แสร้งทำนอแต่ไม่น้า
แกล้งไม่รู้ไม่ทำ ดีกว่าแสรันรู้วู่วามทำ
เฉยไม่แสดงปฏิกิริยา ดุจตั๋นอสนีบาตหยุดฟาดฟัน
กลยุทธ์นี้มีความหมายว่า ยอมแสร้งทำเป็นโง่ มิเคลื่อนไหว อย่าทำเป็นสู่รู้ทำบุ่มบ่าม
คำว่า “ดุจดั่งอสนีบาตหยุดฟาดฟัน” เก็บความมาจาก “คัมภีร์อี้จิง หยุด” ความว่า “อสนีบาตฤดูหนาวแฝงกายอยู่ใต้ พื้นพสุธา จักแผดร้องก้องนภาคราฤดูใบไม้ผลิ” ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่มีสติปัญญามิพึงแสดงตัว แต่พึงเตรียมการทั้งปวงอย่างลับๆ ประหนึ่งคมดาบที่อยู่ในฝัก มิปรากฏให้เห็น ครั้นเมื่อถึงกาลอันควร ก็จักคำรนคำรามเหมือนสายฟ้า ที่จะกระหน่ำพสุธาให้แตกสลาย ไปฉะนั้น
นี้นับเป็นกลยุทธ์หลอกลวงมึนชาข้าศึก แสดงความบ้าใบ้ ทางภายนอก แต่ตื่นตัวโดยตลอดอยู่ภายใน ดำเนินการอย่างลี้ลับ และพลิกแพลงเพื่อเอาชนะข้าศึกอย่างหนึ่ง
กลยุทธ์นี้มีส่วนละม้ายคล้ายกับสำนวนไทยเราที่ว่า “หน้าไหว้ หลังหลอก” หรือ “ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก” ในบางแง่บางมุม ใน "บันทึกประวัติศาสตร์ ประวัติชงหนู" และ "จดหมายเหตุ ราชวงศ์ฮั่น ประวัติชงหนู” มีเรื่องราวเป็นอุทาหรณ์ดังต่อไปนี้
ปลายสมัยราชวงศ์ฉิน (221-206 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งตรงกับ ปีแรกของกษัตริย์ฉินที่สอง (209 ปีก่อนคริสตกาล) ในเผ่าชนชาติ ขงหนูที่อยู่ทางภาคเหนือของจีน เกิดกบฏ มอดูฆ่าโถวม่านหัวหน้า เผ่าชงหนูซึ่งเป็นบิดาของตนตาย แล้วตั้งตนเป็นหัวหน้า เผ่าแทน”
เผ่าอยู่แล้ว แต่ครั้นภรรยาน้อยคนโปรดคลอดบุตรเป็นชาย โถวม่าน เดิมทีนั้น โถวม่านได้ตั้งมอดูเป็นทายาทสืบตำแหน่งหัวหน้า ก็คิดจะถอดมอดูออก แล้วตั้งให้บุตรภรรยาน้อยเป็นทายาทแทน จึง เรียกมอดูนำของขวัญไปผูกมิตรกับเผ่าชนย้วยซื้อ ซึ่งเป็นเผ่าชน เลี้ยงปศุสัตว์และเร่ร่อนเช่นเดียวกับชงหนูแต่เข้มแข็งกว่าเผ่าชงหนู ในขณะนั้น
เมื่อมอดูนำเครื่องบรรณาการมาให้ หัวหน้าเผ่าย้วยซื้อก็มี ความยินดีในไมตรีจิตของเผ่าชงหนูเป็นอย่างยิ่ง จึงต้อนรับมอดู อย่างให้เกียรติเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน โถวม่านก็กลับส่งกำลัง เข้าโจมตีเผ่าย้วยซื้อ โดยหวังจะยืมมือเผ่าย้วยสื่อกำจัดมอดูเสีย โดยตนเองมิต้องกระทำให้เป็นที่ติฉินแก่คนทั้งปวง
