วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

 

❤️‍🩹 9 พฤติกรรมของพ่อแม่ที่เป็นพิษต่อการเติบโตของลูก
…
ไม่มีพ่อแม่คนไหนเลี้ยงลูกได้สมบูรณ์แบบ ทุกคนล้วนเคยทำพลาดระหว่างทาง แต่มีบางพฤติกรรมที่หากทำซ้ำ ๆ อาจกลายเป็นพิษต่อหัวใจและการเติบโตของลูกโดยไม่รู้ตัว พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงการให้ลูกดูจอนานเกินไป หรือทำอาหารง่าย ๆ ให้กิน แต่คือรูปแบบการปฏิบัติที่เกิดซ้ำและส่งผลให้ลูกรู้สึกไม่ปลอดภัย อับอาย หรือหมดคุณค่าในตนเอง
1️⃣ ไม่เข้าใจว่าลูกมีเส้นทางของตัวเอง
พ่อแม่บางคนรักลูกมากจนอยากกำหนดทุกอย่างในชีวิตให้ ทั้งทางเรียน ทางกีฬา หรือทางอาชีพ แต่เมื่อรักกลายเป็นการควบคุม ลูกจะไม่มีโอกาสได้เติบโตตามทางของตนเอง การปล่อยให้ลูกได้เลือกและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของเขาเอง คือหนทางสร้างความมั่นใจและอิสรภาพภายในใจลูก
2️⃣ บังคับให้ลูกเลือกข้างระหว่างพ่อกับแม่
โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีความขัดแย้งหรือหย่าร้าง การทำให้ลูกต้องเลือกข้างคือการสร้างบาดแผลที่ลึกที่สุด ลูกไม่ควรถูกดึงเข้าไปในปัญหาของผู้ใหญ่ เพราะจะทำให้เขาเต็มไปด้วยความกังวลและความรู้สึกผิดโดยไม่จำเป็น
3️⃣ ปฏิเสธความจริง/ปฏิเสธความรู้สึกของลูก (Gaslighting)
เมื่อพ่อแม่ปฏิเสธสิ่งที่ลูกเห็นหรือรู้สึก เช่น พูดว่า “หนูคิดมากไปเอง” หรือ “มันไม่ได้เกิดขึ้น” นั่นคือการทำให้ลูกสงสัยในความจริงของตัวเอง เด็กจะเริ่มไม่แน่ใจว่าความรู้สึกของตนมีคุณค่าหรือไม่ และค่อย ๆ สูญเสียความไว้วางใจในตัวเอง
4️⃣ ควบคุมมากเกินไป
การเฝ้าติดตามทุกการเคลื่อนไหวของลูก หรือสั่งทุกอย่างให้เป็นไปตามที่เราต้องการ อาจดูเหมือนความห่วงใย แต่แท้จริงแล้วมันสะท้อนความกลัวและความไม่มั่นคงของพ่อแม่เอง สุดท้ายลูกจะเรียนรู้ที่จะปิดบัง แทนที่จะเปิดใจกว้าง
5️⃣ ใช้ความรู้สึกผิดเป็นเครื่องมือ
บางครั้งพ่อแม่อาจพยายามโน้มน้าวให้ลูกทำในสิ่งที่เห็นว่าถูก ด้วยการทำให้ลูก “รู้สึกผิด” แต่นั่นกลับทำให้เด็กไม่กล้าตัดสินใจด้วยตนเอง และเรียนรู้ที่จะซ่อนการตัดสินใจไว้ลึก ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวังจากพ่อแม่
6️⃣ จัดการอารมณ์ของตัวเองไม่ได้
พ่อแม่ที่โกรธง่าย เงียบ ๆ หรือผลักไสลูกเวลาไม่พอใจ ทำให้เด็กไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง เพราะต้องคอยระวังอารมณ์ของผู้ใหญ่ ทั้งที่เด็กต้องการความมั่นคงทางอารมณ์ เพื่อเรียนรู้วิธีรับมือกับความรู้สึกในชีวิตจริงอย่างมีสติและไม่กลัว
7️⃣ วิจารณ์รูปร่างหรือการกินของลูก
คำพูดที่ดูเหมือนไม่มีอะไร เช่น “วันนี้ดูดีจัง” หรือ “ชุดนี้ไม่เหมาะกับรูปร่างนะ” อาจกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้เด็กมองคุณค่าตัวเองผ่านรูปร่าง การส่งสายตาหรือพูดถึงการกินของลูกต่อหน้าใคร ๆ สามารถฝังความอับอายในใจ และนำไปสู่ปัญหาภาพลักษณ์ในอนาคต
8️⃣ ไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน (รุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว)
เมื่อพ่อแม่เล่าปัญหาส่วนตัวให้ลูกฟังมากเกินไป หรือไม่เว้นพื้นที่ส่วนตัวให้เด็ก เด็กจะไม่รู้ว่าควรเว้นระยะอย่างไรให้รู้สึกปลอดภัย ทำให้ไม่รู้วิธีปกป้องตัวเอง และอาจกลายเป็นคนที่ยึดติดหรืออยากหนีห่างจากความสัมพันธ์ในอนาคต
9️⃣ ตำหนิลูกจากผลกระทบที่มีต่อผู้อื่น
คำพูดอย่าง “หนูทำให้ทุกคนไม่สบายใจ” หรือ “พอหนูอยู่ บรรยากาศก็แย่” ทำให้เด็กเชื่อว่าการมีอยู่ของเขาเป็นภาระ การเติบโตภายใต้เงาแบบนี้ทำให้ลูกมองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง
💝 หนทางของการเปลี่ยนแปลง
หากพ่อแม่พบว่าตัวเองมีพฤติกรรมบางข้อในนี้ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดเกินไป เพราะการ “รู้ตัว” คือก้าวแรกของการแก้ไข การตั้งคำถามกับที่มาของพฤติกรรมเหล่านี้ ซึ่งมักสืบเนื่องจากวัยเด็กของเราเอง ช่วยให้เราเข้าใจตนเองมากขึ้น และสามารถขอโทษลูกได้อย่างจริงใจ
เมื่อพ่อแม่กล้ายอมรับความผิดพลาด แสดงให้ลูกเห็นว่ากำลังพยายามเปลี่ยนแปลง และขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหากจำเป็น นั่นไม่เพียงเป็นการเยียวยาลูก แต่ยังเป็นการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกอย่างแท้จริงนะคะ
🌿
สรุปและเรียบเรียง โดย แม่ดวงค่ะ
…
ที่มา : 9 Toxic Parenting Habits That Are Hurting Your Child’s Development By Wendy Wisner - ParentCom




