วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

 “พูดเล่นๆ” “ล้อเล่นน่า” “ก็แค่บ่น” 4 คำพูดติดปากที่กำลัง “กรีดใจ” ลูกทุกวัน (และเขาจำไม่ลืม)

“อ้วนเหมือนหมูเลย... โอ๋ๆ แม่ล้อเล่นน่า”
“ทำไมซุ่มซ่ามแบบนี้เนี่ย! แม่ก็บ่นไปงั้นแหละ”
“ฉลาดจริงๆ เลยนะเราเนี่ย” [ด้วยน้ำเสียงประชดประชัน]
“ไปให้พ้นเลย! รำคาญ!” [แล้วพอหายโกรธก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น]
แม่ๆ คะ... คำพูดเหล่านี้คุ้นๆ มั้ยคะ?
มันคือคำพูดติดปากที่เราอาจจะเผลอพูดออกไปในวันที่…
⭕️ เหนื่อยล้า
⭕️ หงุดหงิด
หรือแค่…
⭕️ “อยากจะแซวลูกเล่นๆ”
และเมื่อเราเห็นสีหน้าลูกที่เจ็บปวดหรือไม่พอใจ เราก็มักจะรีบใช้ “เกราะป้องกัน” ที่ง่ายที่สุด ด้วยการพูดว่า “โอ๊ย...ก็แค่พูดเล่นเอง ทำไมต้องจริงจังด้วย?”
วันนี้แม่อิ๊บขอพูดตรงๆ เลยนะคะว่า... สำหรับเด็กแล้ว
❌ “คำพูดเล่นๆ ไม่มีอยู่จริง” ค่ะ
ทุกคำพูดที่ออกจากปากพ่อแม่ คือ…
✅ “ความจริง” ที่ลูกใช้สร้างโลกและสร้างตัวตนของเขา
คำพูดของเราคือ…
✅ “มีดที่มองไม่เห็น” ที่กำลังกรีดลงไปในหัวใจของเขาทีละนิด... ทีละนิด... ทุกวัน และบาดแผลเหล่านี้ “เขาจำไม่ลืม” ค่ะ
มาดูกันว่า 4 คำพูดติดปากสุดอันตราย ที่เราใช้เป็นข้ออ้างนั้น มันกำลังทำลายลูกของเราอย่างไรบ้าง?
1️⃣ “ล้อเล่นน่า | พูดเล่นๆ”
👨🏻👩🏻 สิ่งที่เราทำ
เราพูดจี้จุดด้อยหรือล้อเลียนลูก
“ขาใหญ่จัง”
“ทำไมดำแบบนี้”
และเมื่อลูกแสดงอาการเสียใจ เราก็รีบสรุปว่า “ล้อเล่นเอง อย่าคิดมากสิ”
👦🏻👧🏻 สิ่งที่ลูกได้รับ
“หนูอ้วน | ดำ | ซุ่มซ่ามจริงๆ”
เขาเชื่อในคำพูดแรกของเราเสมอ
2️⃣ “ก็แค่บ่น”
👨🏻👩🏻 สิ่งที่เราทำ
เราบ่นพฤติกรรมของลูกด้วยการ “โจมตีที่ตัวตน” ของเขา
เช่น…
“ทำไมขี้เกียจแบบนี้”
“เด็กดื้อ”
“น่ารำคาญจริงๆ”
สิ่งที่เราบอกตัวเอง คือ…
⭕️ “เราก็บ่นไปงั้นแหละ ไม่ได้หมายความตามนั้นจริงๆ”
👦🏻👧🏻 สิ่งที่ลูกได้รับ
ลูกไม่สามารถแยก “พฤติกรรม” ออกจาก “ตัวตน” ได้ค่ะ
เมื่อเขาได้ยินคำว่า “เด็กขี้เกียจ” ซ้ำๆ เขาจะไม่คิดว่า “ฉันทำพฤติกรรมขี้เกียจ”
แต่เขาจะเชื่อว่า…
✅ “ฉันคือเด็กขี้เกียจ”
…และเขาก็จะทำตัวแบบนั้นไปตลอดชีวิต
3️⃣ “ประชดประชัน”
👨🏻👩🏻 สิ่งที่เราทำ
เมื่อลูกอาสาจะถือถาดอาหารเอง และสุดท้ายทำหกหมด
