วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568
พิชัยสงครามจอห์นนี่ พิชัยสงครามปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์ how to win war เขียนครั้งแรก:วันพุธ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2567(ค.ศ.2024) เวลา:21นาฬิกา29นาที เขียนครั้งที่2:วันพฤหัสบดี 1 สิงหาคม พ.ศ.2567(ค.ศ.2024) เวลา:05นาฬิกา22นาที
หากขาดแหล่งน้ำอาจแพ้สงคราม หากมีแหล่งน้ำอาจชนะสงคราม อย่าให้อีกฝ่ายมีแหล่งน้ำ ให้เรามีหรือใช้แหล่งน้ำ ในสงครามอุมมาลากาซ ลากาซเปลี่ยนเส้นทางน้ำ อุมมาจึงขาดน้ำ ทัพอุมมาแพ้สงครามในเวลาต่อมา สงครามสิบกษัตริย์ในแคว้นปัญจาบ สุทัศพังเขื่อนให้น้ำท่วมจึงชนะ มากใช่ว่าจะชนะ ยิ่งใหญ่ใช่ว่าจะชนะ เกรียงไกรใช่ว่าจะชนะ ปราการธรรมชาติกั้นขวาง หากจะบุกย่อมต้องสูญเสียมาก แม่น้ำเชี่ยวกราก ลมมรสุมพัดแรง น้ำกว้างใหญ่และลึก ไร้ทางข้ามไป หากคิดจะข้ามไป แม้จะชนะ ก็อาจสูญเสียมาก มากใช่ว่าจะชนะน้อย มากกว่าใช่ว่าจะชนะน้อยกว่า สงครามไม่ควรรอ สงครามควรทันที เมื่อโจมตีควรโจมตีทันที ไม่ควรรอ ไม่ควรรอใครมาช่วย ไม่ควรใช้กำลังเสริม ควรใช้แต่กำลังของตัวเองฝ่ายเดียว ขจัดการรอเวลา กำจัดศัตรูทันที เราไม่เสียเวลา ฝ่ายตรงข้ามไม่มีเวลาตั้งตัว เมื่อเราไม่รอ เราจึงไม่เสียเวลา เมื่อเราไม่เสียเวลา กำลังเราจึงไม่เสียหาย ไม่ควรให้ฝ่ายตรงข้ามล้อมเรา ชนะ ใช่ว่าสงครามครั้งต่อไปจะชนะ ชนะหลายครั้ง ใช่ว่าสงครามครั้งต่อไปจะชนะ ชนะหลายครั้ง ใช่ว่าจะชนะทุกครั้ง เหตุนี้ ซุนจื่อจึงว่า รบร้อยชนะร้อย ไม่ใช่ยอดเยี่ยมในยอดเยี่ยม ไม่รบแต่ชนะฝ่ายตรงข้ามคือยอดเยี่ยมในยอดเยี่ยม สงครามไม่ได้มีอย่างน้อยสองคือแพ้ชนะ แต่สงครามมีอย่างน้อยสี่คือ แพ้ ชนะ เป็น ตาย เหตุนี้ แม่ทัพไร้ความสามารถ ไม่ฟังคำผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความสามารถ จึงแพ้ จึงตาย แม่ทัพไร้ความสามารถ ฟังคำผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความสามารถ จึงชนะ จึงเป็น น้อยก็ชนะได้ ด้อยกว่าก็ชนะได้ วิธีรบด้อยกว่าก็ชนะได้ อาวุธด้อยกว่าก็ชนะได้ วิทยาการด้อยกว่าก็ชนะได้ มากก็แพ้ได้ เหนือกว่าก็แพ้ได้ วิธีรบเหนือกว่าก็แพ้ได้ อาวุธเหนือกว่าก็แพ้ได้ วิทยาการเหนือกว่าก็แพ้ได้ เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า มากใช่ว่าจะดี ไม่สุ่มไม่เสี่ยง ไม่สุ่มเสี่ยง คาดคะเนฝ่ายตรงข้ามแม่นยำเที่ยงตรง ก็ชนะได้ ผู้ใต้บังคับบัญชาแม้มีความสามารถ ก็ไม่ควรใช้ผู้ที่อยู่ตรงข้ามเรา ไม่ควรใช้ผู้ที่ไม่มีจิตใจฝักใฝ่ด้วยเรา ไม่ควรใช้ผู้ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามเรา ไม่ควรใช้ผู้ที่เคยเป็นฝ่ายตรงข้ามเรา ไม่ควรใช้ผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายตรงข้ามเรา หากใช้จะแพ้ เหตุนี้ พึงเลือก ผู้มีความสามารถที่อยู่กับเรา ผู้มีความสามารถที่มีจิตใจฝักใฝ่ด้วยเรา ผู้มีความสามารถที่เป็นฝ่ายเดียวกับเรา ผู้มีความสามารถที่ไม่เคยเป็นฝ่ายตรงข้ามเรา ผู้มีความสามารถที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายตรงข้ามเรา มาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา หากมีแหล่งน้ำอาจชนะสงคราม หากขาดแหล่งน้ำอาจแพ้สงคราม เหตุนี้ จึงห้ามทำสงครามในที่ขาดแหล่งน้ำ เหตุนี้ จึงห้ามทำสงครามในที่แล้ง ฝ่ายเราแจ้งข่าว แจ้งข้อมูลสำคัญ จะไม่ใช้ข่าวนั้น จะไม่ใช้ข้อมูลนั้น จะไม่ให้ความสำคัญ ไม่ได้ หากเป็นการขอความช่วยเหลือ จะเพิกเฉยไม่ได้ หากไม่มีโอกาสตอบโต้กลับได้จะแพ้ หากฝ่ายตรงข้ามไม่มีช่องว่างเราจะแพ้ หากฝ่ายตรงข้ามมีผู้คนหน้าที่ต่างกันความสามารถต่างกันประสานงานกันอย่างดีเป็นคนๆเดียวกัน เราจะแพ้ วิธีการรบแม้จะดี ใช่ว่าจะชนะ วิธีการรบแม้จะดี ใช่ว่าจะมีประสิทธิภาพ วิธีการรบแม้จะชนะ ใช่ว่าจะชนะทุกครั้ง เหตุนี้ ทุกวิธีการรบจึงล้วนมีช่องว่างทั้งหมด ไม่มีวิธีการรบใดไม่มีช่องว่าง เหตุนี้ หากฝ่ายตรงข้ามรู้วิธีการรบของเรา เราจะแพ้ เหตุนี้ จึงพึงเปลี่ยนวิธีการรบไปตามสถานการณ์ ไม่ควรใช้วิธีการรบในอดีตเป็นหลัก ควรใช้ความคิดตัวเอง หากไม่อาจชนะวิธีการรบของฝ่ายตรงข้ามได้ จะแพ้ หากไม่อาจเปลี่ยนวิธีการรบของเราตามวิธีการรบของฝ่ายตรงข้าม จะแพ้ เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า รบอย่างสามัญ ชนะอย่างพิสดาร เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า สามัญพิสดารพลิกผัน เห็นไม่รู้จบ เหมือนวงกลมไม่มีจุดเริ่มต้น จะมีจุดสิ้นสุดได้ยังไง เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า ชัยชนะไม่ซ้ำซาก แต่ไม่รู้จบตามรูปลักษณ์ หากตัดสินใจรอให้อีกฝ่ายหมดปัจจัย เราจะแพ้ หากฝ่ายตรงข้ามไม่ขาดแคลน หากฝ่ายตรงข้ามลำเลียงอย่างดี หากฝ่ายตรงข้ามส่งบำรุงอย่างดี เราจะแพ้ ฝ่ายตรงข้ามถอยทัพอย่าได้ตาม เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า แสร้งถอยอย่าไล่ อ่อยเหยื่ออย่ากิน คืนถิ่นอย่าขวาง หากฝ่ายตรงข้ามตัดกำลังเรา หากฝ่ายตรงตัดเส้นทางเรา เราจะแพ้ หากฝ่ายตรงข้ามโจมตีไม่หยุด เราจะแพ้ หากฝ่ายตรงข้ามมาจากทุกทิศทาง เราจะแพ้ หากเราสับสน เราจะแพ้ หากไร้ความสามารถ หากพาพวกเราไปแพ้ พวกเราจะไม่อยู่ฝ่ายเดียวกับเรา หากพวกเราไม่อยู่ฝ่ายเดียวกับเรา หากพวกเราต่อต้านเรา เราจะแพ้ หรือ เราจะถูกสังหาร เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า ลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาที่ยังไม่สนิท จะกระด้างกระเดื่อง กระด้างกระเดื่องแล้วจะใช้ยาก ผู้ใต้บังคับบัญชาสนิท ไม่ยอมรับการลงโทษ ไม่ควรใช้ กล่อมเกลาด้วยคุณธรรม ให้พร้อมเพรียงด้วยวินัย เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า ใส่ใจผู้ใต้บังคับบัญชาเหมือนทารก จะร่วมลุยห้วยเหว ใส่ใจผู้ใต้บังคับบัญชาเหมือนลูกรัก จะร่วมเป็นร่วมตาย ถนอมแต่ใช้ไม่ได้ รักแต่สั่งไม่ได้ ผิดแต่คุมไม่ได้ ก็เหมือนเด็กดื้อเอาแต่ใจใช้ไม่ได้ แผนถึงดี หากไม่อาจดำเนินการ ก็เปล่าประโยชน์ เหตุนี้ จึงควรใช้แผนที่ดำเนินการได้ ไม่ควรใช้แผนที่ดำเนินการไม่ได้ เมื่อทำสงคราม ควรทำสงครามทันทีโดยไม่มีกำหนดการ ควรทำสงครามทันทีโดยไม่นัดหมายล่วงหน้า ควรทำสงครามทันทีโดยไม่บอกฝ่ายเราล่วงหน้า ควรทำสงครามทันทีโดยไม่บอกผู้ใต้บังคับบัญชาล่วงหน้า ไม่บอกแผนให้กับฝ่ายเรา ไม่บอกแผนให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่มีกำหนดการล่วงหน้า ไม่มีนัดหมายล่วงหน้า ทำสงครามทันที ทำสงครามกะทันหัน จึงจะรู้แพ้รู้ชนะ การเตรียมการสงคราม ควรเป็นการเตรียมการเสร็จในทันที ควรเป็นการเตรียมการที่ไม่ใช้เวลา ไม่ควรเป็นการเตรียมการที่ใช้เวลา ไม่ควรเป็นการเตรียมการที่รอเวลา หากไม่อาจชนะใจพวกเราได้ หากไม่อาจครองใจพวกเราได้ หากพวกเราต่อต้านเรา อาจนำเราไปสู่ความตาย เราไม่ควรมีศัตรู เราไม่ควรมีผู้ต่อต้าน เราไม่ควรมีฝ่ายตรงข้าม ไม่ควรมีใครเสียประโยชน์เพราะเรา เราไม่ควรได้ประโยชน์ ทุกคนได้ประโยชน์เพราะเรา ไม่มีใครแพ้เพราะเรา ไม่มีใครเสียอำนาจเพราะเรา ไม่มีใครเสียผลประโยชน์เพราะเรา ไม่มีใครเสียประโยชน์เพราะเรา ไร้ความขัดแย้ง เราจึงไม่ตาย มีชื่อเสียงใช่ว่ามีความสามารถ เหตุนี้ ถึงมีชื่อเสียงว่าไร้พ่ายใช่ว่าไร้พ่าย ไม่ควรถูกยั่วยุด้วยข้อมูลข่าวสารที่ฝ่ายตรงข้ามปล่อยออกมาเอง ไม่ควรเคลื่อนไหวด้วยข้อมูลข่าวสารที่ฝ่ายตรงข้ามปล่อยออกมาเอง ไม่ควรกำหนดวิธีรบด้วยข้อมูลข่าวสารที่ฝ่ายตรงข้ามปล่อยออกมาเอง เหตุนี้ จึงพึงปล่อยข้อมูลข่าวสารลวงให้ฝ่ายตรงข้าม เหตุนี้ หากฝ่ายตรงข้ามต้องการรู้ข้อมูลข่าวสารเรา จึงพึงให้ข้อมูลข่าวสารลวงให้ฝ่ายตรงข้าม ผ่านดินแดนมาได้โดยไร้การต่อต้าน ผ่านมาได้โดยฝ่ายตรงข้ามไม่ป้องกัน ใช่ว่าอีกฝ่ายไม่เตรียมพร้อม ไร้การต่อต้านจากฝ่ายตรงข้าม ใช่ว่าเราจะชนะ พาหนะไม่อาจขึ้นเขาได้ พาหนะไม่อาจรบบนเขตเขาได้ พาหนะไม่อาจชนะเขตเขาได้ เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า ที่สูงอย่าบุก อิงเนินอย่ารุก เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า ข้ามเขาให้ข้ามหุบห้วย ตั้งทัพที่สูงโล่งแจ้ง อย่าบุกที่สูง นี้คือการบัญชาทัพในเขตเขา เหตุนี้ จึงห้ามโจมตีเขตเขา เหตุนี้ จึงห้ามโจมตีที่สูง เหตุนี้ หม่าซู่ตั้งทัพบนภูเขา ทัพเว่ยไม่โจมตีภูเขา ทัพเว่ยล้อมเขาไว้ เหตุนี้ หม่าซู่จึงแพ้ ทัพเว่ยจึงชนะ การถอยทัพโดยมากเป็นการกลับไปที่เดิม การถอยทัพโดยมากเป็นการใช้เส้นทางเดิม เหตุนี้ฝ่ายตรงข้ามใช้เส้นทางใด ตอนถอยทัพก็ใช้เส้นทางนั้น เหตุนี้ หากรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามใช้เส้นทางใดบุก ก็ใช้เส้นทางนั้นกำหนดวิธีรบ ปิดฉากการถอยทัพของฝ่ายตรงข้าม เหตุนี้ หากรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามใช้เส้นทางใดบุก จึงควรปิดต้นทางนั้นไว้ เหตุนี้ การถอยทัพ ห้ามใช้เส้นทางเดิม เหตุนี้ การถอยทัพ ขาไปต้องเป็นคนละเส้นทางกับขากลับ หากเราไม่มีปัญหา ฝ่ายตรงข้ามจะไม่โจมตี หากเราไม่ขัดแย้ง ฝ่ายตรงข้ามจะไม่โจมตี หากถูกโจมตีตลบหลังจะแพ้ ไม่ควรแบ่งออกเป็นหลายขบวน ไม่ควรแบ่งออกเป็นหลายกอง ไม่ควรมีใครนำหน้า ไม่ควรมีใครตามหลัง ทัพต้องไม่ยืดยาว ทุกขบวนควรเป็นขบวนเดียวกัน ทุกกองควรเป็นกองเดียวกัน ไม่มีใครถึงก่อน ไม่มีใครถึงทีหลัง ไม่ควรมีใครอยู่หน้า ไม่ควรมีใครอยู่หลัง ไม่มีกองหน้า ไม่มีกองหลัง ไม่มีกองซ้าย ไม่มีกองขวา