วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568

 ชีวิตคนเรา

มีแรงผลักดันข้างใน

ที่ถ้าเราไม่ใส่ใจทำความรู้จัก

มันจะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม

ที่เราไม่ชอบ ไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น

แต่ก็เบรกมันไว้ไม่อยู่

เมื่อทำไปแล้วก็ไม่สบายใจ

หรือทำให้คนอื่นไม่สบายใจ

มนุษย์​แต่ละคนมีแรงผลักนี้

อยู่ภายในที่ลึกและซับซ้อน

จึงเกิดการปะทะกัน

เพราะเรามีแรงผลักต่างกัน

ความปรารถนา​ ความเจ็บปวด​ต่างกัน

เรานำเอาความรู้​สึกภายในมาทุ่มใส่กัน

เช่น เราไม่พอใจตัวเองแต่กลับด่าว่าคนอื่น

เราหวาดกลัวแต่กลับเรียกร้องการดูแล

เรารู้สึกตัวเองไม่ดีพอแต่กลับยกตนข่มท่าน

และอื่นๆ และอื่นๆ อีกมากมาย

โลกจึงเต็มไปด้วยความสัมพันธ์

ที่ทำร้ายกัน

ไม่ราบรื่น

ไม่สื่อสารความต้องการกัน

ในแบบตรงไปตรงมา

ขัดแย้ง รุนแรง บอบช้ำ

หากเรามองเห็น "แรงผลัก"

ทั้งในตัวเองและคนอื่น

เราจะค่อยๆ มองเห็นว่า

เขามิได้มีเจตนาก่อพฤติกรรม​นั้น

แต่เขามิอาจหลุดจากแรงผลักเบื้องลึก

ที่ตนเองก็มองไม่เห็น

เราเองก็เช่นกัน

การมีชีวิตที่คลี่คลาย

เข้าใจตัวเอง

สัมพันธ์​ที่ราบรื่น

สุข สงบ งาม

มากกว่าเดิม

เริ่มจากมองเห็น "แรงผลัก"

และทำงานกับมัน

เท่าทันมัน

แปรเปลี่ยน​เป็นพลังที่ดี

ไม่ปล่อยมันจูงจมูก

เราเป็นฝ่ายกุมบังเหียน

แล้วบังคับทิศทาง

ของพฤติกรรม​ที่แสดงออกมา

เมื่อปรับพฤติกรรม​ได้

เราก็ปรับทิศทาง​ชีวิตได้

ไม่เผลอทำร้ายใคร

ไม่ปล่อยให้ใครมาทำร้ายเรา

ร่างชีวิตใหม่ให้ตัวเอง

มีชีวิตที่พึงใจมากขึ้น

อิสระขึ้น

จากแรงผลักของตน

และคนอื่น

#นิ้วกลมบันทึก

#ชีวิตที่ร่างเอง3

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568


 


 

 เมื่อจัดการอารมณ์ไม่เป็น…พฤติกรรมก็พูดแทนเรา🤯

หลายครั้งปัญหาไม่ได้เริ่มจากความโกรธ ความเครียด หรือความผิดหวัง

แต่เริ่มจาก “เราไม่รู้จะรับมือกับมันยังไง”

.

คนที่ขาดทักษะจัดการอารมณ์มักไม่ได้อยากทำร้ายใคร

แต่เพราะไม่รู้วิธีระบายอย่างปลอดภัย

อารมณ์จึงพุ่งออกมาในรูปแบบที่ดูก้าวร้าว เช่น

-ประชด

-เสียดสี

-ตะคอก

-หรือเงียบใส่เพื่อเป็นการลงโทษ

.

พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเหมือน “กลไกป้องกันตัวเอง”

ที่สมองใช้เพื่อเอาตัวรอดจากความรู้สึกหนัก ๆ 🧠

เพราะยังไม่มีทักษะแบบที่เป็นผู้ใหญ่ใช้กัน—เช่น การบอกความรู้สึกตรง ๆ

การตั้งขอบเขต หรือการขอเวลาสงบใจ

.

ในทางจิตวิทยา สิ่งนี้คือสัญญาณหนึ่งว่า

เราอาจยังไม่ได้เรียนรู้วิธีดูแลอารมณ์ของตัวเองจริง ๆ

และทุกครั้งที่อารมณ์ค้างอยู่โดยไม่ถูกจัดการ

มันจะหาทางออกที่ง่ายที่สุด แม้จะทำให้คนรอบตัวเจ็บก็ตาม

.

