เก่งแค่ไหน": การเข้าถึงโอกาสหรือทรัพยากรไม่ได้วัดกันที่ความสามารถ แต่วัดกันที่ว่าคุณอยู่ในเครือข่ายอำนาจของใคร

.

กฎหมายมีไว้ใช้กับคนไม่มีพวกมากหรือแค่ชาวบ้านธรรมดา: คนที่มีอำนาจเส้นสายหรือเงิน สามารถหา "ช่องว่าง" (Loophole) เพื่อเลี่ยงความผิดได้เสมอ

.

2. วัฒนธรรม "น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า" (Reciprocity)

คอรัปชั่นในระบบเทามักไม่ได้มาในรูปแบบของการยัดเงินโต้งๆ เสมอไป แต่มักมาในรูปของ:

.

การฝากฝัง: "ช่วยดูแลคนนี้หน่อยนะ แล้ววันหน้าผมจะช่วยคุณกลับ" เป็นต้น

.

การตอบแทนบุญคุณ: การได้รับสิทธิพิเศษบางอย่าง แล้วต้องยอมหลับตาข้างหนึ่งเมื่ออีกฝ่ายทำผิดหรือคอรัปฯ

.

สินน้ำใจ: สิ่งของหรือผลประโยชน์ที่ดูเหมือนเป็นน้ำใจดีงาม แต่มีนัยยะแอบแฝงเพื่อให้งานหรือการคอรัปฯราบรื่น (Speed Money)

.

3. "คนทำผิดทำชั่วที่ดูเหมือนคนดี"

นี่คือสิ่งที่ทำให้มันเป็นสีเทา:

.

คนที่คอรัปชั่น มุมอื่นอาจจะเป็นพ่อที่ดี เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ หรือเป็นผู้ใหญ่ที่เมตตา แต่เขากำลังทำลายระบบสังคมส่วนรวมเพื่อประโยชน์ของคนใกล้ตัวส่วนน้อย

.

มีการสร้างวาทกรรมขึ้นมา-สร้างความชอบธรรมให้การทำผิด เช่น "ใครๆ ก็ทำกัน" หรือ "ทำเพื่อความอยู่รอด"

.

4. การบีบให้ทุกคนต้อง "เปื้อน"

ระบบเทามักถูกออกแบบมาให้คนดีธรรมดาๆอยู่ได้ยาก หากคุณไม่ยอมรับสินบน หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย คุณอาจจะทำงานไม่สำเร็จ หรือถูกมองว่าเป็นคน "ขวางโลก" จนสุดท้ายต้องยอมทำตามน้ำไป เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้

.

สรุปสั้นๆ โดยหลักการ 

- ระบบสังคมขาว: ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน

- ระบบสังคมดำ: โจรกรรม ปล้นฆ่า ผิดกฎหมายชัดเจน

- ระบบสังคมเทา: ปากบอกว่าขาว แต่หลังบ้านมีการเจรจาผลประโยชน์กันเป็นสีดำ โดยอาศัยความเกรงใจ และอำนาจมืดในการขับเคลื่อน

ระบบนี้ย่อมจะกัดกร่อนความหวังของคนรุ่นใหม่ และทำให้ "ต้นทุนการเป็นคนดี" แพงขึ้นเรื่อยๆ จนคนเก่งๆดีๆ อาจถอดใจและออกจากระบบไปในที่สุด สุดท้ายส่งผล สังคมเสื่อมทราม หรือเป็นตัวถ่วงระดับประเทศ ให้ติดกับดัก พัฒนาต่อใดๆไม่ได้ เป็นต้น

.

บางกรณีศึกษา "#ราคา ที่คนทั่วไปหรือคนดีๆ #ต้องจ่าย ในระบบสังคมที่เทา

.

การเป็น "คนดี" หรือคนที่มีหลักการที่ดี ในสังคมที่มีการทุจริตแฝงตัวอยู่นั้น มักจะมี "ต้นทุน" หรือราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าปกติ เพราะระบบที่ "เทา" มักจะถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ยอมโอนอ่อนตามน้ำ ยอมเทา-ดำ! ส่วนคนดีๆกลายเป็น ขวางทางน้ำ จึงมักจะเหนื่อยกว่าคนเทา

.

ตัวอย่าง ราคาในด้านต่างๆ ที่คนตรงๆดีๆเก่งๆ ต้องเผชิญ:

.

1. ราคาด้านความก้าวหน้า (Opportunity Cost)

ในระบบที่วัดกันที่ความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ มากกว่าฝีมือและคุณธรรม คนดีมักจะพบว่า:

.

ถูกข้ามหน้าข้ามตา: การเลื่อนตำแหน่งอาจตกเป็นของคนที่ "เข้าหาผู้ใหญ่เก่ง" หรือยอมทำในสิ่งที่ผิดกฎเกณฑ์ที่ควรจะเป็น

.

การสูญเสียโอกาส: โครงการหรืองานสำคัญๆ อาจจะหลุดมือไป เพราะไม่ยอมจ่ายใต้โต๊ะ หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย

.

2. ราคาด้านจิตใจ (Emotional & Mental Cost)

ความกดดันทางจิตใจมักจะเป็นสิ่งที่หนักหนาที่สุด:

.

ความรู้สึกโดดเดี่ยว: เมื่อไม่ยอมรับระบบที่ผิด อาจถูกมองว่าเป็น "แกะดำ" หรือเป็นคน "อยู่ยาก" "อยู่ไม่เป็น" ทำให้ถูกกีดกันออกจากกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่คอรัปฯ

.

