#ระบบสังคม เป็นอย่างไร โดยเบื้องต้นมักขึ้นอยู่กับ คุณธรรม/จริยธรรม/Mindset มวลรวม ของมนุษย์ในสังคมนั่นๆเทไปทางไหน ทำนองคำพูดที่ว่า...
.
"สภาพสังคม-บ้านเมือง-เป็นอย่างไร สะท้อนประชาชนมวลรวมในประเทศนั้น ก็เป็นอย่างนั้น"---ในระบบสังคม/การเมือง (โดยเฉพาะประชาธิปไตย) นักการเมือง เปรียบเสมือน "กระจกสะท้อน" หรือ "ผลผลิต" ของทัศนคติ(+สันดาน!)มวลรวมของประชาชนในประเทศนั้นๆ
.
แล้วในสเกล #ระบบจักรวาล ล่ะ !?
.
แน่นอนว่าการเชื่อมโยงเปิดประเด็นทำนองนี้ มันกว้างงงมากกกๆ และมีปัจจัยมีความทับซ้อน-ซับซ้อนหลากหลาย ให้ได้วิเคราะห์ถกกัน ยันแตกประเด็นย่อยได้อีกมากมาย... ในที่นี้ ลองมาดูแค่บางแง่มุม (ซึ่งก็ยาวแล้ว)
.
เบื้องต้นคำว่า 'เทา' - "#ระบบสังคมเทา" สื่อถึง สภาพสังคมที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย "ความถูก-ผิด" "กฎหมาย" หรือ "กระบวนการยุติธรรม" อย่างตรงไปตรงมา หรือเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย "ความสัมพันธ์" และ "ผลประโยชน์แอบแฝง" เป็นหลัก
.
มันเปรียบเสมือนพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างสีขาว (ความถูกต้องดีงามตามระเบียบที่ควรจะเป็น) และสีดำ (อาชญากรรม/ความเลวทราม ที่ชัดเจน) โดยมีลักษณะเด่นๆ ดังนี้:
.
1. กฎหมายอยู่ใต้ "เส้นสาย"
ในระบบเทา แน่นอนว่ากฎกติกาจะถูกเขียนไว้อย่างสวยงามบนกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติจะมีการเลือกปฏิบัติ อาทิ:
.
"รู้จักใคร" สำคัญกว่า "เก่งแค่ไหน": การเข้าถึงโอกาสหรือทรัพยากรไม่ได้วัดกันที่ความสามารถ แต่วัดกันที่ว่าคุณอยู่ในเครือข่ายอำนาจของใคร
.
กฎหมายมีไว้ใช้กับคนไม่มีพวกมากหรือแค่ชาวบ้านธรรมดา: คนที่มีอำนาจเส้นสายหรือเงิน สามารถหา "ช่องว่าง" (Loophole) เพื่อเลี่ยงความผิดได้เสมอ
.
2. วัฒนธรรม "น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า" (Reciprocity)
คอรัปชั่นในระบบเทามักไม่ได้มาในรูปแบบของการยัดเงินโต้งๆ เสมอไป แต่มักมาในรูปของ:
.
การฝากฝัง: "ช่วยดูแลคนนี้หน่อยนะ แล้ววันหน้าผมจะช่วยคุณกลับ" เป็นต้น
.
การตอบแทนบุญคุณ: การได้รับสิทธิพิเศษบางอย่าง แล้วต้องยอมหลับตาข้างหนึ่งเมื่ออีกฝ่ายทำผิดหรือคอรัปฯ
.
สินน้ำใจ: สิ่งของหรือผลประโยชน์ที่ดูเหมือนเป็นน้ำใจดีงาม แต่มีนัยยะแอบแฝงเพื่อให้งานหรือการคอรัปฯราบรื่น (Speed Money)
.
3. "คนทำผิดทำชั่วที่ดูเหมือนคนดี"
นี่คือสิ่งที่ทำให้มันเป็นสีเทา:
.