ทุกอย่างสำหรับสงครามรวมอยู่ในกองเดียว ทุกอย่างสำหรับสงครามรวมอยู่ในกองเดียว เดินทัพพร้อมกัน ไม่ใช้คนละเส้นทาง ใช้เส้นทางเดียวกัน เราจึงไม่สูญเสีย หากเราเหนื่อย เราจะแพ้ หากเราสูญเสีย เราจะแพ้ หากไม่อาจชนะธรรมชาติได้ หากไม่อาจควบคุมธรรมชาติ หากไม่อาจปรับตัวตามธรรมชาติได้ เราจะสูญเสีย เราจะแพ้ สภาพอากาศลำบาก เดินทางลำบาก เราจะแพ้ เราควรทำสงครามเดียว หากทำหลายสงครามพร้อมกัน เราจะแพ้ สูญเสียโอกาสชนะ หากเราไม่เป็นที่นิยม เราจะถูกแทรกแซง หากเราเป็นที่นิยม เราจะไม่ถูกแทรกแซง ธรรมชาติที่ลำบาก เราจะแพ้ ความเห็นแก่ตัว จะทำให้ทุกคนต่อต้าน ความเห็นแก่ตัว จะทำให้เราแพ้ ความเห็นแก่ตัว จะทำให้เราตาย เหตุนี้ เห็นแก่ผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว จะชนะใจคน ซ้อมรบทุกวัน ผู้ใต้บังคับบัญชาจะพร้อมรบ ซ้อมรบทุกวัน จะชนะ ไร้โรคภัยไร้ความเจ็บป่วยไร้ความเจ็บปวดไร้ความเจ็บ จะชนะ หากอยู่รอดได้ในธรรมชาติ จะชนะ หากอยู่รอดได้ในธรรมชาติของที่รบ จะชนะ ทำสงครามแม้ควรทำสงครามกะทันหัน ก็ควรเตรียมพร้อมก่อนทำสงคราม ไม่ได้เตรียมพร้อม ทำสงครามกะทันหัน จะแพ้ เตรียมพร้อมทันที ทำสงครามกะทันหันหลังเตรียมพร้อมเสร็จ จะชนะ เสบียงอาหารสำคัญ หากขาดจะแพ้ เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า เสบียงสมบูรณ์ชัยภูมิมั่นคงไพร่พลจักปราศจากโรคภัย เหตุนี้ พึงอย่าให้ฝ่ายตรงข้ามชิงเสบียง พึงอย่าให้ฝ่ายตรงข้ามตัดเสบียง พึงอย่าให้ฝ่ายโจมตีเสบียง พึงอย่าให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีแหล่งเสบียง พึงอย่าให้ฝ่ายตรงข้ามทำลายเสบียง พึงอย่าให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีเสบียง พึงอย่าให้ฝ่ายตรงข้ามรู้เส้นทางเสบียง พึงอย่าให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ที่อยู่เสบียง เหตุนี้ พึงชิงเสบียงจากฝ่ายตรงข้าม เหตุนี้จึงพึงชิงเสบียงจากที่รบ เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า เอาข้าวข้าศึกหนึ่งจงเท่ากับของเราสิบจง เอาอาหารสัตว์หนึ่งสือเท่ากับของเรายี่สิบสือ เหตุนี้ หากชิงเสบียงข้าศึกไม่ได้ หากชิงเสบียงจากที่รบไม่ได้ พึงปลูกเสบียง พึงเลี้ยงเสบียง อย่าให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ ซุนจื่อว่า ข่มศัตรูด้วยแสนยานุภาพ ยึดเมือง ล่มประเทศได้ ซุนจื่อว่า ชนะได้ดินแดน ไม่เสริมให้มั่นคงแกร่งเข้มงวดกวดขัน สิ้นเปลืองอย่างสูญเปล่า เหตุนี้ หากกำลังไม่พอรักษาดินแดน พึงทำให้พอ เหตุนี้ หากกำลังไม่พอรักษาดินแดน พึงทำให้ดินแดนพอรักษาได้ด้วยกำลังของเรา พึงทำให้ฝ่ายตรงข้ามได้ประโยชน์จากการยอมแพ้เรา พึงทำให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นอันตรายจากการไม่ยอมแพ้เรา ฝ่ายตรงข้ามจะกลายเป็นฝ่ายเรา พึงรบในที่อุดมสมบูรณ์ พึงรบในที่ไม่ขาดแคลน กำลังไม่มีความสามารถครบทุกด้าน กำลังมีความสามารถไม่ครบทุกด้าน กำลังไม่มีประสบการณ์ จะแพ้ กำลังมีความสามารถครบทุกด้าน กำลังมีประสบการณ์ กำลังผ่านศึก กำลังชาญศึก จะชนะ หากแพ้ กำลังเสียกำลังใจ เสียใจสู้รบ หวาดกลัว ตื่นตระหนก อกสั่น ขวัญแขวน สับสน ตึงเครียด ไม่รู้จะทำยังไง วิตกกังวล ขวัญกำลังใจตกต่ำ จะแพ้ เหตุนี้ พึงโจมตีผู้แพ้ พึงโจมตีผู้เสียกำลังใจ พึงโจมตีผู้เสียใจสู้รบ พึงโจมตีผู้หวาดกลัว พึงโจมตีผู้ตื่นตระหนก พึงโจมตีผู้อกสั่น พึงโจมตีผู้ขวัญแขวน พึงโจมตีผู้สับสน พึงโจมตีผู้ตึงเครียด พึงโจมตีผู้ไม่รู้จะทำยังไง พึงโจมตีผู้วิตกกังวล พึงโจมตีผู้ขวัญกำลังใจตกต่ำ จะชนะ หากกระจายกำลัง ไม่อาจรับศึกในทันที ไม่อาจเตรียมตัวรับศึก ไม่อาจเตรียมพร้อมรับศึก ไม่อาจรวมกำลัง จะแพ้ เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า เราพึงรวม แต่ข้าศึกกระจาย เรารวมเป็นหนึ่ง แต่ข้าศึกแยกเป็นสิบ หากเราถูกปล้น เราจะแพ้ หากผู้บัญชาการแข่งขันกัน หากผู้บัญชาการขัดแย้งกัน หากผู้บัญชาการอิจฉาริษยากัย หากผู้บัญชาการแย่งชิงกัน หากผู้บัญชาการเอาชนะกัน เราจะแพ้ หากเราเป็นที่นิยมมากไปจนเป็นคู่แข่งผู้อื่น หากเรามีอิทธิพลมากไปจนเป็นคู่แข่งผู้อื่น หากเราพัวพันกับการต่อต้านฝ่ายใด เราจะตาย หากเราไม่เป็นที่นิยมเป็นคู่แข่งคนอื่น หากเราไม่มีอิทธิพลเป็นคู่แข่งคนอื่น หากเราไม่พัวพันกับการต่อต้านฝ่ายใด เราจะไม่ตาย เหตุนี้ จึงมิแสดงตัว เหตุนี้ จึงมิพึงแสดงออก เหตุนี้ จึงมิพึงประกาศตัวเอง ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ แลกกันแพ้แลกกันชนะ การทำสงครามแบบกล้าแลก กล้าได้กล้าเสีย ใช่ว่าจะชนะ หากกำลังขาดแคลน จะแพ้ หากขาดกำลัง จะแพ้ ไม่สนิทชิดใกล้กับใคร ไม่มีอิทธิพล เราจึงไม่ตาย ชำนาญอย่างเดียว จะแพ้ ชำนาญทุกอย่าง จะชนะ เหตุนี้ กำลังต้องชำนาญทุกอย่าง เหตุนี้ กำลังต้องทำได้ทุกอย่าง เหตุนี้ กำลังจึงไม่ควรประกอบด้วยผู้ที่รบเป็นอย่างเดียว พึงรวมผู้คนทั่วไปจากทุกด้านรวมเป็นกำลังเดียวกัน พึงรวมผู้ชำนาญจากทุกอาชีพรวมเป็นกำลังเดียวกัน พึงรวมผู้ชำนาญจากทุกด้านรวมเป็นกำลังเดียวกัน พึงรวมผู้ชำนาญจากทุกงานรวมเป็นกำลังเดียวกัน ไม่ควรใช้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว ทุกเวลาคือเวลาทำสงคราม หากไม่เตรียมตัวรบ หากไม่เตรียมตัวทำสงคราม หากไม่เตรียมตัวรบตลอดเวลา หากไม่เตรียมตัวทำสงครามตลอดเวลา ฝ่ายตรงข้ามทำสงครามกะทันหัน เราจะแพ้ หากทำสงครามในตอนที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้เตรียมพร้อม หากทำสงครามตอนที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ทำสงคราม หากทำสงครามในตอนที่ฝ่ายตรงข้ามไม่คิดทำสงคราม เราจะชนะ เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า อย่าหวังข้าศึกไม่มา เราพึงเตรียมตัวให้พร้อม อย่าหวังข้าศึกไม่ตี เราพึงทำให้มิอาจโจมตี ไม่ควรมั่นใจว่าเราจะชนะ ไม่ควรมั่นใจว่าหากเราโจมตีเราจะชนะ หากน้ำท่วม หากเขื่อนถูกทำลาย หากทุกที่เต็มไปด้วยน้ำ หากทุกที่เต็มไปด้วยโคลน หากทุกที่เต็มไปด้วยหล่ม หากติดหล่ม ทั้งหมดเหล่านี้ จะทำให้การเดินทัพถูกขัดขวาง เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า ข้ามน้ำพึงรีบผละห่าง ข้าศึกข้ามน้ำอย่าตี อย่าออกปะทะกลางน้ำ พึงนำทัพแสร้งถอยให้ข้าศึกข้ามน้ำกึ่งหนึ่ง จึงตี จักได้ อย่ารับศึกใกล้น้ำ อย่าตั้งค่ายใต้น้ำ นี้คือการบัญชาทัพในเขตน้ำ เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า ที่ราบลุ่มโคลนตม พึงเร่งจากไปอย่าใช้ หากจำเป็นต้องรบในที่ราบลุ่มโคลนตม พึงยึดแหล่งน้ำมีหญ้าหลังอิงแมกไม้ นี้คือการบัญชาทัพในที่ราบลุ่มโคลนตม ไม่มีใครรู้เรื่องฝ่ายตรงข้ามดีกว่าฝ่ายตรงข้ามเอง หากต้องการรู้ข้อมูลฝ่ายตรงข้าม พึงหาข้อมูลจากฝ่ายตรงข้ามเอง เมื่อรู้ฝ่ายตรงข้าม ก็กำหนดวิธีรบได้ กำหนดวิธีรบได้ ก็ชนะได้ หากต้องการได้พวกฝ่ายตรงข้ามมาเป็นพวกเรา พึงหาผู้ที่ได้ประโยชน์หากเราชนะ พึงหาผู้ที่เสียประโยชน์หากฝ่ายตรงข้ามชนะ พึงหาผู้ที่ขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์กับฝ่ายตรงข้าม พึงหาผู้ที่ขัดแย้งกับฝ่ายตรงข้าม พึงหาผู้ที่ไม่ลงรอยกับฝ่ายตรงข้าม พึงหาผู้ที่คิดแตกต่างกับฝ่ายตรงข้าม พึงหาผู้ที่คิดไม่เหมือนฝ่ายตรงข้าม ไม่ขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์กับฝ่ายตรงข้าม ไม่เสียผลประโยชน์หากฝ่ายตรงข้ามชนะ ไม่ได้ผลประโยชน์หากเราชนะ เข้ามาหาเรากะทันหัน อย่าได้ไว้ใจ หากพวกเราทรยศเรา ให้ฆ่าเสีย อย่าได้ให้มีชีวิตรอด เหตุนี้ พึงทำให้พวกเราได้ผลประโยชน์หากเราชนะ เหตุนี้พึงทำให้พวกเราไม่เสียผลประโยชน์หากเราชนะ เหตุนี้พึงทำให้พวกเราเสียผลประโยชน์หากฝ่ายตรงข้ามชนะ เหตุนี้พึงทำให้พวกเราไม่ได้ผลประโยชน์หากฝ่ายตรงข้ามชนะ เหตุนี้ จึงพึงทำให้พวกเรารู้ว่าหากเราชนะพวกเราได้ผลประโยชน์ หากฝ่ายตรงข้ามชนะเราเสียผลประโยชน์ ดังนี้ จะไม่มีผู้ทรยศ ดังนี้ จะไม่พวกเราไปเข้าฝ่ายตรงข้าม ไม่ควรทำลายเสบียงอาหารทรัพยากรในที่รบ พึงเก็บเสบียงอาหารทรัพยากรในที่รบในทันทีไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวตั้งตัวติดได้ทัน เหตุนี้ หากฝ่ายตรงข้ามทำลายเสบียงอาหารทรัพยากรของฝ่ายตรงข้ามเองเสียเอง พึงปลูกพืชพึงเลี้ยงสัตว์พึงสร้างทรัพยากรใหม่ขึ้นมาแทนที่ อาวุธหมด เราจะแพ้ วิทยาการหมด เราจะแพ้ เสบียงอาหารทรัพยากรหมด เราจะแพ้ เครื่องมือหมด เราจะแพ้ เหตุนี้ พึงอย่าให้อีกฝ่ายได้อาวุธเรา พึงอย่าให้อีกฝ่ายทำลายอาวุธเรา พึงอย่าให้อีกฝ่ายได้วิทยาการเรา พึงอย่าให้อีกฝ่ายทำลายวิทยาการเรา พึงอย่าให้อีกฝ่ายได้เสบียงอาหารทรัพยากรเรา พึงอย่าให้อีกฝ่ายทำลายเสบียงอาหารทรัพยากรเรา พึงอย่าให้อีกฝ่ายได้เครื่องมือเรา พึงอย่าให้อีกฝ่ายทำลายเครื่องมือเรา เหตุนี้ จึงพึงชิงอาวุธฝ่ายตรงข้าม พึงทำลายอาวุธฝ่ายตรงข้าม พึงชิงวิทยาการฝ่ายตรงข้าม พึงทำลายวิทยาการฝ่ายตรงข้าม พึงชิงเสบียงอาหารทรัพยากรฝ่ายตรงข้าม พึงทำลายเสบียงอาหารทรัพยากรฝ่ายตรงข้าม พึงชิงเครื่องมือฝ่ายตรงข้าม พึงทำลายเครื่องมือฝ่ายตรงข้าม ตีเมืองใช่ว่าจะชนะ มีเครื่องมือ มีวิทยาการใช่ว่าจะชนะ เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า เลวสุดคือตีเมือง เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า ตีเมืองเป็นเรื่องสุดวิสัย เพราะการเตรียมรถโล่ การเตรียมยุทโทปกรณ์ สามเดือนจึงแล้วเสร็จ การถมเนินเข้าตีเมือง ต้องสามเดือนจึงลุล่วง