ความโกรธแค้นและความคับข้องใจ: การเห็นคนโกงได้ดีกว่า หรือเห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยทำอะไรไม่ได้ สร้างบาดแผลทางใจสะสมรุนแรง

.

ภาวะ Burnout: การต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่ากัน หรือได้น้อยกว่า โดยที่ต้องคอยระวังตัวไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง ทำให้หมดไฟได้ง่ายๆ

.

3. ราคาด้านความปลอดภัยและชื่อเสียง (Safety & Reputation Cost)

ในสังคมที่ความทุจริตหยั่งรากลึก คนดีที่ลุกขึ้นมาคัดค้านอาจเจอกับ:

.

การกลั่นแกล้ง: ตั้งแต่การถูกย้ายไปในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ ไปจนถึงการถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องที่จุกจิกหยุมหยิมไม่เป็นเรื่อง

.

การใส่ร้าย: ระบบที่เทามักจะปกป้องพวกเดียวกันด้วยการทำลายความน่าเชื่อถือของคนที่พยายามเปิดโปงความจริง

.

4. ราคาด้านความสัมพันธ์ (Relational Cost)

ความขัดแย้งกับคนใกล้ชิด: บางครั้งครอบครัวหรือเพื่อนอาจไม่เข้าใจ และมองว่าคนดีๆ "ตึงเกินไป" จนทำให้คนรอบข้างเสียโอกาสไปด้วย

.

"ราคาที่แพงที่สุด อาจไม่ใช่เงินทองที่เสียไป แต่คือการต้องสูญเสียตัวตนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสบายในระบบที่เทาบิดเบี้ยวนี้"

.

ไม่ว่ายังไง โดยอุดมการณ์แล้ว แม้ราคาจะสูง แต่การสามารถรักษา "ความซื่อสัตย์" ไว้ได้ ก็น่าจะเป็นมรดกที่สำคัญที่สุด ที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ เพราะในวันที่ระบบเหล่านี้พังทลายลง (ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอไม่ช้าก็เร็ว) คนที่มีหลักการ จะเป็นกลุ่มเดียวที่ยังอยู่ได้อย่างสง่างาม...(**ยิ่งถ้ามี ชีวิตหลังความตาย!? ก็น่าจะเป็น ผู้ที่ปลอดภัยในระยะยาวอย่างแท้จริง**)

.

=========================

.

ส่วนระดับจักรวาล! น่าจะจัดได้ว่ามีความเทา ด้วยไหม ?

.

หากเรามองลึกลงไปในคำว่า "ระบบจักรวาล" ความเทา อาจจะมีแง่มุมแตกต่างจากความเทาของสังคมมนุษย์ เพราะความเทาในสังคมมนุษย์มักเกิดจาก "กิเลส" หรือ "เจตนาบิดเบือน" แต่ความเทาของจักรวาล ดูเหมือนจะเกิดจาก "ความเพิกเฉยที่เป็นกลาง" ? (Cosmic Indifference)

.

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกหน่อย สามารถแบ่งความเทาของจักรวาลออกเป็น 3 มิติ หลักๆ:

.

1. เทาเพราะ "ไร้ศีลธรรม" (Amoral, not Immoral)

จักรวาลไม่ได้ "ชั่วร้าย" (สีดำ) และไม่ได้ "ใจบุญ" (สีขาว) แต่มันอาจ "อยู่เหนือความดีชั่ว":

.

ไม่มีตาชั่งทางใจ: ภัยพิบัติต่างๆยันระดับดาวฤกษ์ระเบิดทำลายสิ่งมีชีวิตนับล้านได้ โดยเหมือนไม่รู้สึกผิด กฎฟิสิกส์ทำงานเหมือนเดิมไม่ว่าผลลัพธ์จะดูโหดร้ายแค่ไหน

.

ความยุติธรรมแบบเครื่องจักร: ถ้าคุณตกตึก แรงโน้มถ่วงจะดึงคุณลงมาด้วยความเร็วเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นอาชญากรหรือนักบุญ นี่จึงอาจคือความ "แฟร์" ที่อาจดูไร้หัวใจ

.

2. เทาเพราะ "ความสุ่ม" (The Grey of Randomness)

ในระดับควอนตัม จักรวาลดูเหมือนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (Uncertainty):

.

โชคชะตาที่เหมือนไม่มีเหตุผล?: บางคนเกิดมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ บางคนเกิดมาพร้อมโรคภัย จักรวาลไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่ระบบมันทำงานผ่าน "สถิติ" และ "ความน่าจะเป็น"

.

ความมืดมนของความบังเอิญ: ภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ที่อาจดูเหมือน ระบบเวรกรรม!ที่เหมือจะไม่แฟร์ ? ไร้ที่มาที่ไป ทำให้มนุษย์รู้สึกว่าโลกนี้ "เทา" เพราะมันไม่มีระบบรางวัลหรือบทลงโทษที่เหมาะสมชัดเจน

.

3. เทาเพราะ "เอนโทรปี" (The Grey of Decay)

กฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ (Second Law of Thermodynamics) บอกว่าทุกอย่างในจักรวาลกำลังวิ่งไปสู่ความโกลาหล (Entropy):

.

สิ่งที่สวยงามและเป็นระเบียบ(ในมุมมองของมนุษย์) ในที่สุดจะถูกทำลายลงตามกาลเวลา (ความแก่ชรา, ความตาย, การสูญสลายของดวงดาว ฯลฯ)

.