หัวหน้าเผ่าย้วยซื้อให้โกรธแค้นเป็นกำลัง จึงให้จับตัวมอยู่ มาฆ่าเสีย แต่มอดูรู้เรื่องก่อน จึงขโมยม้าดีของหัวหน้าเผ่าย้วยซื้อหลบหนีกลับซงหนูได้ นับแต่นั้นมา มอดูก็โกรธบิดาเป็นอย่างยิ่ง ตั้งใจว่าจะหาโอกาสฆ่าเสียให้สมแค้น ที่โถวม่านผู้บิดายืมมือคนอื่น ให้มาฆ่าตนได้ลงคอ
โถวม่านเห็นมอตูหนีรอดมาได้ ซ้ำยังขโมยม้าดีมาอีกตัวหนึ่ง ก็คิดจะกลบเกลื่อนความผิดของตน จึงแต่งตั้งให้มอดูเป็นขุนพล แม่ทัพทหารม้า 1 หมื่นคน เพื่อมิให้มอดูเคียดแค้นเกินไปนัก พ่อลูกทั้งคู่จึงต่างปั้นหน้าเข้าหากัน ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอตลอดเวลา
มอดูเมื่อมีทหารม้า 1 หมื่นในมือ ก็นำออกฝึกอยู่ทุกวัน เป็นประจำ มอดูยังได้ประดิษฐ์ลูกเกาทัณฑ์มีเสียงขึ้นมาชนิดหนึ่ง พร้อมกับให้ทหารของตนฝึกยิงเกาทัณฑ์อยู่เสมอ ครั้นแล้วก็มี คำสั่งว่า ถ้าหากเห็นเกาทัณฑ์มีเสียงของตนยิงไปที่ใด ก็ให้ทหาร ทุกคนยิ่งเกาทัณฑ์ไปทางนั้นโดยพร้อมเพรียงกัน หากใครไม่ยิ่ง ตาม ก็จะประหารในทันที
อยู่มาวันหนึ่ง มอดูจงใจยิงเกาทัณฑ์มีเสียงของตนไปยังม้าตี ที่ตนใช้อยู่ พวกทหารติดตามเห็นเช่นนั้นก็ไม่กล้ายิงตามไป เพราะ เกรงจะถูกม้า มอดูจึงจับทหารเหล่านั้นปั่นคอเสียทุกคนด้วยบังอาจ ขัดคำสั่งของตน อยู่มาอีกวันหนึ่ง มอดูก็ยิ่งเกาทัณฑ์มีเสียงไป ทางภรรยาของตนอีก ทหารคนสนิทก็ไม่กล้ายิง มอตูจึงให้ตัดหัว ทหารเหล่านั้นอีก
นับแต่นั้นมาเหล่าทหารก็ขยาด ไม่กล้าขัดคำสั่งของมอดูอีก มอดูยิงไปทางใด เหล่าทหารก็พากันยิงไปทางนั้นโดยมิรอช้า
มาอีกวันหนึ่ง มอตูนำทหารออกไปล่าสัตว์ พบม้าดีของ โถวม่านยืนเล็มหญ้าอยู่ มอดูก็ยิ่งเกาทัณฑ์มีเสียงของตนไปทาง ม้าตัวนั้น บรรดาทหารก็ยิงตามไปโดยไม่ยั้งมือ จนม้าตัวนั้นถูก เกาทัณฑ์ปักเต็มไปทั้งตัวล้มตายอยู่กับที่ มอดูก็รู้ว่า เหล่าทหาร ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของตนโดยมิคลาดเคลื่อน นับว่าใช้การได้ สมดังเจตนาของตนทุกประการแล้ว