“เก่งมากลูก ฉลาดจริงๆ เลย” ด้วยน้ำเสียงโกรธๆ
สิ่งที่เราบอกตัวเอง คือ…
⭕️ “ก็แค่อยากให้มันรู้ตัว”
👦🏻👧🏻 สิ่งที่ลูกได้รับ
สมองของเด็กเล็กยังไม่สามารถประมวลผลสิ่งที่ตรงข้ามกัน [คำพูดดี + น้ำเสียงแย่] ได้ค่ะ
สิ่งนี้สร้างความสับสนได้ค่ะ เขาจะเรียนรู้ว่า…
❌ “คำพูดของแม่เชื่อถือไม่ได้”
และ…
❌ “โลกนี้เต็มไปด้วยอันตรายที่ซ่อนเร้น”
…เขาจะรู้สึกได้ว่าไม่ไว้ใจใครได้
4️⃣ “ก็แค่พูดตอนโกรธ”
👨🏻👩🏻 สิ่งที่เราทำ
ในตอนที่เราโกรธจัด เราพลั้งปากพูดคำที่รุนแรงที่สุดออกไป
“ไปให้พ้นเลย!”
“ไม่อยากมีลูกแบบนี้!”
“ถ้าดื้อมากเดี๋ยวไม่รักแล้วนะ!”
สิ่งที่เราบอกตัวเอง คือ…
⭕️ “เราไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ ใครๆ ก็โมโหกันทั้งนั้น”
👦🏻👧🏻 สิ่งที่ลูกได้รับ
เขาไม่รู้หรอกค่ะว่าเรา…
❌ “ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ”
เขารับรู้แค่ความจริงที่น่ากลัวตรงหน้าว่า…
✅ “ความรักของพ่อแม่มีเงื่อนไข”
และมันสามารถถูก “ถอนกลับ” ได้ทุกเมื่อถ้าเขาทำตัวไม่ดี
ความกลัวที่จะถูกทอดทิ้งนี้ คือ รากเหง้าของปัญหาสุขภาพจิตมากมายในอนาคต
แม่ๆ คะ... เราเป็นมนุษย์ค่ะ เรามีวันที่เหนื่อยล้าและพลั้งปากได้ บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อซ้ำเติมให้เรารู้สึกผิด แต่เขียนขึ้นมาเพื่อ “ปลุก” ให้เราตระหนักรู้
เมื่อเราเผลอทำพลาดไปแล้ว อาวุธที่เราใช้ซ้ำเติมลูกคือคำว่า “แม่ก็แค่ล้อเล่น” แต่ยาที่วิเศษที่สุดที่จะเยียวยาเขาได้ คือ…
✅ คำว่า “แม่ขอโทษ” ค่ะ
หยุดแก้ตัว แล้วหันมายอมรับอย่างจริงใจ
แม่ : “เมื่อกี้แม่ขอโทษนะลูก แม่พูดแรงเกินไป แม่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ แม่แค่กำลังโกรธ | เหนื่อย... แม่รักหนูนะ”
คำขอโทษที่จริงใจ ไม่ได้ทำให้เราเสียอำนาจความเป็นพ่อแม่ แต่กำลังสอนบทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดให้ลูก นั่นคือ…
✅ “การยอมรับผิด”
และ
✅ “การให้อภัย”
วันนี้เรามาเริ่มต้นใช้คำพูดของเราเพื่อ “สร้าง” ไม่ใช่ “ทำลาย” กันนะคะ
ด้วยรักและห่วงใยจากใจ ❤️
แม่อิ๊บ เลี้ยงลูกแบบมอนเตสซอรี่ | Deputy Childcare Supervisor | Pupil Support Assistant ปฐมวัย | Playworker ระดับประถม in UK | Gentle Sleep Consultant 0-6 ขวบ in UK