ความหมายที่หายไป: ในระยะยาวอันไกลโพ้น เชิงฟิสิกส์จักรวาลอาจลงเอยที่ความว่างเปล่าและความมืด (Heat Death) ซึ่งทำให้คำถามเรื่อง "ความดี ความยิ่งใหญ่ การพัฒนาอารยธรรม ฯลฯ" ดูกระจอกไร้สาระ!ไปเลย ในสเกลระดับล้านล้านๆปี

.

=========================

.

อีกกรณี ที่น่าสนใจ: ระบบจักรวาล ต่อสิ่งมีชีวิต น่าจะมี #ระบบเวรกรรม ? ที่ยุติธรรมอย่างแท้จริงอยู่เบื้องหลังบ้างหรือไม่ ?

.

หากเรามองหา "ระบบเวรกรรม" ในจักรวาลที่เหมือนกับสมุดบัญชีธนาคาร (ทำดีสะสมแต้ม ทำชั่วตัดแต้ม รอพิพากษา!) ในเชิงวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ปัจจุบัน ต้องยอมรับก่อนว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีระบบแบบนั้นอยู่จริงหรือไม่ (**ในเชิงอื่นๆ ศาสนา ปรัชญา ฯลฯ จึงแล้วแต่ใคร จะยอมรับนับถือ-หรืออยากจะเชื่อแบบไหน**)

.

แต่เบื้องต้น เท่าที่สังเกตได้ทั่วๆไป จักรวาลมี "ระบบที่คล้ายเวรกรรม" ในรูปแบบอื่นที่ยุติธรรมในแง่ของ เหตุและผล (Causality) ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้:

.

1. ยุติธรรมด้วย "กฎแห่งเหตุและผล" (Law of Cause and Effect)

ในทางวิทยาศาสตร์ ทุกการกระทำ (Action) ย่อมมีแรงสะท้อนกลับ (Reaction) เสมอ:

.

ความยุติธรรม: หากคุณสูบบุหรี่ (เหตุ) ปอดของคุณจะเสื่อมโทรม (ผล) จักรวาลไม่ได้ลงโทษคุณเพราะคุณเป็นคนไม่ดี แต่มันคือปฏิกิริยาเคมีและชีวภาพที่ตรงไปตรงมา

.

ความเท่าเทียม: กฎนี้ทำงานกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นราชาหรือสามัญชน ถ้าคุณกระโดดจากที่สูง แรงโน้มถ่วงจะจัดการคุณอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือความยุติธรรมที่ "ไร้หน้า" และ "ไร้อคติ"

.

2. ยุติธรรมด้วย "การพัวพันทางสังคม" (Social Feedback Loop)

ในระดับมนุษย์ เวรกรรมมักมาในรูปแบบของ "ระบบความสัมพันธ์":

.

หากเราคอรัปชั่น (เหตุ) เรากำลังทำลายระบบสังคมที่เราอาศัยอยู่ (ผล) สุดท้ายความเสื่อมโทรมของสังคมนั้นจะกลับมาทำร้ายเรา หรือลูกหลานเราเองอยู่ดี

.

นี่อาจคือ "เวรกรรมเชิงโครงสร้าง" ที่ยุติธรรม เพราะมันคือผลลัพธ์รวมของการกระทำของมนุษย์ทุกคน

.

3. ปัญหาของ "ความสุ่ม" (The Problem of Randomness)

สิ่งที่อาจทำให้คนรู้สึกว่า จักรวาล "ไม่ยุติธรรม" คือเหตุการณ์ที่อาจดูเหมือนไม่มีเหตุผลรองรับในเชิงศีลธรรม:

.

คนทำดีแต่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หรือคนทำชั่วแต่เหมือนจะอยู่ดีมีสุขจนแก่ตาย

.

บทสรุป: จักรวาลไม่ได้ "ยุติธรรม" แต่ "เที่ยงตรง"(ในมุมมองมนุษย์)

จักรวาลอาจไม่มีระบบเวรกรรมที่มานั่งตัดสินว่า "คนนี้เป็นคนดีต้องได้รางวัล" แต่ที่มนุษย์พอจะสังเกตได้ จักรวาลก็มีระบบที่เรียกว่า "การอนุรักษ์พลังงานและเหตุผล" อยู่มากทีเดียว

.

ความยุติธรรมที่แท้จริง ?...อาจไม่ได้มาจากเบื้องบนระดับจักรวาลที่คอยสอดส่อง แต่มาจาก "การเลือกของมนุษย์เอง" ถ้ามนุษย์อยากให้โลกยุติธรรม ในสังคมมนุษย์ด้วยกันเอง มนุษย์มวลรวมต้องเป็นผู้สร้างระบบที่ยุติธรรมขึ้นมาเอง โดยระบบจักรวาลก็ดูจะไม่ได้ปิดกั้นใดๆ

.

เพราะจักรวาลเหมือนจะให้ "วัตถุดิบ" และ "กฎเกณฑ์" มาแล้ว ส่วน "ผลลัพธ์" คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตมวลรวมในจักรวาล ต้องร่วมกันเขียนขึ้นมา

.

ปล. แน่นอนว่า ยังมีความลี้ลับ-ไอเดีย-ปรัชญาแนวคิดแง่มุมอื่นๆอีกมากมาย ที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เรียกว่า ยุติธรรม-เทา-ดำ-ดี-ชั่ว ในการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมมนุษย์...หรือมิติที่เหนือระดับไปกว่านั้น อาทิ กรณี นรก-สวรรค์-God-ชีวิตหลังความตาย ฯลฯ ที่ยังคงเป็นปริศนาและมนุษย์พยายามค้นคว้าพิสูจน์ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน ก็ยังเป็นที่วิเคราะห์ถกเถียงต่อไป

.