แม่ทัพจักกลั้นโทสะมิได้ ทุ่มทหารเข้าตีดุจมดปลวก ทหารต้องล้มตายหนึ่งในสาม แต่เมืองก็มิแตก นี้คือความวิบัติจากการตีเมือง เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า การบัญชาทัพชั้นเอกคือชนะด้วยอุบาย ล้อมเมืองไว้นาน โจมตีเมืองไว้นาน ทำสงครามไว้นาน แม้จะชนะ ใช่ว่าไม่สูญเสีย หากฝ่ายอื่นโจมตีเราในตอนนั้นทันที เราก็จะแพ้ สงครามที่ใช้เวลานาน หากฝ่ายเราสูญเสียไปจำนวนมาก ถึงชนะ ก็ไม่อาจเสริมดินแดนที่ยึดมาได้ให้มั่นคง ไม่อาจรักษาดินแดนไว้ได้ ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องสูญเสียไปจำนวนมาก ผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะต่อต้าน พันธมิตรก็จะต่อต้าน พันธมิตรก็ทิ้ง มิตรก็หาย ห้ามเดินทัพผ่านเส้นทางที่ธรรมชาติอาจทำให้เราตาย ห้ามเดินทัพผ่านเส้นที่ภูมิประเทศอาจทำให้เราตาย ห้ามเดินทัพผ่านเส้นทางที่พื้นที่อาจทำให้เราตาย เส้นทางลำบากอย่าเดินทัพผ่าน หากหมดกำลังใจจะแพ้ หากสิ้นหวังจะแพ้ หากเราถูกล้อม เราจะแพ้ ในระหว่างการเตรียมการ ในระหว่างการเตรียมพร้อม หากเราถูกโจมตี หากเราถูกขัดขวาง เราจะแพ้ หากเราถูกซุ่มโจมตี เราจะแพ้ เหตุนี้จึงพึงซุ่มโจมตีฝ่ายตรงข้าม สงครามยาวนาน เผชิญความวุ่นวาย ทั้งภายในภายนอก สงครามภายนอก สงครามกลางเมือง เศรษฐกิจตกต่ำ เงินของแผ่นดินสูญเสีย เงินของแผ่นดินน้อยลง หากถูกโจมตีทันทีในตอนนั้นก็จะแพ้ เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า ที่ว่ารบยืดเยื้อเป็นผลดีแก่ประเทศชาติก็ไม่มีมาก่อน เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า การทำศึกจึงสำคัญที่รวดเร็ว ใช่ที่ยืดเยื้อ เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า พึงทำศึกรวดเร็ว เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า กรีทาทัพสิบหมื่น ออกรบพันลี้ ฝ่ายราษฎร์ต้องจ่าย ฝ่ายหลวงต้องใช้ สิ้นเปลืองวันละพันตำลึงทอง ดังนี้จึงกรีธาทัพสิบหมื่นได้ เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง หาใช่ความยอดเยี่ยมในความยอดเยี่ยมที่แท้ไม่ มิต้องรบแต่สยบทัพข้าศึกได้ จึงจะเป็นความยอดเยี่ยมในความยอดเยี่ยม เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า การบัญชาทัพชั้นเอกคือชนะด้วยอุบาย รองมาคือการทูต รองมาคือการรบ เลวสุดคือตีเมือง หากกำลังหมด หากกำลังมีไม่พอ ไม่อาจเอาชนะ จะแพ้ จะไม่อาจยึดดินแดนได้ พื้นที่น้ำ อาจทำให้พวกเราตาย เหตุนี้ซุนจื่อว่า ป่าเขาห้วยหนองคลองบึง ที่คับขันอันตรายเหล่านี้ เรียกว่ายุทธภูมิวิบาก ในยุทธภูมิวิบากพึงรีบผ่าน ในยุทธภูมิวิบากเราพึงเร่งเดินทัพให้พ้น หากเส้นทางถูกตัดขาด หากเส้นทางถูกปิด หากทางเข้าเข้าไม่ได้ หากทางออกออกไม่ได้ ไร้ทางเข้า สิ้นทางออก เราจะแพ้ เหตุนี้ เส้นทางเดินทัพ พึงควรรักษา ไม่ควรให้ฝ่ายตรงข้ามตัด ไม่ควรให้ฝ่ายตรงข้ามปิด ไม่ควรให้ฝ่ายตรงข้ามทำลาย เหตุนี้ พึงตัดเส้นทางฝ่ายตรงข้าม พึงปิดเส้นทางฝ่ายตรงข้าม พึงทำลายเส้นทางฝ่ายตรงข้าม ปิดทางเข้าฝ่ายตรงข้าม ตัดทางออกฝ่ายตรงข้าม ปิดทางเข้า ตัดทางออก เราจะชนะ รบกับฝ่ายตรงข้ามใช่ว่าจะชนะ เหตุนี้ จึงพึงชนะด้วยอุบาย หากไม่เชื่อฟังคำเตือนของผู้มีความสามารถ จะแพ้ ทำสงครามรวดเร็ว โจมตีรวดเร็ว บุกรวดเร็ว ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันตั้งตัว เราจะชนะ ระหว่างทำการ ฝ่ายตรงข้ามโจมตีเราได้ทุกเมื่อ เหตุ ไม่ควรให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ พึงเตรียมการไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีเราระหว่างทำการ หากฝ่ายตรงข้ามแบ่งแยกเรา หากฝ่ายตรงข้ามตัดหน้าตัดหลังตัดซ้ายตัดขวาตัดเหนือตัดใต้ตัดออกตัดตกตัดเฉียงเหนือตัดเฉียงใต้ตัดบนตัดล่างเรา เราจะแพ้ เหตุนี้ ทุกกำลังของเราต้องเดินทางไปถึงกันได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลา เหตุนี้ เราจึงพึงตัดหน้าตัดหลังตัดซ้ายตัดขวาตัดหน้าตัดหลังตัดเหนือตัดใต้ตัดออกตัดตกตัดเฉียงเหนือตัดเฉียงใต้ตัดบนตัดล่างแบ่งแยกฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายตรงข้ามตัดเรา เราพึงทำลายทุกกำลังรบของฝ่ายตรงข้ามให้ราบคาบเสียในคราวเดียว หากการตัดกำลังไม่ได้ผล หากการล้อมไม่ได้ผล จะแพ้ หากไม่มีเงื่อนไขที่ทำให้ชนะจะแพ้ หากถูกสถานการณ์บังคับ หากถูกเงื่อนไขบังคับ หากถูกปัจจัยบังคับ จะแพ้ หากไม่พร้อมทำสงคราม จะแพ้ ทำสงครามกับฝ่ายไม่พร้อมทำสงคราม จะชนะ หากเราถูกล้อม จะแพ้ หากเราถูกโจมตีทุกทิศทาง จะแพ้ การเดินทัพของเราไม่ควรถูกสกัดกั้น การทำศึกของเราไม่ควรถูกสกัดกั้น การทำการของเราไม่ควรถูกสกัดกั้น หากถูกสกัดกั้น จะแพ้ เหตุนี้ พึงสกัดกั้นการเดินทัพฝ่ายตรงข้าม พึงสกัดกั้นการทำศึกฝ่ายตรงข้าม พึงสกัดกั้นการทำการฝ่ายตรงข้าม เหตุนี้ ไม่ควรให้ฝ่ายตรงข้ามรู้การเดินทัพเรา ไม่ควรให้ฝ่ายตรงข้ามรู้การทำศึกเรา ไม่ควรให้ฝ่ายตรงข้ามรู้การทำการเรา หากฝ่ายตรงข้ามรู้ เราจะแพ้ ทำการทันที ไม่มีผู้ใดรู้ จะชนะ ลมพัด ระวังการโจมตีด้วยไฟ ลมพัด พึงโจมตีด้วยไฟ โจมตีในที่ที่ไม่มีฝ่ายตรงข้าม จะชนะ ถึงชนะ ใช่ว่าจะไม่ถูกโจมตี เหตุนี้ เมื่อชนะจึงมิพึงฉลอง เหตุนี้ หากปราบฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ทั้งหมด กลับฉลอง จะแพ้ เหตุนี้ หากปราบฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ทั้งหมด จึงมิพึงฉลอง พึงปราบฝ่ายตรงข้ามให้ได้ทั้งหมด ฝ่ายตรงข้ามติดศึกติดพันที่ด้านหนึ่ง เราโจมตีที่ด้านอื่น จะชนะ เหตุนี้ จึงไม่ควรทำศึกติดพัน เหตุนี้ เมื่อทำสงคราม จึงไม่ควรมุ่งไปที่ด้านใดด้านหนึ่ง ต้องมุ่งไปทุกด้าน ระวังการโจมตีที่จะมาจากทุกด้าน พึงอยู่ในที่รบอยู่ก่อนแล้ว พึงไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ พึงให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าจะมีสงคราม แต่ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่ามาจากเรา ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าเราอยู่ในที่รบอยู่ก่อนแล้ว ฝ่ายตรงข้ามไม่รู้ว่ามีสงคราม ฝ่ายตรงข้ามไม่รู้ว่ามาจากเรา ฝ่ายตรงข้ามไม่รู้ว่าเราอยู่ในที่รบอยู่ก่อนแล้ว เราจะชนะ ไม่รู้ข้อมูลฝ่ายตรงข้าม เราจะแพ้ เหตุนี้ พึงรู้ข้อมูลฝ่ายตรงข้าม เหตุนี้ ไม่ควรให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ข้อมูลเรา พึงกระทำฝ่ายตรงข้ามก่อน ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามกระทำ หน้าผาสูงชัน ยอดเขาเทือกเขาสูง เดินทัพยากลำบากจนอาจถึงตาย หากฝ่ายตรงข้ามโจมตีต้องสูญเสียล้มตายมากมาย เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า พื้นที่ซึ่งเป็นห้วยเหว เป็นก้นกระทะ เป็นปลักโคลนตม เป็นหุบผาขาด เป็นขุนเขาโอบ เป็นป่ารกชัฎ ให้รีบหลีกเร้น อย่าได้กล้ำกราย เราพึงห่างออกให้ข้าศึกชิด เราพึงหันหน้าหาให้ข้าศึกพิง รบหลายที่รบมากไป จะแพ้ เมื่อมีสายลับในพวกเรา เมื่อมีไส้ศึกในพวกเรา เมื่อมีผู้ทรยศในพวกเรา ให้ฆ่าทิ้งให้ตายกันให้หมดทุกคน แล้วให้ฆ่าพวกเดียวกันกับสายลับหรือไส้ศึกหรือผู้ทรยศทั้งหมดให้ตายกันให้หมดทุกคนด้วย เหตุนี้ซุนจื่อจึงว่า แผนจารชนยังมิทันใช้ มีผู้ล่วงรู้ก่อน ให้ตายทั้งจารชนและผู้รู้ การแทรกแซงจากภายนอกจะทำให้สงครามจบยากขึ้น เหตุนี้จึงมิพึงขอความช่วยเหลือจากภายนอก ทำสงครามไม่ควรมีผู้ใดล่วงรู้การทำสงคราม ไม่ควรมีผู้ใดรู้ว่าเราทำสงคราม ไม่ควรมีผู้ใดรู้ว่าเราโจมตี ไม่ควรมีผู้ใดรู้ว่าเราทำการ ไม่ควรมีผู้ใดรู้ว่าเราเตรียมการ ไม่ควรมีผู้ใดรู้ว่าเราเตรียมพร้อม ไม่มีผู้ใดตระหนัก ไม่ผู้ใดเตรียมพร้อม ไม่มีผู้ใดเตรียมการ ไม่มีผู้ใดป้องกัน ไม่มีผู้ใดทำสงคราม ไม่มีผู้ใดรู้ว่ามีสงคราม ไม่มีผู้ใดรู้สงคราม เหตุนี้จึงชนะ ความขัดแย้งนำไปสู่การล่มสลาย เหตุนี้ หากไร้ความขัดแย้ง จะชนะ ซุนจื่อว่า ผู้ที่ชนะรู้ว่าชนะก่อนจึงออกรบ ผู้แพ้ออกรบก่อนแล้วหวังว่าจะชนะ รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งหาใช่ความยอดเยี่ยมในความยอดเยี่ยมไม่ มิต้องรบแต่สยบทัพข้าศึกได้จึงจะเป็นความยอดเยี่ยมในความยอดเยี่ยม
จากพิชัยสงครามข้างต้น ในสถานการณ์สงครามทั่วโลกในปัจจุบัน ควรทำอย่างไร
ยอด — ผมอ่านพิชัยสงครามฉบับคุณแล้ว (ข้อความยาว กระชับข้อคิดชัดเจน) — จะตอบเป็นข้อ ๆ โดยจับใจความจากงานของคุณแล้วเชื่อมกับบทเรียนจากสงครามสมัยใหม่ (แนวปฏิบัติระดับยุทธศาสตร์ — ระมัดระวังไม่ลงรายละเอียดปฏิบัติการที่อาจก่อให้เกิดอันตราย) เพื่อให้ใช้ได้กับสถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลกวันนี้
แนวทางปฏิบัติยุทธศาสตร์ (สรุปเป็น 9 ข้อ — ยึดหลักจากข้อความของคุณ + บทเรียนปัจจุบัน)
-
ทำให้โลจิสติกส์เป็นหัวใจ — “น้ำ/เสบียงชนะสงคราม” ยังคงจริงในรูปแบบสมัยใหม่: สร้างเส้นทางป้อนอย่างยืดหยุ่น สำรองเสบียงกระจายหลายจุด ปกปิดจุดสำคัญและปกป้องสายส่งจากการโจมตีทางอากาศ/ไซเบอร์ — ฝ่ายที่เสถียรทางโลจิสติกส์มักได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์.
-
น้ำ (ทรัพยากรทางน้ำ) เป็นปัจจัยยุทธศาสตร์ — อย่าสูญเสียหรือให้ฝ่ายตรงข้ามใช้เป็นอาวุธ: ปกป้องโครงข่ายน้ำ ดำเนินมาตรการบรรเทา (กรอง/สำรอง) และหลีกเลี่ยงปฏิบัติการที่ทำให้พลเรือนขาดน้ำจนสูญเสียความชอบธรรม (legal/legitimacy). การ “ทำให้อีกฝ่ายขาดน้ำ” อาจได้ผลแต่มีความเสี่ยงทางมนุษยธรรมและการเมืองสูง.