 “คนหลงตัวเอง” (Narcissism) หรือพวกที่มักโยนความผิดให้คนอื่น ทำผิดแล้วยังทำหน้าเฉย

😏 หรือบิดคำพูดซะจนเรากลายเป็นฝ่ายที่ต้องขอโทษแทน เคยสงสัยไหมว่า คนแบบนี้เปลี่ยนได้จริงมั้ย?
.
นักจิตวิทยาบอกว่า คนหลงตัวเอง (narcissist) เนี่ย มักจะอีโก้แรงมาก ถ้ามีใครมาวิจารณ์หรือทำให้รู้สึกด้อย มันจะกระทบอัตตาข้างในทันที แล้วก็จะโต้กลับแบบแรงๆ เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของตัวเอง 🧠💥
.
คนที่มี “ลักษณะหลงตัวเอง” ไม่ได้เหมือนกันหมดนะ แบ่งได้หลักๆ สองแบบ
.
แบบแรกคือ ยิ่งใหญ่โอหัง” (Grandiose) คิดว่าตัวเองสุดยอดเหนือใคร 😎
.
กับอีกแบบคือ “อ่อนไหวเปราะบาง” (Vulnerable) จะกลัวการถูกวิจารณ์มากๆ 😔
.
แต่ทั้งคู่มีจุดร่วมคือ “เห็นแก่ตัว” และพอมันมากเกินไปก็อาจกลายเป็น “โรคบุคลิกภาพหลงตัวเอง” (Narcissistic Personality Disorder – NPD) ได้
.
ส่วนเรื่อง “รักษาได้มั้ย?” คำตอบคือ ไม่มี “ยาวิเศษ” ให้หายขาด ❌ แต่ บำบัดได้ ✨
.
ปกติหมอจะบำบัดด้วยการพูดคุย (talk therapy) โดยเฉพาะแนว CBT (Cognitive Behavioral Therapy) ช่วยให้เขาเริ่มสังเกตตัวเอง ว่าคิดและทำอะไรซ้ำๆ ที่ทำร้ายคนอื่นบ้าง แล้วค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมไปทีละนิด
.
แต่นักบำบัดหลายคนบอกว่า วิธีที่เวิร์กกว่าคือแนว “introspective relational” ให้คนไข้ค่อยๆ เปิดใจ สำรวจความรู้สึกของตัวเอง โดยมีนักบำบัดนั่งฟังแบบไม่ตัดสิน 💬
.
แต่ก็ยังยากมาก เพราะคนหลงตัวเองจะกลัวการเปิดเผยจุดอ่อนสุดๆ กลายเป็นว่าหลายคนพยายาม “ทำให้หมอประทับใจ” มากกว่าจะยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา
.
หมอเลยต้องใจเย็นมาก เพราะกว่าจะเจาะเข้าไปถึงความรู้สึกข้างใน มีกำแพงทั้ง “ความอาย ความโกรธ ความรู้สึกผิด ความรู้สึกด้อยค่า” ขวางอยู่เต็มไปหมด 😮‍💨
.
และพอไม่อยากเผชิญความจริง หลายคนหนีการบำบัดกลางคันเลยก็มี 😓
.
สถิติชี้ว่าคนที่มี NPD หนีการบำบัดมากถึง 63-64% ในขณะที่คนทั่วไปแค่ 10–50% เอง! และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มาหาหมอเพราะ “อยากเปลี่ยนตัวเอง” หรอก แต่มักมาเพราะชีวิตมันพัง เช่น ถูกทิ้ง ถูกไล่ออก หรือรู้สึกซึมเศร้า
.
สรุปแบบภาษาชาวบ้านเลยก็คือ คนหลงตัวเอง อาจเปลี่ยนได้ แต่ต้องใช้เวลาเยอะมาก ต้องมีหมอที่เข้าใจสุดๆ และตัวคนไข้เองก็ต้อง “ยอมลดอีโก้” ด้วย ❤️‍🩹 ไม่งั้นก็วนลูปอยู่ที่เดิมนั่นแหละ
.




 

