วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569

 จะว่าผมอคติกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้นะครับ แต่ผมคิดว่าเขาเป็นคนที่ไม่ได้ 'คิด' อะไรต่อมิอะไรมากมายมาตั้งแต่ต้นแล้ว คือเป็นคนคิดแบบกะทันหัน อยากทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจแบบหุนหันไปเลย

.

พอมาได้อ่านบทความของคอลัมนิสต์ที่ผมชอบ คือ Anne Applebaum ใน The Atlantic เรื่อง Everyone but Trump Understands What He’s Done ก็เลยพบว่า แอนน์ก็น่าจะคิดเหมือนกัน

.

ที่ตลกดีก็คือ เธอบอกว่า คนทั้งโลกน่ะ ไม่สามารถยอมรับได้หรอกว่า จะมีตาแก่สักคนที่ 'ไม่มียุทธศาสตร์' อะไรอยู่ในหัวมาก่อนเลย สามารถขึ้นมาเป็น 'ผู้นำโลก' ได้แบบนี้

.

เพราะฉะนั้น ทุกคนก็เลยพยายาม 'ยัด' แนวคิดอะไรบางอย่างใส่เข้าไปในตัวทรัมป์ เช่น คิดว่าทรัมป์คงมี 'แผน' อะไรสักอย่างวางไว้แล้วแน่ๆ อย่างน้อยๆ MAGA ของเขา ก็น่าจะมีฐานเป็นเรื่อง Isolationism หรือไม่ก็ Imperialism อะไรพวกนี้อยู่

.

ก็เลยมีคนวิเคราะห์กันจริงจังเป็นการใหญ่ เพื่อ 'จัดวาง' บทบาทของทรัมป์เอาไว้ใน 'กรอบประวัติศาสตร์' เพื่อให้มันลงล็อกกับความคิดที่ว่า คนจะขึ้นมายิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ ต้องมีอะไรในตัวอยู่สิ บางทีสิ่งนั้น คนธรรมดาสามัญอย่างเราๆ ท่านๆ อาจคิดไม่ถึงก็ได้

.

แต่มาถึงวันนี้ คนจำนวนมากเริ่มเห็นตรงกันแล้ว ว่าหรือชะรอยตาแก่คนนี้จะไม่ได้มีอะไรอยู่ในหัวกันแน่หว่า

.

แอนน์ถึงกับบอกว่า คนพยายามอธิบายว่า ทรัมป์อยากได้กรีนแลนด์เพราะมันสำคัญโน่นนั่นนี่ แต่เอาเข้าจริง ทรัมป์อาจจะสนใจกรีนแลนด์ แค่เพราะพอดูจากแผนที่แบบเมอร์เคเตอร์แล้ว กรีนแลนด์มัน 'ใหญ่' มากเท่านั้นก็ได้ (โปรดอย่าลืมว่า ความใหญ่ของกรีนแลนด์มาจากความ 'เพี้ยน' ของแผนที่แบบนี้นะครับ)

.

แอนน์บอกว่า ดูจากเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว ทรัมป์ไม่ได้คิดเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ได้คิดเชิงประวัติศาสตร์ ไม่ได้คิดเชิงภูมิศาสตร์ และไม่ได้คิดเชิงเหตุผลด้วยซ้ำ 

.

เหมือนเขาอยู่ไปแต่ละวัน ตื่นขึ้นมาแล้วคิดว่าจะทำอะไรก็ทำ โดยไม่พิจารณาถึงผลกระทบต่อคนในวงกว้าง แถมเมื่อตัดสินใจผิดแล้วยังไม่รับผิดรับชอบอีก ทุกอย่างทำไปตามอำเภอใจและแรงกระตุ้นเท่านั้น แล้วพอมีแรงกระตุ้นใหม่ๆ ให้ทำสิ่งที่ต่างออกไป ก็สามารถ 'โกหก' เกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองเคยพูดหรือทำก่อนหน้าได้ด้วย

.

เรื่องช่องแคบฮอร์มุซ เรื่อง NATO นี่ชัดเจนมาก ทรัมป์เหมือนลืมไปแล้วว่า คนที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์นี้ขึ้นมา ก็คือตัวเขาเอง (อยากใช้คำว่ามึงจังครับ) เสร็จแล้วก็บอกว่าถ้า NATO ไม่ช่วยเปิดช่องแคบ NATO จะต้องเผชิญกับอนาคตที่เลวร้ายมาก ซึ่งต้องบอกว่า WTF อะไรของมึง (ใช้มึงจนได้) เพราะมึงเป็นคนเริ่มต้นเองนี่นา

.

แอนน์บอกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำแพงภาษี การบอกว่าแคนาดาเป็นรัฐที่ 51 การอยากได้กรีนแลนด์ของเดนมาร์ค ฯลฯ (ซึ่งรวมถึงการพูดเรื่องเพิร์ลฮาร์เบอร์ด้วย) ได้สร้างความเสียหายให้โลกมากทีเดียว แต่บางครั้งทรัมป์ก็กลับไปกลับมา เช่น เขาขึ้นภาษีกับสวิตเซอร์แลนด์เพราะไม่ชอบประธานาธิบดีสวิส แต่พอคณะนักธุรกิจสวิสนำของขวัญ ซึ่งมีทั้งทองคำแท่งและนาฬิกามาให้เขา อีกไม่นานนักเขาก็ลดภาษีลง คือเราอาจจะยืนยันไม่ได้หรอกว่ามันเป็นเหตุเป็นผลแบบ Causation ต่อกัน แต่เหตุการณ์มันเป็นแบบนี้จริงๆ ทำให้คนอดมองไม่ได้ว่า - อิหยังวะ

.

เรื่องพวกนี้มันทำให้เราต้องหยิกตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่าเฮ้ย! มันจริงใช่ไหมนี่ จริงใช่ไหมที่อเมริกามี 'ผู้นำ' แบบนี้ และเป็นผู้นำแบบนี้นี่แหละ ที่ส่งผลกระทบต่อโลกทั้งใบอย่างร้ายแรง

.

สุดท้ายแล้ว สำหรับผม - สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ตัวทรัมป์ แต่คือการที่โลก 'คุ้นชิน' หรือ 'เห็นตัวอย่าง' ว่าอ๋อ - คนแบบนี้ก็มีอำนาจได้นี่หว่า แล้วมันก็อาจกลายเป็น 'ตัวอย่าง' ให้ผู้นำในประเทศอื่นๆ สามารถ 'กลายสภาพ' ไปเป็นคนแบบนี้ได้ นั่นคือเป็นคนที่ขึ้นครองอำนาจได้โดยไม่ต้องมีแผน ไม่ต้องมีกรอบคิด ไม่ต้องมีอุดมการณ์ และไม่มีแม้กระทั่งนโยบายที่จับต้องได้ มีแค่ 'แรงกระตุ้น' ในแต่ละวัน ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นแรงกระตุ้นต่อผลประโยชน์ของใครหรือเปล่า เพราะดูเหมือนมันไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลยในระยะยาว

.

หวังที่สุด - ว่าเราจะไม่ต้องเผชิญกับสภาพแบบนี้ในประเทศของตัวเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น