วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

 

มนุสสปฏิวัติ : สร้างพลเมืองใหม่ให้แข็งแรง (1) | ณัฐพล ใจจริง

04.03.2023

สำนึกใหม่ที่เกิดภายหลังการปฏิวัติ 2475 ได้วิจารณ์ค่านิยมในรูปลักษณ์เรือนกายของตัวละคอนในรามเกียรติ์ว่า “พระรามเป็นคนที่อ่อนแอที่สุด ไม่เคยทำงานสมบุกสมบันกับใคร…พระรามเป็นชนชั้นสูง เป็นผู้มีบุญ เป็นผู้ประเสริฐ…พระเอกของเราแทบทุกเรื่องมักได้ดีโดยไม่ต้องทำอะไร…รูปร่างพระเอกของเรามักอรชรอ้อนแอ้น แม้นจะเดินก็ไม่ค่อยไหว…”

(หลวงวิจิตรวาทการ, 2482, 14-15)

 

คนไทยในสายตาชาวตะวันตก

อุปนิสัยใจคอ บุคลิกลักษณะ และเรือนกายของคนไทยในทรรศนะของเฟรเดอริก อาร์เธอร์ นีล ผู้เคยเข้ามาไทยสมัยรัชกาลที่ 3 ในหนังสือ “Narrative of a Redidence in Siam” (2395) ได้บันทึกอุปนิสัยคนไทยว่า

“…พวกตะวันออกนี้ดูจะมีเรื่องคุยกันอยู่ 2 เรื่องที่พวกเขาชอบคุยกันคือ เรื่องเงินทองและเรื่องอาหาร นอกจากทั้งสองเรื่องนี้แล้วก็ดูจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขาไม่ยอมรับเรื่องอย่างอื่นที่เกิดขึ้นในโลกทั้งสิ้น นอกจากสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตเท่านั้น ใช้เวลาวันหนึ่งๆ ให้หมดไปด้วยการกิน ดื่ม และหาเงินไว้ กลางคืนก็เป็นเวลาพักผ่อน…พวกเขาใช้ชีวิตในโลกนี้เหมือนหลับตาเดิน ไม่เหลียวซ้ายแลขวา หรือไม่ทำอะไรนอกเหนือไปจากชีวิตประจำวัน นอกจากจะหยุดเก็บเงินหรืออาหาร…”

 

ไพร่ทำงานหนัก

นิลสังเกตถึงวิถีชีวิต การทำงานหนักของเหล่าสามัญชนจำนวนมากที่เขาพบเห็นในครั้งนั้นว่า

“…พวกคนชั้นต่ำในกรุงสยามนั้นไม่ค่อยมีเวลาว่างเลย และโชคดีที่จนเกินกว่าที่จะไปทดลองทำสิ่งที่พวกคนร่ำรวยทำกัน พวกคนรับใช้ก็ยุ่งอยู่กับการรับใช้เจ้านาย คนพายเรือก็จะทำงานกันตั้งแต่เช้าจดค่ำ และก็ดีใจมากแล้วที่ยังพอมีเวลาได้พูดคุยกับครอบครัวของตนเองและเพื่อนบ้านด้วย มีเวลาไปถอนขนไก่อะไรแบบนี้ จึงทำให้พวกเขาเป็นคนมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย…” (silpa-mag.com/article65493)

สำหรับความรู้สึกของไพร่ ชายฉกรรจ์ที่ตกต้องถูกเกณฑ์แรงงานทำงานให้มูลนายอันปรากฏอยู่ในเรื่องขุนช้างขุนแผน ฉากที่พระอาจารย์ของขุนแผนพยายามหน่วงเหนี่ยวมิให้ขุนแผนลาสึกว่า

00:00
00:00

“จะสึกไปให้เขาสักเจ็บหรือหวาข้อมือดำแล้วระกำทุกเวลา โพล่กับบ่าแบกกันจนบรรลัย ถ้ามูลนายรักมั่งจะยังชั่ว เอ็นดูตัวหาให้ทำการหนักไม่ แม้นชังก็จะใช้ให้เจ็บใจ เลื่อยไม้ลากซุงสารพา”

ส่วนสตรีที่มาจากชนชั้นล่างต้องทำงานหนักไม่แตกต่างจากชายฉกรรจ์ทั่วไป เช่น พายเรือขายของตลอดทั้งวัน หวังเพียงแค่เงินกระพีกริ้น ดัง

“พวกผู้หญิงที่เป็นภรรยาของคนค่อนข้างยากจนหรือพวกฝีพายเรือก็จะยิ่งต้องทำงานหนักตลอดวัน พายเรือขึ้นล่องไปตามลำแม่น้ำ เพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีพเพียงสองสามเพนนีหรือเฟื้องอย่างที่พวกคนสยามเรียกเงินของพวกเขา พวกสินค้าก็มีพวกพืชผัก หมาก และไก่ ตื่นขึ้นตอนเช้าก็ต้องรีบพายเรือออกไปในแม่น้ำแล้ว…”

ADVERTISEMENT

ในขณะที่ผู้หญิงชนชั้นสูงหรือพวกภรรยาขุนนางนั้น มีเวลาว่างมากจนพวกหล่อนมัก “ฆ่าเวลา” ด้วยงานประดิดประดอย ร้อยดอกไม้ ระบำรำฟ้อน นั่งฟังคนเล่านิทาน เคี้ยวหมาก

จากบันทึกของนีลทำให้เข้าใจได้ว่าชนชั้นล่างทำงานหนักจนไม่มีเวลาคิดหรือทำสิ่งอื่นใด ขณะที่ชนชั้นสูงมีเวลาว่างมากจนต้องหากิจกรรม “ฆ่า” เวลา

สตรีสามัญชนในสมัยพระจุลจอมเกล้าฯ

“นั่งเอกเขนกเป็นรูปปั้น”
วิถีชีวิตที่พึงปรารถนา

ชีวิตที่พึงปรารถนาของคนไทยมิใช่การใช้แรง หรือแม้แต่ “การออกกำลังกาย” นีลบันทึกต่อว่า

“คนเกียจคร้านก็ชอบใช้เวลาให้หมดไปด้วยการนั่งเอกเขนกเป็นรูปปั้น…การออกกำลังกายด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การยิงปืน ขี่ม้า หรือเดินนั้นเป็นปัญหาสำหรับคนเหล่านี้ เพราะเป็นการเกินความสามารถของเขา และที่สำคัญก็คือ ถ้าใครออกไปเดินเล่นคราวละครึ่งไมล์ ก็จะถูกหาว่าเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เขามีอย่างอื่นที่จะทำได้ดีกว่า เช่น พายเรือในระยะทางเท่าๆ กัน แล้วนั่งให้สบายๆ ในเรือ”(silpa-mag.com/ article33594)

มัลล็อก (D.E. Malloch) พ่อค้าชาวอังกฤษเข้ามาสมัยรัชกาลที่ 4 รายงานการสำรวจเศรษฐกิจและผลผลิตของไทย รวมทั้งลักษณะนิสัยของผู้คนว่า

“ชาวสยามเป็นชนชาติที่มีนิสัยเฉื่อยชามากที่สุดชาติหนึ่ง นิสัยเช่นนี้จึงส่งผลให้คนในชาติยากจน และมีกำลังซื้อที่ต่ำมาก พวกเขาคุ้นเคยกับการนอนถึง 14 ชั่วโมงต่อ 1 วัน แล้วก็ตระหนี่ถี่เหนียวที่สุด จะเห็นได้จากการที่พวกเขาไม่เคยซื้อหาสิ่งใดเลย หากไม่ต้องการจริงๆ

ชาวสยามไม่เคยคิดที่จะเรียนรู้เรื่องค้าขายและไม่ได้รับการสืบทอด หรือสั่งสอนในวิชาชีพใดๆ เลย นอกจากการบวชเป็นพระ อันอาจเนื่องมาจากต้องการหลีกเลี่ยงการทำงานที่ต้องใช้แรงกายนั่นเอง

ดังที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว ชาวสยามเป็นชนชาติที่แสนจะเฉื่อยชาและเกียจคร้าน ไม่ชอบงานที่ต้องใช้แรงกาย เรียกร้องแต่การพักผ่อนนอนหลับ ชอบทำงานที่ไม่ต้องรับผิดชอบมาก ชาวสยามไม่เคยรู้คุณค่าของเวลา…” (silpa-mag.com//article76835)

ค่านิยมความสุขสบาย ไม่ต้องทำงานหนัก สอดคล้องกับบุคลิกของชนชั้นปกครองตามอุดมคติดังพระรามอันปรากฏในรามเกียรติ์ ผู้มากบุญญาธิการจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “พระรามเป็นคนที่อ่อนแอที่สุด ไม่เคยทำงานสมบุกสมบันกับใคร…พระรามเป็นชนชั้นสูง เป็นผู้มีบุญ เป็นผู้ประเสริฐ…พระเอกของเราแทบทุกเรื่องมักได้ดีโดยไม่ต้องทำอะไร…รูปร่างพระเอกของเรามักอรชรอ้อนแอ้น แม้นจะเดินก็ไม่ค่อยไหว…”

(หลวงวิจิตรวาทการ, 2482, 14-15)

เหล่าไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์เมื่อครั้งนั้น

ชาตินิยมกับการสร้างพลเมืองใหม่

ในทางกลับกัน ร่างกายของพลเมืองที่แข็งแรงสมบูรณ์กลับกลายเป็นเป้าหมายของการสร้างชาติภายใต้รัฐประชาชาติ (Nation State)

แม้นการพลศึกษาเริ่มเข้าสู่การศึกษาสมัยใหม่ของไทยมาแต่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์นับรัชสมัยพระจุลจอมกล้าฯ ก็ตาม แต่ราษฎรยังไม่ใช่หัวใจสำคัญสูงสุด ดังนั้น รัฐบาลครั้งนั้นจึงยังไม่มีนโยบายที่สำคัญในการส่งเสริมร่างกายและสุขภาพของราษฎรในฐานะเป็นหัวใจชาติ

ต่อมา ในช่วงปลายระบอบเก่า คติการเสริมสร้างร่างกายเพาะกายเริ่มกลายเป็นกิจกรรมในการเสริมสร้างความเป็นชายมากขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2470 เกิดขึ้น ในสังคม อันเห็นได้จากมีการจัดตั้งสถานเพาะกายหรือ “สถานกายบริหาร” ของเอกชนขึ้นในปี 2473