การยอมรับว่า “เรายังจัดการอารมณ์ได้ไม่ดีพอ”

คือก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง

เพราะทันทีที่เริ่มเข้าใจตัวเอง

เราจะเริ่มเลือกตอบสนองแบบที่ไม่ทำร้ายทั้งตัวเองและคนที่รัก

#alljit



 The science of การแก้แค้น

มีความเชื่อหนึ่งที่ฝังแน่นอยู่ในสังคมแทบทุกวัฒนธรรม นั่นคือความเชื่อที่ว่า การเอาคืนหรือการแก้แค้นคนที่ทำร้ายเราจะสามารถช่วยทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ เหมือนกับเป็นการปิดบัญชีทางอารมณ์ เพราะว่าความโกรธที่อัดแน่นอยู่ข้างในจะได้ถูกปล่อยออกมาเสียที แนวคิดนี้อยู่ในนิยาย ภาพยนตร์ เพลง และคำพูดติดปากของคนจำนวนมากว่า “ถ้าไม่เอาคืน เดี๋ยวจะคาใจไปตลอดชีวิต” คำถามคือ สิ่งที่เราคิดว่าดีต่อใจนั้น จริงๆแล้วมันดีกับใจจริงๆหรือ หรือเป็นเพียงสิ่งที่เราคิดว่ามันควรจะดี แต่ไม่ได้ดีกับเราจริงๆ

มีงานวิจัยคลาสสิกชิ้นหนึ่งใน Journal of Personality and Social Psychology ของ Kevin Carlsmith, Timothy Wilson และ Daniel Gilbert ที่ตั้งคำถามนี้อย่างเป็นระบบ นักวิจัยออกแบบการทดลองให้ผู้เข้าร่วมเล่นเกมเศรษฐศาสตร์ลักษณะคล้าย prisoner’s dilemma โดยมีคนหนึ่งในกลุ่ม “กินแรง” อย่างชัดเจน พวกเขาเหล่านี้เอาเปรียบคนอื่น และทำให้พวกเขาได้ประโยชน์มากกว่าคนอื่นด้วยการทำให้คนอื่นเสียประโยชน์ จากนั้นบางคนที่ถูกเอาเปรียบก็ได้รับโอกาสให้เอาคืนคนที่กินแรงคนนั้น โดยต้องยอมเสียเงินของตัวเองเล็กน้อยเพื่อทำให้เขาเสียมากขึ้น ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งไม่มีโอกาสทำเช่นนั้นเลย สิ่งที่น่าสนใจคือ คนส่วนใหญ่ที่มีโอกาสเลือก เอาคืน และก่อนจะทำ พวกเขามั่นใจมากว่าการเอาคืนนี้จะช่วยให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยก็ในเชิงจิตใจ

แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทางกับความเชื่อนั้นอย่างสิ้นเชิง คนที่เอาคืนกลับรายงานว่าตัวเอง รู้สึกแย่กว่าคนที่ไม่ได้เอาคืน ไม่ใช่เพียงแค่ชั่วขณะ แต่ยังรู้สึกแย่อยู่แม้เวลาจะผ่านไปแล้ว เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพราะเสียเงิน แต่เพราะการเอาคืนทำให้พวกเขา คิดถึงคนที่ทำผิดมากขึ้น แทนที่เรื่องจะจบลงในหัว การเอาคืนกลับทำให้เหตุการณ์นั้นติดค้างอยู่ในความคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ และยิ่งโกรธก็ยิ่งคิด เป็นวงจรที่ทำให้แผลทางอารมณ์ไม่ยอมแห้งเสียที ในทางตรงกันข้าม คนที่ไม่มีโอกาสเอาคืนกลับสามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองด้วยวิธีอื่น และ “move on” ได้เร็วกว่า

งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ความโกรธตั้งต้น แต่อยู่ที่การที่เราประเมินผลทางอารมณ์ของการแก้แค้นผิดไป เรามักโฟกัสอยู่กับความสะใจสั้นๆ ตอนเห็นอีกฝ่ายโดนลงโทษ แต่ไม่เคยนึกถึงต้นทุนทางจิตใจระยะยาว โดยเฉพาะต้นทุนจากการที่เราเป็น คนลงมือเอง งานทดลองยังพบอีกว่า หากเป็นคนอื่นเอาคืนแทนเรา เราไม่ได้รู้สึกแย่เท่าการเอาคืนด้วยตัวเอง แต่คนส่วนใหญ่กลับทำนายไม่ออกว่าความแตกต่างตรงนี้สำคัญ

ทั้งหมดนี้ทำให้นึกถึงคำพูดของ Francis Bacon ที่ว่า “คนที่หมกมุ่นกับการแก้แค้น คือคนที่ทำให้บาดแผลของตัวเองไม่ยอมสมาน” บางทีคำถามที่สำคัญกว่า การถามว่าใครสมควรโดนอะไร อาจเป็นคำถามที่หันกลับมาหาตัวเองว่า การเอาคืนครั้งนี้ จะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นจริงไหม หรือแค่ทำให้เราต้องอุ้มความโกรธไปนานกว่าเดิมกว่าที่ควรจะเป็น

อ่านเพิ่มเติม

Carlsmith, K. M., Wilson, T. D., & Gilbert, D. T. (2008). The paradoxical consequences of revenge. Journal of personality and social psychology, 95(6), 1316.