 The paradox of being good

สมมติว่าคุณมีลูกน้องอยู่สองคน คนแรกเป็นคนที่ทำงานเก่งมาก ขยัน รับผิดชอบ และไว้ใจได้เสมอ ส่วนคนที่สองทำงานแบบพอผ่าน ไม่ได้ดีเด่นแต่ก็ไม่ได้แย่ถึงขั้นต้องให้ออก
แล้ววันหนึ่งมีงานสำคัญเข้ามา คุณต้องเลือกว่าจะมอบหมายงานนี้ให้ใครรับผิดชอบ คำตอบก็ชัดอยู่แล้วใช่ไหมครับ แน่นอนว่าคุณต้องเลือกคนเก่งคนนั้น เพราะคุณมั่นใจว่าเขาจะไม่ทำให้ผิดหวัง
แต่นี่แหละครับคือจุดเริ่มต้นของ paradox of being good
อะไรคือ paradox of being good
Paradox of being good (หรือที่หลายๆ คนเรียกกันว่า efficiency curse หรือ burden of excellence) ก็คือเหตุการณ์ที่ “คนเก่ง” ถูกลงโทษโดยความเก่งของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ลองนึกภาพตามผมนะครับ เพราะเมื่อคุณทำงานได้ดี ทำเร็ว และไม่ค่อยมีปัญหา คนรอบตัว ซึ่งรวมไปจนถึงหัวหน้าของคุณ ก็จะเริ่มไว้วางใจคุณมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้าย งานสำคัญ งานยาก หรือแม้แต่งานเร่งด่วน ก็จะถูกโยนมาให้คุณก่อนใครเสมอ
ผลลัพธ์ก็คือ คุณกลายเป็นคนที่ “งานล้นมือ” ในขณะที่บางคนรอบๆตัวกลับยังมีเวลาพักจิบกาแฟ และก็ไม่ถูกลงโทษอะไรใดๆ
แล้วทำไม “คนเก่ง” ถึงมักจะติดอยู่ในกับดักนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สาเหตุหลักๆมาจาก cognitive bias ที่เรามักพบเห็นกันอยู่บ่อยๆในสถานที่ทำงาน เช่น
1. Availability heuristic: คนมักจะนึกถึงชื่อของคนที่ทำงานดีและเชื่อใจได้ก่อนเสมอ เวลามีงานด่วนหรือยาก หัวหน้าก็จะนึกถึง “คุณ” ขึ้นมาเป็นชื่อแรกในหัวโดยอัตโนมัติ เพราะสมองชอบเลือกสิ่งที่คุ้นเคยและมั่นใจว่าจะไม่พัง
2. Trust bias: เมื่อเราเคยเห็นใครสักคนทำงานได้ดี เราจะเริ่ม “ไว้วางใจเกินพอดี” แทนที่จะกระจายงานอย่างเท่าเทียม หัวหน้ามักโยนงานหนักให้คนเดิม เพราะคิดว่า “เขาทำได้แน่ๆ” โดยลืมไปว่าคนเก่งก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน
3. Effort invisibility: ความพยายามมักถูกมองไม่เห็น ผู้คนเห็นแต่ผลงานที่เสร็จเรียบร้อย แต่ไม่เห็นแรงกายแรงใจที่หมดไประหว่างทาง ยิ่งทำดี งานยิ่งดูเหมือนง่าย ยิ่งไม่มีใครรู้ว่าคุณเหนื่อยแค่ไหน
4. Self-reinforcing cycle: คนเก่งเองก็มีส่วน เพราะเรามักอยากรักษาภาพของ “คนไว้ใจได้” จึงไม่กล้าปฏิเสธ ผลคือยิ่งรับงานมาก ก็ยิ่งเก่งขึ้น (ในสายตาคนอื่น) และยิ่งถูกใช้งานมากขึ้น
ในทางกลับกัน เราก็มักจะเห็นคนที่ไม่อยากจะมีงานล้นมือเลือกกลยุทธ์ของการไม่ทำงานอย่างสุดความสามารถ หรือ strategic under-performance
พูดง่ายๆคือ ทำงานให้ดีพอที่จะไม่โดนตำหนิ แต่ไม่ดีขนาดที่ใครๆจะมอบหมายงานหนักให้คุณตลอดเวลา ในเชิงจิตวิทยา มันคือการปรับสมดุลระหว่าง “ประสิทธิภาพ” กับ “ภาระ” เพราะระบบรางวัลในที่ทำงานมักจะไม่ให้รางวัลกับคนที่ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่มักให้ “งานเพิ่ม” แทน
นักจิตวิทยาอธิบายว่า กลยุทธ์นี้เกิดจาก rational adaptation:
เมื่อระบบมีช่องโหว่ คนก็เรียนรู้ที่จะปรับพฤติกรรมให้เหมาะกับแรงจูงใจที่มีอยู่จริง มันจึงไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือ การปกป้องตัวเองจากระบบที่ไม่ยุติธรรมกับคนขยัน
ในการแก้ปัญหา paradox of being good จริงๆ ระบบก็ต้องเปลี่ยน ไม่ใช่แค่ตัวคนเก่งเท่านั้นที่ต้อง “เรียนรู้จะปฏิเสธ” แต่องค์กรและผู้บริหารเองต้องเรียนรู้จะจัดการแรงจูงใจใหม่ ให้รางวัลกับ “การกระจายภาระ” มากกว่าการโยนทุกอย่างให้คนที่ไว้ใจได้ที่สุดเสมอ
เช่น ตั้งระบบที่ ประเมินผลงานตามการพัฒนาทีม ไม่ใช่แค่ผลงานส่วนบุคคล ให้รางวัลกับหัวหน้าที่ “สร้างคนเก่งเพิ่ม” มากกว่าที่ใช้คนเก่งคนเดิมซ้ำๆ และทำให้ effort visibility สูงขึ้นเพื่อให้เห็นว่าใครรับภาระงานมากเกินไป เพื่อกระจายได้อย่างยุติธรรม
และนี่ก็คือกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการลดปัญหา burnt out ของคนที่มีความสามารถในองค์กรจริงๆ และอย่าลืมนะครับว่า คนเก่งเป็นสมบัติที่ล้ำค่ามากๆในองค์กร เพราะฉะนั้นเราควรจะดูแลพวกเขาให้ดีๆ