ไม่ว่ายังที่แน่ๆ ในเชิงปัจเจกแต่ละคน จำเป็นต้องตัดสินใจเอาเองว่า จะเชื่อแบบไหน+จะดำเนินชีวิตตัวเองเทไปทางแบบใด ขาว เทา ดำ หรืออื่นๆ บลาๆ...แล้วก็ยอมรับผลที่ตามมาภายใต้ระบบจักรวาลต่อๆไป ไม่ว่าจะเป็นผลในระยะสั้น หรือระยะยาวในอนาคต...ยันหลังความตาย ก็ตาม...👽🖖




 #ระบบสังคม เป็นอย่างไร โดยเบื้องต้นมักขึ้นอยู่กับ คุณธรรม/จริยธรรม/Mindset มวลรวม ของมนุษย์ในสังคมนั่นๆเทไปทางไหน ทำนองคำพูดที่ว่า... 

.

"สภาพสังคม-บ้านเมือง-เป็นอย่างไร สะท้อนประชาชนมวลรวมในประเทศนั้น ก็เป็นอย่างนั้น"---ในระบบสังคม/การเมือง (โดยเฉพาะประชาธิปไตย) นักการเมือง เปรียบเสมือน "กระจกสะท้อน" หรือ "ผลผลิต" ของทัศนคติ(+สันดาน!)มวลรวมของประชาชนในประเทศนั้นๆ

.

แล้วในสเกล #ระบบจักรวาล ล่ะ !?

.

แน่นอนว่าการเชื่อมโยงเปิดประเด็นทำนองนี้ มันกว้างงงมากกกๆ และมีปัจจัยมีความทับซ้อน-ซับซ้อนหลากหลาย ให้ได้วิเคราะห์ถกกัน ยันแตกประเด็นย่อยได้อีกมากมาย... ในที่นี้ ลองมาดูแค่บางแง่มุม (ซึ่งก็ยาวแล้ว)

.

เบื้องต้นคำว่า 'เทา' - "#ระบบสังคมเทา" สื่อถึง สภาพสังคมที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย "ความถูก-ผิด" "กฎหมาย" หรือ "กระบวนการยุติธรรม" อย่างตรงไปตรงมา หรือเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย "ความสัมพันธ์" และ "ผลประโยชน์แอบแฝง" เป็นหลัก

.

มันเปรียบเสมือนพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างสีขาว (ความถูกต้องดีงามตามระเบียบที่ควรจะเป็น) และสีดำ (อาชญากรรม/ความเลวทราม ที่ชัดเจน) โดยมีลักษณะเด่นๆ ดังนี้:

.

1. กฎหมายอยู่ใต้ "เส้นสาย"

ในระบบเทา แน่นอนว่ากฎกติกาจะถูกเขียนไว้อย่างสวยงามบนกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติจะมีการเลือกปฏิบัติ อาทิ:

.

"รู้จักใคร" สำคัญกว่า "เก่งแค่ไหน": การเข้าถึงโอกาสหรือทรัพยากรไม่ได้วัดกันที่ความสามารถ แต่วัดกันที่ว่าคุณอยู่ในเครือข่ายอำนาจของใคร

.

กฎหมายมีไว้ใช้กับคนไม่มีพวกมากหรือแค่ชาวบ้านธรรมดา: คนที่มีอำนาจเส้นสายหรือเงิน สามารถหา "ช่องว่าง" (Loophole) เพื่อเลี่ยงความผิดได้เสมอ

.

2. วัฒนธรรม "น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า" (Reciprocity)

คอรัปชั่นในระบบเทามักไม่ได้มาในรูปแบบของการยัดเงินโต้งๆ เสมอไป แต่มักมาในรูปของ:

.

การฝากฝัง: "ช่วยดูแลคนนี้หน่อยนะ แล้ววันหน้าผมจะช่วยคุณกลับ" เป็นต้น

.

การตอบแทนบุญคุณ: การได้รับสิทธิพิเศษบางอย่าง แล้วต้องยอมหลับตาข้างหนึ่งเมื่ออีกฝ่ายทำผิดหรือคอรัปฯ

.

สินน้ำใจ: สิ่งของหรือผลประโยชน์ที่ดูเหมือนเป็นน้ำใจดีงาม แต่มีนัยยะแอบแฝงเพื่อให้งานหรือการคอรัปฯราบรื่น (Speed Money)

.

3. "คนทำผิดทำชั่วที่ดูเหมือนคนดี"

นี่คือสิ่งที่ทำให้มันเป็นสีเทา:

.

คนที่คอรัปชั่น มุมอื่นอาจจะเป็นพ่อที่ดี เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ หรือเป็นผู้ใหญ่ที่เมตตา แต่เขากำลังทำลายระบบสังคมส่วนรวมเพื่อประโยชน์ของคนใกล้ตัวส่วนน้อย

.

มีการสร้างวาทกรรมขึ้นมา-สร้างความชอบธรรมให้การทำผิด เช่น "ใครๆ ก็ทำกัน" หรือ "ทำเพื่อความอยู่รอด"

.

4. การบีบให้ทุกคนต้อง "เปื้อน"

ระบบเทามักถูกออกแบบมาให้คนดีธรรมดาๆอยู่ได้ยาก หากคุณไม่ยอมรับสินบน หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย คุณอาจจะทำงานไม่สำเร็จ หรือถูกมองว่าเป็นคน "ขวางโลก" จนสุดท้ายต้องยอมทำตามน้ำไป เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้

.