เมื่อจัดการอารมณ์ไม่เป็น…พฤติกรรมก็พูดแทนเรา🤯

หลายครั้งปัญหาไม่ได้เริ่มจากความโกรธ ความเครียด หรือความผิดหวัง

แต่เริ่มจาก “เราไม่รู้จะรับมือกับมันยังไง”

.

คนที่ขาดทักษะจัดการอารมณ์มักไม่ได้อยากทำร้ายใคร

แต่เพราะไม่รู้วิธีระบายอย่างปลอดภัย

อารมณ์จึงพุ่งออกมาในรูปแบบที่ดูก้าวร้าว เช่น

-ประชด

-เสียดสี

-ตะคอก

-หรือเงียบใส่เพื่อเป็นการลงโทษ

.

พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเหมือน “กลไกป้องกันตัวเอง”

ที่สมองใช้เพื่อเอาตัวรอดจากความรู้สึกหนัก ๆ 🧠

เพราะยังไม่มีทักษะแบบที่เป็นผู้ใหญ่ใช้กัน—เช่น การบอกความรู้สึกตรง ๆ

การตั้งขอบเขต หรือการขอเวลาสงบใจ

.

ในทางจิตวิทยา สิ่งนี้คือสัญญาณหนึ่งว่า

เราอาจยังไม่ได้เรียนรู้วิธีดูแลอารมณ์ของตัวเองจริง ๆ

และทุกครั้งที่อารมณ์ค้างอยู่โดยไม่ถูกจัดการ

มันจะหาทางออกที่ง่ายที่สุด แม้จะทำให้คนรอบตัวเจ็บก็ตาม

.

การยอมรับว่า “เรายังจัดการอารมณ์ได้ไม่ดีพอ”

คือก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง

เพราะทันทีที่เริ่มเข้าใจตัวเอง

เราจะเริ่มเลือกตอบสนองแบบที่ไม่ทำร้ายทั้งตัวเองและคนที่รัก

#alljit



 เมื่อจัดการอารมณ์ไม่เป็น…พฤติกรรมก็พูดแทนเรา🤯

หลายครั้งปัญหาไม่ได้เริ่มจากความโกรธ ความเครียด หรือความผิหวัง

แต่เริ่มจาก “เราไม่รู้จะรับมือกับมันยังไง”

.

คนที่ขาดทักษะจัดการอารมณ์มักไม่ได้อยากทำร้ายใคร

แต่เพราะไม่รู้วิธีระบายอย่างปลอดภัย

อารมณ์จึงพุ่งออกมาในรูปแบบที่ดูก้าวร้าว เช่น

-ประชด

-เสียดสี

-ตะคอก

-หรือเงียบใส่เพื่อเป็นการลงโทษ

.

พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเหมือน “กลไกป้องกันตัวเอง”

ที่สมองใช้เพื่อเอาตัวรอดจากความรู้สึกหนัก ๆ 🧠

เพราะยังไม่มีทักษะแบบที่เป็นผู้ใหญ่ใช้กัน—เช่น การบอกความรู้สึกตรง ๆ

การตั้งขอบเขต หรือการขอเวลาสงบใจ

.

ในทางจิตวิทยา สิ่งนี้คือสัญญาณหนึ่งว่า

เราอาจยังไม่ได้เรียนรู้วิธีดูแลอารมณ์ของตัวเองจริง ๆ

และทุกครั้งที่อารมณ์ค้างอยู่โดยไม่ถูกจัดการ

มันจะหาทางออกที่ง่ายที่สุด แม้จะทำให้คนรอบตัวเจ็บก็ตาม

.

การยอมรับว่า “เรายังจัดการอารมณ์ได้ไม่ดีพอ”

คือก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง

เพราะทันทีที่เริ่มเข้าใจตัวเอง

เราจะเริ่มเลือกตอบสนองแบบที่ไม่ทำร้ายทั้งตัวเองและคนที่รัก

#alljit