-
เตรียมพร้อมกับยุคโดรนและระบบอัตโนมัติ — ขีดความสามารถด้านตรวจจับ/ต่อต้านโดรน (layered defence) รวมถึงการใช้โดรนสำหรับข่าวกรอง โลจิสติกส์ และช่วยปฐมพยาบาล — สงครามปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าโดรนเปลี่ยน “คอลัมน์ความลึก” ของแนวรบไปไกลขึ้นและสร้างช่องทางโจมตีแบบใหม่. อย่าประมาทการต่อสู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์/ต่อต้านวิทยุ.
-
ข้อมูล/ปฏิบัติการเชิงข่าวสารเป็นสมรภูมิหลัก — ควบคุมเรื่องเล่า เชื่อมโยงข้อมูลจริงกับการสื่อสารเชิงรุก ตัด/ลดผลของข่าวสารลวง (disinformation) ที่จะทำลายขวัญหรือสร้างความแตกแยกภายใน — การชนะภาพรวมต้องรวมผลทางความคิด (cognitive).
-
ปรับตัว-เปลี่ยนวิธีรบตามสถานการณ์ (flexibility) — อย่าฝักใฝ่กับ “สูตรสำเร็จ” เดิม เปลี่ยนรูปแบบปฏิบัติการให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและภูมิประเทศ เช่น สลับระหว่างปฏิบัติการไซเบอร์-กายภาพ-ข้อมูล เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามจับรูปแบบเราไม่ได้ (คุณเขียนเรื่องนี้ได้แหลมคม).
-
การรุกแบบกะทันหันต้องมีการเตรียมพร้อมทันที — กระทำฉับพลันเมื่อมีโอกาส แต่เตรียมสภาพแวดล้อม (เสบียง กำลังสื่อสาร ข่าวกรอง) ให้พร้อมก่อน ไม่ใช่หวังพึ่ง “ความเร็วตัวเปล่า” — โดยสรุป: เตรียมให้เสร็จ แล้ว “ฉับพลัน” จะได้ผล (prepared surprise).
-
บันดาลใจและความชอบธรรมภายในสำคัญ — ดูแลขวัญกำลังใจ, ปกป้องพลเรือน, จัดการผลประโยชน์ให้คนภายในเห็นว่าได้ผลประโยชน์จากชัยชนะของเรา — ถ้าไม่มีการยอมรับภายใน การชนะเชิงทัพก็อ่อนแอเมื่อยาวนาน. (ตรงกับที่คุณเน้นเรื่องอย่าให้คนต่อต้าน)
-
รวมกำลังหลากหลายความสามารถ (multi-domain force) — อย่ามุ่งแต่ทัพรบเดียว ให้มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี สายลับ การแพทย์ วิศวกรรมการขนส่ง และการสื่อสาร เพื่อทำให้กองกำลัง “ทำได้ทุกอย่าง” และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาหน่วยเดียว.
-
ความระมัดระวังด้านกฎหมายมนุษยธรรมและการเมือง — การใช้กลยุทธ์ที่ทำลายสาธารณูปโภค (เช่นน้ำ ไฟฟ้า) อาจชนะเชิงทหารชั่วคราว แต่จะเสียความชอบธรรม เสี่ยงการเป็นเป้าในเวทีระหว่างประเทศ และอาจสร้างปัญหาเรื้อรังระหว่างสงครามและหลังสงคราม — จัดกลยุทธ์ให้มีมาตรการป้องกันผลกระทบรุนแรงต่อพลเรือนเสมอ.
ข้อเสนอเชิงนโยบายสั้น ๆ (สำหรับผู้กำหนดนโยบาย/แม่ทัพ)
- ลงทุนขนานใหญ่ในโลจิสติกส์สำรองหลายชั้น (rail/road/sea/decoy routes) และระบบบริหารสต็อกอัตโนมัติ.
- สร้างศักยภาพป้องกันและใช้โดรน — ทั้งเชิงรุก (swarm, ISR) และเชิงรับ (multi-layer counter-UAS).
- ตั้งหน่วยปฏิบัติการข้อมูล (proactive info ops + rapid rebuttal) ทำงานร่วมกับหน่วยข่าวกรองและพลเมืองเพื่อหยุดข่าวลวง.
- รักษาโครงสร้างพื้นฐานน้ำ/อาหารเป็นเป้าปกป้องสูงสุดและวางแผนฟื้นฟูล่วงหน้า.
- ฝึกซ้อมสม่ำเสมอในสถานการณ์ผสม (hybrid, urban, contested logistics) เพื่อให้ “พร้อมรบตลอดเวลา” ตามหลักที่คุณเขียน.
สรุปสั้น ๆ (เชื่อมกับพิชัยสงครามของคุณ)
ความคิดหลักของคุณ—อย่าให้ฝ่ายตรงข้ามมีแหล่งน้ำ/เสบียง, อย่ารอ, เปลี่ยนวิธีรบ, ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา—ยังถูกต้องในศตวรรษที่ 21 แต่รูปแบบการปฏิบัติเปลี่ยนไป: โลจิสติกส์ที่ซับซ้อน เทคโนโลยีโดรนและอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลสงคราม (cognitive) และกฎหมายมนุษยธรรมกลายเป็นปัจจัยตัดสิน ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ต้องผสานทั้งกำลังทางทหาร เทคโนโลยี การสื่อสาร และความชอบธรรมทางการเมือง/มนุษยธรรม.
ถ้าคุณต้องการ ผมจัดเป็นแผนยุทธศาสตร์ฉบับย่อ 2 หน้า (ไทย) ให้ทันที: แยกเป็น “เป้าหมายหลัก — การเตรียมการ — การปฏิบัติการฉับพลัน — การรักษากำลัง/ฟื้นฟู” พร้อมเช็คลิสต์สำหรับแม่ทัพและผู้กำหนดนโยบาย ก็ทำให้ได้เลย (ผมจะไม่ขอข้อมูลความลับใด ๆ — แต่จะยึดกรอบสูงระดับนโยบาย). ต้องการให้ผมทำต่อเป็นฉบับนั้นไหมครับ?
ทำ
ดีเลยครับ — ผมจะเขียน “แผนยุทธศาสตร์ฉบับย่อ 2 หน้า” เป็นภาษาไทย โดยใช้โครงสร้าง 4 ส่วน:
- เป้าหมายหลัก
- การเตรียมการ
- การปฏิบัติการฉับพลัน
- การรักษากำลังและฟื้นฟู
แผนยุทธศาสตร์ฉบับย่อ
(กรอบเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ — ไม่ลงรายละเอียดปฏิบัติการเฉพาะพื้นที่)
1. เป้าหมายหลัก
- สร้างความมั่นคงทางโลจิสติกส์: น้ำ อาหาร กระสุน พลังงาน ต้องไม่ขาดช่วง
- ปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ: น้ำ ไฟฟ้า การสื่อสาร และเส้นทางคมนาคม
- เสริมศักยภาพการรบหลายมิติ (Multi-domain): บก-อากาศ-ไซเบอร์-ข่าวสาร
- ควบคุมเรื่องเล่า (Narrative Control): ให้ประชาชนและโลกเห็นว่าเรายืนบนความถูกต้อง
- รักษาความชอบธรรมและขวัญกำลังใจ: การรบที่ยั่งยืนต้องมี “ความยอมรับ” ภายในและภายนอก
2. การเตรียมการ
- โลจิสติกส์หลายชั้น: กระจายคลังเสบียง / จัดเส้นทางเสริม / ตั้งฐานสำรองน้ำ-อาหาร
- โดรนและระบบอัตโนมัติ: ลงทุนทั้งด้านข่าวกรอง, การโจมตี, การต่อต้านโดรน (Counter-UAS)
- ระบบข่าวสาร: หน่วยปฏิบัติการข้อมูล (Info Ops) พร้อมตอบโต้ข่าวลวงทันที
- การฝึกกำลัง: ฝึกสถานการณ์ “สงครามผสม” (Hybrid War) + “เมือง” (Urban)
- การเมือง-มนุษยธรรม: วางแผนช่วยเหลือพลเรือน / เสริมเครือข่ายพันธมิตร
3. การปฏิบัติการฉับพลัน
- ใช้โอกาสทันที: รุกอย่างรวดเร็วเมื่อฝ่ายตรงข้ามเปิดช่อง แต่เฉพาะเมื่อมีโลจิสติกส์พร้อมแล้ว
- เปลี่ยนรูปแบบตลอดเวลา: ไม่ใช้สูตรเดิม ปรับวิธีรบให้คาดเดาไม่ได้ (บก-ไซเบอร์-ข้อมูลสลับกัน)
- โจมตีจุดอ่อนโครงสร้าง: ไม่เน้น “กำลังดื้อๆ” แต่ใช้ความเหนือกว่าเชิงข่าวสารและเทคโนโลยี
- สงครามข้อมูล: ทุกปฏิบัติการต้องมาพร้อมการสื่อสารสาธารณะ ควบคุมเรื่องเล่าให้เข้าทางเรา
4. การรักษากำลังและฟื้นฟู
- หมุนเวียนกำลัง: ไม่ให้กองทัพเหนื่อยล้าเกินขีดจำกัด
- ซ่อม-สร้างใหม่เร็ว: เมื่อเส้นทาง/โครงสร้างถูกทำลาย ต้องมีทีมกู้คืนทันที
- ดูแลขวัญกำลังใจ: ให้รางวัล สื่อสารตรงไปตรงมา ไม่ปิดบังความจริงภายใน
- ป้องกันการแตกแยก: จัดการปัญหาภายใน (เศรษฐกิจ/สังคม) ควบคู่ไปกับการรบ
- วางแผนหลังสงคราม: ไม่ใช่แค่ชนะ แต่ต้องพร้อมสร้างเสถียรภาพหลังชัยชนะ
เช็คลิสต์สำหรับแม่ทัพ/ผู้กำหนดนโยบาย
- [ ] มีคลังเสบียงและน้ำสำรองหลายชั้น
- [ ] มีระบบต่อต้านโดรนที่ใช้งานจริง
- [ ] มีทีมข่าวสาร-ไซเบอร์พร้อม 24/7
- [ ] มีแผนกู้คืนโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกโจมตี
- [ ] มีระบบหมุนเวียนกำลัง/พักฟื้นกำลังพล
- [ ] มีมาตรการรักษาความชอบธรรมทางมนุษยธรรม
📌 สรุป:
กลยุทธ์ของคุณ (น้ำ-เสบียง-ฉับพลัน-เปลี่ยนแปลง-ดูแลคน) ถูกต้องโดยแก่นแท้ เพียงปรับสู่ศตวรรษที่ 21 ด้วย โลจิสติกส์หลายชั้น, โดรน-ไซเบอร์, ข่าวสาร, ความชอบธรรม — จะทำให้กลายเป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้ได้จริงทั้งรบระยะสั้นและสงครามยืดเยื้อ
คุณอยากให้ผมจัดรูปแบบ เป็น PDF รายงาน (2 หน้า สวยงาม เหมือนเอกสารนโยบายจริง) ไว้อ่าน/พิมพ์เลยไหมครับ?
วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568
ได้เลยครับ ผมจะแปลข้อความจาก 《長短經/忠疑二四》 ให้เป็นภาษาไทยอย่างตรงความหมายที่สุด
長短經/忠疑二四
คัมภีร์ “จางตวนจิง” บทว่าด้วย “ความจงรักที่ถูกสงสัย” (ข้อที่ 24)
คำแปล:
การกล่าวร้ายหรือการสรรเสริญ ตลอดจนความถูกหรือความผิดนั้น ไม่อาจกำหนดตายตัวได้เลย
อย่างเช่น ยุทธศาสตร์ของฮั่นเกาจู่ กับกลอุบายของเฉินผิง หากติเตียนก็กลายเป็นห่างไกล หากสรรเสริญก็กลายเป็นใกล้ชิด; ปรีชาญาณของฮั่นเวินตี้ กับความจงรักของเว่ยซ่าง หากวัดด้วยกฎหมายก็ถือเป็นความผิด หากใช้คุณธรรมก็กลับกลายเป็นความชอบ
จะเห็นได้ว่า ผู้ฟังของโลกนี้ มักจะมีข้อครหามาก และเมื่อมีข้อครหามาก การฟังย่อมกลับตาลปัตรไป [尤 = ความผิดพลาด] จะรู้ได้อย่างไรว่าจริงดังนี้?
《ลวี่ซื่อชุนชิว》 กล่าวว่า:
“คนผู้หนึ่งทำขวานหาย ก็นึกสงสัยว่าลูกชายเพื่อนบ้านเป็นคนขโมย จึงมองดูการเดิน กิริยา สีหน้า คำพูด ท่าที ทุกอย่างเหมือนคนที่ขโมยขวานทั้งสิ้น ต่อมาไปขุดหลุมจนเจอขวานที่หายไป วันหนึ่งก็พบลูกชายเพื่อนบ้านอีกที ก็เห็นว่าท่าทางไม่เหมือนคนขโมยขวานเลย ความจริงลูกชายเพื่อนบ้านหาได้เปลี่ยนไปไม่ แต่ตัวเขาเองต่างหากที่เปลี่ยนไป ที่เปลี่ยนก็เพราะมีข้อครหานั่นเอง”
เรื่องรัฐจู:
ครั้งหนึ่ง รัฐจูทำเกราะเสริมด้วยผ้า [เอาผ้ามาต่อเกราะ] กงซีจี๋จึงบอกกษัตริย์รัฐจูว่า “ใช้เชือกถัก (จู่) ดีกว่า”
กษัตริย์จูว่า “ดี!” แล้วออกคำสั่งให้ทุกคนทำเกราะต้องใช้จู่ กงซีจี๋จึงให้ครอบครัวตนผลิตจู่มากมาย
มีผู้หนึ่งถูกทำร้ายแล้วพูดว่า: “เหตุที่กงซีจี๋เสนอให้ใช้จู่ เพราะครอบครัวเขามีเกราะที่ทำด้วยจู่มาก” กษัตริย์จูไม่พอใจ จึงหยุดใช้จู่ เรื่องนี้ก็จบลง
ความจริงกษัตริย์จูมีข้อครหาต่อกงซีจี๋ หากเกราะที่ทำด้วยจู่ดี กงซีจี๋จะทำไว้มากก็ไม่เสียหาย หากเกราะที่ทำด้วยจู่ไม่ดี แม้กงซีจี๋ไม่ทำเลยก็ไร้ประโยชน์ การทำหรือไม่ทำจู่ ไม่ควรเป็นเหตุให้ทำลายถ้อยคำของเขา ดังนั้นในการฟังเรื่องราว จึงต้องใส่ใจให้ถี่ถ้วน
โหลวหวั่นกล่าวว่า:
“เมื่อกงฝูเหวินป๋อทำงานที่รัฐลู่ ล้มป่วยและตาย มีหญิงสองคนฆ่าตัวตายในห้องเพื่อแสดงความจงรักภักดี แม่ของเขาได้ยินแล้วกลับไม่ร้องไห้ คนในเรือนจึงถามว่า: ‘มีลูกตายแล้วไม่ร้องไห้ได้อย่างไร?’ แม่ตอบว่า: ‘ขงจื่อเป็นบัณฑิตผู้มีคุณธรรม แต่เมื่อถูกขับออกจากลู่ คนผู้นี้มิได้ติดตามไป ตอนนี้ตายแล้วกลับมีหญิงฆ่าตัวตายเพื่อเขา เช่นนี้ย่อมแสดงว่าเขาให้ความสำคัญแก่ผู้หญิงมากกว่าท่านผู้ใหญ่’
ดังนั้น หากมองจากแม่ ก็เป็นแม่ผู้มีปัญญา แต่หากมองจากภรรยา ก็กลายเป็นภรรยาที่หึงหวง คำพูดเดียวกัน แต่ต่างผู้พูด ใจคนก็เปลี่ยนไป”
เล่อหยางเป็นแม่ทัพแคว้นเว่ย ยกทัพตีจงซาน บุตรชายของเขาอยู่ในจงซาน กษัตริย์จงซานจึงต้มบุตรชายแล้วส่งน้ำแกงมาให้ เล่อหยางก็กินจนหมด เหวินโหวจึงกล่าวว่า: “เล่อหยางเพราะข้า จึงกินเนื้อบุตรของตน”
แต่ตู๋ซือซ่านกล่าวว่า: “หากเป็นลูกของเขาเองเขายังกิน แล้วใครจะไม่กินเล่า?”