สรุปสั้นๆ โดยหลักการ 

- ระบบสังคมขาว: ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน

- ระบบสังคมดำ: โจรกรรม ปล้นฆ่า ผิดกฎหมายชัดเจน

- ระบบสังคมเทา: ปากบอกว่าขาว แต่หลังบ้านมีการเจรจาผลประโยชน์กันเป็นสีดำ โดยอาศัยความเกรงใจ และอำนาจมืดในการขับเคลื่อน

ระบบนี้ย่อมจะกัดกร่อนความหวังของคนรุ่นใหม่ และทำให้ "ต้นทุนการเป็นคนดี" แพงขึ้นเรื่อยๆ จนคนเก่งๆดีๆ อาจถอดใจและออกจากระบบไปในที่สุด สุดท้ายส่งผล สังคมเสื่อมทราม หรือเป็นตัวถ่วงระดับประเทศ ให้ติดกับดัก พัฒนาต่อใดๆไม่ได้ เป็นต้น

.

บางกรณีศึกษา "#ราคา ที่คนทั่วไปหรือคนดีๆ #ต้องจ่าย ในระบบสังคมที่เทา

.

การเป็น "คนดี" หรือคนที่มีหลักการที่ดี ในสังคมที่มีการทุจริตแฝงตัวอยู่นั้น มักจะมี "ต้นทุน" หรือราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าปกติ เพราะระบบที่ "เทา" มักจะถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ยอมโอนอ่อนตามน้ำ ยอมเทา-ดำ! ส่วนคนดีๆกลายเป็น ขวางทางน้ำ จึงมักจะเหนื่อยกว่าคนเทา

.

ตัวอย่าง ราคาในด้านต่างๆ ที่คนตรงๆดีๆเก่งๆ ต้องเผชิญ:

.

1. ราคาด้านความก้าวหน้า (Opportunity Cost)

ในระบบที่วัดกันที่ความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ มากกว่าฝีมือและคุณธรรม คนดีมักจะพบว่า:

.

ถูกข้ามหน้าข้ามตา: การเลื่อนตำแหน่งอาจตกเป็นของคนที่ "เข้าหาผู้ใหญ่เก่ง" หรือยอมทำในสิ่งที่ผิดกฎเกณฑ์ที่ควรจะเป็น

.

การสูญเสียโอกาส: โครงการหรืองานสำคัญๆ อาจจะหลุดมือไป เพราะไม่ยอมจ่ายใต้โต๊ะ หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย

.

2. ราคาด้านจิตใจ (Emotional & Mental Cost)

ความกดดันทางจิตใจมักจะเป็นสิ่งที่หนักหนาที่สุด:

.

ความรู้สึกโดดเดี่ยว: เมื่อไม่ยอมรับระบบที่ผิด อาจถูกมองว่าเป็น "แกะดำ" หรือเป็นคน "อยู่ยาก" "อยู่ไม่เป็น" ทำให้ถูกกีดกันออกจากกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่คอรัปฯ

.

ความโกรธแค้นและความคับข้องใจ: การเห็นคนโกงได้ดีกว่า หรือเห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยทำอะไรไม่ได้ สร้างบาดแผลทางใจสะสมรุนแรง

.

ภาวะ Burnout: การต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่ากัน หรือได้น้อยกว่า โดยที่ต้องคอยระวังตัวไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง ทำให้หมดไฟได้ง่ายๆ

.

3. ราคาด้านความปลอดภัยและชื่อเสียง (Safety & Reputation Cost)

ในสังคมที่ความทุจริตหยั่งรากลึก คนดีที่ลุกขึ้นมาคัดค้านอาจเจอกับ:

.

การกลั่นแกล้ง: ตั้งแต่การถูกย้ายไปในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ ไปจนถึงการถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องที่จุกจิกหยุมหยิมไม่เป็นเรื่อง

.

การใส่ร้าย: ระบบที่เทามักจะปกป้องพวกเดียวกันด้วยการทำลายความน่าเชื่อถือของคนที่พยายามเปิดโปงความจริง

.

4. ราคาด้านความสัมพันธ์ (Relational Cost)

ความขัดแย้งกับคนใกล้ชิด: บางครั้งครอบครัวหรือเพื่อนอาจไม่เข้าใจ และมองว่าคนดีๆ "ตึงเกินไป" จนทำให้คนรอบข้างเสียโอกาสไปด้วย

.

"ราคาที่แพงที่สุด อาจไม่ใช่เงินทองที่เสียไป แต่คือการต้องสูญเสียตัวตนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสบายในระบบที่เทาบิดเบี้ยวนี้"

.

ไม่ว่ายังไง โดยอุดมการณ์แล้ว แม้ราคาจะสูง แต่การสามารถรักษา "ความซื่อสัตย์" ไว้ได้ ก็น่าจะเป็นมรดกที่สำคัญที่สุด ที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ เพราะในวันที่ระบบเหล่านี้พังทลายลง (ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอไม่ช้าก็เร็ว) คนที่มีหลักการ จะเป็นกลุ่มเดียวที่ยังอยู่ได้อย่างสง่างาม...(**ยิ่งถ้ามี ชีวิตหลังความตาย!? ก็น่าจะเป็น ผู้ที่ปลอดภัยในระยะยาวอย่างแท้จริง**)

.

=========================

.

ส่วนระดับจักรวาล! น่าจะจัดได้ว่ามีความเทา ด้วยไหม ?

.

