ถ้าการเมืองดี... : เมื่อความซับซ้อนของปัญหาถูกย่อส่วนด้วย การลดทอนสาเหตุของทุกปัญหาให้มาจากการเมืองเพียงสาเหตุเดียว และ การยุบรวมปัญหาหลายระดับเข้าด้วยกัน
.
1. ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าและความอดทนต่อขอบเขตความซับซ้อนของมนุษย์ลดลง เรามักจะเห็นความพยายามในการอธิบายปัญหาใหญ่ระดับโครงสร้างด้วยชุดวาทกรรมสำเร็จรูป เช่น การผูกโยงทุกความอึดอัดในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่อัตราการจ้างงาน ราคาค่าเดินทาง ไปจนถึงต้นทุนความบันเทิง เข้ากับมิติทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จในสมการเดียว
ถ้าการเมืองดี=เรียนคณะไหนก็มีงานทำ
ถ้าการเมืองดี=งานศิลปะไม่ถูกด้อยค่า
ถ้าการเมืองดี=ระบบโรงพยาบาลดี
ถ้าการเมืองดี=จะไปไหนก็ได้ ระบบขนส่งสาธารณธะราคาถูก
ถ้าการเมืองดี=บัตรคอนเสิร์ตราคาถูก
ถ้าการเมืองดี=ทำงานแล้วรวยมีเงินเก็บ
.
เมื่อแยกแยะวาทกรรมในกระแสสังคมดังกล่าว ออกมาตรวจสอบทีละประเด็นก็จะพบว่าเป็นการนำ "สิ่งที่รัฐควบคุมได้" มาปะปนกับ "กลไกอื่นนอกเหนือการควบคุม" ดังนี้:
-เรียนคณะไหนก็มีงานทำ / ทำงานแล้วรวยมีเงินเก็บ: ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค เทคโนโลยีระดับโลก และทักษะแรงงาน ความต้องการของตลาดแรงงาน ไม่ใช่การเมืองเพียงอย่างเดียว
-งานศิลปะไม่ถูกด้อยค่า: เป็นเรื่องของรสนิยมทางสังคมและกำลังซื้อภาคเอกชน อยู่นอกเหนือคำสั่งรัฐโดยตรง
-ระบบโรงพยาบาลดี / รถขนส่งสาธารณะราคาถูก: คือจุดที่นโยบายภาครัฐและงบประมาณแผ่นดินส่งผลกระทบโดยตรงและตรวจสอบได้จริง
-บัตรคอนเสิร์ตถูก: ถูกกำหนดโดยต้นทุนสากล ค่าตัวศิลปิน อัตราแลกเปลี่ยน และโมเดลธุรกิจเอกชน การโยงเข้ากับการเมืองจึงเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนทางโครงสร้าง
.
2. แม้ว่าวิธีการสื่อสารลักษณะนี้จะมีพลังในการสร้างกระแสและดึงดูดอารมณ์ร่วมได้อย่างรวดเร็ว แต่ในเชิงปรัชญาและสังคมศาสตร์แล้ว มันคือตัวอย่างที่ชัดเจนของ การลดทอนปัญหาให้เหลือแค่นิดเดียว และ การยุบรวมปัญหาหลายระดับเข้าด้วยกัน
ซึ่งการมองโลกผ่านแว่นขยายที่บิดเบี้ยวนี้นำไปสู่ผลกระทบเชิงลบเป็นลูกโซ่ต่อกระบวนการแก้ปัญหาของสังคม
ถอดรหัสกลไก: เมื่อปัญหาคนละชั้นถูกจับมาโยนรวมกัน
การทำความเข้าใจกลไกทั้งสองรูปแบบนี้ช่วยให้เรามองทะลุกลวิธีทางวาทศิลป์ได้ชัดเจนขึ้น:
การลดทอนปัญหา: คือการตัดทอนตัวแปรนับร้อยที่ขับเคลื่อนปรากฏการณ์ทางสังคมหรือเศรษฐกิจ (เช่น เทคโนโลยี โครงสร้างตลาดโลก การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค หรือทรัพยากรทางการคลัง) ให้เหลือเพียง "สาเหตุเดียว" หรือ "ผู้ร้ายตัวเดียว" เพื่อให้สมองมนุษย์เข้าใจและรู้สึกสะใจได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดต่อ
ความผิดพลาดในการจัดหมวดหมู่: คือการนำสิ่งของหรือปัญหาที่อยู่คนละระดับกันมาปะปนกันอย่างไร้รอยต่อ เช่น การนำ "กลไกตลาดโลกและต้นทุนสากล" มาจัดหมวดหมู่รวมกับ "การบริหารราชการแผ่นดินระดับนโยบาย" แล้วสรุปเหมาเข่งว่าทุกอย่างถูกกำหนดด้วยตัวแปรทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
เมื่อความซับซ้อนถูกทำลายลงด้วยสองกลไกนี้ โลกทั้งใบจะถูกมองเป็นเรื่อง "ขาวกับดำ" และ "ดีกับชั่ว" ทันที
.