ภายหลังเล่อหยางพิชิตจงซาน เหวินโหวจึงให้รางวัลแก่ความชอบของเขา แต่กลับสงสัยในใจของเขา
《ห่วยหนานจื่อ》 กล่าวว่า:
“แม่แท้ใช้หวีเกาศีรษะลูกจนหนังศีรษะถลก เลือดไหลถึงหู คนที่เห็นย่อมคิดว่าเป็นความรักที่ลึกซึ้ง แต่ถ้าเป็นแม่เลี้ยงทำเช่นนั้น คนก็จะคิดว่าเป็นความโหดร้าย”
ความจริงเหตุการณ์เป็นสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ผู้มองต่างกันก็ให้ความหมายต่างกัน
มองวัวจากบนกำแพงเมืองก็เหมือนแกะ มองแกะก็เหมือนหมู เพราะตำแหน่งที่มองสูงเกินไป
ส่องหน้าในอ่างน้ำกลมก็เป็นวงกลม ส่องในถ้วยเล็กก็เป็นรูปบิดเบี้ยว ใบหน้าแท้จริงหาได้เปลี่ยนไม่ เพียงแต่เครื่องที่ใช้ส่องแตกต่างกัน
ดังนั้น แม้ข้าพเจ้าจะพยายามตั้งตนตรงต่อสรรพสิ่ง แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าผู้คนในโลกนี้มองข้าพเจ้าอย่างไร?
เพราะฉะนั้น จึงรู้ได้ว่า ความถูกผิดในใต้หล้านั้นไม่แน่นอน แต่ละคนเห็นถูกก็ยึดว่าถูก เห็นผิดก็ยึดว่าผิด
หากเราจะเลือกอยู่กับสิ่งที่ถูก เลือกละทิ้งสิ่งที่ผิด แต่ไม่รู้ว่าความถูกผิดที่ผู้คนยึดถือคืออะไรกันแน่ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าที่แท้จริงอะไรคือถูก อะไรคือผิด?
[ความเห็น:]
ผู้ที่ลืมครอบครัวเพื่ออุทิศตนแก่แผ่นดิน ก็มักถูกกล่าวหาว่าไม่รักพ่อแม่ แล้วจะรักกษัตริย์ได้อย่างไร? เช่น เว่ยกงจื่อไคฟาง อู๋ฉี และเล่อหยาง แต่หากผู้ใดยึดติดกับครอบครัว ก็ถูกว่า: “เมื่อได้รับคำสั่งศึกก็ต้องลืมครอบครัว เมื่อเข้าทัพก็ต้องลืมบิดามารดา เมื่อจับกลองศึกก็ต้องลืมตัวเอง” เช่นกรณีร่างจวี้สังหารจวงเจี่ย
ดังนั้น 《จ้วน》 จึงกล่าวว่า: “หากอยากจะใส่โทษแก่ผู้ใด จะไม่มีข้ออ้างได้อย่างไร?”
ผู้ที่เข้าใจตัดสินถูกผิดอย่างถี่ถ้วน ก็จะเข้าใจเรื่องราวได้โดยแท้จริง
ดังนั้น ผู้ที่จงรักภักดีแต่กลับถูกสงสัย จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยต้องตรวจสอบให้ดี
คุณอยากให้ผมปรับแปลให้อ่านง่ายแบบ ภาษาวรรณกรรมไทย (คล้ายพงศาวดาร/คำสอน) หรือเก็บสำนวนโบราณของจีนไว้ชัดเจนแบบวิชาการครับ?
คำแปลภาษาไทย: 長短經/忠疑二四
การวิพากษ์วิจารณ์ว่าดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด นั้นไม่อาจตัดสินได้อย่างแน่นอน แม้แต่ด้วยสายตาอันกว้างไกลของฮั่นเกาเต้และแผนการของเฉิน ผิง เมื่อมีคนกล่าวร้ายก็ถูกเหินห่าง เมื่อมีคนสรรเสริญก็ได้สนิทแน่น แม้แต่ด้วยความแจ่มแจ้งของเหวินตี้และความจงรักภักดีของเว่ย ช่าง เมื่อใช้กฎหมายวัดก็กลายเป็นความผิด เมื่อใช้คุณธรรมวัดก็กลายเป็นความดี การรับฟังเรื่องราวในโลกนั้นมักเต็มไปด้วยอคติ และเมื่อมีอคติ การตัดสินย่อมคลาดเคลื่อน (尤 หมายถึง ความผิดพลาด) จะรู้ได้อย่างไรว่ามีเหตุผลเช่นนั้น?
“ Lüshi Chunqiu ” กล่าวว่า: “มีชายคนหนึ่งทำขวานหาย สงสัยว่าเป็นลูกชายของเพื่อนบ้าน เมื่อสังเกตการเดิน สีหน้า การพูด ท่าทาง การเคลื่อนไหว ทุกอย่างดูเหมือนคนขโมยขวานจริงๆ ต่อมาเมื่อขุดหลุมพบขวานที่สุมไว้ (谷 หมายถึง หลุม) วันต่อมาเมื่อเห็นลูกชายของเพื่อนบ้านอีกครั้ง ท่าทางการเคลื่อนไหวก็ไม่ดูเหมือนคนขโมยขวานอีกเลย ลูกชายของเพื่อนบ้านไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ตัวเขาเองต่างที่เปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่มีเหตุผลอื่น นั่นคือเพราะ他有อคติ”
แต่เดิม ประเทศจู๋ใช้ผ้าไหมเย็บติดกับเกราะ (ใช้ผ้าไหมติดเกราะ) กงซีจีกล่าวกับเจ้าผู้ครองแห่งจู๋ว่า: “ไม่ดีเท่าการใช้สายรัด” เจ้าผู้ครองจู๋กล่าวว่า: “ดี!” จึงออกคำสั่งให้ officials เตรียมเกราะต้องใช้สายรัด กงซีจีจึงสั่งให้คนในบ้านของตนทําสายรัดทั้งหมด มีคนที่อยากทำให้เขาเสียหายกล่าวว่า: “เหตุที่กงซีจีต้องการให้ใช้สายรัด ก็เพราะบ้านของเขาทำสายรัดสำหรับเกราะเป็นจำนวนมาก” (傷 หมายถึง ทำลาย) เจ้าผู้ครองจู๋ไม่พอใจ จึงหยุดการใช้สายรัด นี่คือเพราะเจ้าผู้ครองจู๋มีอคติ หากการใชสายรัดสำหรับเกราะของจู๋นั้นสะดวกกว่า แม้กงซีจีจะทำสายรัดมาก ก็有何傷 (有什麼害处)? หากการใช้สายรัดไม่สะดวก แม้กงซีจีจะไม่ทำสายรัด ก็有何益 (有什麼好处)? การจะทำสายรัดหรือไม่ ไม่น่าจะมา累 (หมายถึง ทำให้เสียหาย, ลดคุณค่า) ข้อเสนอของกงซีจีได้ การฟังเรื่องราวทุกครั้งจำเป็นต้องพิจารณาให้ดี
โหลว หว่าน กล่าวว่า: “กงฝู่ เหวินป๋อ รับราชการที่รัฐหลู่ ป่วยและเสียหาย มีหญิงสาวสองคนใน harem ฆ่าตัวตายตาม แม่ของเขาได้ยินข่าว却不ร้องไห้ แม่บ้านพูดว่า: “มีใครบ้างที่ลูกตาย却不ร้องไห้?” แม่ของเขาตอบ: “ขงจื๊อเป็นคนดี且有才能 ถูกขับออกจากรัฐหลู่ แต่เขามิได้ตามไป ตอนนี้เขาตาย却有หญิงใน harem ฆ่าตัวตายตาม นี่แสดงว่าเขาต้อง对待ผู้ใหญ่ (ขงจื๊อ) อย่าง薄 (บางเฉียบ) แต่对待หญิงสาวอย่าง厚 (หนาแน่น)” ดังนั้น เมื่อพูดจากุมารดา (แม่) นี่คือ贤母 (แม่ผู้ทรงปัญญา) แต่เมื่อพูดจากุมารดา (ภรรยา) นี่不免於妒妻也 (ยากจะหลีกเลี่ยงการเป็นภรรยาขี้หึง) ดังนั้น คำพูดเดียวกัน แต่ผู้พูด不同人心ก็變 (เปลี่ยนแปลง) แล้ว”
เลอะ ยาง เป็นแม่ทัพของเว่ย ยกไปต้าน中山 บุตรชายของเขาอยู่ใน中山 เจ้าผู้ครอง中山 ต้มบุตรชายของเขา做成羹 ส่งไปให้เขา เลอะ ยาง กินจนหมด เหวิน โฮ่ว กล่าวว่า: “เลอะ ยาง เพื่อข้า จึงกินเนื้อลูกของตน” ตุ๋ซือจ้าน กล่าวว่า: “ลูกเขาเองยังกิน แล้วใครเล่าที่เขาจะไม่กิน?” หลังจากเลอะ ยาง ถอนทัพจาก中山 เหวิน โฮ่ว 虽然獎賞他的功勞 แต่ก็สงสัยในใจของ他
“ Huainanzi ” กล่าวว่า: “แม่ที่แท้จริง为ลูกตัวเอง治療頭上的禿疮 จนเลือดไหล到耳 คนที่เห็นก็คิดว่ารักลูก至极 แต่หาก做โดยแม่เลี้ยง (継母) คนที่เห็น就會認為是戾 (狠毒) ” ความจริงของเรื่อง是一样的 แต่ผู้มอง不同罷了 มองจากบน城牆 วัวดูเหมือนแกะ แกะดูเหมือนหมู เพราะ所处的位置สูง เมื่อส่องหน้าในน้ำในอ่าง (盤水) หน้าก็ดูกลม ใน柸 (柸 อาจเป็น杯 ถ้วย) ก็ดู[阜耆] ([阜耆] ออกเสียงว่า สุย แปลว่า บกพร่อง, เบี้ยว) รูปหน้าจริงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ที่กลมหรือ[阜耆] (เบี้ยว) นั้น 是因为所自窺之異 (ภาชนะที่ใช้ส่องต่างกัน) ตอนนี้ แม้เราต้องการ正身 (ปรับปรุงตนให้ถูกต้อง) และ待人接物 (ปฏิบัต對待他人) 但又怎么知道世人会用什么样的‘ภาชนะ’来窥视 (มอง) 我们呢? จึงรู้ว่า的是非 (ถูกผิด) ใน天下นั้น ไม่มีอะไรตายตัว ต่างคนต่างก็是其所是 (เห็นว่าสิ่งที่ตนเห็นว่าถูกคือถูก)非其所非 (เห็นว่าสิ่งที่ตนเห็นว่าผิดคือผิด) ตอนนี้如果我们想择是而居之 (เลือกสิ่งที่ถูก来ปฏิบัติ)择非而去之 (เลือกสิ่งที่ผิด来ละทิ้ง) แต่ก็不知道世人的是非者 (標準ที่ใช้判斷對錯) 究竟孰是孰非 (哪个才是真正的对哪个才是真正的错)啊!
〔议论曰: ผู้ที่ลืมบ้านเกิดและเสียสละเพื่อประเทศชาติ (忘家殉國) กลับถูกมองว่า是不怀其亲 (ไม่ห่วงใยญาติพี่น้อง) แล้วจะรัก君 (เจ้านาย) ได้อย่างไร? ตัวอย่างเช่น 衛公子開方、吳起、樂羊 สามคนนี้就是 such cases. หาก為私利而偏向親屬 (私其亲) 就會說: “將受命之日則忘其家 (เมื่อ接受命令ก็ลืม家族)臨軍約束則忘其親 (เมื่อบังคับบัญชาทัพก็ลืมเครือญาติ)援桴鼓則忘其身 (เมื่อ擊鼓進軍ก็ลืม自身的安危)” ตัวอย่างเช่น 穰苴殺莊賈 (Rang Ju 殺莊賈) ก็เป็นเช่นนั้น ดังนั้น “ Zuo Zhuan ” กล่าวว่า: “欲加之罪,能無辭乎! (อยากจะกล่าวโทษเขาแล้ว จะไม่มีคำมาอ้างได้หรือ?)” ผู้ที่พิจารณาความถูกผิด (審是非者) อย่างรอบคอบ จึงจะเข้าใจ真相ของเรื่อง (事情得) ได้〕
因此,便有忠臣反而被怀疑的情况 (故有忠而見疑者) ,不可不明察。
จ่างต้วนจิง / ความจงรักภักดีกับความสงสัย ๒๔
ว่าการกล่าวโทษ การสรรเสริญ ถูกหรือผิดนั้น ไม่สามารถกำหนดได้อย่างตายตัว ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของฮั่นเกาและอุบายของเฉินผิง เมื่อถูกกล่าวโทษก็ถูกถอดถอน เมื่อได้รับการสรรเสริญก็กลับมาเป็นที่สนิท ด้วยความแจ่มใสของจักรพรรดิเหวินและความจงรักภักดีของเว่ยซ่าง เมื่อใช้กฎหมายลงโทษก็กลายเป็นอาชญากร เมื่อประทานความกรุณาก็กลายเป็นความดี รู้ว่าผู้ฟังในโลกนั้นมักมีความลำเอียง เมื่อมีความลำเอียง การฟังย่อมคลาดเคลื่อน 〔尤 คือ ความผิด〕 ทำไมจึงรู้เช่นนั้นเล่า?