หลังจากนั้น มอดูก็พาทหารของตนติดตามไปล่าสัตว์เป็น เพื่อนโถวม่านบิดาของตนเป็นประจำ วันหนึ่ง มอดูเห็นเป็นโอกาส ก็ใช้เกาทัณฑ์มีเสียงของตนยิงไปทางโถวม่านซึ่งกำลังขี่ม้าเหยาะย่างเพลินอยู่ เหล่าทหารก็ยิ่งไปพร้อมกัน ถูกโถวม่านร่างพรุนไป
ขณะนั้น ยังมีฮวนเผ่าตงหูอยู่อีกเผ่าหนึ่ง อยู่ทางภาคเหนือของจีนเช่นกันแต่ก็เข้มแข็งกว่าชงหนู ครับได้ข่าวว่ามอดูฆ่าบิดา และตั้งตนเป็นหัวหน้าเผ่า ก็คิดจะฉวยโอกาสที่ขงหนูกำลังวุ่นวาย ขู่เข็ญกรรโชกเอาประโยชน์จากซงหนู ดังนั้น จึงส่งคนไปหามอยู ด้วยการเปลี่ยนหัวหน้าใหม่ การปกครองภายในเผ่ายังไม่เรียบร้อยดี ม้าพันลี รูปร่างสูงใหญ่ ขนเป็นสีน้ำตาลทั้งตัว ในยามวิ่ง ก็เผ่นโผน ยังเผ่าชงหนู ให้ส่งม้าชั้นดีของโถวม่านให้กับตงหู ม้าตัวนี้มีชื่อว่า โจนทะยานรวดเร็วเหมือนมีปีกบิน เมื่อส่งเสียงร้องก็ดังก้องไปทั่ว ท้องทุ่ง นับเป็นม้าชั้นเลิศที่ถือเป็นของวิเศษของเผ่าชงหนู การที่ เผ่าตงหูกล้ามาเคี่ยวเข็ญเอาม้าตัวนี้ไป แสดงว่า ตงหูมิได้ถือเผ่า ซงหนูของมอตูอยู่ในสายตาเลย
มอดูแม้อายุจะยังไม่มากนัก แต่ก็เป็นคนมีปัญญาปราดเปรื่อง จัดเจนในการใช้กลอุบาย เมื่อเห็นตงหูเรียกร้องเอาม้าวิเศษของ เผ่าตนไปอย่างไร้เหตุผลดังนั้น ก็ให้เคียดแค้นยิ่งนัก แต่มอตุก็ รู้ว่า ตงหูนั้นเข้มแข็งกว่าตน หากมิให้ม้าตัวนี้ไป ตงหูก็คงจะหา เหตุส่งกำลังมารุกรานตนเป็นแม่นมัน ซึ่งหนูยังมิใช่คู่ต่อสู้ของตงหู ในปัจจุบัน มอตูจึงจำใจยกม้าพันลี้ตัวนั้นให้เผ่าตงหูไปโดยดี
แต่ก่อนจะส่งมอบ มอดูก็แสร้งเรียกประชุมแม่ทัพนายกอง ของตน ถามว่า “บัดนี้ เผ่าดงหูมาขอม้าพันลี้ของโถวม่าน พวกท่าน เห็นเป็นอย่างไร?” พวกแม่ทัพนายกองจึงตอบเป็นเสียงเดียวกัน ว่า “ม้าพันลี้ตัวนี้เป็นม้าวิเศษประจำเผ่าชงหนูของเรา จะยกให้เผ่าอื่นไปง่ายๆ กระไรได้?” มอตุจึงว่า “เราจักแตกร้าวกับเพื่อนบ้าน ด้วยเรื่องม้าเพียงตัวเดียวนั้น มิควรที่” ครั้นแล้ว มอดูก็ให้นำม้า พร้อมด้วยอานชั้นดี ส่งให้ทูตของเผ่าตงหูไป เหล่าแม่ทัพนายกอง ให้รู้สึกเสียดายที่มอดูไม่รู้จักรักษาของวิเศษของเผ่าตนเอาไว้เป็น ที่ยิ่ง