3. ลูกโซ่แห่งความหายนะ: สิ่งที่จะตามมาเมื่อเราตกหลุมพรางนี้
การใช้ตรรกะแบบลดทอนและยุบรวมปัญหาไม่ได้สร้างความกระจ่างแจ้ง แต่มันส่งผลกระทบต่อเนื่องที่ทำลายความสามารถในการพัฒนาสังคมตามมา ดังนี้:
1) การวินิจฉัยโรคที่ผิดพลาด (Misdiagnosis)
เมื่อเราเชื่อว่าปัญหาทางเศรษฐกิจหรือวัฒนธรรมทั้งหมดเกิดจากสาเหตุเดียว การแก้ปัญหาจึงถูกพุ่งเป้าไปผิดจุด เปรียบเสมือนหมอที่วินิจฉัยโรคหัวใจว่าเป็นอาการปวดท้องแล้วจ่ายยาผิดประเภท เมื่อเปลี่ยนตัวยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยก็จะมีแต่ความโกรธแค้นเพิ่มขึ้นเพราะโรคไม่เคยได้รับการรักษาอย่างแท้จริง
2) วังวนของความคาดหวังที่ไม่มีทางบรรลุ (Moving Goalposts)
การสร้างภาพฝันว่า "ถ้าการเมืองดี ทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบ" เป็นการสร้างมาตรฐานที่ไม่มีรัฐบาลหรือระบบใดในโลกสามารถทำได้จริง เมื่อมีความคาดหวังที่เกินจริง สังคมจะตกอยู่ในภาวะ "หงุดหงิดเรื้อรัง" เพราะไม่ว่าระบบจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ปัญหาเชิงโครงสร้างสากล เช่น เงินเฟ้อ ค่าครองชีพตามกลไกโลก หรือความเหลื่อมล้ำทางทักษะ ก็ยังคงอยู่ ทำให้ผู้คนรู้สึกพ่ายแพ้และหมดศรัทธาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
3) สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อประชานิยมฉาบฉวย (Superficial Populism)
เมื่อประชาชนถูกขับเคลื่อนด้วยความเข้าใจแบบลดทอน นักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดไม่จำเป็นต้องเสนอ "นโยบายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน" อีกต่อไป แต่สามารถซื้อใจมวลชนได้ด้วยวาทกรรมง่าย ๆ หรือนโยบายระยะสั้นที่ปลายเหตุ(นโยบายประชานิยม ฯลฯ)
ยิ่งทำให้ปัญหาที่แท้จริงใต้พรมสะสมพอกพูนและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
.
4. กลไกการบิดเบือน: จากการลดทอนสู่หุ่นฟางและแพะรับบาป
การใช้สูตรสำเร็จเหมาเข่งปัญหาทุกอย่างบนโลกใบนี้ไปที่ "การเมือง" มักไม่ได้หยุดอยู่แค่การวิเคราะห์ที่ผิดพลาด แต่ยังอาศัยกลไกทางจิตวิทยาและวาทศิลป์เข้ามาขับเคลื่อนเพื่อให้มวลชนคล้อยตาม:
การสร้างหุ่นฟางมาตี (Strawman Fallacy): เมื่อมีผู้ชี้แจงด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ว่า ราคาบัตรคอนเสิร์ตหรือกลไกตลาดแรงงานขึ้นอยู่กับปัจจัยสากล วาทกรรมนี้มักจะถูกบิดเบือนและตีความเข้าข้างตัวเองทันทีว่า ผู้พูดกำลัง "ปกป้องความห่วยแตกของรัฐ" หรือ "เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชน" เป็นการสร้างหุ่นฟางขึ้นมาเพื่อให้โจมตีได้ง่าย โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ
การหาแพะรับบาป (Scapegoating): เมื่อประชาชนเผชิญกับความเครียดทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ดุเดือดในชีวิตประจำวัน การมี "เป้าหมายเด็ดขาดตัวเดียว" ให้ชี้หน้าด่าทอนั้นช่วยลดความซับซ้อนของความวิตกกังวลลงได้
การเหมาให้ระบบการเมืองหรือกลุ่มผู้มีอำนาจเป็นต้นเหตุของทุกความพินาศบนโลกใบนี้ จึงทำหน้าที่เป็น "แพะรับบาป" ชั้นดี ที่เบี่ยงเบนความสนใจจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน
.