《ลฺหวี่ซื่อชุนชิว》 กล่าวไว้ว่า “มีคนทำขวานหาย สงสัยว่าเป็นลูกชายของเพื่อนบ้าน เมื่อสังเกตการเดิน สีหน้า ถ้อยคำ ท่าทาง การเคลื่อนไหว ดูแล้วไม่ใช่คนที่ขโมยขวานไป ต่อเมื่อขุดหลุมแล้วจึงพบขวาน〔谷 คือ หลุม〕 วันต่อมาเมื่อเห็นลูกชายของเพื่อนบ้านอีกครั้ง ท่าทางและการเคลื่อนไหวก็ไม่เหมือนคนขโมยขวานอีกต่อไป ลูกชายของเพื่อนบ้านคนนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ตัวผู้สังเกตต่างหากที่เปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่มีเหตุผลอื่น นั่นคือเพราะมีความลำเอียงนั่นเอง”
《ลฺหวี่ซื่อชุนชิว》 กล่าวไว้ว่า “มีคนทำขวานหาย สงสัยว่าเป็นลูกชายของเพื่อนบ้าน เมื่อสังเกตการเดิน สีหน้า ถ้อยคำ ท่าทาง การเคลื่อนไหว ดูแล้วไม่ใช่คนที่ขโมยขวานไป ต่อเมื่อขุดหลุมแล้วจึงพบขวาน〔谷 คือ หลุม〕 วันต่อมาเมื่อเห็นลูกชายของเพื่อนบ้านอีกครั้ง ท่าทางและการเคลื่อนไหวก็ไม่เหมือนคนขโมยขวานอีกต่อไป ลูกชายของเพื่อนบ้านคนนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ตัวผู้สังเกตต่างหากที่เปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่มีเหตุผลอื่น นั่นคือเพราะมีความลำเอียงนั่นเอง”
เหตุการณ์ของรัฐจู๋ ในอดีตเคยใช้ผ้าไหมเย็บติดกับเกราะ〔用帛缀甲〕 กงซีจีทูลแก่เจ้าแคว้นจู๋ว่า “ไม่如ใช้สายรัดดีกว่า” เจ้าแคว้นจู๋ตรัสว่า “ดี!” จึงมีพระราชโองการให้官員制作เกราะ时必须ใช้สายรัด กงซีจีจึงสั่งให้บ้านของตนทําสายรัดทั้งหมด มีผู้พูดเสียดสีว่า “เหตุที่กงซีจีต้องการให้ใช้สายรัด ก็เพราะบ้านของเขาทำสายรัดสำหรับเกราะเป็นจำนวนมาก” 〔伤 คือ การทำให้เสียหาย〕 เจ้าแคว้นจู๋ไม่พอใจ จึงหยุดใช้และไม่採用สายรัดอีก นี่คือความลำเอียงของเจ้าแคว้นจู๋
หากการทำเกราะของแคว้นจู๋โดยใช้สายรัดนั้นสะดวกกว่า แม้กงซีจีจะทำสายรัดมาก ก็有何損害? หากใช้สายรัดไม่สะดวก แม้กงซีจีจะไม่ทำสายรัดเลย ก็有何ประโยชน์? การจะใช้หรือไม่ใช้สายรัด ไม่ควรนำมาเป็นเหตุทำให้คำแนะนำของกงซีจีต้องเสียหาย〔累 คือ การทำให้เสีย名誉〕 โดยรวมแล้ว การฟังคำพูดใดๆ จำเป็น必须ต้องพิจารณาให้ละเอียด
เล่า ฌวน กล่าวว่า "กงฟู่เหวินป๋อรับราชการในรัฐหลู่ เจ็บตาย มีหญิงสาวสองคนในห้องฆ่าตายตาม แม่ของเขาได้ยินข่าว卻ไม่ร้องไห้ ผู้ดูแลบ้านถามว่า 'มีหรือที่ลูกตาย卻ไม่ร้องไห้?' แม่ของเขาตอบว่า 'ขงจื๊อเป็นคนดี却有被ขับออกจากรัฐหลู่ แต่คนนี้ไม่ตามไป ตอนนี้ตาย却有หญิงฆ่าตายตาม การกระทำเช่นนี้ must แสดงว่าทำให้กับผู้ใหญ่น้อยแต่ให้กับหญิงมาก'" ดังนั้นเมื่อมองจากแม่則เป็นแม่ที่ดี เมื่อมองจากภรรยา則ไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกมองว่าเป็นภรรยาขี้หึง ดังนั้นคำพูดเดียวกัน ผู้พูดต่างกัน則จิตใจคนก็เปลี่ยนไป
เยฺวี่ยหยางเป็นแม่ทัพของเว่ย攻打中山 ลูกชายของเขาอยู่ใน中山 กษัตริย์中山ต้มลูกชายของเขาเป็นน้ำแกง送มา เยฺวี่ยหยางดื่มจนหมด เหวินโหวกล่าวว่า "เยฺวี่ยหยางเพื่อข้า กินเนื้อลูกของตัวเอง" ตู้ซือจ้านกล่าวว่า "連ลูกตัวเองยังกิน แล้วใครจะไม่กิน?" เยฺวี่ยหยาง撤兵จาก中山 เหวินโหว獎賞ความดี但สงสัยจิตใจ
《หฺวยหนานจื๋อ》กล่าวว่า "แม่แท้ๆ為ลูกตัวเองเกาหัวล้าน直至เลือดไหล到หู ผู้ที่เห็นคิดว่าเป็นความรักลูก至极 แต่ถ้าเป็นแม่เลี้ยง則ผู้ที่เห็นจะคิดว่าโหดร้าย" ความจริงของเรื่องเดียวกัน但ผู้มองต่างกัน จากบน城牆มองวัวเหมือนแกะ มองแกะเหมือนหมู เพราะอยู่สูง เมื่อส่องหน้าในน้ำในอ่าง則กลม ในถ้วย則เบี้ยว 〔[阜耆] ออกเสียงว่าสุย แปลว่าเบี้ยว〕 รูปหน้าไม่เปลี่ยน但มีที่กลมที่เบี้ยว เพราะสิ่งที่ใช้ส่องต่างกัน ตอนนี้แม้เราต้องการทำตัวให้ถูกต้องและ接待ผู้อื่น แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนในโลกเขามองเราอย่างไร? จึงรู้ว่าความถูกผิดใน天下ไม่มี定論
โลกต่างก็เห็นถูกตามของตัวเอง เห็นผิดตามของตัวเอง ตอนนี้เราต้องการเลือกสิ่งที่ถูกมาปฏิบัติ เลือกสิ่งที่ผิดมา远离 แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่โลกเห็นว่าถูกผิด นั้นไหนถูกไหนผิด!
〔ความคิดเห็น: การลืมบ้าน殉国則ถูกมองว่าไม่คิดถึง親人 จะรัก君主ได้อย่างไร? ตัวอย่างเช่น 公子开方แห่งเว่ย อู๋ฉี และเยฺวี่ยหยางสามคนนี้ แต่ถ้าเป็นประโยชน์ให้親人則会说: "เมื่อรับคำสั่ง則ลืมบ้าน เมื่อบริหาร軍隊则ลืม親人 เมื่อตีกลองรบ则ลืมตัว" ตัวอย่างเช่น เหรี่ยงจู殺จวงเจีย ดังนั้น《傳》จึง说: "欲加之罪何患無辭!" ผู้ที่พิจารณาความถูกผิด則เข้าใจความจริงของเรื่อง〕
因此มีผู้จงรักภักดี却被สงสัย จึง必須พิจารณา
วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568
เรื่องสั้น: นักฆ่านิรนาม
ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์
""""" คุณธรรมเป็นเรื่องของเงิน คนจนไม่สามารถเข้าถึงคุณธรรมได้ """"
นักฆ่านิรนาม ชายหนุ่ม สูง180เซนติเมตร หน้าผากกว้าง คิ้วหนาใหญ่ จมูกใหญ่ ผมสั้นสีดำ ตาสีน้ำตาล ผิวคล้ำเพราะตากแดด มีปานที่คอหนึ่งปาน มีปานที่ข้อมือซ้ายหนึ่งปาน น้ำหนัก60กิโลกรัม ใส่เสื้อสีดำติดกระดุม ใส่กางเกงขายาวสีดำ ถุงเท้าสีดำ รองเท้าสีดำ เดินออกมาจากสนามบินที่ญี่ปุ่นในเวลาหกโมงเย็นตามเวลาของญี่ปุ่นพร้อมกระเป๋าเดินทางแบบล้อลากติดมือมา นักฆ่านิรนามขึ้นรถแท็กซี่แล้วไปถึงซอยๆหนึ่งในเวลาสามทุ่ม นักฆ่านิรนามลงจากรถแท็กซี่รถแท็กซี่ขับจากไป นักฆ่านิรนามเดินไปหยุดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงแบบมีซิบขึ้นมาถ่ายรูปบ้านหลังหนึ่ง(ไม่เปิดแฟลชกล้องโทรศัพท์) นักฆ่านิรนามเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงแล้วรูดซิป จากนั้นนักฆ่านิรนามหยิบแผนที่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปอีกข้างแล้วเดินไปยังโรงแรมในย่านนั้นแล้วนักฆ่านิรนามก็เช็คอินที่โรงแรม หลังจากเข้าห้องพัก นักฆ่านิรนามก็เช็กรูปถ่ายบ้านหลังนั้นซ้ำไปซ้ำมา นักฆ่านิรนามเดินไปเปิดหน้าต่างโรงแรม ใช้กล้องส่องทางไกลส่องหาบ้านหลังนั้นแม้จะอยู่ไกลลับ แต่นักฆ่านิรนามก็ 'เก็บข้อมูล' ผ่านกล้องส่องทางไกล จากนั้นนักฆ่าเปิดกระเป๋าเดินทางของตน หยิบสมุดไดอารี่เล่มเบ้อเร่อออกมา แล้วเขียนแผนผังพื้นที่ เขียนรายละเอียด เขียนว่าถ้าฆ่าเป้าหมายจากตรงนี้หรือคนอื่นหรือมาพบเข้าจะเกิดอะไนขึ้น ตรงนี้ทำอะไรได้ สถานที่นี้ใช้ทำอะไรได้ สถานที่นี้หลบหนีได้ไหม แผนหลบหนีนี้จะทำให้เกิดอะไรขึ้น รวมไปถึงกำหนดแผนหลักฆ่าเป้าหมายเอาไว้พร้อมด้วยแผนสำรองจำนวนมาก จากนั้นนักฆ่านิรนามก็ชาร์จโทรศัพท์แล้วเล่นเกมยิงฆ่าเวลาไปจนถึงตีหนึ่ง แล้วนักฆ่านิรนามเปิดกระเป๋าเดินทางออก-ตรงฐานกระเป๋าเดินทางนักฆ่านิรนามเปิดฐานกระเป๋าออกเผยให้เห็นปืนพก Walther PPK 1 กระบอก พร้อมแม็กกาซีนเปล่าที่ไม่มีลูกกระสุนบรรจุอยู่จำนวน5แม็กที่ซ่อนเอาไว้ และที่เก็บเสียงแบบทำเอง1แท่ง ปืน Walther PPK กระบอกนั้นยังไม่ได้บรรจุแม็กกาซีนและไม่มีกระสุนในรังเพลิง ที่จับกระเป๋าของกระเป๋าเดินทางนั้นสามารถเปิดแยกออกจากกันได้ มีกระสุน.30ACPจำนวน14นัด อย่างละ7นัดในแต่ละข้าง นักฆ่านิรนามบรรจุกระสุน.30ACPลงในแม็กกาซีน7นัดจากนั้นบรรจุแม็กกาซีนใส่ปืนWalther PPKขึ้นลำพร้อมยิง ที่ตัวกระเป๋านั้นมีสองชั้น นักฆ่านิรนามถอดชั้นแรกออกเผยให้เห็นชั้นที่สอง มีขวดยานอนหลับอยู่หลายขวดและเข็มฉีดยาหลายอัน จากนั้นนักฆ่านิรนามใส่ชุดสูทธุรกิจ เสื้อสีขาวติดกระดุม เสื้อนอกสีดำ เสื้อคลุมตัวยาวสีดำ กางเกงยาวสีดำ ใส่ถุงมือสีดำ ปัดผมไปด้านขวา ใส่แว่นตาสีดำ หยิบไม้ขีดไฟจากกล่องไม้ขีดไฟจากในกระเป๋าเดินทางคาบไว้ที่ปาก แต่งตัวเป็นเสี่ยวหม่าที่โจวเหวินฟะรับบทในหนังโหดเลวดีของผู้กำกับจอห์น วู มีซองปืนแบบมีสายสะพายทับเสื้อในอยู่ใต้เสื้อนอก นักฆ่านิรนามเอาปืนWalther PPKใส่ไว้ซองปืน หยิบที่เก็บเสียงมาซ่อนไว้ที่หลังเข็มขัดตรงบริเวณหัวเข็มขัด หยิบเอาผ้าขี้ริ้วสองผืนออกมาจากกระเป๋าเดินทางแล้วยัดเข้าไปที่ข้างในกางเกงตรงบริเวณก้นซ่อนเอาไว้ แล้วนักฆ่านิรนามเอาขวดยานอนหลับมาห้าขวดใส่ไว้ที่หลังเข็มขัดตรงเอวด้านซ้าย เอาเข็มฉีดยาสองอันใส่ไว้ที่หลังเข็มขัดตรงเอวด้านขวา แล้วนักฆ่านิรนามก็เดินไปยังบ้านที่เขาถ่ายรูปไว้หลังนั้น นักฆ่านิรนามกวาดตามองไปรอบด้าน บ้านทุกหลังปิดไฟ ไม่มีแสงหรือไฟอะไรนอกแสงจากเสาไฟบนถนน บ้านหลังอื่นรอบๆบ้านที่เขาถ่ายรูปไว้ไม่มีหมา และบ้านที่เขาถ่ายรูปไว้ก็ไม่มีหมาเช่นกัน นักฆ่านิรนามเดินไปที่หน้าประตูบ้านหลังนั้นหยิบเอาผ้าขี้ริ้วสองผืนที่ก้นออกมาพันรอบรองเท้าแล้วผูกเอาไว้ที่รองเท้าทั้งสองข้าง แล้วนักฆ่านิรนามก็ปีนประตู(ไม่มีเสียงเพราะผ้าขี้ริ้วที่หุ้มรองเท้าและถุงมือ)แล้วเข้าไปที่บ้านหลังนั้นเดินเข้าไปที่ตัวบ้าน นักฆ่านิรนามหยิบปืนWalther PPKออกมา หยิบที่เก็บเสียงออกมา แล้วติดที่เก็บเสียงเข้ากับปืนWalther PPK นักฆ่านิรนามลองเปิดประตูดู ประตูไม่ได้ล็อก นักฆ่านิรนามก็เดินเข้าไปในบ้าน