เมื่อทูตของตงหูนำม้ากลับไปยังเผ่าตน หัวหน้าเผ่าให้รู้สึกดีใจ เป็นอย่างยิ่ง เข้าใจว่าชงหนูหวาดเกรงในความเกรียงไกรของเผ่าตน มิกล้าเหิมเกริมผิดใจกับตงหู จึงขี่ม้าพันลี้ออกตระเวนอวดศักดา ของตนไปทั่วทั้งเผ่า
ต่อมาไม่นาน หัวหน้าเผ่าตงหูก็ส่งคนมายังเผ่าซงหนูอีก คราวนี้ร้ายกว่าเก่า ขู่เข็ญเอากับมอตู ให้ส่งภรรยาคนใดคนหนึ่ง ของมอดูไปให้เป็นนางบำเรอของหัวหน้าเผ่าตงหู คราวที่แล้ว ตงหูกรรโชกเอาม้าวิเศษของซงหนูไปตัวหนึ่ง ซ้ำยังนำไปโอ้อวด เหยียดหยามซงหนูไปทั่วทั้งเผ่า คราวนี้ก็กำเริบหนักขึ้น จะเอา กระทั่งภรรยาของหัวหน้าเผ่าไปเป็นนางบำเรอ แต่มอตูก็แกล้ง ทำโง่ ไต่ถามพวกแม่ทัพนายกองอีก พวกแม่ทัพนายกองให้รู้สึก โกรธแค้นเป็นทวีคูณ ต่างพากันกล่าวว่า “เผ่าตงหูไร้เหตุผล คราวนี้ ชักเสิบสานจะเอากระทั่งภรรยาของหัวหน้าเรา ข่มเหงน้ำใจกัน มากไปเสียแล้ว หรือว่าดาบของเราเกาทัณฑ์ของเราที่อไปกว่า ของเผ่าตงหู”
มอดูได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกยินดีอยู่ในใจ คิดว่า หากเราเอ่ยปาก เพียงคำเดียว เหล่าแม่ทัพนายกองก็คงจะเผ่นขึ้นหลังม้า สู้กับพวก ตงหูอย่างไม่คิดชีวิต แต่มอตูก็มาคิดอีกทีว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา หวานอมขมกลืนไปพลางก่อนจนกว่าจะถึงโอกาสอันควร ดังนั้น จึงแสร้งกล่าวแก่คนทั้งหลายว่า “เราจะมาหมางใจกับเพื่อนบ้านด้วยเรื่องผู้หญิงคนเดียวนั้นหาควรไม่ เมื่อเขาต้องการ ก็ให้เขาไปเถิด ครั้นแล้ว ก็เลือกเอาภรรยาคนหนึ่งของตนมอบให้กับทูตของตงหูไป ฝ่ายแม่ทัพนายกองทั้งหลายก็ให้แค้นเคืองเป็นกำลัง เข้าใจ
ต้องการสาวงามก็ได้สาวงาม ก็ยิงรู้สึกย่ามใจ เห็นว่ามอดูรังแกได้ ก็ยิ่งฮึกเหิม จึงเริ่มส่งกำลังบุกไปทางตะวันตก เขมือบดินแดนของ ชงหนูเข้าไปเรื่อยๆ ยังยอมให้คนอื่นไปกกกอด ส่วนหัวหน้าเผ่าตงหูต้องการม้าก็ได้ม้า ว่าหัวหน้าเผ่าของตนเป็นคนขี้ขลาดตาขาว แม้แต่ภรรยาของตนก็