 










 


 










 


 

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568


 

 “คนที่เก่งที่สุด จะไม่ทำงานให้
หัวหน้าที่ไร้วิสัยทัศน์”
Elon Musk กล่าว
x

 สิ่งที่มิอาจให้อภัยใน Unforgiven (1992) คือความรุนแรงก่อกำเนิดความรุนแรง (Violence begets Violence) ถ้าโสเภณีไม่ถือโทษโกรธเคือง ถ้านายอำเภอไม่ใช่ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ ถ้าพระเอกไม่คิดล้างแค้นให้เพื่อนรัก หายนะทั้งหมดคงไม่บังเกิดขึ้น, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ตอนสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ Eastwood อายุย่างเข้าหกสิบ ถือว่าอยู่ในช่วงวัยทอง จึงเริ่มมองย้อนทบทวนอดีต สิ่งใดๆเคยกระทำผิดพลาด ก็ถึงเวลาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง นำเอาประสบการณ์มาให้คำแนะนำคนรุ่นใหม่ ความรุนแรงก่อกำเนิดความรุนแรง (Violence begets Violence)


ไถ่บาปด้วยบุญปืน, Unforgiven (1992) เป็นภาพยนตร์ที่มีแต่ความเคียดแค้น การล้างแค้น มันช่างน่าขยะแขยง ไม่รู้จักจบจักสิ้น! ซึ่งนั่นเคลือบแฝงสาระข้อคิด ให้ผู้ชมเรียนรู้จักการยกโทษให้อภัย (Forgiveness) จักทำให้เราค้นพบความสงบสุข หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์

แต่มันคือศักดิ์ศรี (Pride) หลังจากโดนกระตุกหนวด(เสือ) เพื่อนสนิทถูกฆาตกรรมอย่างเลือดเย็น นั่นเป็นสิ่งให้อภัยไม่ได้ (Unforgiven) ทำให้เขาสูญเสีย ‘Will’ ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข จำต้องหวนกลับไปเป็นนักฆ่าผู้เหี้ยมโหด ล้างบางนายอำเภอและลูกน้อง … นั่นก็เป็นสิ่งให้อภัยไม่ได้ (Unforgiven) เช่นเดียวกัน!