ภายหลังการปฏิวัติ 2475 เมื่อคติเรื่องชาตินิยม (nationalism) เป็นสำนึกทางการเมืองที่เห็นว่า ชาติประกอบขึ้นมาจากประชาชนทั้งมวลแพร่หลาย ต่อมา รัฐบาลพระยาพหลฯ มีนโยบายสร้างสังคมใหม่ผ่านการศึกษาเพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ ให้เป็นพลเมืองมีศีลธรรม มีปัญญา มีความคิด ทั้งด้านกำลังกายและกำลังใจ ด้วยการบำรุงการพลศึกษา

ต้นปี 2478 พระยาพหลฯ หารือกับทูตญี่ปุ่นว่า รัฐบาลไทยมีความต้องการนำแนวทางการสร้างเยาวชนใหม่ผ่านการศึกษาแบบญี่ปุ่นมาปรับปรุงระบบการศึกษาไทย (Edward Thadeus Flood, 1994, 105)

ไม่นานจากนั้น รัฐบาลส่งข้าราชการไปดูงานในญี่ปุ่น ต่อมา รัฐบาลจัด “โครงการปลุกใจให้รักชาติ” (2478) เพื่อให้สร้างพลเมืองให้เป็นผู้รักชาติ รู้จักการเสียสละ มีความกล้าหาญ ให้ฝังแน่นอยู่ในจิตใจ (กรุงเทพฯ วารศัพท์, 26 มีนาคม 2478) รวมทั้งส่งเสริมความแข็งแรงและสุขภาพอนามัยด้วยการสร้างสนามกีฬาแห่งชาติ (2478) เพื่อส่งเสริมการเล่นกีฬาและการออกกำลังกายให้กับประชาชน

กล่าวได้ว่า ภายหลังการปฏิวัติ 2475 ประชาชนกลายเป็นศูนย์กลางการพัฒนาด้วยถือคติว่า ประชาชน คือ ชาติ ประชาชนแข็งแรง ชาติย่อมเข้มแข็งตามไปด้วยเช่นกัน

 

ค่านิยมร่างกายแข็งแรงเริ่มปรากฏชัดต้นทศวรรษ 2470 เจือ จักษุรักษ์ (ยืนขวาสุด) โพยม บุญยะศาสตร์ (นั่งคนที่สองจากขวา)

วิถีชีวิตสตรีและเด็กในราชสำนักและชนชั้นสูง

ร่างกายอุดมคติ และร่างกายแห่งความเป็นจริงของขุนนางแห่งระบอบเก่า

ไพร่ชายในระบอบเก่า

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

 ในสังคมที่หล่อหลอมให้เราพยายามกลมกลืน (Conformity) การเป็นคน “แปลก” หรือ “แตกต่าง” มักจะมาพร้อมกับความรู้สึกประหม่า แต่ในทางจิตวิทยาและวิวัฒนาการ ความแตกต่างนี้คือสิ่งที่เรียกว่า “Optimal Distinctiveness” งานวิจัยระบุว่า มนุษย์เรามีความต้องการพื้นฐานสองอย่างที่ขัดแย้งกัน คือ 1. การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และ 2. การมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คนที่สามารถบริหารจัดการความ “แปลก” ของตัวเองให้กลายเป็นเอกลักษณ์ได้ จะถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเองสูง (Self-Confidence) และมีความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่น นอกจากนี้ ในเชิงการเลือกคู่ (Mate Selection) ความแปลกที่แสดงออกถึงความฉลาดและความคิดนอกกรอบ (Creative Intelligence) ยังเป็นตัวชี้วัดถึงพันธุกรรมที่มีคุณภาพและการปรับตัวที่ดี ทำให้คนที่มี “ความกล้าที่จะต่าง” ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากกว่าคนที่พยายามทำตัวเหมือนค่าเฉลี่ยทั่วไป หากวันนี้มีคนบอกว่าคุณแปลก... นั่นอาจหมายความว่าคุณกำลังแสดง “ตัวตนที่แท้จริง” ออกมาจนโลกต้องหันมอง งานวิจัยอ้างอิง • Brewer, M. B. (1991). “The Social Self: On Being the Same and Different at the Same Time.” Personality and Social Psychology Bulletin. (อธิบายทฤษฎี Optimal Distinctiveness ที่ว่าด้วยความสมดุลระหว่างการอยากเหมือนคนอื่นและการอยากเด่น) • Griskevicius, V., et al. (2006). “Peacocks, Picasos, and Parental Investment: The Effects of Romantic Motives on Creativity.” Journal of Personality and Social Psychology. (งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์และความแปลกใหม่เป็นกลไกในการดึงดูดเพศตรงข้าม หรือที่เรียกว่า Sexual Selection) • Kim, S. H., & Markus, H. R. (1999). “Deviance or Uniqueness, Harmony or Conformity? A Cultural Analysis.” Journal of Personality and Social Psychology. (ศึกษาเรื่องมุมมองของความแตกต่างในแต่ละวัฒนธรรม และการมองว่าความ “ต่าง” คือการแสดงออกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว)










วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

หลักคำสอนของลัทธิฟาสซิสต์(1932)


วิกิซอร์ส

วิจัย
โลโก้ Wiki Loves Folklore
วิกิรักนิทานพื้นบ้าน
ถ่ายภาพวัฒนธรรมท้องถิ่นของคุณ ช่วยวิกิพีเดีย และลุ้นรับรางวัล!
สมัครเลยตอนนี้
[ช่วยแปลหน่อย!]
หลักคำสอนของลัทธิฟาสซิสต์
ลิ้น
ดาวน์โหลด PDF
ติดตาม
แก้ไข
คุณภาพ 75% ข้อความนี้สมบูรณ์แล้ว คุณภาพ 75%
หลักคำสอนของลัทธิฟาสซิสต์
จอห์น เจนไทล์
1932
ที่มาและหลักการของลัทธิฟาสซิสต์
โดย จิโอวานนี เจนติเล และเบนิโต มุสโสลินี



แนวคิดพื้นฐาน (โดย จี. เจนทิล)
I – เช่นเดียวกับแนวคิดทางการเมืองที่มั่นคงใดๆ ลัทธิฟาสซิสต์เป็นทั้งการปฏิบัติและความคิด เป็นการกระทำที่แฝงอยู่ในหลักคำสอน หลักคำสอนที่เกิดขึ้นจากระบบพลังทางประวัติศาสตร์ที่กำหนดไว้ ยังคงฝังแน่นอยู่ภายในและทำงานจากภายใน รูปแบบของมันจึงสัมพันธ์กับความไม่แน่นอนของสถานที่และเวลา แต่ก็มีเนื้อหาในอุดมคติที่ยกระดับมันให้เป็นสูตรแห่งความจริงในประวัติศาสตร์ความคิดที่สูงส่งกว่า เราไม่สามารถกระทำการทางจิตวิญญาณในโลกในฐานะเจตจำนงของมนุษย์ที่ครอบงำเจตจำนงอื่นได้ หากปราศจากแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นจริงที่ชั่วคราวและเฉพาะเจาะจงซึ่งเราต้องกระทำ และความเป็นจริงที่ถาวรและสากลซึ่งสิ่งแรกดำรงอยู่และมีชีวิตอยู่ การที่จะรู้จักมนุษย์ เราต้องรู้จักมนุษย์ และการที่จะรู้จักมนุษย์ เราต้องรู้จักความเป็นจริงและกฎของมัน ไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับรัฐใดที่ไม่ใช่แนวคิดเกี่ยวกับชีวิตโดยพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาหรือสัญชาตญาณ ระบบความคิดที่คลี่คลายออกมาในโครงสร้างเชิงตรรกะหรือถูกรวบรวมเข้าเป็นวิสัยทัศน์หรือศรัทธา แต่มันก็เป็นแนวคิดเกี่ยวกับโลกที่เป็นระบบเสมอ อย่างน้อยก็ในทางปฏิบัติ

II – ดังนั้น ลัทธิฟาสซิสต์จึงไม่อาจเข้าใจได้ในหลายๆ ด้านที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นในฐานะองค์กรพรรค ในฐานะระบบการศึกษา ในฐานะระเบียบวินัย หากไม่ได้มองในแง่ของแนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับชีวิต ซึ่งเป็นแนวคิดทางจิตวิญญาณ สำหรับลัทธิฟาสซิสต์ โลกไม่ใช่โลกวัตถุที่ปรากฏอยู่บนพื้นผิว ซึ่งมนุษย์เป็นปัจเจกชนที่แยกจากผู้อื่นและอยู่โดดเดี่ยว ถูกควบคุมโดยกฎธรรมชาติที่ดึงดูดให้เขาใช้ชีวิตอย่างเห็นแก่ตัวและแสวงหาความสุขชั่วขณะ มนุษย์ฟาสซิสต์เป็นปัจเจกชนที่เป็นทั้งชาติและบ้านเกิด เป็นกฎศีลธรรมที่ผูกมัดปัจเจกชนและรุ่นต่อรุ่นเข้าด้วยกันในประเพณีและพันธกิจ ซึ่งกดข่มสัญชาตญาณในการใช้ชีวิตที่จำกัดอยู่ในวงจรแห่งความสุขชั่วครู่ เพื่อสร้างชีวิตที่สูงส่งกว่า ผ่านหน้าที่ ปราศจากข้อจำกัดของเวลาและสถานที่ ชีวิตที่ปัจเจกชนตระหนักถึงการดำรงอยู่ทางจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นที่มาของค่าของเขาในฐานะมนุษย์ ผ่านการปฏิเสธตนเอง การเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัว และความตาย