 


 


 

 เวลาเรารับเคสเด็กที่มีปัญหาด้านการจัดอารมณ์

ข้อมูลหนึ่งที่เราจำเป็นต้องถามคือ

“ปกติแล้วพ่อแม่

มีวิธีการจัดการอารมณ์ของตัวเองยังไง?”

.

แน่นอนว่า 

เราไม่ได้ถามคำถามนี้อย่างตรงไปตรงมา

แต่เราจะสังเกตจากวิธีการคิด 

มุมมองที่มีต่อปัญหา หรือแม้แต่อารมณ์ขณะที่พูด

เพราะการจัดการอารมณ์ของพ่อแม่

มีผลต่อการจัดการอารมณ์ของลูก

ทั้งทางตรงและทางอ้อม

.

ตามหลักจิตวิเคราะห์ 

เด็กจะซึมซับรูปแบบการจัดการทางอารมณ์

จากพ่อแม่แบบที่เราไม่รู้ตัว หรือ ที่เราเรียกว่า internalization  

ทำให้เราจะดึงรูปแบบที่เราคุ้นเคยเพื่อนำมาใช้ในการจัดการกับอารมณ์หรือปัญหา 

หรือแม้แต่การเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อแม่ (identification) เพราะลูกคิดว่า การกระทำที่พ่อแม่ทำเป็นสิ่งที่ควรทำ เช่น

เมื่อลูกเห็นพ่อแม่ไม่ได้ดั่งใจ แล้วตะโกนเสียงดัง

พอเกิดสถานการณ์ที่ลูกไม่ได้ดั่งใจบ้าง

ลูกก็จะขึ้นเสียงและพูดเสียงดังโดยอัตโนมัติ

.

และถึงแม้ลูกจะไม่ชอบการกระทำของพ่อแม่ 

หรือวิธีการที่พ่อแม่ใช้ในการจัดการอารมณ์

แต่ลูกก็มีโอกาสที่จะทำสิ่งนั้นแบบที่ตนเองไม่รู้ตัว

เพราะจิตไร้สำนึกของของตัวเองเกิดกระบวนการ repetition compulsion

เช่น เด็กที่เคยรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกพ่อแม่ตะคอก หรือดุด่าว่ากล่าว 

จนทำให้เขารู้สึกด้อยค่าหรืออ่อนแอ 

แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเราเป็นลูก

อาจโตขึ้นมาแล้วตะคอก 

และชอบตำหนิคนอื่นโดยที่เขาไม่รู้ตัว 

ซึ่งเหมือนเป็นการกลับไปอยู่ในบทบาทของผู้ควบคุมสถานการณ์ (หรือ อยู่ในบทบาทที่พ่อแม่เคยทำ) เพื่อแก้ไขความรู้สึกที่ทำให้ตนเองไม่ต้องรู้สึกอ่อนแอแบบเดิม

.

 ถ้าศึกษาในกระบวนการของจิตวิเคราะห์ 

บางทีสิ่งที่ขับเคลื่อนโดยจิตไร้สำนึกก็ทำให้เรา

“เป็นคนที่ไม่อยากเป็น”

“ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ”

.

การตระหนักรู้ถึงที่มาที่ไป

ของรูปแบบพฤติกรรมของตน 

จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ

ของการแก้ไขปัญหาต่างๆ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘พฤติกรรมของลูก’




 

 


វិធីឈ្នះសង្គ្រាម  


កាលបរិច្ឆេទនៃការសរសេរ  

*ការសរសេរលើកទី១៖* ថ្ងៃពុធ ៣១ កក្កដា ឆ្នាំ២០២៤ (២១:២៩)  

*ការសរសេរលើកទី២៖* ថ្ងៃព្រហស្បតិ៍ ១ សីហា ឆ្នាំ២០២៤ (០៥:២២)  