5. การทำลายพื้นที่แห่งเหตุผลและการประนีประนอม (Erosion of Nuance)
เมื่อทุกอย่างถูกเหมาเป็นเรื่องการเมืองและความดี-ความชั่ว สังคมจะถูกแบ่งเป็นสองฝั่งอย่างเด็ดขาด ฝ่ายหนึ่งคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกดขี่จากทุกปัญหา กับอีกฝ่ายคือต้นตอของความชั่วร้ายทั้งหมด
ผู้ที่พยายามอธิบายความซับซ้อนจะถูกผลักไสให้กลายเป็น "ฝ่ายตรงข้าม" ทันที พื้นที่สำหรับปัญญาชนและการหาทางออกร่วมกันจึงถูกแทนที่ด้วยเสียงคำรามแห่งความเกลียดชัง
การถกเถียงด้วยข้อมูลทางวิชาการ สถิติ หรือความเป็นจริงเชิงโครงสร้างจะถูกผลักไสให้กลายเป็นความไร้หัวใจ เพราะผู้คนในภาวะอารมณ์ร่วมสูงต้องการเพียง "คำตอบที่สะใจ" และการประกาศจุดยืนว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรูทันที
.
บทสรุป
การรู้เท่าทัน การลดทอนปัญหา (Reductionism) และ ความผิดพลาดในการจัดหมวดหมู่ (Category Mistake) ไม่ใช่การปฏิเสธความจำเป็นในการปฏิรูปการเมืองหรือการตรวจสอบอำนาจรัฐ แต่เป็นการดึงสติให้เราตระหนักว่า
"ปัญหาที่ซับซ้อนไม่มีวันถูกแก้ไขได้ด้วยคำตอบที่ง่ายดายเกินจริง และ ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่มีทางถูกแก้ได้ด้วยคำขวัญที่สะใจ"
การรู้เท่าทันวาทกรรมสูตรสำเร็จประเภท "ถ้าการเมืองดี..." ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังปฏิเสธความจำเป็นของการตรวจสอบอำนาจรัฐ หรือปฏิเสธความสำคัญของการปฏิรูปการเมือง
แต่เป็นการป้องกันอันตรายที่แท้จริง คือการตกเป็นเหยื่อของ "กับดักทางปัญญา" ที่เปิดทางให้กลุ่มฉวยโอกาส hijack ความโกรธแค้นไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง และทำให้สังคมวิ่งไล่เงาของแพะรับบาป
การก้าวข้ามวังวนนี้ต้องอาศัย "ความกล้าหาญทางปัญญา" ที่จะยอมรับความจริงอันน่าอึดอัดว่า โลกใบนี้ซับซ้อนเกินกว่าจะมีคำตอบเดียว
ถึงเวลาแล้วที่ควรจะดึงสติกลับมามองปัญหาแต่ละระดับด้วยความเข้าใจที่ตรงไปตรงมา แยกแยะสิ่งที่รัฐต้องรับผิดชอบออกจากกลไกสากล และหันมาใช้เหตุผล ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จับต้องได้ และความประนีประนอม เพื่อสร้างทางออกที่ยั่งยืนให้กับสังคมอย่างแท้จริง
.
โพสต์นี้ให้เจมีไนร่าง
.
วาทกรรมสูตรสำเร็จประเภทพยายามลดทอนสาเหตุของทุกปัญหาให้เหลือเพียงสาเหตุเดียว และ การยุบรวมปัญหาหลายระดับเข้าด้วยกัน ไม่ได้มีแค่วาทกรรม "ถ้าการเมืองดี" แต่มีอยู่เยอะที่เป็นไปตามกลไกต่างๆในบทความนี้
เวลาเห็นวาทกรรมที่ตัดตอนทุกปัญหาให้เป็นเรื่องที่แก้ได้ง่ายๆและ/หรือ โยนทุกปัญหาไปที่ผู้ร้ายรายเดียว ..... ก็รู้จัก เอ๊ะ บ้าง แล้วท่องเอาไว้ว่า
"ปัญหาที่ซับซ้อนไม่มีวันถูกแก้ไขได้ด้วยคำตอบที่ง่ายดายเกินจริง และ ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่มีทางถูกแก้ได้ด้วยวาทกรรมที่สะใจ" ครับ
แต่ไม่ว่าอย่างไร เชื่อเถอะว่า ถ้าการเมืองดี ฝนจะไม่ตกทั้งคืนจนถึงตอนนี้แน่ครับ 🥹🥹
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น