III – ดังนั้น แนวคิดทางจิตวิญญาณจึงถือกำเนิดขึ้นจากปฏิกิริยาทั่วไปของศตวรรษนี้ต่อลัทธิปฏิฐานนิยมที่อ่อนแอและวัตถุนิยมในศตวรรษที่สิบเก้า ต่อต้านลัทธิปฏิฐานนิยม แต่เป็นเชิงบวก ไม่ใช่ความสงสัย ไม่ใช่ความไม่รู้ ไม่ใช่ความมองโลกในแง่ร้าย หรือความมองโลกในแง่ดีแบบเฉื่อยชา ดังเช่นหลักคำสอนทั่วไป (ล้วนเป็นลบ) ที่วางศูนย์กลางของชีวิตไว้ภายนอกมนุษย์ ผู้ซึ่งด้วยเจตจำนงเสรีของตน สามารถและต้องสร้างโลกของตนเอง ลัทธิฟาสซิสต์ต้องการให้มนุษย์กระตือรือร้นและมุ่งมั่นในการกระทำด้วยพลังทั้งหมดของตน ต้องการให้เขามีความแข็งแกร่ง ตระหนักถึงความยากลำบากที่มีอยู่ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน ลัทธิฟาสซิสต์มองว่าชีวิตคือการต่อสู้ เชื่อว่าเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะพิชิตสิ่งที่คู่ควรแก่ตนอย่างแท้จริง ก่อนอื่นต้องสร้างเครื่องมือ (ทางกายภาพ ศีลธรรม สติปัญญา) ภายในตนเองเพื่อสร้างสิ่งนั้น สิ่งนี้ใช้ได้กับปัจเจกบุคคล ประเทศชาติ และมนุษยชาติโดยรวม ดังนั้นจึงให้คุณค่าสูงแก่วัฒนธรรมในทุกรูปแบบ ทั้งศิลปะ ศาสนา วิทยาศาสตร์ และความสำคัญสูงสุดของการศึกษา ดังนั้น การทำงานจึงเป็นคุณค่าที่สำคัญยิ่ง เพราะการทำงานทำให้มนุษย์สามารถเอาชนะธรรมชาติและสร้างโลกของมนุษย์ (ด้านเศรษฐกิจ การเมือง ศีลธรรม และสติปัญญา) ได้

IV – แนวคิดเชิงบวกเกี่ยวกับชีวิตนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นแนวคิดทางจริยธรรม และครอบคลุมความเป็นจริงทั้งหมด รวมถึงกิจกรรมของมนุษย์ที่ควบคุมความเป็นจริงนั้น การกระทำใดๆ ก็ไม่อาจได้รับการยกเว้นจากการตัดสินทางศีลธรรม ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะถูกลิดรอนคุณค่าที่ทุกสิ่งมีในแง่ของจุดมุ่งหมายทางศีลธรรมได้ ดังนั้น ชีวิตตามที่พวกฟาสซิสต์เข้าใจจึงเป็นเรื่องจริงจัง เคร่งครัด และเป็นไปตามหลักศาสนา สมดุลอย่างสมบูรณ์ในโลกที่ได้รับการสนับสนุนจากพลังทางศีลธรรมและความรับผิดชอบของจิตวิญญาณ พวกฟาสซิสต์ดูหมิ่นชีวิตที่ "สะดวกสบาย"

V – ลัทธิฟาสซิสต์เป็นแนวคิดทางศาสนา ที่มองมนุษย์ในความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับกฎที่สูงกว่า กับเจตจำนงอันเป็นกลางที่อยู่เหนือปัจเจกบุคคลและยกระดับเขาให้เป็นสมาชิกที่มีสติสัมปชัญญะของสังคมทางจิตวิญญาณ ผู้ที่ในนโยบายทางศาสนาของระบอบฟาสซิสต์ หยุดอยู่แค่การพิจารณาถึงความเหมาะสมเพียงอย่างเดียว ล้มเหลวที่จะเข้าใจว่า ลัทธิฟาสซิสต์ นอกเหนือจากการเป็นระบบการปกครองแล้ว ยังเป็นระบบความคิดอีกด้วย

VI – ลัทธิฟาสซิสต์เป็นแนวคิดทางประวัติศาสตร์ ที่มองว่ามนุษย์เป็นอย่างที่เป็นอยู่ได้ก็ต่อเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางจิตวิญญาณที่เขามีส่วนร่วม ภายในครอบครัวและกลุ่มสังคม ภายในชาติ และในประวัติศาสตร์ ซึ่งทุกชาติร่วมมือกัน ดังนั้นจึงเห็นคุณค่าอย่างยิ่งของประเพณีในความทรงจำ ภาษา ขนบธรรมเนียม และบรรทัดฐานของชีวิตทางสังคม หากปราศจากประวัติศาสตร์ มนุษย์ก็ไม่มีอะไรเลย ด้วยเหตุนี้ ลัทธิฟาสซิสต์จึงต่อต้านนามธรรมแบบปัจเจกนิยมและวัตถุนิยมทั้งหมด เช่น แนวคิดในศตวรรษที่ 18 และต่อต้านยูโทเปียและนวัตกรรมของพวกจาโคบินทั้งหมด ลัทธิฟาสซิสต์ไม่เชื่อว่า "ความสุข" เป็นไปได้บนโลกนี้ ดังที่ปรารถนาในวรรณกรรมเศรษฐศาสตร์ของศตวรรษที่ 18 และด้วยเหตุนี้จึงปฏิเสธแนวคิดเชิงเป้าหมายทั้งหมดที่กล่าวว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ จะมีการยุติเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างเด็ดขาด นั่นหมายถึงการวางตนเองอยู่นอกเหนือประวัติศาสตร์และชีวิต ซึ่งเป็นการไหลเวียนและการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ในทางการเมือง ลัทธิฟาสซิสต์มุ่งหวังที่จะเป็นหลักคำสอนที่สมจริง ในทางปฏิบัติ ลัทธิฟาสซิสต์มุ่งหวังที่จะแก้ไขเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นทางประวัติศาสตร์และพบหรือเสนอแนวทางแก้ไขของตนเองเท่านั้น การที่จะกระทำการใดๆ ท่ามกลางมนุษย์ เช่นเดียวกับการกระทำในธรรมชาติ จำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการแห่งความเป็นจริงและควบคุมพลังต่างๆ ที่กำลังทำงานอยู่

VII – แนวคิดฟาสซิสต์ต่อต้านปัจเจกนิยม โดยมุ่งเน้นที่รัฐ และมุ่งเน้นที่ปัจเจกบุคคลก็ต่อเมื่อเขาหรือเธอสอดคล้องกับรัฐ ซึ่งเป็นมโนธรรมและเจตจำนงสากลของมนุษย์ในประวัติศาสตร์ ฟาสซิสต์ขัดแย้งกับเสรีนิยมแบบดั้งเดิม ซึ่งเกิดขึ้นจากความจำเป็นในการตอบโต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และหมดบทบาททางประวัติศาสตร์ไปเมื่อรัฐกลายมาเป็นมโนธรรมและเจตจำนงของประชาชน เสรีนิยมปฏิเสธรัฐเพื่อผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคล แต่ฟาสซิสต์ยืนยันรัฐในฐานะความเป็นจริงที่แท้จริงของปัจเจกบุคคล และหากเสรีภาพต้องเป็นคุณลักษณะของมนุษย์ที่แท้จริง ไม่ใช่หุ่นเชิดนามธรรมที่เสรีนิยมแบบปัจเจกนิยมจินตนาการไว้ ฟาสซิสต์จึงมุ่งเน้นที่เสรีภาพ มุ่งเน้นที่เสรีภาพเดียวที่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างแท้จริง คือเสรีภาพของรัฐและของปัจเจกบุคคลภายในรัฐ เพราะสำหรับฟาสซิสต์ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายในรัฐ และไม่มีสิ่งใดที่เป็นมนุษย์หรือทางจิตวิญญาณดำรงอยู่ หรือมีคุณค่า นอกรัฐ ในแง่นี้ ลัทธิฟาสซิสต์จึงเป็นระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ และรัฐฟาสซิสต์ซึ่งเป็นการสังเคราะห์และรวมเป็นหนึ่งเดียวของค่านิยมทั้งหมด จะตีความ พัฒนา และเสริมสร้างชีวิตทั้งหมดของประชาชน

VIII – ลัทธิฟาสซิสต์ไม่ยอมรับทั้งบุคคลหรือกลุ่ม (พรรคการเมือง สมาคม สหภาพแรงงาน ชนชั้น) นอกรัฐ ดังนั้น ลัทธิฟาสซิสต์จึงต่อต้านลัทธิสังคมนิยม ซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวทางประวัติศาสตร์ในการต่อสู้ทางชนชั้นแข็งกระด้างขึ้น และเพิกเฉยต่อความเป็นเอกภาพของรัฐที่หลอมรวมชนชั้นต่างๆ เข้าเป็นหนึ่งเดียวในความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและศีลธรรม และในทำนองเดียวกัน ลัทธิฟาสซิสต์ก็ต่อต้านสหภาพแรงงานที่อิงตามชนชั้น แต่ภายในขอบเขตของรัฐที่ปกครอง ลัทธิฟาสซิสต์เรียกร้องให้ยอมรับความต้องการที่แท้จริงที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของสังคมนิยมและสหภาพแรงงาน และบังคับใช้ความต้องการเหล่านั้นภายในระบบผลประโยชน์แบบรวมกลุ่มที่ประสานกันภายในความเป็นเอกภาพของรัฐ

IX - บุคคลแต่ละคนจัดอยู่ในกลุ่มตามประเภทของผลประโยชน์ของตน พวกเขารวมตัวกันตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่เหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาคือรัฐ รัฐไม่ใช่ตัวเลข เหมือนผลรวมของบุคคลที่ประกอบกันเป็นเสียงข้างมากของประชาชน ดังนั้น ลัทธิฟาสซิสต์จึงต่อต้านประชาธิปไตย ซึ่งถือว่าประชาชนเท่ากับจำนวนที่มากกว่า ลดทอนพวกเขาลงไปอยู่ในระดับของเสียงข้างมาก แต่ลัทธิฟาสซิสต์จะเป็นประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ที่สุด หากประชาชนถูกมองในเชิงคุณภาพ ไม่ใช่เชิงปริมาณ ในฐานะความคิดที่ทรงพลังที่สุด เพราะเป็นความคิดที่มีคุณธรรมที่สุด สอดคล้องที่สุด และเป็นความจริงที่สุด ซึ่งปรากฏชัดในหมู่ประชาชนในฐานะมโนธรรมและเจตจำนงของคนส่วนน้อย แท้จริงแล้วของหนึ่งเดียว และในฐานะอุดมคติที่มุ่งไปสู่การตระหนักรู้ในมโนธรรมและเจตจำนงของทุกคน ของทุกคนที่มาจากธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ตามชาติพันธุ์ ดึงเหตุผลในการก่อตั้งชาติ เคลื่อนไปตามแนวทางการพัฒนาและการก่อร่างสร้างทางจิตวิญญาณเดียวกัน ในฐานะมโนธรรมและเจตจำนงเดียว ไม่ใช่เชื้อชาติ หรือภูมิภาคที่ระบุได้ทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นวงศ์ตระกูลที่สืบทอดกันมาทางประวัติศาสตร์ เป็นกลุ่มคนจำนวนมากที่รวมเป็นหนึ่งเดียวด้วยแนวคิด ซึ่งก็คือเจตจำนงในการดำรงอยู่และอำนาจ: การตระหนักรู้ในตนเอง บุคลิกภาพ