คนที่คอรัปชั่น มุมอื่นอาจจะเป็นพ่อที่ดี เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ หรือเป็นผู้ใหญ่ที่เมตตา แต่เขากำลังทำลายระบบสังคมส่วนรวมเพื่อประโยชน์ของคนใกล้ตัวส่วนน้อย
.
มีการสร้างวาทกรรมขึ้นมา-สร้างความชอบธรรมให้การทำผิด เช่น "ใครๆ ก็ทำกัน" หรือ "ทำเพื่อความอยู่รอด"
.
4. การบีบให้ทุกคนต้อง "เปื้อน"
ระบบเทามักถูกออกแบบมาให้คนดีธรรมดาๆอยู่ได้ยาก หากคุณไม่ยอมรับสินบน หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย คุณอาจจะทำงานไม่สำเร็จ หรือถูกมองว่าเป็นคน "ขวางโลก" จนสุดท้ายต้องยอมทำตามน้ำไป เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้
.
สรุปสั้นๆ โดยหลักการ
- ระบบสังคมขาว: ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน
- ระบบสังคมดำ: โจรกรรม ปล้นฆ่า ผิดกฎหมายชัดเจน
- ระบบสังคมเทา: ปากบอกว่าขาว แต่หลังบ้านมีการเจรจาผลประโยชน์กันเป็นสีดำ โดยอาศัยความเกรงใจ และอำนาจมืดในการขับเคลื่อน
ระบบนี้ย่อมจะกัดกร่อนความหวังของคนรุ่นใหม่ และทำให้ "ต้นทุนการเป็นคนดี" แพงขึ้นเรื่อยๆ จนคนเก่งๆดีๆ อาจถอดใจและออกจากระบบไปในที่สุด สุดท้ายส่งผล สังคมเสื่อมทราม หรือเป็นตัวถ่วงระดับประเทศ ให้ติดกับดัก พัฒนาต่อใดๆไม่ได้ เป็นต้น
.
บางกรณีศึกษา "#ราคา ที่คนทั่วไปหรือคนดีๆ #ต้องจ่าย ในระบบสังคมที่เทา
.
การเป็น "คนดี" หรือคนที่มีหลักการที่ดี ในสังคมที่มีการทุจริตแฝงตัวอยู่นั้น มักจะมี "ต้นทุน" หรือราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าปกติ เพราะระบบที่ "เทา" มักจะถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ยอมโอนอ่อนตามน้ำ ยอมเทา-ดำ! ส่วนคนดีๆกลายเป็น ขวางทางน้ำ จึงมักจะเหนื่อยกว่าคนเทา
.
ตัวอย่าง ราคาในด้านต่างๆ ที่คนตรงๆดีๆเก่งๆ ต้องเผชิญ:
.
1. ราคาด้านความก้าวหน้า (Opportunity Cost)
ในระบบที่วัดกันที่ความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ มากกว่าฝีมือและคุณธรรม คนดีมักจะพบว่า:
.
ถูกข้ามหน้าข้ามตา: การเลื่อนตำแหน่งอาจตกเป็นของคนที่ "เข้าหาผู้ใหญ่เก่ง" หรือยอมทำในสิ่งที่ผิดกฎเกณฑ์ที่ควรจะเป็น
.
การสูญเสียโอกาส: โครงการหรืองานสำคัญๆ อาจจะหลุดมือไป เพราะไม่ยอมจ่ายใต้โต๊ะ หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย
.
2. ราคาด้านจิตใจ (Emotional & Mental Cost)
ความกดดันทางจิตใจมักจะเป็นสิ่งที่หนักหนาที่สุด:
.
ความรู้สึกโดดเดี่ยว: เมื่อไม่ยอมรับระบบที่ผิด อาจถูกมองว่าเป็น "แกะดำ" หรือเป็นคน "อยู่ยาก" "อยู่ไม่เป็น" ทำให้ถูกกีดกันออกจากกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่คอรัปฯ
.
