ในสังคมที่หล่อหลอมให้เราพยายามกลมกลืน (Conformity) การเป็นคน “แปลก” หรือ “แตกต่าง” มักจะมาพร้อมกับความรู้สึกประหม่า แต่ในทางจิตวิทยาและวิวัฒนาการ ความแตกต่างนี้คือสิ่งที่เรียกว่า “Optimal Distinctiveness” งานวิจัยระบุว่า มนุษย์เรามีความต้องการพื้นฐานสองอย่างที่ขัดแย้งกัน คือ 1. การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และ 2. การมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คนที่สามารถบริหารจัดการความ “แปลก” ของตัวเองให้กลายเป็นเอกลักษณ์ได้ จะถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเองสูง (Self-Confidence) และมีความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่น นอกจากนี้ ในเชิงการเลือกคู่ (Mate Selection) ความแปลกที่แสดงออกถึงความฉลาดและความคิดนอกกรอบ (Creative Intelligence) ยังเป็นตัวชี้วัดถึงพันธุกรรมที่มีคุณภาพและการปรับตัวที่ดี ทำให้คนที่มี “ความกล้าที่จะต่าง” ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากกว่าคนที่พยายามทำตัวเหมือนค่าเฉลี่ยทั่วไป หากวันนี้มีคนบอกว่าคุณแปลก... นั่นอาจหมายความว่าคุณกำลังแสดง “ตัวตนที่แท้จริง” ออกมาจนโลกต้องหันมอง งานวิจัยอ้างอิง • Brewer, M. B. (1991). “The Social Self: On Being the Same and Different at the Same Time.” Personality and Social Psychology Bulletin. (อธิบายทฤษฎี Optimal Distinctiveness ที่ว่าด้วยความสมดุลระหว่างการอยากเหมือนคนอื่นและการอยากเด่น) • Griskevicius, V., et al. (2006). “Peacocks, Picasos, and Parental Investment: The Effects of Romantic Motives on Creativity.” Journal of Personality and Social Psychology. (งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์และความแปลกใหม่เป็นกลไกในการดึงดูดเพศตรงข้าม หรือที่เรียกว่า Sexual Selection) • Kim, S. H., & Markus, H. R. (1999). “Deviance or Uniqueness, Harmony or Conformity? A Cultural Analysis.” Journal of Personality and Social Psychology. (ศึกษาเรื่องมุมมองของความแตกต่างในแต่ละวัฒนธรรม และการมองว่าความ “ต่าง” คือการแสดงออกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น