X – บุคลิกภาพที่เหนือกว่านี้แท้จริงแล้วคือชาติ ตราบใดที่มันเป็นรัฐ ไม่ใช่ชาติที่สร้างรัฐขึ้นมา ตามแนวคิดธรรมชาตินิยมที่ล้าสมัยซึ่งเป็นพื้นฐานของวรรณกรรมเกี่ยวกับรัฐชาติในศตวรรษที่ 19 แต่ชาติถูกสร้างขึ้นโดยรัฐ ซึ่งให้เจตจำนงแก่ประชาชนที่ตระหนักถึงความเป็นเอกภาพทางศีลธรรมของตน และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ดำรงอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิทธิของชาติในการเป็นอิสระไม่ได้มาจากความตระหนักรู้ทางวรรณกรรมและอุดมคติเกี่ยวกับตัวตนของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นไม่ใช่จากสถานการณ์ที่เป็นจริงซึ่งไม่รู้ตัวและเฉื่อยชา แต่มาจากจิตสำนึกที่กระตือรือร้น จากเจตจำนงทางการเมืองที่กระทำการและเต็มใจที่จะแสดงให้เห็นถึงสิทธิของตน นั่นคือ มาจากรัฐชนิดหนึ่งที่กำลังก่อตัวขึ้น รัฐในฐานะเจตจำนงทางจริยธรรมสากลนั้นเป็นผู้สร้างกฎหมาย

XI – ชาติในฐานะรัฐเป็นความจริงทางจริยธรรมที่ดำรงอยู่และมีชีวิตอยู่ขณะที่มันพัฒนา การสิ้นสุดของชาติคือความตายของชาติ ดังนั้น รัฐจึงไม่ใช่เพียงอำนาจที่ปกครองและให้รูปแบบแก่เจตจำนงของแต่ละบุคคลผ่านทางกฎหมายและคุณค่าของชีวิตทางจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังเป็นพลังที่ยืนยันเจตจำนงของตนภายนอก เพื่อให้มั่นใจถึงการยอมรับและความเคารพ กล่าวคือ การแสดงให้เห็นถึงความเป็นสากลของตนผ่านการกระทำในการกำหนดที่จำเป็นทั้งหมดของการพัฒนา และด้วยเหตุนี้จึงเป็นการจัดระเบียบและการขยายตัว อย่างน้อยก็ในเชิงเสมือนจริง ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติของเจตจำนงของมนุษย์ ซึ่งในการพัฒนาของมนุษย์นั้นไม่มีขอบเขต และตระหนักรู้ในตนเองโดยการพิสูจน์ความเป็นอนันต์ของตนเอง

XII – รัฐฟาสซิสต์ ซึ่งเป็นรูปแบบของบุคลิกภาพที่สูงสุดและทรงพลังที่สุด คือพลัง แต่เป็นพลังทางจิตวิญญาณ มันครอบคลุมทุกแง่มุมของชีวิตทางศีลธรรมและสติปัญญาของมนุษย์ ดังนั้นจึงไม่อาจจำกัดอยู่เพียงแค่หน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและการปกป้องอย่างที่ลัทธิเสรีนิยมปรารถนา มันไม่ใช่กลไกง่ายๆ ที่จำกัดขอบเขตของเสรีภาพส่วนบุคคลที่ควรจะมี มันคือรูปแบบและบรรทัดฐานภายใน และเป็นระเบียบวินัยของบุคคลทั้งมวล มันแทรกซึมเข้าไปในเจตจำนงและสติปัญญา หลักการของมัน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจหลักของบุคลิกภาพมนุษย์ที่ดำรงอยู่ในชุมชนพลเรือน เข้าถึงส่วนลึกและฝังตัวอยู่ในหัวใจของทั้งนักปฏิบัติและนักคิด ศิลปินและนักวิทยาศาสตร์: จิตวิญญาณของจิตวิญญาณ

XIII – โดยสรุปแล้ว ลัทธิฟาสซิสต์ไม่เพียงแต่เป็นผู้บัญญัติกฎหมายและผู้ก่อตั้งสถาบันเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ให้การศึกษาและส่งเสริมชีวิตทางจิตวิญญาณด้วย มันมุ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ใช่รูปแบบของชีวิตมนุษย์ แต่เป็นเนื้อหา ตัวตน ลักษณะนิสัย และศรัทธา และเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ มันจึงเรียกร้องระเบียบวินัยและอำนาจที่แทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญาณและครอบงำอย่างสูงสุด ดังนั้น สัญลักษณ์ของมันจึงเป็นมัดไม้ (fasces) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพ ความแข็งแกร่ง และความยุติธรรม

หลักคำสอนทางการเมืองและสังคม (โดย บี. มุสโซลินี เรียบเรียงโดย จี. เจนติเล)
ผม – เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 1919 ซึ่งห่างไกลออกไปมากแล้ว ผมได้ใช้คอลัมน์ของหนังสือพิมพ์ Popolo d'Italia เรียกตัวผู้สนับสนุนการแทรกแซงที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งติดตามผมมาตั้งแต่การก่อตั้ง Fasci d'Azione Rivoluzione ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1915 มายังมิลาน ผมไม่ได้มีแผนทางหลักการที่เฉพาะเจาะจงใดๆ ในใจ ผมนำประสบการณ์ชีวิตจากหลักการเพียงอย่างเดียวมาด้วย นั่นคือหลักการสังคมนิยมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1903-04 จนถึงฤดูหนาวปี ค.ศ. 1914 ซึ่งเป็นเวลาประมาณหนึ่งทศวรรษ ประสบการณ์ในฐานะผู้ตามและผู้นำ แต่ไม่ใช่ประสบการณ์ทางหลักการ หลักการของผม แม้ในช่วงเวลานั้น ก็เป็นหลักการแห่งการกระทำ หลักการสังคมนิยมที่ชัดเจนและได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากลนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905 เมื่อขบวนการแก้ไขที่นำโดยเบิร์นสไตน์เริ่มต้นขึ้นในเยอรมนี ในทางกลับกัน ท่ามกลางความผันผวนของแนวโน้ม ขบวนการฝ่ายซ้ายปฏิวัติก็เกิดขึ้น ในอิตาลี คำเหล่านี้ไม่เคยเลยเถิดไปมากกว่าแค่คำพูด ในขณะที่ในลัทธิสังคมนิยมรัสเซีย มันเป็นบทนำไปสู่ลัทธิบอลเชวิก การปฏิรูป การปฏิวัติ ลัทธิสายกลาง แม้แต่เสียงสะท้อนของคำศัพท์เหล่านี้ก็จางหายไปแล้ว ในขณะที่ในกระแสลัทธิฟาสซิสต์อันยิ่งใหญ่ คุณจะพบเส้นใยที่แตกแขนงออกมาจากโซเรล จากลาการ์เดลแห่งขบวนการสังคมนิยม จากเปกี และจากกลุ่มนักสหภาพแรงงานชาวอิตาลี ซึ่งระหว่างปี 1904 ถึง 1914 ได้นำความแปลกใหม่มาสู่แวดวงสังคมนิยมอิตาลี ซึ่งอ่อนแอและมึนงงไปแล้วจากการล่วงละเมิดทางเพศของจิโอลิทติ ด้วยหนังสือ Pagine Libere ของโอลิเวตติ, La Lupa di Orano และ Divenire Sociale ของเอนริโก เลโอเน ในปี 1919 เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ลัทธิสังคมนิยมได้ตายไปแล้วในฐานะหลักการ มันดำรงอยู่เพียงในฐานะความไม่พอใจ และยังคงมีทางเลือกเดียว โดยเฉพาะในอิตาลี นั่นคือการแก้แค้นต่อผู้ที่ต้องการสงครามและผู้ที่ต้อง "ชดใช้" มัน หนังสือพิมพ์ Popolo d'Italia มีคำบรรยายใต้ภาพว่า "หนังสือพิมพ์รายวันของนักรบและผู้ผลิต" คำว่า "ผู้ผลิต" แสดงให้เห็นถึงแนวคิดแล้ว ลัทธิฟาสซิสต์ไม่ได้ถูกบ่มเพาะด้วยหลักการที่ร่างขึ้นล่วงหน้าบนโต๊ะทำงาน มันเกิดจากความต้องการในการกระทำ และมันก็คือการกระทำ มันไม่ใช่พรรค แต่ในช่วงสองปีแรก มันเป็นพรรคต่อต้านและเป็นขบวนการ ชื่อที่ฉันตั้งให้กับองค์กรนี้ได้กำหนดลักษณะเฉพาะของมัน แต่ใครก็ตามที่อ่านรายงานการประชุมก่อตั้งพรรคฟาสซิสต์อิตาลี (Fasci di Combattimento) ในหน้ากระดาษที่ยับยู่ยี่ตามกาลเวลาอีกครั้ง จะไม่พบหลักคำสอน แต่จะพบเพียงชุดของแนวคิด การคาดการณ์ และคำใบ้ ซึ่งเมื่อปราศจากความยุ่งเหยิงของเหตุการณ์ต่างๆ แล้ว ในอีกไม่กี่ปีต่อมาก็ได้พัฒนาเป็นชุดของจุดยืนทางหลักคำสอน ซึ่งทำให้ลัทธิฟาสซิสต์กลายเป็นหลักคำสอนทางการเมืองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อเทียบกับลัทธิอื่นๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน “ถ้าชนชั้นนายทุน” ผมกล่าวในเวลานั้น “คิดว่าพวกเขาพบตัวนำไฟฟ้าในตัวเรา พวกเขาคิดผิด เราต้องมุ่งไปสู่การทำงาน... เราต้องการให้ชนชั้นแรงงานคุ้นเคยกับความสามารถในการเป็นผู้นำ”และเพื่อโน้มน้าวพวกเขาว่าการบริหารอุตสาหกรรมหรือธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย… เราจะต่อสู้กับการถดถอยทางเทคนิคและทางจิตวิญญาณ… เมื่อการสืบทอดอำนาจเปิดกว้าง เราต้องไม่เป็นคนขี้ขลาด เราต้องลงมือ หากระบอบการปกครองถูกโค่นล้ม เราจะเป็นผู้ที่ต้องเข้ามาแทนที่ สิทธิในการสืบทอดอำนาจเป็นของเราเพราะเราผลักดันประเทศเข้าสู่สงครามและนำไปสู่ชัยชนะ การเป็นตัวแทนทางการเมืองในปัจจุบันไม่เพียงพอสำหรับเรา เราต้องการการเป็นตัวแทนโดยตรงของผลประโยชน์ส่วนบุคคล… อาจกล่าวได้ว่าเรากำลังกลับไปสู่ระบบบรรษัทเมื่อเทียบกับโครงการนี้ ไม่เป็นไร!… ดังนั้นผมจึงอยากให้สภาอนุมัติข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานแห่งชาติจากมุมมองทางเศรษฐกิจ”… มันแปลกไหมที่ตั้งแต่วันแรกในจัตุรัสซานเซโปลโคร คำว่า “บรรษัท” ดังก้องไปทั่ว ซึ่งในระหว่างการปฏิวัติ หมายถึงหนึ่งในองค์กรทางกฎหมายและสังคมที่เป็นรากฐานของระบอบการปกครอง?