---


### ខ្លឹមសារ  

ប្រសិនបើខ្វះប្រភពទឹក អាចចាញ់សង្គ្រាម។ ប្រសិនបើមានប្រភពទឹក អាចឈ្នះសង្គ្រាម។ កុំឱ្យភាគីម្ខាងមានប្រភពទឹក ត្រូវឱ្យយើងមាន ឬប្រើប្រាស់ប្រភពទឹក។ ក្នុងសង្គ្រាមអ៊ូម៉ាឡាហ្គាស ឡាហ្គាសបានប្តូរទិសដៅទឹក ទើបអ៊ូម៉ាខ្វះទឹក។ កងទ័ពអ៊ូម៉ាបានចាញ់សង្គ្រាមនៅពេលក្រោយ។ សង្គ្រាមស្តេចដប់អង្គនៅតំបន់ប៉ាន់ចាប សុធត់បានខ្ទេចទំនប់ធ្វើឱ្យទឹកជំរុំ ទើបឈ្នះ។  


ច្រើនមិនមែនជាការឈ្នះ។ ធំធេងមិនមែនជាការឈ្នះ។ ខ្លាំងក្លាមិនមែនជាការឈ្នះ។ របាំងធម្មជាតិរារាំង ប្រសិនបើចង់វាយប្រហារ នឹងប្រឈមនឹងការខាតបង់ច្រើន។ ទន្លេពព្រាត ខ្យល់មូសុងបក់ខ្លាំង ទឹកធំធេងហើយជ្រៅ គ្មានផ្លូវឆ្លងកាត់។ បើគិតចង់ឆ្លងទៅ ទោះឈ្នះ ក៏អាចបាត់បង់ច្រើនដែរ។  


ច្រើនមិនមែនឈ្នះតិចទេ។ ច្រើនជាងមិនមែនឈ្នះតិចជាងទេ។ សង្គ្រាមមិនគួររង់ចាំ។ សង្គ្រាមត្រូវធ្វើភ្លាម។ ពេលវាយប្រហារ ត្រូវវាយភ្លាម។ កុំរង់ចាំៗៗ កុំរង់ចាំអ្នកណាមកជួយ។ កុំប្រើកម្លាំងបន្ថែម ត្រូវប្រើតែកម្លាំងខ្លួនឯងតែមួយគត់។ លុបបំបាត់ការរង់ចាំពេលវេលា កំចាត់សត្រូវភ្លាម។ យើងមិនខាតពេល ភាគីប្រឆាំងគ្មានពេលត្រៀមខ្លួន។ ពេលយើងមិនរង់ចាំ យើងក៏មិនខាតពេល។ ពេលយើងមិនខាតពេល កម្លាំងយើងក៏មិនខូចខាត។  


---


  