ความโกรธแค้นและความคับข้องใจ: การเห็นคนโกงได้ดีกว่า หรือเห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยทำอะไรไม่ได้ สร้างบาดแผลทางใจสะสมรุนแรง
.
ภาวะ Burnout: การต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่ากัน หรือได้น้อยกว่า โดยที่ต้องคอยระวังตัวไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง ทำให้หมดไฟได้ง่ายๆ
.
3. ราคาด้านความปลอดภัยและชื่อเสียง (Safety & Reputation Cost)
ในสังคมที่ความทุจริตหยั่งรากลึก คนดีที่ลุกขึ้นมาคัดค้านอาจเจอกับ:
.
การกลั่นแกล้ง: ตั้งแต่การถูกย้ายไปในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ ไปจนถึงการถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องที่จุกจิกหยุมหยิมไม่เป็นเรื่อง
.
การใส่ร้าย: ระบบที่เทามักจะปกป้องพวกเดียวกันด้วยการทำลายความน่าเชื่อถือของคนที่พยายามเปิดโปงความจริง
.
4. ราคาด้านความสัมพันธ์ (Relational Cost)
ความขัดแย้งกับคนใกล้ชิด: บางครั้งครอบครัวหรือเพื่อนอาจไม่เข้าใจ และมองว่าคนดีๆ "ตึงเกินไป" จนทำให้คนรอบข้างเสียโอกาสไปด้วย
.
"ราคาที่แพงที่สุด อาจไม่ใช่เงินทองที่เสียไป แต่คือการต้องสูญเสียตัวตนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสบายในระบบที่เทาบิดเบี้ยวนี้"
.
ไม่ว่ายังไง โดยอุดมการณ์แล้ว แม้ราคาจะสูง แต่การสามารถรักษา "ความซื่อสัตย์" ไว้ได้ ก็น่าจะเป็นมรดกที่สำคัญที่สุด ที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ เพราะในวันที่ระบบเหล่านี้พังทลายลง (ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอไม่ช้าก็เร็ว) คนที่มีหลักการ จะเป็นกลุ่มเดียวที่ยังอยู่ได้อย่างสง่างาม...(**ยิ่งถ้ามี ชีวิตหลังความตาย!? ก็น่าจะเป็น ผู้ที่ปลอดภัยในระยะยาวอย่างแท้จริง**)
.
=========================
.
ส่วนระดับจักรวาล! น่าจะจัดได้ว่ามีความเทา ด้วยไหม ?
.
หากเรามองลึกลงไปในคำว่า "ระบบจักรวาล" ความเทา อาจจะมีแง่มุมแตกต่างจากความเทาของสังคมมนุษย์ เพราะความเทาในสังคมมนุษย์มักเกิดจาก "กิเลส" หรือ "เจตนาบิดเบือน" แต่ความเทาของจักรวาล ดูเหมือนจะเกิดจาก "ความเพิกเฉยที่เป็นกลาง" ? (Cosmic Indifference)
.
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกหน่อย สามารถแบ่งความเทาของจักรวาลออกเป็น 3 มิติ หลักๆ:
.
1. เทาเพราะ "ไร้ศีลธรรม" (Amoral, not Immoral)
จักรวาลไม่ได้ "ชั่วร้าย" (สีดำ) และไม่ได้ "ใจบุญ" (สีขาว) แต่มันอาจ "อยู่เหนือความดีชั่ว":
.
ไม่มีตาชั่งทางใจ: ภัยพิบัติต่างๆยันระดับดาวฤกษ์ระเบิดทำลายสิ่งมีชีวิตนับล้านได้ โดยเหมือนไม่รู้สึกผิด กฎฟิสิกส์ทำงานเหมือนเดิมไม่ว่าผลลัพธ์จะดูโหดร้ายแค่ไหน
.
ความยุติธรรมแบบเครื่องจักร: ถ้าคุณตกตึก แรงโน้มถ่วงจะดึงคุณลงมาด้วยความเร็วเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นอาชญากรหรือนักบุญ นี่จึงอาจคือความ "แฟร์" ที่อาจดูไร้หัวใจ
.