II – หลายปีก่อนการเดินทัพสู่กรุงโรม เป็นช่วงเวลาที่ความจำเป็นในการปฏิบัติการไม่อนุญาตให้มีการตรวจสอบหรือการจัดทำหลักคำสอนอย่างสมบูรณ์ การต่อสู้เกิดขึ้นในเมืองและหมู่บ้าน มีการอภิปรายกัน แต่สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดคือ ผู้คนเสียชีวิต ผู้คนรู้วิธีตาย หลักคำสอนที่สมบูรณ์ แบ่งออกเป็นบทและย่อหน้า และล้อมรอบด้วยการอภิปรายอาจจะขาดหายไป แต่มีบางสิ่งที่สำคัญกว่านั้นมาแทนที่ นั่นคือ ศรัทธา ถึงกระนั้น ใครก็ตามที่จำได้จากหนังสือ บทความ มติของสภา สุนทรพจน์สำคัญและเล็กน้อย ใครก็ตามที่รู้วิธีตรวจสอบและคัดเลือก จะพบว่ารากฐานของหลักคำสอนถูกวางไว้ในขณะที่การต่อสู้กำลังดำเนินอยู่ ในช่วงหลายปีนั้นเองที่ความคิดฟาสซิสต์ได้ติดอาวุธ ขัดเกลา และเคลื่อนไปสู่การจัดระเบียบของตนเอง ปัญหาของปัจเจกชนและรัฐ ปัญหาของอำนาจและเสรีภาพ ปัญหาทางการเมืองและสังคม และปัญหาเฉพาะระดับชาติ การต่อสู้กับหลักการเสรีนิยม ประชาธิปไตย สังคมนิยม กลุ่มฟรีเมสัน และลัทธิประชานิยม ดำเนินไปพร้อมกับการ "ปฏิบัติการลงโทษ" แต่เนื่องจาก "ระบบ" ขาดความสมบูรณ์ ศัตรูที่มุ่งร้ายของลัทธิฟาสซิสต์จึงปฏิเสธว่าลัทธิฟาสซิสต์ไม่มีศักยภาพในการมีหลักการใดๆ ในขณะที่หลักการนั้นกำลังก่อตัวขึ้น แม้จะอย่างวุ่นวายก็ตาม ในช่วงแรกมาในรูปแบบของการปฏิเสธอย่างรุนแรงและดื้อรั้น ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับความคิดใหม่ๆ ทุกอย่าง จากนั้นจึงปรากฏในรูปแบบของการสร้างสรรค์ในเชิงบวก ซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในกฎหมายและสถาบันต่างๆ ของระบอบการปกครองในปี 1926, 1927 และ 1928 ปัจจุบัน ลัทธิฟาสซิสต์ได้รับการระบุอย่างชัดเจนไม่เพียงแต่ในฐานะระบอบการปกครองเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักการอีกด้วย คำนี้ควรได้รับการตีความในความหมายที่ว่า ในปัจจุบัน ขณะที่ลัทธิฟาสซิสต์ทำการวิพากษ์วิจารณ์ตนเองและผู้อื่น ลัทธิฟาสซิสต์ก็มีจุดยืน จุดอ้างอิง และทิศทางที่ชัดเจนของตนเองในการเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านวัตถุหรือทางด้านความคิดก็ตาม

III – ประการแรก ลัทธิฟาสซิสต์ เมื่อพิจารณาถึงอนาคตและการพัฒนาของมนุษยชาติโดยทั่วไป โดยไม่คำนึงถึงข้อพิจารณาทางการเมืองในปัจจุบัน ไม่เชื่อในความเป็นไปได้หรือประโยชน์ของสันติภาพที่ยั่งยืน ดังนั้นจึงปฏิเสธลัทธิสันติภาพนิยม ซึ่งซ่อนเร้นการละทิ้งการต่อสู้และความขี้ขลาดเมื่อเผชิญหน้ากับการเสียสละ มีเพียงสงครามเท่านั้นที่นำพลังงานของมนุษย์ทั้งหมดมาสู่จุดสูงสุดและประทับตราแห่งความสูงส่งให้แก่ผู้คนที่มีความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับมัน การทดลองอื่นๆ ทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งทดแทน ซึ่งไม่เคยทำให้มนุษย์เผชิญหน้ากับทางเลือกแห่งชีวิตและความตาย ดังนั้น หลักคำสอนที่เริ่มต้นจากสมมติฐานเบื้องต้นของสันติภาพจึงเป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับลัทธิฟาสซิสต์ เช่นเดียวกับโครงสร้างทางสังคมและสากลนิยมทั้งหมด แม้ว่าจะได้รับการยอมรับในประโยชน์ที่อาจมีอยู่ในสถานการณ์ทางการเมืองบางอย่าง ก็เป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับจิตวิญญาณของลัทธิฟาสซิสต์ ดังที่ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้ว สิ่งเหล่านี้สามารถกระจัดกระจายไปตามสายลมได้เมื่อองค์ประกอบทางอารมณ์ อุดมคติ และการปฏิบัติจริงปลุกเร้าจิตใจของผู้คนราวกับพายุ ลัทธิฟาสซิสต์ยังนำจิตวิญญาณต่อต้านสันติภาพนี้มาสู่ชีวิตของแต่ละบุคคลด้วย คำขวัญอันภาคภูมิใจของฟาสซิสต์ที่ว่า "ฉันไม่สน" ซึ่งเขียนไว้บนผ้าพันแผลของบาดแผลนั้น เป็นการกระทำทางปรัชญาที่ไม่ใช่เพียงแค่ความอดทนอดกลั้นเท่านั้น แต่มันคือบทสรุปของหลักคำสอนที่ไม่ใช่เพียงแค่ทางการเมือง มันคือการฝึกฝนเพื่อการต่อสู้ การยอมรับความเสี่ยงที่ตามมา มันคือวิถีชีวิตแบบใหม่ของชาวอิตาลี ดังนั้น ฟาสซิสต์จึงยอมรับและรักชีวิต เพิกเฉยและมองว่าการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องขี้ขลาด เขาเข้าใจชีวิตว่าเป็นหน้าที่ การยกระดับ การพิชิต ชีวิตที่ต้องสูงส่งและเต็มเปี่ยม ดำเนินชีวิตเพื่อตนเอง แต่เหนือสิ่งอื่นใดเพื่อผู้อื่น ทั้งใกล้และไกล ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

IV – นโยบาย “ด้านประชากรศาสตร์” ของระบอบการปกครองเป็นผลมาจากข้อสมมติฐานเหล่านี้ พวกฟาสซิสต์ก็รักเพื่อนบ้านเช่นกัน แต่สำหรับพวกเขา “เพื่อนบ้าน” ไม่ใช่แนวคิดที่คลุมเครือและจับต้องไม่ได้ ความรักต่อเพื่อนบ้านไม่ได้หมายความว่าจะละเลยความเข้มงวดทางการศึกษาที่จำเป็น หรือแม้แต่การแบ่งแยกและการรักษาระยะห่าง ฟาสซิสต์ปฏิเสธการโอบกอดแบบสากล และในขณะที่อาศัยอยู่ร่วมกับประชาชาติที่เจริญแล้ว มันก็เฝ้าสังเกตพวกเขาอย่างระมัดระวังและรอบคอบ ติดตามอารมณ์และการเปลี่ยนแปลงของผลประโยชน์ของพวกเขา และไม่ถูกหลอกด้วยรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงง่ายและหลอกลวง

V – แนวคิดเกี่ยวกับชีวิตเช่นนี้ทำให้ลัทธิฟาสซิสต์เป็นการปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อหลักการที่เป็นพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่าสังคมนิยมเชิงวิทยาศาสตร์หรือสังคมนิยมแบบมาร์กซ์ นั่นคือหลักการวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ ซึ่งกล่าวว่าประวัติศาสตร์ของอารยธรรมมนุษย์สามารถอธิบายได้ด้วยการต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มสังคมต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงในวิธีการและเครื่องมือในการผลิตเท่านั้น ไม่มีใครปฏิเสธว่าเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ—การค้นพบวัตถุดิบ วิธีการทำงานใหม่ๆ สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์—มีความสำคัญ แต่การที่สิ่งเหล่านี้เพียงอย่างเดียวจะเพียงพอที่จะอธิบายประวัติศาสตร์ของมนุษย์โดยไม่สนใจปัจจัยอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องไร้สาระ ลัทธิฟาสซิสต์ยังคงเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์และความกล้าหาญ นั่นคือในการกระทำที่ไม่มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล เมื่อปฏิเสธลัทธิวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมองว่ามนุษย์เป็นเพียงตัวประกอบในประวัติศาสตร์ ปรากฏและหายไปบนผิวน้ำ ในขณะที่พลังขับเคลื่อนที่แท้จริงเคลื่อนไหวและทำงานอยู่เบื้องลึก การต่อสู้ทางชนชั้นที่ไม่เปลี่ยนแปลงและแก้ไขไม่ได้ ซึ่งเป็นผลพวงตามธรรมชาติของแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์นี้ ก็ถูกปฏิเสธไปด้วย เหนือสิ่งอื่นใด การต่อสู้ทางชนชั้นเป็นตัวการสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เมื่อลัทธิสังคมนิยมได้ทำลายหลักการสำคัญสองประการนี้ไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือความปรารถนาทางอารมณ์—ซึ่งเก่าแก่พอๆ กับมนุษยชาติ—สำหรับการอยู่ร่วมกันทางสังคมที่ความทุกข์ยากและความเจ็บปวดของคนยากจนที่สุดได้รับการบรรเทา แต่ในที่นี้ ลัทธิฟาสซิสต์ปฏิเสธแนวคิดเรื่อง "ความสุข" ทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติในระบบสังคมนิยม ณ ช่วงเวลาหนึ่งของการวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจ โดยการรับประกันความเป็นอยู่ที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน ลัทธิฟาสซิสต์ปฏิเสธแนวคิด "ความสุข" ทางวัตถุนิยมว่าเป็นไปได้ และละทิ้งมันให้กับนักเศรษฐศาสตร์ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 18 กล่าวคือ มันปฏิเสธสมการที่ว่า สุขภาวะเท่ากับความสุข ซึ่งจะเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นสัตว์ที่สนใจเพียงสิ่งเดียว คือการถูกเลี้ยงให้อ้วนและสมบูรณ์ ลดทอนลงเหลือเพียงชีวิตแบบพืชพรรณอย่างแท้จริง