---


### ខ្លឹមសារបកប្រែ  

កុំឱ្យភាគីប្រឆាំងវាយរុំយើង។  

ឈ្នះម្ដង មិនមែនជាស្នាដៃថានឹងឈ្នះសង្គ្រាមបន្តទៀតទេ។  

ឈ្នះច្រើនដង មិនមែនជាស្នាដៃថានឹងឈ្នះសង្គ្រាមបន្តទៀតទេ។  

ឈ្នះច្រើនដង មិនមែនជាការឈ្នះគ្រប់ពេលទេ។  

ហេតុនេះ ស៊ុនជឺ ទើបពោលថា៖  

"ធ្វើសង្គ្រាមរយដង ឈ្នះរយដង" មិនស័ក្តិសមជាការឆ្នើមបំផុតនោះទេ។  

"មិនធ្វើសង្គ្រាម តែឈ្នះភាគីប្រឆាំង" ទើបជាការឆ្នើមបំផុត។  


សង្គ្រាមមិនមែនមានត្រឹមតែពីរ (ចាញ់ ឬឈ្នះ) ទេ  

តែសង្គ្រាមមានយ៉ាងហោចណាស់បួន៖ ចាញ់ ឈ្នះ រស់ ស្លាប់។  

ហេតុនេះ មេទ័ពអសមត្ថភាព មិនស្ដាប់ពាក្យនាយកងដែលមានសមត្ថភាព ទើបចាញ់ ទើបស្លាប់។  

មេទ័ពអសមត្ថភាព ស្ដាប់ពាក្យនាយកងដែលមានសមត្ថភាព ទើបឈ្នះ ទើបរស់។  


តិចក៏ឈ្នះបាន ខ្សោយក៏ឈ្នះបាន៖  

- វិធីសាស្ត្រធ្វើសង្គ្រាមខ្សោយក៏ឈ្នះបាន  

- អាវុធខ្សោយក៏ឈ្នះបាន  

- វិទ្យាសាស្ត្រខ្សោយក៏ឈ្នះបាន  


ច្រើនក៏ចាញ់បាន ខ្លាំងក៏ចាញ់បាន៖  

- វិធីសាស្ត្រធ្វើសង្គ្រាមខ្លាំងក៏ចាញ់បាន  

- អាវុធខ្លាំងក៏ចាញ់បាន  

- វិទ្យាសាស្ត្រខ្លាំងក៏ចាញ់បាន  


ហេតុនេះ ស៊ុនជឺ ទើបពោលថា៖  

"ច្រើនមិនមែនប្រាកដថាល្អទេ"  

កុំប្រើវិធីចៃដន្យ កុំបោះជំហានគ្រោតគ្រាត។  

បើទាយសកម្មភាពខាងប្រឆាំងបានត្រឹមត្រូវ នឹងឈ្នះបាន។  


នាយកងទោះមានសមត្ថភាព ក៏**មិនត្រូវប្រើ**អ្នកដែល៖  

- ឈរឈ្លាសខាងការពារភាគីប្រឆាំង  

- គ្មានចិត្តគាំទ្រយើង  

- ជាអតីតភាគីប្រឆាំងយើង  

- ធ្លាប់ទទួលជំនួយពីខាងប្រឆាំង  

→ បើប្រើ នឹងចាញ់។  


**ហេតុនេះ ត្រូវជ្រើសរើស**អ្នកដែល៖  

- មានសមត្ថភាព និងនៅខាងយើង  

- មានសមត្ថភាព និងមានចិត្តគាំទ្រយើង  

- មានសមត្ថភាព ជាសមាជិកយើង  

- មិនធ្លាប់ជាខាងប្រឆាំង  

- មិនទទួលជំនួយពីខាងប្រឆាំង  

→ មកធ្វើជានាយកង។  


បើមានប្រភពទឹក អាចឈ្នះសង្គ្រាម  

បើខ្វះប្រភពទឹក អាចចាញ់សង្គ្រាម  

→ ហេតុនេះ ហាមធ្វើសង្គ្រាមកន្លែងខ្វះទឹក  

→ ហេតុនេះ ហាមធ្វើសង្គ្រាមកន្លែងរាំងស្ងួត  


បើយើងទទួលដំណឹងសំខាន់ តែមិនប្រើដំណឹងនោះ  

មិនយកវាជាការសំខាន់ នឹងខូចខាត។  

បើជាសំណើសុំជំនួយ មិនអាចមិនអើពើបានទេ។  

បើគ្មានឱកាសបកតប នឹងចាញ់។  

បើខាងប្រឆាំងគ្មានចន្លោះខ្វះ យើងនឹងចាញ់។  

បើខាងប្រឆាំងមានមនុស្សតួនាទីផ្សេង សមត្ថភាពផ្សេង ប៉ុន្តែសហការល្អដូចមនុស្សម្នាក់ → យើងនឹងចាញ់។  


---

  


---


### ខ្លឹមសារបកប្រែ  

វិធីសាស្ត្រធ្វើសង្គ្រាមទោះល្អ ក៏មិនប្រាកដថាឈ្នះទេ។  

វិធីសាស្ត្រធ្វើសង្គ្រាមទោះល្អ ក៏មិនប្រាកដថាមានប្រសិទ្ធភាពទេ។  

វិធីសាស្ត្រធ្វើសង្គ្រាមទោះឈ្នះ ក៏មិនប្រាកដថាឈ្នះគ្រប់ពេលទេ។  


ហេតុនេះ វិធីសាស្ត្រសង្គ្រាមទាំងអស់ សុទ្ធតែមានចន្លោះខ្វះ។  

គ្មានវិធីសាស្ត្រណាមួយគ្មានចន្លោះខ្វះឡើយ។  

ហេតុនេះ បើខាងប្រឆាំងដឹងវិធីសាស្ត្រយើង → យើងនឹងចាញ់។  


ហេតុនេះ ត្រូវប្ដូរវិធីសាស្ត្រតាមស្ថានការណ៍  

មិនត្រូវយកវិធីសាស្ត្រពីអតីតកាលជាគោលការណ៍ទេ  

ត្រូវប្រើគំនិតខ្លួនឯង។  


បើមិនអាចឈ្នះវិធីសាស្ត្រខាងប្រឆាំងបាន → នឹងចាញ់។  

បើមិនអាចប្ដូរវិធីសាស្ត្រយើងតាមវិធីសាស្ត្រខាងប្រឆាំងបាន → នឹងចាញ់។  


ហេតុនេះ ស៊ុនជឺ ទើបពោលថា៖  

> "ធ្វើសង្គ្រាមធម្មតា ឈ្នះតាមវិធីពិសេស"  