2. เทาเพราะ "ความสุ่ม" (The Grey of Randomness)
ในระดับควอนตัม จักรวาลดูเหมือนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (Uncertainty):
.
โชคชะตาที่เหมือนไม่มีเหตุผล?: บางคนเกิดมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ บางคนเกิดมาพร้อมโรคภัย จักรวาลไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่ระบบมันทำงานผ่าน "สถิติ" และ "ความน่าจะเป็น"
.
ความมืดมนของความบังเอิญ: ภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ที่อาจดูเหมือน ระบบเวรกรรม!ที่เหมือจะไม่แฟร์ ? ไร้ที่มาที่ไป ทำให้มนุษย์รู้สึกว่าโลกนี้ "เทา" เพราะมันไม่มีระบบรางวัลหรือบทลงโทษที่เหมาะสมชัดเจน
.
3. เทาเพราะ "เอนโทรปี" (The Grey of Decay)
กฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ (Second Law of Thermodynamics) บอกว่าทุกอย่างในจักรวาลกำลังวิ่งไปสู่ความโกลาหล (Entropy):
.
สิ่งที่สวยงามและเป็นระเบียบ(ในมุมมองของมนุษย์) ในที่สุดจะถูกทำลายลงตามกาลเวลา (ความแก่ชรา, ความตาย, การสูญสลายของดวงดาว ฯลฯ)
.
ความหมายที่หายไป: ในระยะยาวอันไกลโพ้น เชิงฟิสิกส์จักรวาลอาจลงเอยที่ความว่างเปล่าและความมืด (Heat Death) ซึ่งทำให้คำถามเรื่อง "ความดี ความยิ่งใหญ่ การพัฒนาอารยธรรม ฯลฯ" ดูกระจอกไร้สาระ!ไปเลย ในสเกลระดับล้านล้านๆปี
.
=========================
.
อีกกรณี ที่น่าสนใจ: ระบบจักรวาล ต่อสิ่งมีชีวิต น่าจะมี #ระบบเวรกรรม ? ที่ยุติธรรมอย่างแท้จริงอยู่เบื้องหลังบ้างหรือไม่ ?
.
หากเรามองหา "ระบบเวรกรรม" ในจักรวาลที่เหมือนกับสมุดบัญชีธนาคาร (ทำดีสะสมแต้ม ทำชั่วตัดแต้ม รอพิพากษา!) ในเชิงวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ปัจจุบัน ต้องยอมรับก่อนว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีระบบแบบนั้นอยู่จริงหรือไม่ (**ในเชิงอื่นๆ ศาสนา ปรัชญา ฯลฯ จึงแล้วแต่ใคร จะยอมรับนับถือ-หรืออยากจะเชื่อแบบไหน**)
.
แต่เบื้องต้น เท่าที่สังเกตได้ทั่วๆไป จักรวาลมี "ระบบที่คล้ายเวรกรรม" ในรูปแบบอื่นที่ยุติธรรมในแง่ของ เหตุและผล (Causality) ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้:
.
1. ยุติธรรมด้วย "กฎแห่งเหตุและผล" (Law of Cause and Effect)
ในทางวิทยาศาสตร์ ทุกการกระทำ (Action) ย่อมมีแรงสะท้อนกลับ (Reaction) เสมอ:
.
ความยุติธรรม: หากคุณสูบบุหรี่ (เหตุ) ปอดของคุณจะเสื่อมโทรม (ผล) จักรวาลไม่ได้ลงโทษคุณเพราะคุณเป็นคนไม่ดี แต่มันคือปฏิกิริยาเคมีและชีวภาพที่ตรงไปตรงมา
.
ความเท่าเทียม: กฎนี้ทำงานกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นราชาหรือสามัญชน ถ้าคุณกระโดดจากที่สูง แรงโน้มถ่วงจะจัดการคุณอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือความยุติธรรมที่ "ไร้หน้า" และ "ไร้อคติ"
.