เดิมทีเดียวดินแดนผืนนี้เป็นแหล่งเลี้ยงปศุสัตว์ของซงหนู อยู่เลย แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ตั้งกองทหารไว้คอยสังเกตการณ์ มีเนื้อที่ประมาณพันกว่าลี้ อาณาเขตบริเวณนี้ไม่มีผู้คนพักอาศัย ในระหว่างชายแดนของตงหูกับซงหนู มีทุ่งร้างอยู่แห่งหนึ่ง น้ำท่าก็อุดมสมบูรณ์หัวหน้าเผ่าตงหูจึงใคร่จะได้ดินแดนผืนนี้มา เป็นของตน ดังนั้น สัตว์เลี้ยงตงหูก็จะเพิ่มทวีขึ้นในดินแดนอัน อากาศก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ทุ่งร้างกลับกลายเป็นทุ่งหญ้าและ แต่แม้กระนั้นก็ยังนับเป็นดินแดนของซงหนูอยู่ ต่อมา ดินฟ้า เนื่องจากแห้งแล้งไม่มีทั้งหญ้าและทั้งน้ำ ซงหนูจึงจำต้องทิ้งไป ต่อมา เผ่าคิดแล้ว จึงส่งทูตไปแจ้งความประสงค์ให้มอดูทราบ ยอมอ่อนข้อให้กับตนอยู่ตลอดเวลา ขอสิ่งใดก็ได้ในสิ่งนั้น จึงคิด เอาง่ายๆ ว่าเพียงแต่ส่งคนไปบอกให้มอดูรู้สักคำว่า ตนใคร่จะ ได้พื้นที่พันลี้แห่งนี้ มอตูก็คงจะยกให้ มิอาจขัดใจตนเป็นแน่ หัวหน้า อุดมสมบูรณ์ที่กว้างใหญ่ถึงพันลี้ และยิ่งเมื่อเห็นว่าเผ่าชงหนู
เมื่อทูตไปถึงเผ่าชงหนู พบกับมอดู ก็พูดขึ้นอย่างยโสมิได้ เคารพยำเกรงมอดูเลยว่า “ที่ดินรกร้างที่อยู่ระหว่างชายแดน ของเผ่าท่านกับของเผ่าเรานั้น แม้จะเป็นของท่านมาแต่เดิม แต่ทางท่านก็ได้ละทิ้งมันไปช้านานแล้ว อีกทั้งเวลานี้ ท่านก็ไม่มีกำลังพอที่จะดูแลมันได้ หัวหน้าเผ่าของเราต้องการใช้ที่ดินผืนนี้เอาไว้เลี้ยง สัตว์ จึงส่งเรามาแจ้งให้ท่านทราบไว้"
มอดูได้ฟังดังนั้น โทสะก็พลุ่งขึ้นทันที จนสุดที่จะอดทนต่อไป ได้ จึงนำเรื่องไปปรึกษากับพวกแม่ทัพนายกองอีก คนเหล่านั้นมิรู้ใจ ของมอดูว่าได้พยายามอดกลั้นเพื่อรอโอกาสอันสมควรมาแต่ต้น เข้าใจว่า มอดูเป็นคนโง่เขลาไม่เอาไหน ม้าวิเศษของเผ่าก็ให้ไปแล้ว แม้กระทั้งภรรยาของตนก็ให้ไปแล้ว ฉะนั้น กับดินแดนที่ชงหนู ได้ทอดทิ้งไปช้านานแล้วนี้ ไฉนเลยมอดูจะมาคิดเสียดายอยู่อีกได้ ก็คงจะยิ่งไม่เป็นที่หวงแหนแก่มอดูแต่ประการใดทั้งสิ้น จึงตอบ ประชดไปว่า “ที่ผืนนี้ เราได้ทอดทิ้งมาช้านานแล้ว จะให้หรือไม่ให้ พวกตงหูไป ก็ได้ทั้งสิ้น”