Unforgiven (1992) เริ่มต้นด้วยความรุนแรง คาวบอยหนุ่มไม่พึงพอใจที่ถูกโสเภณีหัวเราะอวัยวะเพศขนาดเล็ก สำแดงอารมณ์เกรี้ยวกราด ใช้มีดกรีดใบหน้าจนเสียโฉม ถูกนายอำเภอตัดสินโทษชดใช้ค่าเสียหาย สร้างความไม่พึงพอใจต่อบรรดาสาวๆโสเภณี ตั้งค่าหัว $1,000 เหรียญ เพื่อทำการแก้ล้างแค้น โต้ตอบเอาคืนอย่างสาสม


Will Munny และผองเพื่อนเดินทางสู่ Big Whiskey, Wyoming เพื่อออกล่าค่าหัว สามารถลอบสังหารคาวบอยทั้งสองสำเร็จลุล่วง แต่ทว่า Ned Logan ถูกนายอำเภอจับกุม ทัณฑ์ทรมานจนเสียชีวิต แล้วตั้งศพประจานหน้าบาร์ (Saloon) สร้างความเกรี้ยวกราด บุกเข้ามาภายในร้าน กวาดล้างบางผู้เกี่ยวข้องจนหมดสิ้น


จากเหตุการณ์ความรุนแรงหนึ่ง ก่อกำเนิดอีกเหตุการณ์ความรุนแรงหนึ่ง นายฆ่าเพื่อนฉัน ฉันฆ่าเพื่อนนาย มันคือวงเวียน วัฏจักร ความรุนแรงก่อกำเนิดความรุนแรง (Violence begets Violence) ถ้าโสเภณีไม่ถือโทษโกรธเคือง ถ้านายอำเภอไม่ใช่ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ ถ้าพระเอกไม่คิดล้างแค้นให้เพื่อนรัก หายนะทั้งหมดคงไม่บังเกิดขึ้น!

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ถือกำเนิดจากความรุนแรง ตั้งแต่ยุคบุกเบิกเมื่อชาวยุโรปอพยพไปตั้งถิ่นฐาน ขับไล่-เข่นฆ่าชาวพื้นเมือง กลายเป็นดินแดนบ้านป่าเมืองเถื่อน ยุคสมัยคาวบอยครองเมือง ด้วยเหตุนี้จนถึงปัจจุบัน ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จึงยังคงได้รับการปลูกฝังทัศนคติเกี่ยวกับความรุนแรง

การเลือกชื่อหนัง Unforgiven มีความน่าสนใจอย่างมากๆ เพราะทุกตัวละครในหนังต่างโหยหาการไถ่โทษ/ไถ่บาป ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ (Redemption) แต่ขณะเดียวกันพวกเขากลับกระทำสิ่งที่(พระเจ้า)ไม่สามารถให้อภัย “We all have it coming, Kid.” ด้วยเหตุนี้ “Deserve’s got nothing to do with it.” มันตรงกับกรรมสนองกรรมเสียมากกว่า


รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เต็มไปด้วยความรุนแรง อาฆาตแค้น เข่นฆ่ากันตายไม่รู้จักจบจักสิ้น เราควรบังเกิดความรู้สึกเอือมระอา ตั้งคำถามว่าทำไมพวกเขาไม่รู้จักประณีประณอม ยินยอมความ พูดคุยหาหนทางออกร่วมกัน เมื่อนั้นโลกจักพบความสงบสุข … นี่แสดงให้เห็นถึงวิถีโลกตะวันตก vs. ตะวันออก มันช่างแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง!

วันก่อนผมเพิ่งพร่ำบ่นถึง Bonnie and Clyde (1967) ที่ทำการ ‘romanticize’ อาชญากร หล่อเท่ห์ กิ๊บเก๋ ทำตัวหัวขบถแล้วปังปุริเย่ เริงระบำไปกับความรุนแรง (Dance of Death) โดยแทบไม่มีเนื้อหาสาระข้อคิด เพียงคนรุ่นใหม่ต่อต้านระบบ กระทำสิ่งขัดต่อขนบกฎกรอบ

แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ Unforgiven (1992) เรื่องนี้มีภาพความรุนแรงไม่น้อยกว่า Bonnie and Clyde (1967) เต็มไปด้วยความโกรธเกลียด อาฆาตแค้น แต่ดูจบเกิดความขยะแขยง ตระหนักถึงวัฏจักรความรุนแรง “Violence begets Violence” ชักชวนให้ผู้ชมขบครุ่นคิด ค้นหาหนทางออก ซึ่งคำตอบมันก็ไม่ได้ยากเย็นแสนเข็น เพียงเรียนรู้จักการยกโทษให้อภัย (Forgiveness)

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” มันอาจไม่มีตัวละครไหนในภาพยนตร์เรื่องนี้สมควรได้รับการยกโทษให้อภัย แต่เมื่อไหร่เราเรียนรู้ว่าสิ่งตรงข้าม Unforgiven คือ Forgiveness โลกใบนี้คงสงบสุขขึ้นเยอะ!