หากเรามองลึกลงไปในคำว่า "ระบบจักรวาล" ความเทา อาจจะมีแง่มุมแตกต่างจากความเทาของสังคมมนุษย์ เพราะความเทาในสังคมมนุษย์มักเกิดจาก "กิเลส" หรือ "เจตนาบิดเบือน" แต่ความเทาของจักรวาล ดูเหมือนจะเกิดจาก "ความเพิกเฉยที่เป็นกลาง" ? (Cosmic Indifference)

.

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกหน่อย สามารถแบ่งความเทาของจักรวาลออกเป็น 3 มิติ หลักๆ:

.

1. เทาเพราะ "ไร้ศีลธรรม" (Amoral, not Immoral)

จักรวาลไม่ได้ "ชั่วร้าย" (สีดำ) และไม่ได้ "ใจบุญ" (สีขาว) แต่มันอาจ "อยู่เหนือความดีชั่ว":

.

ไม่มีตาชั่งทางใจ: ภัยพิบัติต่างๆยันระดับดาวฤกษ์ระเบิดทำลายสิ่งมีชีวิตนับล้านได้ โดยเหมือนไม่รู้สึกผิด กฎฟิสิกส์ทำงานเหมือนเดิมไม่ว่าผลลัพธ์จะดูโหดร้ายแค่ไหน

.

ความยุติธรรมแบบเครื่องจักร: ถ้าคุณตกตึก แรงโน้มถ่วงจะดึงคุณลงมาด้วยความเร็วเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นอาชญากรหรือนักบุญ นี่จึงอาจคือความ "แฟร์" ที่อาจดูไร้หัวใจ

.

2. เทาเพราะ "ความสุ่ม" (The Grey of Randomness)

ในระดับควอนตัม จักรวาลดูเหมือนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (Uncertainty):

.

โชคชะตาที่เหมือนไม่มีเหตุผล?: บางคนเกิดมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ บางคนเกิดมาพร้อมโรคภัย จักรวาลไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่ระบบมันทำงานผ่าน "สถิติ" และ "ความน่าจะเป็น"

.

ความมืดมนของความบังเอิญ: ภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ที่อาจดูเหมือน ระบบเวรกรรม!ที่เหมือจะไม่แฟร์ ? ไร้ที่มาที่ไป ทำให้มนุษย์รู้สึกว่าโลกนี้ "เทา" เพราะมันไม่มีระบบรางวัลหรือบทลงโทษที่เหมาะสมชัดเจน

.

3. เทาเพราะ "เอนโทรปี" (The Grey of Decay)

กฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ (Second Law of Thermodynamics) บอกว่าทุกอย่างในจักรวาลกำลังวิ่งไปสู่ความโกลาหล (Entropy):

.

สิ่งที่สวยงามและเป็นระเบียบ(ในมุมมองของมนุษย์) ในที่สุดจะถูกทำลายลงตามกาลเวลา (ความแก่ชรา, ความตาย, การสูญสลายของดวงดาว ฯลฯ)

.

ความหมายที่หายไป: ในระยะยาวอันไกลโพ้น เชิงฟิสิกส์จักรวาลอาจลงเอยที่ความว่างเปล่าและความมืด (Heat Death) ซึ่งทำให้คำถามเรื่อง "ความดี ความยิ่งใหญ่ การพัฒนาอารยธรรม ฯลฯ" ดูกระจอกไร้สาระ!ไปเลย ในสเกลระดับล้านล้านๆปี

.

=========================

.

อีกกรณี ที่น่าสนใจ: ระบบจักรวาล ต่อสิ่งมีชีวิต น่าจะมี #ระบบเวรกรรม ? ที่ยุติธรรมอย่างแท้จริงอยู่เบื้องหลังบ้างหรือไม่ ?

.

หากเรามองหา "ระบบเวรกรรม" ในจักรวาลที่เหมือนกับสมุดบัญชีธนาคาร (ทำดีสะสมแต้ม ทำชั่วตัดแต้ม รอพิพากษา!) ในเชิงวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ปัจจุบัน ต้องยอมรับก่อนว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีระบบแบบนั้นอยู่จริงหรือไม่ (**ในเชิงอื่นๆ ศาสนา ปรัชญา ฯลฯ จึงแล้วแต่ใคร จะยอมรับนับถือ-หรืออยากจะเชื่อแบบไหน**)

.

แต่เบื้องต้น เท่าที่สังเกตได้ทั่วๆไป จักรวาลมี "ระบบที่คล้ายเวรกรรม" ในรูปแบบอื่นที่ยุติธรรมในแง่ของ เหตุและผล (Causality) ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้:

.

1. ยุติธรรมด้วย "กฎแห่งเหตุและผล" (Law of Cause and Effect)

ในทางวิทยาศาสตร์ ทุกการกระทำ (Action) ย่อมมีแรงสะท้อนกลับ (Reaction) เสมอ:

.

ความยุติธรรม: หากคุณสูบบุหรี่ (เหตุ) ปอดของคุณจะเสื่อมโทรม (ผล) จักรวาลไม่ได้ลงโทษคุณเพราะคุณเป็นคนไม่ดี แต่มันคือปฏิกิริยาเคมีและชีวภาพที่ตรงไปตรงมา

.

ความเท่าเทียม: กฎนี้ทำงานกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นราชาหรือสามัญชน ถ้าคุณกระโดดจากที่สูง แรงโน้มถ่วงจะจัดการคุณอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือความยุติธรรมที่ "ไร้หน้า" และ "ไร้อคติ"

.

2. ยุติธรรมด้วย "การพัวพันทางสังคม" (Social Feedback Loop)

ในระดับมนุษย์ เวรกรรมมักมาในรูปแบบของ "ระบบความสัมพันธ์":

.