มอดูได้ฟังดังนั้นก็ตวาดเสียงลั่นนอกเหนือความคาดหมาย ของคนทั้งหลายว่า “อาณาบริเวณนี้แม้จะเป็นที่รกร้างที่เราเคย ทอดทิ้งมาก่อนก็จริง แต่มันก็ยังเป็นสมบัติของเผ่าเราอยู่ ที่ดิน เป็นรากเหง้าของเผ่าเรา ถ้าเที่ยวตัดดินแดนของเราให้ใครต่อใครไป ไร้ที่ดินเสียแล้ว ซงหนูจะยังรักษาความเป็นเผ่าอยู่ได้ไฉนกัน?” ว่าแล้ว ก็สั่งให้นำคนที่แนะนำให้ส่งมอบดินแดนพันลี้แก่ตงหูไป ฆ่าเสีย ครั้นแล้ว ก็กระโดดขึ้นหลังม้าเรียกระดมพลในทันที ประกาศ ว่า “เผ่าตงหูรังแกเรามาหลายครั้งแล้ว วันนี้ เราจะนำพวกท่านไป เหยียบพวกมันให้ราบเป็นหน้ากลอง ทุกคนจะต้องรุกไปข้างหน้า อย่างเดียว ใครถอยหลัง ใครกลัว เราจะตัดคอเสียในทันที!” พูดจบ มอดูก็กระตุ้นม้าให้โผนออกนำหน้าไพร่พลไป มุ่งไปทางอาณาเขต ของตงหูแม่ทัพนายกองตลอดจนไพร่พลของซงหนูมีใจคิดแค้นเป็น ทุนเดิม ใคร่จะฉีกเนื้อพวกตงหูออกเป็นชิ้นๆ อยู่แล้ว เห็นมอดู ประกาศสู้ดังนั้น ก็ดีใจที่จะได้แก้แค้นให้สมใจ ต่างก็พากันชักม้าทะยานตามมอดูไปอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ มิต้องให้เตือนเป็นคำรบสองทางฝ่ายเผ่าดงหู เห็นซงหนูยอมก้มหัวเป็นลูกไล่ของตน มาตลอด ก็มิได้คิดเลยว่า จะบังอาจกล้ามาแข็งข้อเอากับตน จึงมิได้ ระมัดระวัง เมื่อถูกมอดูนำไพร่พลรุกเข้ามาอย่างบ้าเลือดและรวดเร็ว ดุจสายฟ้าดังนั้น ก็มิอาจต้านทานไว้ได้ ถูกตีแตกกระจัดกระจายไป ไม่เป็นต่ำ หัวหน้าเผ่าตงหูผู้โอหังก็ตายในที่รบ เผ่าชนตงหูก็ถูก ซงหนูกวาดล้างจนสิ้นชื่อไปแต่บัดนั้น หลังจากได้ขจัดเผ่าดงหูไปแล้ว มอตูก็ฉวยโอกาสบุกเผ่าย้วย
สื่อทางตะวันออก ทางใต้ก็พิชิตโหลวผ่าน ไปหยาง อีก 2 เผ่า และรุกเข้ามารังควานเขตจงหยวนอยู่เสมอๆ ในขณะนั้น หลิวปัง ยังมิได้รวมจีนให้เป็นเอกภาพ จึงยังไม่มีปัญญามากำราบเผ่าชงหนู
มอดูจึงเข้มแข็งขึ้นทุกวัน รวบรวมไพร่พลไว้ได้ถึง 30 หมื่นคน ในยุคของมอดู นับเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของเผ่าชงหนู
ใน “สามก๊ก ประวัติสุมาอี้” ก็มีเรื่องราวทำนองเดียวกัน ดังต่อไปนี้