VI – หลังจากลัทธิสังคมนิยม ลัทธิฟาสซิสต์โจมตีและปฏิเสธอุดมการณ์ประชาธิปไตยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในหลักการทางทฤษฎีและการนำไปใช้หรือเครื่องมือในทางปฏิบัติ ลัทธิฟาสซิสต์ปฏิเสธว่าจำนวนคนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถชี้นำสังคมมนุษย์ได้ ปฏิเสธว่าจำนวนคนเหล่านั้นสามารถปกครองได้ผ่านการปรึกษาหารือเป็นระยะๆ และยืนยันถึงความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ที่แก้ไขไม่ได้ แต่ก่อให้เกิดผลดีและเป็นประโยชน์ ซึ่งไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำลงได้ด้วยกลไกภายนอก เช่น การเลือกตั้งทั่วไป ระบอบประชาธิปไตยสามารถนิยามได้ว่าเป็นระบอบที่ประชาชนได้รับภาพลวงตาว่าเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตยเป็นครั้งคราว ในขณะที่อำนาจอธิปไตยที่แท้จริงและมีประสิทธิภาพนั้นอยู่กับพลังอื่นๆ ซึ่งบางครั้งอาจไม่รับผิดชอบและปกปิด ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ไม่มีกษัตริย์ แต่มีกษัตริย์หลายองค์ บางครั้งอาจกีดกัน กดขี่ และหายนะมากกว่ากษัตริย์องค์เดียวที่เป็นทรราชเสียอีก นี่คือเหตุผลที่ลัทธิฟาสซิสต์ แม้ว่าก่อนปี 1922 จะเคยยึดมั่นในแนวทางสาธารณรัฐนิยมด้วยเหตุผลบางประการ แต่ก็ละทิ้งแนวทางนั้นก่อนการเดินขบวนสู่กรุงโรม โดยเชื่อมั่นว่าในปัจจุบันประเด็นเรื่องรูปแบบทางการเมืองของรัฐไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด การศึกษาเกี่ยวกับระบอบกษัตริย์และสาธารณรัฐในอดีตและปัจจุบันเผยให้เห็นว่าระบอบกษัตริย์และสาธารณรัฐไม่ควรถูกตัดสินในแง่ของความเป็นนิรันดร์ แต่เป็นเพียงรูปแบบที่แสดงออกถึงวิวัฒนาการทางการเมือง ประวัติศาสตร์ ประเพณี และจิตวิทยาของประเทศนั้นๆ ลัทธิฟาสซิสต์ในปัจจุบันก้าวข้ามความขัดแย้งระหว่างระบอบกษัตริย์และสาธารณรัฐที่ลัทธิประชาธิปไตยเคยยึดถือ โดยกล่าวโทษระบอบกษัตริย์สำหรับข้อบกพร่องทั้งหมดของตนและแก้ตัวให้กับสาธารณรัฐว่าเป็นระบอบที่สมบูรณ์แบบ ปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์แล้วว่ามีสาธารณรัฐที่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นพวกอนุรักษ์นิยมหรือเผด็จการ และมีระบอบกษัตริย์ที่เปิดรับการทดลองทางการเมืองและสังคมที่กล้าหาญที่สุด

VII – “เหตุผลและวิทยาศาสตร์” เรนัน ผู้มีวิสัยทัศน์ก่อนยุคฟาสซิสต์ กล่าวไว้ในหนังสือ “การไตร่ตรองทางปรัชญา” เล่มหนึ่งของเขาว่า “เป็นผลผลิตของมนุษยชาติ แต่การต้องการเหตุผลโดยตรงสำหรับประชาชนและผ่านทางประชาชนนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา ไม่จำเป็นที่เหตุผลจะต้องได้รับการรู้จากคนทั้งโลกเพื่อการดำรงอยู่ ไม่ว่าในกรณีใด หากการเริ่มต้นเช่นนั้นเกิดขึ้น มันจะไม่ใช่ผ่านประชาธิปไตยระดับต่ำ ซึ่งดูเหมือนจะนำไปสู่การสูญสิ้นของทุกวัฒนธรรมที่ยากลำบากและทุกสาขาวิชาที่สูงส่ง หลักการที่ว่าสังคมดำรงอยู่เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่ประกอบขึ้นเป็นสังคมนั้น ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับแผนของธรรมชาติ แผนการที่คำนึงถึงแต่เผ่าพันธุ์และปัจเจกบุคคลดูเหมือนจะถูกเสียสละ เป็นที่น่าเกรงขามอย่างยิ่งว่าคำสุดท้ายของประชาธิปไตยที่เข้าใจเช่นนี้ (ผมขอรีบเสริมว่ามันสามารถเข้าใจได้แตกต่างออกไปเช่นกัน) จะเป็นสถานะทางสังคมที่มวลชนที่เสื่อมทรามจะไม่สนใจสิ่งอื่นใดนอกจากเพลิดเพลินกับความสุขที่ต่ำช้าของคนหยาบคาย” นี่คือสิ่งที่เรนันกล่าวไว้ ลัทธิฟาสซิสต์ปฏิเสธความเท็จที่ไร้สาระของหลักความเสมอภาคทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รวมถึงนิสัยของการขาดความรับผิดชอบร่วมกัน และตำนานแห่งความสุขและความก้าวหน้าที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าหากเราเข้าใจประชาธิปไตยในอีกแง่มุมหนึ่ง—นั่นคือ ถ้าหากประชาธิปไตยหมายถึงการไม่ผลักดันประชาชนไปอยู่ชายขอบของรัฐ—ผู้เขียนอาจนิยามลัทธิฟาสซิสต์ได้ว่าเป็น "ประชาธิปไตยแบบเผด็จการที่มีการจัดระเบียบและรวมศูนย์"

VIII – ลัทธิฟาสซิสต์มีจุดยืนต่อต้านหลักการเสรีนิยมอย่างเด็ดขาด ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่ควรกล่าวเกินจริง—เพื่อประโยชน์ของการโต้แย้งในปัจจุบันเท่านั้น—ถึงความสำคัญของลัทธิเสรีนิยมในศตวรรษที่ผ่านมา และไม่ควรทำให้สิ่งที่เคยเป็นเพียงหนึ่งในหลายหลักการที่เบ่งบานในศตวรรษนั้นกลายเป็นศาสนาแห่งมนุษยชาติสำหรับทุกยุคทุกสมัย ทั้งปัจจุบันและอนาคต ลัทธิเสรีนิยมเฟื่องฟูเพียงสิบห้าปีเท่านั้น มันถือกำเนิดขึ้นในปี 1830 ในฐานะปฏิกิริยาต่อพันธมิตรศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพยายามผลักดันยุโรปกลับไปสู่ยุคก่อนปี 1889 และยุครุ่งเรืองที่สุดคือปี 1848 เมื่อแม้แต่สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 9 ก็ยังทรงเป็นผู้มีแนวคิดเสรีนิยม การเสื่อมถอยของมันเริ่มต้นขึ้นทันทีหลังจากนั้น หากปี 1848 เป็นปีแห่งแสงสว่างและบทกวี ปี 1849 ก็เป็นปีแห่งความมืดมิดและโศกนาฏกรรม สาธารณรัฐโรมถูกทำลายโดยสาธารณรัฐอื่น นั่นคือสาธารณรัฐฝรั่งเศส ในปีเดียวกันนั้น มาร์กซ์ได้เปิดตัวหลักคำสอนของศาสนาสังคมนิยมด้วยแถลงการณ์คอมมิวนิสต์อันโด่งดัง ในปี ค.ศ. 1851 นโปเลียนที่ 3 ก่อรัฐประหารที่ไม่เป็นธรรมและปกครองฝรั่งเศสจนถึงปี ค.ศ. 1870 เมื่อเขาถูกโค่นล้มโดยการลุกฮือของประชาชน แต่เป็นการพ่ายแพ้ทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ผู้ชนะคือบิสมาร์ค ผู้ซึ่งไม่เคยรู้จักศาสนาแห่งเสรีภาพหรือมีศาสดาพยากรณ์ใด เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่าชนชาติที่มีอารยธรรมสูงอย่างชาวเยอรมันกลับเพิกเฉยต่อศาสนาแห่งเสรีภาพตลอดศตวรรษที่ 19 มีเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้นที่ปรากฏให้เห็น ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่า "รัฐสภาแฟรงก์เฟิร์ตที่ไร้สาระ" ซึ่งดำรงอยู่เพียงฤดูกาลเดียว เยอรมนีบรรลุความเป็นเอกภาพของชาติโดยปราศจากลัทธิเสรีนิยม ต่อต้านลัทธิเสรีนิยม ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่ดูเหมือนแปลกแยกจากจิตวิญญาณของชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นจิตวิญญาณแบบกษัตริย์โดยพื้นฐาน ในขณะที่ลัทธิเสรีนิยมเป็นห้องโถงทางประวัติศาสตร์และตรรกะของความอนาธิปไตย ขั้นตอนของการรวมชาติเยอรมันคือสงครามสามครั้งในปี 1864, 1866 และ 1870 ซึ่งนำโดย "พวกเสรีนิยม" เช่น มอลต์เคและบิสมาร์ค ส่วนการรวมชาติอิตาลีนั้น ลัทธิเสรีนิยมมีบทบาทน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับผลงานของมาซซินีและกาลิบัลดี ซึ่งไม่ใช่พวกเสรีนิยม หากปราศจากการแทรกแซงของนโปเลียนผู้ไม่ยึดมั่นในลัทธิเสรีนิยม เราคงไม่มีลอมบาร์ดี และหากปราศจากความช่วยเหลือของบิสมาร์คผู้ไม่ยึดมั่นในลัทธิเสรีนิยมที่ซาโดวาและเซดาน เราคงไม่มีเวนิสในปี 1866 และในปี 1870 เราคงไม่สามารถเข้ายึดครองโรมได้ ตั้งแต่ปี 1870 ถึง 1915 เป็นช่วงเวลาที่บรรดาผู้นำศาสนาใหม่เองก็รู้สึกถึงความเสื่อมถอยของศาสนาของตน ถูกบ่อนทำลายโดยลัทธิเสื่อมโทรมในวรรณกรรม และโดยลัทธิสุดโต่งในทางปฏิบัติ ลัทธิสุดโต่งเหล่านั้นได้แก่ ลัทธิชาตินิยม ลัทธิอนาคตนิยม และลัทธิฟาสซิสต์ ศตวรรษแห่ง "เสรีนิยม" หลังจากสะสมปมกอร์เดียนนับไม่ถ้วน ก็พยายามแก้ปมเหล่านั้นด้วยการทำลายล้างครั้งใหญ่ของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไม่เคยมีศาสนาใดมาก่อนที่ต้องแลกมาด้วยการเสียสละครั้งใหญ่เช่นนี้ เทพเจ้าแห่งเสรีนิยมกระหายเลือดหรือไม่? บัดนี้เสรีนิยมกำลังจะปิดประตูวิหารร้างของตน เพราะประชาชนรู้สึกว่าการไม่แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อเศรษฐกิจของเสรีนิยมนั้น...ความเฉยเมยในด้านการเมืองและศีลธรรมของลัทธิเสรีนิยมจะนำไปสู่ความหายนะของรัฐต่างๆ อย่างแน่นอน ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมประสบการณ์ทางการเมืองทั้งหมดในโลกปัจจุบันจึงต่อต้านลัทธิเสรีนิยม และมันเป็นเรื่องไร้สาระอย่างยิ่งที่จะพยายามจัดประเภทประสบการณ์เหล่านั้นอยู่นอกเหนือประวัติศาสตร์ ราวกับว่าประวัติศาสตร์เป็นสนามล่าสัตว์ที่สงวนไว้สำหรับลัทธิเสรีนิยมและผู้สนับสนุนลัทธิเสรีนิยม ราวกับว่าลัทธิเสรีนิยมเป็นคำที่เด็ดขาดและไม่อาจเอาชนะได้ของอารยธรรม