หากเราคอรัปชั่น (เหตุ) เรากำลังทำลายระบบสังคมที่เราอาศัยอยู่ (ผล) สุดท้ายความเสื่อมโทรมของสังคมนั้นจะกลับมาทำร้ายเรา หรือลูกหลานเราเองอยู่ดี

.

นี่อาจคือ "เวรกรรมเชิงโครงสร้าง" ที่ยุติธรรม เพราะมันคือผลลัพธ์รวมของการกระทำของมนุษย์ทุกคน

.

3. ปัญหาของ "ความสุ่ม" (The Problem of Randomness)

สิ่งที่อาจทำให้คนรู้สึกว่า จักรวาล "ไม่ยุติธรรม" คือเหตุการณ์ที่อาจดูเหมือนไม่มีเหตุผลรองรับในเชิงศีลธรรม:

.

คนทำดีแต่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หรือคนทำชั่วแต่เหมือนจะอยู่ดีมีสุขจนแก่ตาย

.

บทสรุป: จักรวาลไม่ได้ "ยุติธรรม" แต่ "เที่ยงตรง"(ในมุมมองมนุษย์)

จักรวาลอาจไม่มีระบบเวรกรรมที่มานั่งตัดสินว่า "คนนี้เป็นคนดีต้องได้รางวัล" แต่ที่มนุษย์พอจะสังเกตได้ จักรวาลก็มีระบบที่เรียกว่า "การอนุรักษ์พลังงานและเหตุผล" อยู่มากทีเดียว

.

ความยุติธรรมที่แท้จริง ?...อาจไม่ได้มาจากเบื้องบนระดับจักรวาลที่คอยสอดส่อง แต่มาจาก "การเลือกของมนุษย์เอง" ถ้ามนุษย์อยากให้โลกยุติธรรม ในสังคมมนุษย์ด้วยกันเอง มนุษย์มวลรวมต้องเป็นผู้สร้างระบบที่ยุติธรรมขึ้นมาเอง โดยระบบจักรวาลก็ดูจะไม่ได้ปิดกั้นใดๆ

.

เพราะจักรวาลเหมือนจะให้ "วัตถุดิบ" และ "กฎเกณฑ์" มาแล้ว ส่วน "ผลลัพธ์" คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตมวลรวมในจักรวาล ต้องร่วมกันเขียนขึ้นมา

.

ปล. แน่นอนว่า ยังมีความลี้ลับ-ไอเดีย-ปรัชญาแนวคิดแง่มุมอื่นๆอีกมากมาย ที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เรียกว่า ยุติธรรม-เทา-ดำ-ดี-ชั่ว ในการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมมนุษย์...หรือมิติที่เหนือระดับไปกว่านั้น อาทิ กรณี นรก-สวรรค์-God-ชีวิตหลังความตาย ฯลฯ ที่ยังคงเป็นปริศนาและมนุษย์พยายามค้นคว้าพิสูจน์ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน ก็ยังเป็นที่วิเคราะห์ถกเถียงต่อไป

.

ไม่ว่ายังที่แน่ๆ ในเชิงปัจเจกแต่ละคน จำเป็นต้องตัดสินใจเอาเองว่า จะเชื่อแบบไหน+จะดำเนินชีวิตตัวเองเทไปทางแบบใด ขาว เทา ดำ หรืออื่นๆ บลาๆ...แล้วก็ยอมรับผลที่ตามมาภายใต้ระบบจักรวาลต่อๆไป ไม่ว่าจะเป็นผลในระยะสั้น หรือระยะยาวในอนาคต...ยันหลังความตาย ก็ตาม...👽🖖




 SUS: ทำไมไม่มี ‘แมว’ ในปีนักษัตร? คำตอบอาจอยู่ที่ ‘หนู’ เพื่อนรัก จอมหักหลังมาตั้งแต่โบราณ

.

‘ทำไมปีนักษัตรถึงไม่มีแมว?’

.

น่าจะเป็นหนึ่งในคำถามที่หลายๆ คนเคยสงสัย และเป็นปริศนาที่ขัดกับความรู้สึกของเราในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เพราะหากเราลองกวาดสายตาไปรอบๆ เราจะพบว่า ‘แมว’ เป็นสัตว์ที่อยู่กับเรามาตลอด เป็นทั้งสัตว์นำโชคในร้านค้า และเป็นทั้งเจ้านายสำหรับทาสแบบเราๆ

.

แต่ท่ามกลางสัตว์ถึง 12 ชนิดที่อยู่ใน ‘ปีนักษัตร’ ตั้งแต่หนู วัว เสือ ไปจนถึงหมู แต่ไม่มีแมว แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้สัตว์ที่ฉลาดล้ำเลิศระดับนี้ พลาดโอกาสในการจารึกชื่อลงบนหน้าปัดปฏิทินจีนโบราณกันนะ?

.

[มหากาพย์การหักหลังของ ‘หนู’ เพื่อนรัก]

หากจะหาเหตุผลเบื้องหลัง เราต้องย้อนกลับไปสู่ตำนานการกำเนิดนักษัตร เมื่อครั้งเง็กเซียนฮ่องเต้ทรงต้องการจัดระเบียบปีศักราช จึงประกาศเชิญชวนสัตว์ทั่วโลกมาแข่งขันวิ่งเพื่อชิงตำแหน่ง โดย 12 ลำดับแรกจะได้รับการจารึกให้เป็นอมตะ

.