โจยอยลูกชายโจผีหลานโจโฉ เป็นกษัตริย์ของราชวงศ์วุย ทรงพระนามว่า พระเจ้าเว่ยหมิงตี้ (ค.ศ.227-240) ทรงประชวร หนัก จึงรับสั่งให้โจซองกับสุมาอี้สองขุนพลใหญ่มาเข้าเฝ้า แล้ว มอบหมายราชการแผ่นดินให้ดูแลแทนพระองค์ ด้วยว่าโจฮอง ราชโอรสยังเล็กอยู่ โจซองกับสุมาอี้ก็รับปากด้วยความขอบพระทัย พร้อมทั้งกราบทูลให้เว่ยหมิงตี้วางพระทัย ทั้งสองจะช่วยดูแลให้ โจฮองขึ้นครองราชบัลลังก์ และปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขตาม พระประสงค์มิเป็นอื่น
เมื่อเว่ยหมิงตี้สวรรคตแล้ว โจของกับสุมาอี้ก็ร่วมมือกัน สถาปนาโจฮองขึ้นครองราชสมบัติ ทรงพระนามว่าพระเจ้าเว่ย ฉีอ๋อง (ค.ศ.240-254) ขณะนั้น โจของให้ความเคารพแก่สุมาอี้มาก ข้อราชการต่างๆ ทั้งสองคนก็ได้ปรึกษาหารือกันเป็นอันดี
แต่เมื่อนานไป โจซองมีอำนาจอยู่ในมือ ก็หลงอำนาจ มีชีวิต อยู่อย่างหรูหราฟุ่มเฟือยยิ่งกว่าองค์ฮ่องเต้ เลี้ยงคนสนิทอยู่ใน จวนถึง 500 กว่าคน มีคนหนึ่งชื่อโฮอั้น เป็นคนชอบประจบสอพลอและเจ้าเล่ห์ โจซองโปรดปรานเป็นอันมากวันหนึ่ง โฮอันจึงกล่าวแก่ใจของว่า "อำนาจของอดีตฮ่องเต้ ให้ผู้อื่นยืนมือเข้ามามมา สุมาอี้เป็นคนนอกตระกูล แต่ก็มี เป็นภัยแก่ท่านไม่วันใดก็วันหนึ่งข้างหน้า ท่านพึงหาทางขจัดไป อำนาจเทียบด้วยกับท่าน สุมาอี้จึงเป็นหอกข้างแคร่ของท่าน โดยเร็วเถิด" โจของจึงปรึกษากับโฮอัน หาหนทางกีดกัน ให้สุมาอี้ พ้นอำนาจไป คงจัก
ครั้นแล้ว โจของจึงกราบทูลพระเจ้าเว่ยฉีอ๋อง ให้แต่งตั้งสุมาอี้ ขึ้นไปเป็นพระอาจารย์ ซึ่งเป็นขุนนางที่มีตำแหน่งสูงกว่าเดิม แต่มิได้ มีอำนาจแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพื่อกันสุมาอี้ให้พ้นจากตำแหน่งกุมกำลัง ทางทหารไว้
ต่อมา โจของก็จัดให้สมัครพรรคพวกและคนในตระกูลโจ เข้ารับตำแหน่งสำคัญๆ ในราชสำนักจนสิ้น ส่วนโฮฮั่นก็ได้เป็น เสนาบดีฝ่ายอาลักษณ์
ผู้ที่ไปมาหาสู่เพื่อหวังพึ่งบารมีของโจซองก็มีมากยิ่งขึ้น ขันทีเดียวต้องก็มาสอพลอด้วย ถึงกับบังอาจเกณฑ์นางกำนัล ของพระเจ้าเว่ยหมิงตี้ 7 คนให้มาเป็นนางบำเรอของโจซอง ภายใน จวนของโจของ เสียงดนตรีไม่เคยเงียบ แสงไฟไม่เคยดับ โจของ หมกมุ่นอยู่กับสุรานารีอย่างมิเห็นแสงเดือนแสงตะวัน