เดินขึ้นไปที่ชั้นสองของบ้าน เห็นประตูห้องนอนอยู่ นักฆ่านิรนามก็เปิดประตูเข้าไป เห็นอิชิกามิ ชิซูกะ สาวญี่ปุ่น หน้ากลม ผมเรียบตรงสั้นสีน้ำตาล ตาชั้นเดียว จมูกเต็มอิ่มได้รูป คิ้วเรียวยาว นอนอยู่ใต้ผ้าห่ม มีชายคนหนึ่งเป็นสามีของอิชิกามิ ชิซูกะนอนอยู่ใต้ผ้าห่มข้างเธอ นักฆ่านิรนามยิงปืนWalther PPKติดที่เก็บเสียงโดนหน้าผากสามีของอิชิกามิ ชิซูกะจนตาย อิชิกามิ ชิซูกะ ตกใจตื่น นักฆ่านิรนามก็วิ่งกระโดดทับตัวเธอ เอาผ้าห่มยัดเข้าปากเธอแล้วพันรอบปากเธอจนผ้าห่มทั้งผืนพันรอบปากเธอตัวเธอไม่ได้อยู่ใต้ผ้าห่มอีกต่อไป นักฆ่านิรนามใช้ขาทั้งสองข้างกอดโอบรัดตัวเธอ นักฆ่านิรนามใช้มือขวาปิดปากและใช้ทั้งแขนขวาและแขนซ้ายโอบรัดรอบคอเธอไว้ อิชิกามิ ชิซูกะพยายามกรีดร้องแบบไม่มีเสียงและเธอไม่ได้ดิ้น จากนั้นนักฆ่านิรนามก็เลื่อนมือขวาลงจากปากเธอแล้วใช้แขนขวารัดรอบคอเธอไว้ เธอยังคงกรีดร้องโดยไม่มีเสียงแต่อย่างใด และเธอก็ไม่สามารถดิ้นได้ นักฆ่านิรนามใช้แขนซ้ายเลื่อนลงไปหยิบขวดยานอนหลับขวดหนึ่งออกมาจากหลังเข็มขัดตรงเอวด้านซ้าย นักฆ่านิรนามใช้เพียงมือซ้ายข้างเดียวเปิดฝาออกแล้ววางลง แล้วนักฆ่านิรนามก็เลื่อนแขนซ้ายไปที่หลังเข็มขัดตรงเอวด้านขวาแล้วหยิบเข็มฉีดยาออกมาอันหนึ่งแล้วก็เอาเข็มฉีดยานั้นจุ่มลงไปในขวดยานอนหลับดึงเข็มฉีดยาขึ้นยานอนหลับก็เต็มกระบอกเข็มฉีดยานั้น แล้วนักฆ่านิรนามก็ใช้เข็มฉีดยาฉีดยานอนหลับตรงหลังคอ แล้วนักฆ่านิรนามก็เก็บเข็มฉีดยาเข้าที่เดิม ปิดฝาขวดยานอนหลับแล้วเก็บขวดยานอนหลับเข้าที่เดิม ทั้งหมดนี้นักฆ่านิรนามใช้แขนซ้ายเพียงข้างเดียวเท่านั้น อิชิกามิ ชิซูกะตาปิดลง คอพับ แล้วเธอก็หลับไป แล้วก็มีรถปิคอัปแบบมีหลังคาคันสีดำคันหนึ่งวิ่งมาจอดหน้าบ้านของอิชิกามิ ชิซูกะ นักฆ่านิรนามก็พยุงตัวอิชิกามิ ชิซูกะเดินออกไปที่ตรงประตูรั้วบ้าน มีผู้ชายในชุดดำเปิดประตูลงออกมาจากรถปิคอัปแล้วใช้กุญแจผีเปิดประตูรั้วที่ล็อกอยู่
เรื่องสั้น: kill
ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์
นักฆ่านิรนามเอาปืนยิงสามีของผู้หญิงท้อง1เดือนคนหนึ่งตาย แล้วก็เอาตัวผู้หญิงคนนั้นส่งไปให้ลูกค้า ลูกค้าของเขาก็บังคับผู้หญิงคนนั้นทำแท้ง แล้วข่มขืนเธอ ฝ่ายนักฆ่านิรนามก็ไปบ้านสาวหน้ากลมแว่นกลมผิวอย่างขาวชื่อยูคิ อาโออิ อาโออิโดนผู้ชายคนหนึ่งข่มขืน นักฆ่านิรนามเอาปืนยิงชายนั้นตาย อาโออิตัวสั่น นักฆ่านิรนามก็ลากตัวอาโออิไปด้วยกับตน แล้วซื้ออาหารกับน้ำให้กิน อาโออินั้นตัวสั่นนิ่งอยู่นานจึงกิน เข้าวันถัดไป นักฆ่านิรนามก็ไปที่หมู่บ้านแห่งนั้นจะเข้าไปบ้านแห่งหนึ่ง ลากอาโออิไปด้วย ครั้นถึง นักฆ่านิรนามก็เอาปืนยิงฆ่าพ่อบ้าน แม่บ้าน แม่ลูกอ่อน ลูกเด็กเล็กแดง ชายกลางคนเจ้าของบ้าน คนแก่ คนแก่ใช้ไม้เท้า คนแก่ใช้รถเข็น หญิงสาว หญิงวัยรุ่น หญิงกลางคน หญิงแก่ เด็กวัยรุ่น เด็กอ่อนวิ่งอยู่ เด็กทารกก็ไม่เว้น วัว ควาย ไก่ หมู ปลาดุก ปลาช่อน กบ ตายกันหมด ศพเกลื่อนกลาด เลือดกระเด็นโดนทุกอย่าง เอาปืนยิงใส่ยันตู้ปลากราย ตู้ปลาทอง ตู้กุ้งแม่น้ำ แตกกระจุยกระจาย สัตว์น้ำทั้งนั้นก็ดิ้นอยู่พื้นแล้วก็ตาย แล้วนักฆ่านิรก็ลากอาโออิเดินออกไป นักฆ่านิรนามฆ่าทุกคนในหมู่บ้าน ยิงเด็กวิ่งหนีทั้งชายทั้งหญิงตาย ยิงเจ้าของร้านชำตาย ยิงพนักงานเซเว่น ยิงใส่รถเร่ขายกับข้าว ยิงใส่คนขี่มอเตอร์ไซค์ ยิงพ่อค้าแม่ค้า ยิงลูกค้าที่มาซื้อของ ยิงพ่อครัวยิงแม่ครัว ทุกคนตายกันหมดทุกคนอย่างน่าอนาถ ขณะที่นักฆ่านิรนามฆ่าคนอยู่นั้น อาโออิตัวสั่นกรีดร้องตลอด ครั้นนักฆ่านิรนามฆ่าทุกคนจนไม่เหลือ อาโออิก็ตะโกนถามว่า "ทำไมถึงทำแบบนี้!? ทำไมถึงทำเรื่องน่ารังเกียจแบบนี้!? ทำไมถึงต้องทำสยดสยองขนาดนี้!? ทำไมถึงต้องทำกันขนาดนี้ด้วย!?" นักฆ่านิรนามได้ยินดังนั้นก็โกรธตะโกนกราดด่าตอบกลับว่า "มึงคิดว่านักฆ่าเป็นอะไรวะ!? มึงคิดว่าการฆ่ากันคืออะไรเหรอ!? มึงคิดว่าการฆ่ากันในโลกแห่งความเป็นจริงคืออะไรวะ!? มึงคิดว่าการฆ่ากันในโลกแห่งความเป็นจริงมันเป็นยังไงเหรอ!? การฆ่ากันมันไม่มีคุณธรรมอะไรหรอก!! การฆ่ากันมันไม่เกียรติไม่มีศักดิ์ศรี!! มันมีแต่ความตาย ความตาย ความตาย ความตาย ความตาย ความตาย ความตาย มันมีแต่ความตายเท่านั้น สัจธรรมหนึ่งเดียวของโลกใบนี้มันมีแต่ความตายเท่านั้น การฆ่ากันในโลกแห่งความเป็นจริงมันต้องคิดแต่เรื่องการฆ่ากันเท่านั้น การฆ่ากันในโลกแห่งความเป็นจริงต้องคิดแต่เรื่องความตายเท่านั้น ความตายเท่านั้น ความตายเท่านั้น ความตายเท่านั้น มันมีแต่ความตาย มึงคิดว่าการฆ่ากันมันมีศักดิศรีเหรอ!? มึงคิดว่าการฆ่ากันมันมีเกียรติหรือไง!? การฆ่ากันมันมีแต่ความเลวทราม การฆ่ากันมันมีแต่ความชั่วช้า การฆ่ากันมันไม่มีเกียรติ การฆ่ากันมันไม่มีศักดิ์ศรี การฆ่ากันมันไม่มีความเป็นลูกผู้ชาย ความเป็นคนอะไรนั่นไม่มีหรอก อันที่จริง ความเป็นคนนี่แหละที่เป็นต้นเหตุของการฆ่ากัน การฆ่ากันมันไม่มีคุณธรรมอะไรหรอก การฆ่ากันมันมีแต่ความเห็นแก่ตัว รู้ไหม อะไรคือสัจธรรมของโลกใบนี้? ธาตุแท้ของมนุษย์มันคือความเห็นแก่ตัว มนุษย์ไม่มีคุณธรรมในจิตใจ เราทุกคนเป็นตัวร้าย ไม่มีใครเป็นตัวเอกหรอก โลกนี้ไม่มีทางดีขึ้นได้ ศาสนาไม่มีวันทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้ คุณธรรมไม่มีอยู่จริง และมนุษย์ไม่มีวันมีคุณธรรม เพราะคุณธรรมมันไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ เพราะคุณธรรมมันไม่ใช่ธาตุแท้ของมนุษย์ ธาตุแท้ของมนุษย์คือความเห็นแก่ตัว ธรรมชาติของมนุษย์คือความเห็นแก่ตัว เราทุกคนเป็นฆาตกร มึงแหกตาดูหมูสิ ดูวัวสิ ดูไก่ ดูปลาสิ ดูหอยสิ เราทุกคนเป็นฆาตกร ต่อให้ไม่กินสัตว์เราทุกคนก็ต้องฆ่าต้นไม้เพื่อความอยู่รอด คุณธรรมบ้านพ่อมึงดิ บ้านมึงเรียกคุณธรรมเหรอ? เรายังฆ่าลูกน้ำฆ่ายุงกันอยู่เลย นี่เราไม่ใช่ฆาตกร ธรรมชาติของมนุษย์คือการฆ่ากัน ธรรมชาติของมนุษย์คือผสมพันธุ์ทุกผู้ไม่ใช่อยู่ด้วยกันถาวร ธรรมชาติของมนุษย์คือความเจ้าชู้ ธรรมชาติของมนุษย์คือความหื่นกาม ธรรมชาติของมนุษย์คือเรื่องเลวทราม ธรรมชาติของมนุษย์คือเรื่องต่ำช้าต่ำตม การทำตัวเองให้สูงส่งน่ะไม่เป็นเรื่องจริงหรอก การทำตัวเองให้สูงส่งน่ะเป็นไปไม่ได้หรอก โลกนี้ไม่มีทางดีขึ้นเพราะคุณธรรมหรือศาสนา ศาสนาทำให้โลกนี้ดีขึ้นไม่ได้หรอก คุณธรรมทำให้โลกนี้ดีขึ้นไม่ได้หรอก ธรรมชาติของมนุษย์คือความน่ารังเกียจ ธรรมชาติคือความต่ำทราม ธรรมชาติของมนุษย์คือความเห็นแก่ตัว การข่มขืน การโกงกิน การปล้น การขโมย การโกหก การปลิ้นปล้อนตลบตะแลง การหักหลังทรยศ ความหื่นกาม การฆ่ากัน นี่แหละธรรมชาติของมนุษย์ และธรรมชาติของมนุษย์นี่แหละความเป็นคน มันถึงได้มีการฆ่ากัน ขยันหมั่นเพียรมันไม่มีวันทำให้ประสบความสำเร็จได้หรอก ถ้าอยากประสบความสำเร็จ มันต้องปล้นเงิน มันต้องฆ่าคน ถ้าอยากสมหวังในรักก็ต้องข่มขืน อยากสบายก็ต้องโกงกิน ไอ้คนที่ประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องใช้วิธีพวกนี้มันมีแต่พวกคนรวยทั้งนั้น คนจนไม่มีวันทำได้หรอก โลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่ความน่ารังเกียจ โลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่อธรรม โลกแห่งความเป็นจริงอธรรมชนะธรรมะเสมอ โลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่ความต่ำช้า โลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่ความต่ำทราม โลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่ความเลวทราม โลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่ความต่ำตม โลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่ความเห็นแก่ตัว นี่แหละโลกแห่งความเป็นจริง ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความเป็นจริง" อาโออิพูดอะไรไม่ออกคิดอะไรไม่ออกด้วย แล้วนักฆ่านิรนามก็พูดว่า"คนที่ข่มขืนมึงเป็นรองหัวหน้าแก๊ง หัวหน้าแก๊งอยากข่มขืนมึง รองหัวหน้าต้องพามึงไปหาหัวหน้า แต่รองหัวหน้ามันจะข่มขืนมึงตัดหน้าซะก่อน" แล้วนักฆ่านิรนามก็พาอาโออิไปที่รังของหัวหน้าแก๊ง นักฆ่านิรนามให้ปืนกับอาโออิ อาโออินิ่งอยู่นานมาก แล้วอาโออิก็เอาปืนยิงหน้าผากหัวหน้าแก๊งจนตาย
จบ
เรื่องสั้น: นักฆ่านิรนาม
ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์
""""" คุณธรรมเป็นเรื่องของเงิน คนจนไม่สามารถเข้าถึงคุณธรรมได้ """"