ในตอนนั้น ‘แมว’ และ ‘หนู’ ยังเป็นเพื่อนรักกัน แต่ด้วยธรรมชาติของแมว ที่เป็นสัตว์หากินกลางคืน รักการนอนเป็นชีวิตจิตใจ มันจึงฝากฝังให้หนูช่วยปลุกเมื่อถึงเวลาแข่ง แต่เมื่อรุ่งเช้ามาถึง ความทะเยอทะยานกลับชนะมิตรภาพ เจ้าหนูแอบย่องออกไปเงียบๆ โดยไม่ปริปากปลุกเพื่อนรักแม้แต่น้อย

.

หรือในเวอร์ชันที่ดุเดือดกว่านั้น ตำนานเล่าว่าแมวและหนูขออาศัยขี่หลังวัว ข้ามแม่น้ำสายใหญ่มาด้วยกัน แต่ในจังหวะที่จะเข้าเส้นชัย หนูตัดสินใจผลักแมวตกลงไปในแม่น้ำเพื่อกำจัดคู่แข่ง กว่าแมวจะตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งได้ ตำแหน่งทั้ง 12 ที่นั่งก็ถูกจับจองไปจนเต็มหมดแล้ว โดยมีเจ้าหนูเจ้าเล่ห์คว้าอันดับหนึ่งไปครอง

.

ตำนานนี้ไม่เพียงแต่อธิบายว่าทำไมแมวถึงไม่อยู่ในนักษัตร แต่มันยังกลายเป็นความบาดหมางระดับเผ่าพันธุ์ ที่อธิบายว่าทำไมแมวถึงต้องวิ่งไล่กวดหนูอย่างเอาเป็นเอาตายจนถึงทุกวันนี้ ก็อาจจะเพื่อชำระแค้นจากการถูกพรากที่นั่งในตำนานนั่นเอง

.

แต่ถ้าเราตัดความดราม่าในตำนานออก แล้วมองผ่านเลนส์ประวัติศาสตร์ เราจะพบเหตุผลที่สมเหตุสมผลกว่านั้น

.

นักวิชาการระบุว่าระบบ 12 นักษัตรของจีนนั้นเริ่มมีรูปร่างชัดเจนมาตั้งแต่ปลายยุครณรัฐ หรือประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาล ในขณะที่ ‘แมวบ้าน’ ที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน เพิ่งนำเข้ามาจากตะวันออกกลางผ่านเส้นทางสายไหม ในช่วงราชวงศ์ฮั่น ตะวันตก ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากระบบนักษัตรถูกสถาปนาไปแล้วหลายร้อยปี

.

ถึงแม้จะมีหลักฐานทางโบราณคดีพบกระดูกของ ‘แมวดาว’ (Leopard Cat) ในชุมชนเกษตรกรรมแถบมณฑลส่านซี ที่มีอายุย้อนไปถึง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่พวกมันก็ถูกจัดอยู่ในหมวดสัตว์ป่า และมักถูกรวมอยู่กับสัตว์ดุร้ายอย่างหมีและเสือ มากกว่าเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน

.

นอกจากนี้ ในสังคมเกษตรกรรมโบราณ สัตว์อย่างวัวหรือหนูยังมีความเกี่ยวข้องกับผลผลิตและการพยากรณ์พืชพรรณ มากกว่าแมวที่ยังเป็นสิ่งมีชีวิตแปลกใหม่ พูดง่ายๆ คือ แมวอาจจะ ‘มาถึงช้าเกินไป’ และยังไม่เชื่องมากพอในวันที่คนโบราณคัดเลือกสัตว์นักษัตร 

.

[แมวเป็นนาย เราเป็นบ่าว]

แต่ถึงอย่างไร แมวกลับเป็นสัตว์ที่ยึดวัฒนธรรมจีนและครองใจทุกคนได้สำเร็จ เช่น ในคัมภีร์ 'หลี่จี้' (Book of Rites) บันทึกไว้ว่าชาวจีนโบราณถึงขั้นมีพิธีบูชา ‘เทพเจ้าแมว’ ในช่วงปลายปี เพื่อขอบคุณที่ช่วยปกป้องรวงข้าวในนาจากเหล่าหนูตัวร้าย

.

ความพิเศษของแมวยังสะท้อนผ่านวัฒนธรรม การต้อนรับแมวเข้าบ้านในสมัยก่อน ที่มีคำเรียกคือ ‘พิ่ง’ (聘) ซึ่งมีความหมายเดียวกับการจ่ายสินสอดเพื่อหมั้นเจ้าสาว โดยครอบครัวจะต้องเตรียมของขวัญ เช่น ปลาเสียบไม้หรือเกลือ เพื่อแลกกับการรับแมวมาเลี้ยง แสดงให้เห็นว่าแมวไม่เคยเป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติของครอบครัวมาตั้งแต่อดีต

.

และความน่าสนใจยิ่งกว่าคือในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม แมวสามารถเบียดชนะกระต่ายและก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง 1 ใน 12 นักษัตรได้อย่างภาคภูมิ หรือแม้แต่ในเมืองกูชิง รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย ก็ยกให้แมวเป็นสัญลักษณ์และความภูมิใจของเมืองจนกลายเป็น ‘เมืองแห่งแมว’ ที่โด่งดังไปทั่วโลก

.

หรือถ้าใครยังสงสัยว่าแมวนั้นมีอิทธิพลขนาดไหนในชีวิตเรา ลองกลับไปมองหน้าเจ้านายที่บ้านดู แล้วจะรู้ว่าต่อให้ไม่มีชื่อในนักษัตร พวกมันก็ครองโลกใบนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

.

#SUS #BrandThink #CreativeChange

#Empowering #Diversity #PositiveImpact