2. ยุติธรรมด้วย "การพัวพันทางสังคม" (Social Feedback Loop)
ในระดับมนุษย์ เวรกรรมมักมาในรูปแบบของ "ระบบความสัมพันธ์":
.
หากเราคอรัปชั่น (เหตุ) เรากำลังทำลายระบบสังคมที่เราอาศัยอยู่ (ผล) สุดท้ายความเสื่อมโทรมของสังคมนั้นจะกลับมาทำร้ายเรา หรือลูกหลานเราเองอยู่ดี
.
นี่อาจคือ "เวรกรรมเชิงโครงสร้าง" ที่ยุติธรรม เพราะมันคือผลลัพธ์รวมของการกระทำของมนุษย์ทุกคน
.
3. ปัญหาของ "ความสุ่ม" (The Problem of Randomness)
สิ่งที่อาจทำให้คนรู้สึกว่า จักรวาล "ไม่ยุติธรรม" คือเหตุการณ์ที่อาจดูเหมือนไม่มีเหตุผลรองรับในเชิงศีลธรรม:
.
คนทำดีแต่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หรือคนทำชั่วแต่เหมือนจะอยู่ดีมีสุขจนแก่ตาย
.
บทสรุป: จักรวาลไม่ได้ "ยุติธรรม" แต่ "เที่ยงตรง"(ในมุมมองมนุษย์)
จักรวาลอาจไม่มีระบบเวรกรรมที่มานั่งตัดสินว่า "คนนี้เป็นคนดีต้องได้รางวัล" แต่ที่มนุษย์พอจะสังเกตได้ จักรวาลก็มีระบบที่เรียกว่า "การอนุรักษ์พลังงานและเหตุผล" อยู่มากทีเดียว
.
ความยุติธรรมที่แท้จริง ?...อาจไม่ได้มาจากเบื้องบนระดับจักรวาลที่คอยสอดส่อง แต่มาจาก "การเลือกของมนุษย์เอง" ถ้ามนุษย์อยากให้โลกยุติธรรม ในสังคมมนุษย์ด้วยกันเอง มนุษย์มวลรวมต้องเป็นผู้สร้างระบบที่ยุติธรรมขึ้นมาเอง โดยระบบจักรวาลก็ดูจะไม่ได้ปิดกั้นใดๆ
.
เพราะจักรวาลเหมือนจะให้ "วัตถุดิบ" และ "กฎเกณฑ์" มาแล้ว ส่วน "ผลลัพธ์" คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตมวลรวมในจักรวาล ต้องร่วมกันเขียนขึ้นมา
.
ปล. แน่นอนว่า ยังมีความลี้ลับ-ไอเดีย-ปรัชญาแนวคิดแง่มุมอื่นๆอีกมากมาย ที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เรียกว่า ยุติธรรม-เทา-ดำ-ดี-ชั่ว ในการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมมนุษย์...หรือมิติที่เหนือระดับไปกว่านั้น อาทิ กรณี นรก-สวรรค์-God-ชีวิตหลังความตาย ฯลฯ ที่ยังคงเป็นปริศนาและมนุษย์พยายามค้นคว้าพิสูจน์ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน ก็ยังเป็นที่วิเคราะห์ถกเถียงต่อไป
.
ไม่ว่ายังที่แน่ๆ ในเชิงปัจเจกแต่ละคน จำเป็นต้องตัดสินใจเอาเองว่า จะเชื่อแบบไหน+จะดำเนินชีวิตตัวเองเทไปทางแบบใด ขาว เทา ดำ หรืออื่นๆ บลาๆ...แล้วก็ยอมรับผลที่ตามมาภายใต้ระบบจักรวาลต่อๆไป ไม่ว่าจะเป็นผลในระยะสั้น หรือระยะยาวในอนาคต...ยันหลังความตาย ก็ตาม...👽🖖
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น