นักฆ่านิรนาม ชายหนุ่ม สูง180เซนติเมตร หน้าผากกว้าง คิ้วหนาใหญ่ จมูกใหญ่ ผมสั้นสีดำ ตาสีน้ำตาล ผิวคล้ำเพราะตากแดด มีปานที่คอหนึ่งปาน มีปานที่ข้อมือซ้ายหนึ่งปาน น้ำหนัก60กิโลกรัม ใส่เสื้อสีดำติดกระดุม ใส่กางเกงขายาวสีดำ ถุงเท้าสีดำ รองเท้าสีดำ เดินออกมาจากสนามบินที่ญี่ปุ่นในเวลาหกโมงเย็นตามเวลาของญี่ปุ่นพร้อมกระเป๋าเดินทางแบบล้อลากติดมือมา นักฆ่านิรนามขึ้นรถแท็กซี่แล้วไปถึงซอยๆหนึ่งในเวลาสามทุ่ม นักฆ่านิรนามลงจากรถแท็กซี่รถแท็กซี่ขับจากไป นักฆ่านิรนามเดินไปหยุดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงแบบมีซิบขึ้นมาถ่ายรูปบ้านหลังหนึ่ง(ไม่เปิดแฟลชกล้องโทรศัพท์) นักฆ่านิรนามเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงแล้วรูดซิป จากนั้นนักฆ่านิรนามหยิบแผนที่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแบบมีซิปอีกข้างแล้วเดินไปยังโรงแรมในย่านนั้นแล้วนักฆ่านิรนามก็เช็คอินที่โรงแรม หลังจากเข้าห้องพัก นักฆ่านิรนามก็เช็กรูปถ่ายบ้านหลังนั้นซ้ำไปซ้ำมา นักฆ่านิรนามเดินไปเปิดหน้าต่างโรงแรม ใช้กล้องส่องทางไกลส่องหาบ้านหลังนั้นแม้จะอยู่ไกลลับ แต่นักฆ่านิรนามก็ 'เก็บข้อมูล' ผ่านกล้องส่องทางไกล จากนั้นนักฆ่าเปิดกระเป๋าเดินทางของตน หยิบสมุดไดอารี่เล่มเบ้อเร่อออกมา แล้วเขียนแผนผังพื้นที่ เขียนรายละเอียด เขียนว่าถ้าฆ่าเป้าหมายจากตรงนี้หรือคนอื่นหรือมาพบเข้าจะเกิดอะไนขึ้น ตรงนี้ทำอะไรได้ สถานที่นี้ใช้ทำอะไรได้ สถานที่นี้หลบหนีได้ไหม แผนหลบหนีนี้จะทำให้เกิดอะไรขึ้น รวมไปถึงกำหนดแผนหลักฆ่าเป้าหมายเอาไว้พร้อมด้วยแผนสำรองจำนวนมาก จากนั้นนักฆ่านิรนามก็ชาร์จโทรศัพท์แล้วเล่นเกมยิงฆ่าเวลาไปจนถึงตีหนึ่ง แล้วนักฆ่านิรนามเปิดกระเป๋าเดินทางออก-ตรงฐานกระเป๋าเดินทางนักฆ่านิรนามเปิดฐานกระเป๋าออกเผยให้เห็นปืนพก Walther PPK 1 กระบอก พร้อมแม็กกาซีนเปล่าที่ไม่มีลูกกระสุนบรรจุอยู่จำนวน5แม็กที่ซ่อนเอาไว้ และที่เก็บเสียงแบบทำเอง1แท่ง ปืน Walther PPK กระบอกนั้นยังไม่ได้บรรจุแม็กกาซีนและไม่มีกระสุนในรังเพลิง ที่จับกระเป๋าของกระเป๋าเดินทางนั้นสามารถเปิดแยกออกจากกันได้ มีกระสุน.30ACPจำนวน14นัด อย่างละ7นัดในแต่ละข้าง นักฆ่านิรนามบรรจุกระสุน.30ACPลงในแม็กกาซีน7นัดจากนั้นบรรจุแม็กกาซีนใส่ปืนWalther PPKขึ้นลำพร้อมยิง จากนั้นนักฆ่านิรนามใส่ชุดสูทธุรกิจ เสื้อสีขาวติดกระดุม เสื้อนอกสีดำ เสื้อคลุมตัวยาวสีดำ กางเกงยาวสีดำ ปัดผมไปด้านขวา ใส่แว่นตาสีดำ หยิบไม้ขีดไฟจากกล่องไม้ขีดไฟจากในกระเป๋าเดินทางคาบไว้ที่ปาก แต่งตัวเป็นเสี่ยวหม่าที่โจวเหวินฟะรับบทในหนังโหดเลวดีของผู้กำกับจอห์น วู มีซองปืนแบบมีสายสะพายทับเสื้อในอยู่ใต้เสื้อนอก แล้วนักฆ่านิรนามก็เดินไปยังบ้านที่เขาถ่ายรูปไว้หลังนั้น
เรื่องสั้น: kill
ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์
นักฆ่านิรนามเอาปืนยิงสามีของผู้หญิงท้อง1เดือนคนหนึ่งตาย แล้วก็เอาตัวผู้หญิงคนนั้นส่งไปให้ลูกค้า ลูกค้าของเขาก็บังคับผู้หญิงคนนั้นทำแท้ง แล้วข่มขืนเธอ ฝ่ายนักฆ่านิรนามก็ไปบ้านสาวหน้ากลมแว่นกลมผิวอย่างขาวชื่อยูคิ อาโออิ อาโออิโดนผู้ชายคนหนึ่งข่มขืน นักฆ่านิรนามเอาปืนยิงชายนั้นตาย อาโออิตัวสั่น นักฆ่านิรนามก็ลากตัวอาโออิไปด้วยกับตน แล้วซื้ออาหารกับน้ำให้กิน อาโออินั้นตัวสั่นนิ่งอยู่นานจึงกิน เข้าวันถัดไป นักฆ่านิรนามก็ไปที่หมู่บ้านแห่งนั้นจะเข้าไปบ้านแห่งหนึ่ง ลากอาโออิไปด้วย ครั้นถึง นักฆ่านิรนามก็เอาปืนยิงฆ่าพ่อบ้าน แม่บ้าน แม่ลูกอ่อน ลูกเด็กเล็กแดง ชายกลางคนเจ้าของบ้าน คนแก่ คนแก่ใช้ไม้เท้า คนแก่ใช้รถเข็น หญิงสาว หญิงวัยรุ่น หญิงกลางคน หญิงแก่ เด็กวัยรุ่น เด็กอ่อนวิ่งอยู่ เด็กทารกก็ไม่เว้น วัว ควาย ไก่ หมู ปลาดุก ปลาช่อน กบ ตายกันหมด ศพเกลื่อนกลาด เลือดกระเด็นโดนทุกอย่าง เอาปืนยิงใส่ยันตู้ปลากราย ตู้ปลาทอง ตู้กุ้งแม่น้ำ แตกกระจุยกระจาย สัตว์น้ำทั้งนั้นก็ดิ้นอยู่พื้นแล้วก็ตาย แล้วนักฆ่านิรก็ลากอาโออิเดินออกไป นักฆ่านิรนามฆ่าทุกคนในหมู่บ้าน ยิงเด็กวิ่งหนีทั้งชายทั้งหญิงตาย ยิงเจ้าของร้านชำตาย ยิงพนักงานเซเว่น ยิงใส่รถเร่ขายกับข้าว ยิงใส่คนขี่มอเตอร์ไซค์ ยิงพ่อค้าแม่ค้า ยิงลูกค้าที่มาซื้อของ ยิงพ่อครัวยิงแม่ครัว ทุกคนตายกันหมดทุกคนอย่างน่าอนาถ ขณะที่นักฆ่านิรนามฆ่าคนอยู่นั้น อาโออิตัวสั่นกรีดร้องตลอด ครั้นนักฆ่านิรนามฆ่าทุกคนจนไม่เหลือ อาโออิก็ตะโกนถามว่า "ทำไมถึงทำแบบนี้!? ทำไมถึงทำเรื่องน่ารังเกียจแบบนี้!? ทำไมถึงต้องทำสยดสยองขนาดนี้!? ทำไมถึงต้องทำกันขนาดนี้ด้วย!?" นักฆ่านิรนามได้ยินดังนั้นก็โกรธตะโกนกราดด่าตอบกลับว่า "มึงคิดว่านักฆ่าเป็นอะไรวะ!? มึงคิดว่าการฆ่ากันคืออะไรเหรอ!? มึงคิดว่าการฆ่ากันในโลกแห่งความเป็นจริงคืออะไรวะ!? มึงคิดว่าการฆ่ากันในโลกแห่งความเป็นจริงมันเป็นยังไงเหรอ!? การฆ่ากันมันไม่มีคุณธรรมอะไรหรอก!! การฆ่ากันมันไม่เกียรติไม่มีศักดิ์ศรี!! มันมีแต่ความตาย ความตาย ความตาย ความตาย ความตาย ความตาย ความตาย มันมีแต่ความตายเท่านั้น สัจธรรมหนึ่งเดียวของโลกใบนี้มันมีแต่ความตายเท่านั้น การฆ่ากันในโลกแห่งความเป็นจริงมันต้องคิดแต่เรื่องการฆ่ากันเท่านั้น การฆ่ากันในโลกแห่งความเป็นจริงต้องคิดแต่เรื่องความตายเท่านั้น ความตายเท่านั้น ความตายเท่านั้น ความตายเท่านั้น มันมีแต่ความตาย มึงคิดว่าการฆ่ากันมันมีศักดิศรีเหรอ!? มึงคิดว่าการฆ่ากันมันมีเกียรติหรือไง!? การฆ่ากันมันมีแต่ความเลวทราม การฆ่ากันมันมีแต่ความชั่วช้า การฆ่ากันมันไม่มีเกียรติ การฆ่ากันมันไม่มีศักดิ์ศรี การฆ่ากันมันไม่มีความเป็นลูกผู้ชาย ความเป็นคนอะไรนั่นไม่มีหรอก อันที่จริง ความเป็นคนนี่แหละที่เป็นต้นเหตุของการฆ่ากัน การฆ่ากันมันไม่มีคุณธรรมอะไรหรอก การฆ่ากันมันมีแต่ความเห็นแก่ตัว รู้ไหม อะไรคือสัจธรรมของโลกใบนี้? ธาตุแท้ของมนุษย์มันคือความเห็นแก่ตัว มนุษย์ไม่มีคุณธรรมในจิตใจ เราทุกคนเป็นตัวร้าย ไม่มีใครเป็นตัวเอกหรอก โลกนี้ไม่มีทางดีขึ้นได้ ศาสนาไม่มีวันทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้ คุณธรรมไม่มีอยู่จริง และมนุษย์ไม่มีวันมีคุณธรรม เพราะคุณธรรมมันไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ เพราะคุณธรรมมันไม่ใช่ธาตุแท้ของมนุษย์ ธาตุแท้ของมนุษย์คือความเห็นแก่ตัว ธรรมชาติของมนุษย์คือความเห็นแก่ตัว เราทุกคนเป็นฆาตกร มึงแหกตาดูหมูสิ ดูวัวสิ ดูไก่ ดูปลาสิ ดูหอยสิ เราทุกคนเป็นฆาตกร ต่อให้ไม่กินสัตว์เราทุกคนก็ต้องฆ่าต้นไม้เพื่อความอยู่รอด คุณธรรมบ้านพ่อมึงดิ บ้านมึงเรียกคุณธรรมเหรอ? เรายังฆ่าลูกน้ำฆ่ายุงกันอยู่เลย นี่เราไม่ใช่ฆาตกร ธรรมชาติของมนุษย์คือการฆ่ากัน ธรรมชาติของมนุษย์คือผสมพันธุ์ทุกผู้ไม่ใช่อยู่ด้วยกันถาวร ธรรมชาติของมนุษย์คือความเจ้าชู้ ธรรมชาติของมนุษย์คือความหื่นกาม ธรรมชาติของมนุษย์คือเรื่องเลวทราม ธรรมชาติของมนุษย์คือเรื่องต่ำช้าต่ำตม การทำตัวเองให้สูงส่งน่ะไม่เป็นเรื่องจริงหรอก การทำตัวเองให้สูงส่งน่ะเป็นไปไม่ได้หรอก โลกนี้ไม่มีทางดีขึ้นเพราะคุณธรรมหรือศาสนา ศาสนาทำให้โลกนี้ดีขึ้นไม่ได้หรอก คุณธรรมทำให้โลกนี้ดีขึ้นไม่ได้หรอก ธรรมชาติของมนุษย์คือความน่ารังเกียจ ธรรมชาติคือความต่ำทราม ธรรมชาติของมนุษย์คือความเห็นแก่ตัว การข่มขืน การโกงกิน การปล้น การขโมย การโกหก การปลิ้นปล้อนตลบตะแลง การหักหลังทรยศ ความหื่นกาม การฆ่ากัน นี่แหละธรรมชาติของมนุษย์ และธรรมชาติของมนุษย์นี่แหละความเป็นคน มันถึงได้มีการฆ่ากัน ขยันหมั่นเพียรมันไม่มีวันทำให้ประสบความสำเร็จได้หรอก ถ้าอยากประสบความสำเร็จ มันต้องปล้นเงิน มันต้องฆ่าคน ถ้าอยากสมหวังในรักก็ต้องข่มขืน อยากสบายก็ต้องโกงกิน ไอ้คนที่ประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องใช้วิธีพวกนี้มันมีแต่พวกคนรวยทั้งนั้น คนจนไม่มีวันทำได้หรอก โลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่ความน่ารังเกียจ โลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่อธรรม โลกแห่งความเป็นจริงอธรรมชนะธรรมะเสมอ โลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่ความต่ำช้า โลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่ความต่ำทราม โลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่ความเลวทราม โลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่ความต่ำตม โลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่ความเห็นแก่ตัว นี่แหละโลกแห่งความเป็นจริง ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความเป็นจริง" อาโออิพูดอะไรไม่ออกคิดอะไรไม่ออกด้วย แล้วนักฆ่านิรนามก็พูดว่า"คนที่ข่มขืนมึงเป็นรองหัวหน้าแก๊ง หัวหน้าแก๊งอยากข่มขืนมึง รองหัวหน้าต้องพามึงไปหาหัวหน้า แต่รองหัวหน้ามันจะข่มขืนมึงตัดหน้าซะก่อน" แล้วนักฆ่านิรนามก็พาอาโออิไปที่รังของหัวหน้าแก๊ง นักฆ่านิรนามให้ปืนกับอาโออิ อาโออินิ่งอยู่นานมาก แล้วอาโออิก็เอาปืนยิงหน้าผากหัวหน้าแก๊งจนตาย
จบ

















