จัดเรต 18+ กับความรุนแรง เหี้ยมโหดร้าย ฆ่าคนตาย

คำโปรย | สิ่งที่มิอาจให้อภัยใน Unforgiven (1992) คือความรุนแรงก่อกำเนิดความรุนแรงไม่รู้จบสิ้น
คุณภาพ | มาสเตอร์พีซ
ส่วนตัว | มิอาจให้อภัย

 สิ่งที่ไม่ควรเกิด มักก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่ควรเกิด… ดังนั้นถ้าไม่อยากให้เกิดสิ่งที่ไม่ควรเกิด ก็ไม่ควรก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่ควรเกิดตั้งแต่ต้น


นั่นคือข้อเตือนใจที่คิดได้เป็นประจำ ยามดูหนังสยองแนวไล่เชือดหรือหนังฆาตกรรม


เพราะส่วนใหญ่แล้วที่มันเกิดเรื่องก็มักจะเพราะมีใครไปทำอะไรที่ไม่สมควรทำน่ะครับ ไม่ว่าจะการไปก่อกวนบูลลี่คนอื่น, การปล่อยปละละเลยไม่ทำตามหน้าที่ความรับผิดชอบจนเกิดเรื่องร้ายตามมา, การไปเล่นชู้คบชู้นอกใจ หรือการไปทำเรื่องไม่ควรทำอีกมากมาย อะไรเหล่านี้บ้างก็เกิดเป็นพล็อตหนัง แต่บางครั้งก็กลายเป็นชนวนเหตุของการฆ่ากันจริงๆ ในโลกความจริง – จนอดคิดไม่ได้น่ะครับว่าบางเรื่องอย่าไปหาทำเลย จะได้ไม่เกิดเรื่องร้ายๆ ตามมา

แต่ผมชอบตอนต้นเรื่องนะ ตอนที่เกิดจลาจลในห้างน่ะครับ มันสะท้อนความบ้าคลั่งของคนได้ดี แล้วก็ถือเป็นการเตือนให้เราตระหนักว่าหากเราไปอยู่ในสภาวะที่มีคนแน่นๆ จนน่ากลัวแบบนี้ ทางที่ดีควรหลบฉากออกมาดีกว่าครับ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นไหม ยิ่งคนเยอะสถานการณ์ยิ่งควบคุมยาก


และสิ่งหนึ่งที่รู้สึกระหว่างดูคือหนังแอบทำให้คนดูรู้สึกน่ะครับว่าคนที่โดนสังหารนั้นส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเพราะสิ่งที่พวกเขาทำลงไป เช่น บางคนก็เห็นแก่ตัวเกิน หรือบางคนก็กวนทรีนเกินอะไรแบบเนี้ย คือดูแล้วเข้าใจเลยว่าเพราะอะไรถึงทำให้คนผู้นั้นตกเป็นเป้า ซึ่งผมไม่ได้จะบอกว่าคนผู้นั้นควรตายนะครับ แต่เพียงหมายถึงว่า ก็คนผู้นั้นไปทำในสิ่งที่ไม่ควร จนมีคนแค้นเคืองและผูกใจเจ็บ เลยนำมาสู่บทลงเอยที่ไม่สวย – อันนี้ก็ย้อนไปถึงที่ผมบอกไว้ตอนต้นน่ะครับ ว่าบางครั้งเราก็อย่าหาทำในสิ่งที่ไม่ควรทำเลยจะดีกว่า


นั่นอาจเป็นหนึ่งในหนทางรอดในการดำเนินชีวิตน่ะครับ คือใช้ชีวิตไปตามวิถี แต่อย่าไประรานใคร อย่าไปเบียดเบียนใคร อย่าไปล่วงละเมิดใคร ฯลฯ จะได้ไม่เป็นการชักภัยเข้าหาตัว


มันคงจะดีนะครับถ้าหนังสยองขวัญช่วยทำให้คนตระหนักในบางสิ่ง ที่จะทำให้โลกแห่งความจริงเกิดเรื่องสยองน้อยลง