ហេតុនេះ ស៊ុនជឺ ទើបពោលថា៖  

> "ធម្មតា-ពិសេស ប្រែប្រួលគ្មានចប់  

> ឃើញមិនដឹងចុង ដូចវដ្តគ្មានចំណុចចាប់ផ្ដើម  

> ចុះនឹងមានចំណុចបញ្ចប់ដោយរបៀបណា?"**  


ហេតុនេះ ស៊ុនជឺ ទើបពោលថា៖  

> "ជ័យជំនះមិនធ្លាប់ស្ទើរ  

> តែមិនដឹងចុងតាមរូបរាង"**  


---



បើសម្រេចចិត្តរង់ចាំឱ្យខាងប្រឆាំងអស់ធនធាន → យើងនឹងចាញ់។


 


 


 

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568









 


 












 


 

 

bangkokbiznews
 
'โรคมโน' ไม่ใช่แค่นิสัย แต่เป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ต้องรักษา
.
หลายครั้งที่เราอาจเคยใช้คำว่า “มโน” ในความหมายทั่วไปที่แปลว่า การคิดไปเอง แต่ในทางจิตวิทยา เมื่อพฤติกรรมการจินตนาการและการพูดไม่จริงนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนควบคุมไม่ได้ และดูเหมือนไม่มีเหตุผลชัดเจน
.
สิ่งนี้อาจไม่ใช่แค่ลักษณะนิสัย แต่เป็นสัญญาณของ “โรคมโน” ซึ่งเป็นภาวะทางสุขภาพจิตที่ซับซ้อน ผู้ที่มีภาวะนี้มักสร้างเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมาจนบางครั้งก็หลอกตัวเองไปด้วย การทำความเข้าใจภาวะนี้จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการช่วยเหลือตัวผู้ป่วยและคนรอบข้างให้ก้าวสู่โลกความจริงได้อย่างเหมาะสม
.
📌โรคมโน (Pathological Liar) ภาวะทางสุขภาพจิต
.
พญ.อภิสรา สุวรรณประทีป จิตเวชผู้ใหญ่ โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ (BMHH) อธิบายว่าโรคมโน เป็นภาวะการโกหกที่ควบคุมไม่ได้ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Pathological Liar, Pseudologia Fantastica หรือ Mythomania จัดเป็นภาวะทางสุขภาพจิตที่บุคคลคนหนึ่งมีแนวโน้มที่จะพูดโกหกอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย โดยอาจโกหกเพื่อหนีปัญหา ดึงดูดความสนใจ เสริมภาพลักษณ์ หรือเติมเต็มสิ่งที่รู้สึกขาดในชีวิต สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ป่วยมักจะเชื่อในเรื่องราวที่ตนเองสร้างขึ้น จนกระทั่งแยกแยะระหว่างความจริงและจินตนาการไม่ได้
.
ภาวะนี้พบได้บ่อยในกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางสังคม การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาการอาจดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงวัยสูงอายุ
.
📌ความต่าง Pathological Liar VS Erotomania
.
แม้ทั้งสองคำจะเกี่ยวข้องกับ “การมโน” แต่ก็เป็นภาวะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
.
โรคมโน หรือ Pathological Liar คือภาวะที่บุคคลสร้างเรื่องราวเท็จได้หลากหลาย ไม่จำกัดหัวข้อ เป้าหมายหลักคือการทำให้ตัวเองดูดี เป็นที่น่าสนใจ หรือเป็นที่น่าเห็นใจ เรื่องราวที่สร้างขึ้นอาจเกี่ยวกับความสำเร็จ ความเจ็บป่วย หรือวีรกรรมต่าง ๆ
.
ในขณะที่ Erotomania เป็นอาการหลงผิดประเภทหนึ่งที่ผู้ป่วยมีความเชื่ออย่างรุนแรงว่ามีบุคคลอื่นกำลังตกหลุมรักตนเอง เหมือนที่ตนเองก็ตกหลุมรักพวกเขาเช่นกัน โดยที่ไม่มีความจริงอยู่เลย