IX – การที่ลัทธิฟาสซิสต์ปฏิเสธสังคมนิยม ประชาธิปไตย และเสรีนิยมนั้น ไม่ควรทำให้เราเชื่อว่าลัทธิฟาสซิสต์ตั้งใจที่จะทำให้โลกกลับไปสู่สภาพก่อนปี 1789 ซึ่งถือเป็นปีเริ่มต้นของศตวรรษแห่งประชาธิปไตยและเสรีนิยม ไม่มีทางย้อนกลับไปได้แล้ว หลักคำสอนของลัทธิฟาสซิสต์ไม่ได้เลือกเดอ เมสตร์เป็นศาสดา ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีอยู่แล้ว เช่นเดียวกับการบูชาศาสนจักร รวมถึงสิทธิพิเศษแบบศักดินาและการแบ่งแยกชนชั้นที่ไม่สามารถเข้าถึงและติดต่อสื่อสารกันได้ แนวคิดเรื่องอำนาจของลัทธิฟาสซิสต์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐตำรวจ พรรคการเมืองที่ปกครองประเทศในลักษณะเผด็จการเบ็ดเสร็จเป็นข้อเท็จจริงใหม่ในประวัติศาสตร์ ไม่สามารถอ้างอิงหรือเปรียบเทียบได้ จากซากปรักหักพังของหลักคำสอนเสรีนิยม สังคมนิยม และประชาธิปไตย ลัทธิฟาสซิสต์ได้ดึงเอาองค์ประกอบที่ยังมีคุณค่าสำคัญมาใช้ มันยึดมั่นในสิ่งที่อาจเรียกว่าข้อเท็จจริงที่ได้รับการยอมรับในประวัติศาสตร์ โดยปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างอื่น นั่นคือแนวคิดเรื่องหลักการที่ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัยและทุกชนชาติ แม้ว่าศตวรรษที่ 19 จะเป็นศตวรรษของสังคมนิยม เสรีนิยม และประชาธิปไตย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าศตวรรษที่ 20 จะต้องเป็นศตวรรษของสังคมนิยม เสรีนิยม และประชาธิปไตยเช่นกัน หลักการทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไป แต่ผู้คนยังคงอยู่ เราอาจมองว่านี่คือศตวรรษแห่งอำนาจ ศตวรรษของฝ่ายขวา ศตวรรษของฟาสซิสต์ หากศตวรรษที่ 19 เป็นศตวรรษของปัจเจกชน (เสรีนิยมหมายถึงปัจเจกนิยม) เราอาจมองว่านี่คือศตวรรษของ "ส่วนรวม" และดังนั้นจึงเป็นศตวรรษของรัฐ เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่หลักการใหม่ๆ อาจใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบที่ยังคงมีชีวิตชีวาของหลักการอื่นๆ ไม่มีหลักการใดที่ถือกำเนิดขึ้นใหม่ทั้งหมด ยอดเยี่ยม และไม่เคยมีมาก่อน ไม่มีหลักการใดที่สามารถอ้างความ "เป็นต้นฉบับ" อย่างแท้จริงได้ อย่างน้อยในเชิงประวัติศาสตร์ หลักการต่างๆ ก็เชื่อมโยงกับหลักการอื่นๆ ที่เคยมีอยู่ และหลักการอื่นๆ ที่จะมีอยู่ต่อไป เช่น สังคมนิยมเชิงวิทยาศาสตร์ของมาร์กซ์เชื่อมโยงกับสังคมนิยมในอุดมคติของฟูริเยร์ โอเวน และแซงต์-ซีเมอง เช่นเดียวกับเสรีนิยมในศตวรรษที่ 19 เชื่อมโยงกับขบวนการตรัสรู้ในศตวรรษที่ 18 ทั้งหมด และหลักการประชาธิปไตยก็เชื่อมโยงกับสารานุกรม หลักการทุกอย่างมีแนวโน้มที่จะชี้นำกิจกรรมของมนุษย์ไปสู่เป้าหมายเฉพาะ แต่กิจกรรมของมนุษย์ก็ตอบสนองต่อหลักการนั้น เปลี่ยนแปลง ปรับให้เข้ากับความต้องการใหม่ หรือก้าวข้ามมันไป ดังนั้น หลักการจึงต้องไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่เป็นการกระทำในชีวิตจริง นี่คือแก่นแท้ของลัทธิฟาสซิสต์ ความปรารถนาในอำนาจ ความปรารถนาที่จะดำรงอยู่ จุดยืนของมันต่อ "ความรุนแรง" และคุณค่าของมัน

X – หลักการสำคัญของลัทธิฟาสซิสต์คือแนวคิดเรื่องรัฐ สาระสำคัญ ภารกิจ และจุดประสงค์ของรัฐ สำหรับลัทธิฟาสซิสต์ รัฐเป็นสิ่งสัมบูรณ์ บุคคลและกลุ่มต่างๆ เป็นสิ่งสัมพัทธ์ บุคคลและกลุ่มต่างๆ จะ “คิดได้” ก็ต่อเมื่อพวกเขาดำรงอยู่ภายในรัฐเท่านั้น รัฐเสรีนิยมไม่ได้ชี้นำการดำเนินชีวิตและการพัฒนาทางวัตถุและจิตวิญญาณของชุมชน แต่จำกัดตัวเองอยู่เพียงการบันทึกผลลัพธ์ รัฐฟาสซิสต์มีความตระหนักรู้ของตนเอง มีเจตจำนงของตนเอง และด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่ารัฐ “เชิงจริยธรรม” ในปี ค.ศ. 1929 ในการประชุมใหญ่ห้าปีครั้งแรกของระบอบการปกครอง ผมได้กล่าวว่า: "สำหรับลัทธิฟาสซิสต์ รัฐไม่ใช่ยามเฝ้ายามที่ห่วงใยแต่ความปลอดภัยส่วนบุคคลของพลเมืองเท่านั้น และไม่ใช่แม้แต่องค์กรที่มีเป้าหมายทางวัตถุล้วนๆ เช่น การรับประกันความเป็นอยู่ที่ดีและการอยู่ร่วมกันทางสังคมอย่างสันติ ซึ่งในกรณีนั้นคณะกรรมการบริหารก็เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ และไม่ใช่แม้แต่สิ่งที่สร้างขึ้นจากนโยบายทางการเมืองล้วนๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงทางวัตถุและซับซ้อนของชีวิตของแต่ละบุคคลและประชาชน รัฐตามที่ลัทธิฟาสซิสต์คิดและนำไปใช้ เป็นข้อเท็จจริงทางจิตวิญญาณและศีลธรรม เนื่องจากมันเป็นตัวแทนขององค์กรทางการเมือง กฎหมาย และเศรษฐกิจของชาติ และองค์กรนี้ในต้นกำเนิดและการพัฒนา เป็นการแสดงออกของจิตวิญญาณ รัฐเป็นผู้ค้ำประกันความมั่นคงภายในและภายนอกประเทศ แต่ยังเป็นผู้พิทักษ์และผู้ถ่ายทอดจิตวิญญาณของประชาชนที่ได้รับการพัฒนามาหลายศตวรรษในภาษา ขนบธรรมเนียม และความเชื่อ รัฐไม่เพียงแต่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ยังมีอยู่ในอดีต และเหนือสิ่งอื่นใด คืออนาคต มันคือ รัฐคือสิ่งที่อยู่เหนือขอบเขตอันสั้นของชีวิตปัจเจกบุคคล และเป็นตัวแทนของจิตสำนึกภายในของชาติ รูปแบบที่รัฐแสดงออกอาจเปลี่ยนแปลงไป แต่ความจำเป็นยังคงอยู่ รัฐเป็นผู้ให้การศึกษาแก่พลเมืองในด้านคุณธรรมพลเมือง ทำให้พวกเขารู้ถึงภารกิจของตน และกระตุ้นให้พวกเขารวมเป็นหนึ่งเดียว รัฐประสานผลประโยชน์ของพวกเขาในด้านความยุติธรรม รัฐถ่ายทอดความสำเร็จทางความคิดในวิทยาศาสตร์ ศิลปะ กฎหมาย และความสามัคคีของมนุษย์ รัฐนำพาผู้คนจากชีวิตขั้นพื้นฐานของเผ่าไปสู่การแสดงออกสูงสุดของอำนาจมนุษย์ ซึ่งก็คือจักรวรรดิ รัฐมอบชื่อของผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่อความสมบูรณ์ของรัฐหรือเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐไว้ในใจของศตวรรษ รัฐชี้ให้เห็นเป็นตัวอย่างและแนะนำแก่คนรุ่นหลังถึงแม่ทัพผู้ขยายอาณาเขตและอัจฉริยะผู้สร้างความรุ่งโรจน์ให้แก่รัฐ เมื่อใดที่ความรู้สึกถึงรัฐเสื่อมถอยลง และแนวโน้มการแยกตัวและการกระจัดกระจายของบุคคลหรือกลุ่มมีชัย สังคมของชาติก็จะเผชิญกับความเสื่อมถอย

XI – ตั้งแต่ปี 1929 จนถึงปัจจุบัน วิวัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับสากลได้เสริมสร้างจุดยืนทางหลักการเหล่านี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รัฐคือยักษ์ใหญ่ รัฐสามารถแก้ไขความขัดแย้งที่รุนแรงของระบบทุนนิยมได้ สิ่งที่เรียกว่าวิกฤตสามารถแก้ไขได้โดยรัฐเท่านั้น ภายในรัฐเอง เงาของจูลส์ ไซมอนส์ ผู้ซึ่งในยุคเริ่มต้นของลัทธิเสรีนิยมประกาศว่า "รัฐต้องทำงานเพื่อทำให้ตัวเองไร้ประโยชน์และเตรียมลาออก" หายไปไหนหมด? หรือของแมคคัลล็อกส์ ผู้ซึ่งในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ผ่านมาได้ยืนยันว่ารัฐต้องงดเว้นจากการปกครองที่มากเกินไป? และเบนแธมชาวอังกฤษ ผู้ซึ่งกล่าวว่าอุตสาหกรรมควรขอให้รัฐอยู่ตามลำพัง หรือฮุมโบลต์ชาวเยอรมัน ผู้ซึ่งกล่าวว่ารัฐที่ "อยู่เฉยๆ" ควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด จะพูดอะไรได้บ้างเมื่อเผชิญกับการแทรกแซงอย่างต่อเนื่อง เร่งรีบ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ของรัฐในกิจการทางเศรษฐกิจ? จริงอยู่ที่นักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมรุ่นที่สองนั้นมีความสุดโต่งน้อยกว่ารุ่นแรก และตัวสมิธเองก็เริ่มเปิดประตูสู่การแทรกแซงของรัฐในระบบเศรษฐกิจแล้ว แม้ว่าจะด้วยความระมัดระวังก็ตาม หากเสรีนิยมหมายถึงปัจเจกชน ฟาสซิสม์ก็หมายถึงรัฐ แต่รัฐฟาสซิสม์นั้นมีเอกลักษณ์และเป็นการสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ลัทธิอนุรักษ์นิยม แต่เป็นลัทธิปฏิวัติ เพราะมันคาดการณ์ถึงวิธีการแก้ปัญหาบางอย่างที่เป็นสากล ซึ่งเกิดขึ้นในเวทีการเมืองอื่นๆ เช่น การแตกแยกของพรรคการเมือง อำนาจที่ครอบงำของระบบรัฐสภา ความไม่รับผิดชอบของสภา ในเวทีเศรษฐกิจ เช่น บทบาทที่เพิ่มมากขึ้นและทรงพลังของสหภาพแรงงานทั้งในภาคแรงงานและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงความขัดแย้งและข้อตกลงต่างๆ และในเวทีศีลธรรม เช่น ความต้องการระเบียบวินัย การเชื่อฟังคำสั่งสอนทางศีลธรรมของปิตุภูมิ ฟาสซิสม์ต้องการรัฐที่เข้มแข็งและเป็นองค์รวม ซึ่งในขณะเดียวกันก็ตั้งอยู่บนฐานประชาชนที่กว้างขวาง รัฐฟาสซิสต์ยังอ้างสิทธิ์ในด้านเศรษฐกิจ และผ่านสถาบันองค์กร สังคม และการศึกษาที่รัฐสร้างขึ้น ความรู้สึกถึงความเป็นรัฐจึงแผ่ขยายไปไกลที่สุด และพลังทางการเมือง เศรษฐกิจ และจิตวิญญาณทั้งหมดของชาติก็หมุนเวียนอยู่ภายในรัฐ โดยได้รับการจัดระเบียบภายในองค์กรต่างๆ รัฐที่ตั้งอยู่บนประชาชนนับล้านที่รับรู้ รู้สึกถึงมัน และพร้อมที่จะรับใช้มัน ไม่ใช่รัฐเผด็จการของขุนนางในยุคกลาง มันไม่มีอะไรเหมือนกับรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก่อนหรือหลังปี 1789 ในรัฐฟาสซิสต์ ปัจเจกชนไม่ได้ถูกทำลาย แต่กลับเพิ่มจำนวนขึ้น เช่นเดียวกับในกองทหาร ทหารไม่ได้ลดจำนวนลง แต่เพิ่มจำนวนขึ้นตามจำนวนเพื่อนร่วมรบ รัฐฟาสซิสต์จัดระเบียบชาติ แต่ก็ยังให้เสรีภาพแก่ปัจเจกชนอย่างเพียงพอ รัฐได้จำกัดเสรีภาพที่ไร้ประโยชน์หรือเป็นอันตราย และรักษาเสรีภาพที่จำเป็นไว้ ผู้ตัดสินในเรื่องนี้ไม่ใช่ปัจเจกชน แต่เป็นรัฐเท่านั้น

XII – รัฐฟาสซิสต์ไม่ได้เพิกเฉยต่อศาสนาโดยทั่วไป และต่อศาสนาเชิงบวกโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาคาทอลิกของอิตาลี รัฐนี้ไม่มีหลักศาสนศาสตร์ แต่มีหลักศีลธรรม ในรัฐฟาสซิสต์ ศาสนาถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่ลึกซึ้งที่สุดของจิตวิญญาณ ดังนั้นจึงไม่เพียงแต่ได้รับการเคารพ แต่ยังได้รับการปกป้องและคุ้มครอง รัฐฟาสซิสต์ไม่ได้สร้าง “พระเจ้า” ของตนเองอย่างที่โรเบสปิแอร์ต้องการทำในช่วงหนึ่งของความบ้าคลั่งสุดขีดของสภาแห่งชาติ และไม่ได้พยายามลบพระเจ้าออกจากจิตวิญญาณอย่างเปล่าประโยชน์เหมือนที่ลัทธิบอลเชวิกทำ ฟาสซิสต์เคารพพระเจ้าของนักพรต นักบุญ วีรบุรุษ และพระเจ้าที่ผู้คนในหัวใจที่บริสุทธิ์และดั้งเดิมมองเห็นและสวดภาวนาถึง

XIII – รัฐฟาสซิสต์คือเจตจำนงแห่งอำนาจและจักรวรรดิ ประเพณีโรมันในที่นี้คือแนวคิดเรื่องความแข็งแกร่ง ในหลักคำสอนของฟาสซิสต์ จักรวรรดิไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกทางด้านดินแดน การทหาร หรือการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกทางด้านจิตวิญญาณหรือศีลธรรมด้วย เราอาจนึกถึงจักรวรรดิ นั่นคือชาติที่นำชาติอื่น ๆ โดยตรงหรือโดยอ้อม โดยไม่จำเป็นต้องพิชิตดินแดนแม้แต่ตารางกิโลเมตรเดียว สำหรับฟาสซิสต์ แนวโน้มไปสู่จักรวรรดิ นั่นคือการขยายตัวของชาติ เป็นการแสดงออกถึงความมีชีวิตชีวา ตรงกันข้าม หรือการอยู่บ้าน เป็นสัญญาณของความเสื่อมถอย ประชาชนที่ลุกขึ้นหรือกลับมาผงาดอีกครั้งคือพวกจักรวรรดินิยม ประชาชนที่ล่มสลายคือพวกพ่ายแพ้ ฟาสซิสต์เป็นหลักคำสอนที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นตัวแทนแนวโน้มและอารมณ์ของประชาชนอย่างชาวอิตาลี ซึ่งกำลังฟื้นคืนชีพหลังจากถูกทอดทิ้งหรือตกเป็นทาสของต่างชาติมาหลายศตวรรษ แต่จักรวรรดิต้องการระเบียบวินัย การประสานงาน ความรับผิดชอบ และการเสียสละ นี่คือคำอธิบายหลายแง่มุมของการกระทำในทางปฏิบัติของระบอบการปกครอง ทิศทางของกองกำลังรัฐหลายฝ่าย และความเข้มงวดที่จำเป็นต่อผู้ที่ต่อต้านการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเองและสำคัญยิ่งนี้ในอิตาลีในศตวรรษที่ 20 และต่อต้านโดยการปลุกปั่นอุดมการณ์ที่ล้าสมัยของศตวรรษที่ 19 ซึ่งถูกปฏิเสธในทุกที่ที่มีการทดลองครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม: ไม่เคยมีมาก่อนที่ผู้คนจะกระหายอำนาจ ทิศทาง และระเบียบวินัยมากเท่ากับในปัจจุบัน หากทุกศตวรรษมีหลักคำสอนของตนเอง สัญญาณนับพันบ่งชี้ว่าหลักคำสอนของศตวรรษปัจจุบันคือลัทธิฟาสซิสต์ การที่มันเป็นหลักคำสอนแห่งชีวิตได้รับการพิสูจน์โดยข้อเท็จจริงที่ว่ามันได้สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความศรัทธา ความศรัทธาได้พิชิตจิตวิญญาณได้รับการพิสูจน์โดยข้อเท็จจริงที่ว่าลัทธิฟาสซิสต์มีผู้ล่มสลายและผู้พลีชีพ ลัทธิฟาสซิสต์ในขณะนี้มีความเป็นสากลของหลักคำสอนทั้งหมดทั่วโลก และเมื่อเกิดขึ้นจริง มันก็แสดงถึงช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ของจิตวิญญาณมนุษย์

หมายเหตุ
ฉบับพิมพ์ :หลักคำสอนของลัทธิฟาสซิสต์, 1932
แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 6 ปีที่แล้วโดยCandalua
วิกิซอร์ส
มูลนิธิวิกิมีเดีย
ขับเคลื่อนโดย MediaWiki
เนื้อหาทั้งหมดอยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์CC BY-SA 4.0เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น
นโยบายความเป็นส่วนตัว ระเบียบปฏิบัติ นักพัฒนา สถิติ คำชี้แจงเกี่ยวกับคุกกี้ ข้อกำหนดในการใช้งาน มุมมองเดสก์ท็อป