สุมาอี้รู้ในแผนการกำจัดตนของโจซอง จึงแสร้งทำป่วย ไม่ไปร่วมออกขุนนางยังท้องพระโรงเพื่อมึนซาโจของ ส่วนสุมาสู กับสุมาเจียวบุตรชาย 2 คน ก็ลาราชการกลับมาอยู่บ้านเสีย มินำ พาด้วยข้อราชการ เพื่อมิให้โจของแคลงใจ
เมื่อทางราชสำนักแต่งตั้งให้หลีซินไปเป็นเจ้าเมืองเชียงจิว ใจของก็ให้หลีซินไปสังเกตดูพฤติการณ์ของสุมาอี้ โดยอ้างว่าจะขอลาเดินทางไปรับตำแหน่งยังจวนสุมาอี้
หลีชินมาถึงหน้าจวนของสุมาอี้ ก็บอกความประสงค์ให้ ทราบว่าจะมาขอลาสุมาอี้ นายประตูจึงนำความไปแจ้งให้สุมาอี้ทราบ สุมาอี้ทราบความดังนั้น ก็เดาว่าคงจะเป็นแผนการของโจของ ส่งคนมาลอบสังเกตความเป็นไปของตน จึงรีบถอดหมวกปล่อยผม เป็นกระเชิง แล้วนั่งห่มผ้าอยู่บนเตียง ทำเป็นป่วยป่าๆ เป๋อๆ ซ้ำยัง ให้สาวใช้คอยประคับประคองอยู่ข้างๆ 2 คน
หลีชินจึงกล่าวแก่สุมาอี้ว่า “ผู้น้อยมิได้เห็นท่านอาจารย์ มาช้านานแล้ว บัดนี้ ทางราชสำนักแต่งตั้งผู้น้อยไปเป็นเจ้าเมือง เรียงจิว จึงมาขอลาอาจารย์ด้วยความเคารพ” สุมาอี้จึงแสร้งพูด ผิดๆ ว่า “อันเมืองเปงจิ๋วนั้นใกล้กับถิ่นของพวกฮวนฟูเจี๋ย จะต้อง เตรียมการรบให้ดี” หลีซินจึงค้อมตัวท้วงว่า “ผู้น้อยจะไปเมืองเชียงจิว หาใช่เมืองเปงจิ๋วไม่” สุมาอี้จึงแสร้งหัวเราะว่า “อ้อ ท่านมาจาก เมืองเบ่งจิ๋วหรอกหรือ? เรานึกว่าท่านมาจากเมืองเกงจิ๋วเสียอีก
หลีซินเห็นอาการของสุมาอึ้งกเงินๆ ดังนั้น ก็สั่นศรีษะเป็น เชิงสลดใจ สาวใช้ทั้งสองจึงบอกแก่หลีชินว่า “ท่านอาจารย์ป่วยจน หูหนวกเสียแล้ว ขอท่านจงโปรดอภัยด้วย” หลีชินจึงขอกระดาษ และพู่กัน เขียนว่า “ผู้น้อยจะมาขอลาไปเมืองเชียงจิว” สุมาอี้ ดูแล้วก็หัวเราะผงกศรีษะว่า “เราป่วยจนหูหนวกไปแล้ว ท่านจะไป เมืองเชียงจิวก็ขอจงรักษาตัวให้ดีด้วย” ว่าแล้วก็ยกมือชี้ที่ปาก สาวใช้จึงรีบยกน้ำชามาให้
สุมาอี้จิบน้ำชาเข้าไปได้อีกหนึ่ง ก็ทำสำลักออกมาจนเสื้อผ้า เปียกปอน ครู่หนึ่งจึงกล่าวอย่างอ่อนระโหยว่า “เราแก่แล้ว ป่วย ครั้งนี้เห็นทีจะไม่รอด ถ้าท่านได้พบกับใจของก็จงช่วยฝากฝังลูกชาย ทั้งสองของเราด้วย สุดแท้แต่ท่านขุนพลจะใช้งานมันตามอัธยาศัยเถิด” ว่าแล้วสุมาอี้ก็หอบฮักๆ หลีซิน เห็นดังนั้น ก็ลุกขึ้นขอลากลับ
หลีซินกลับไปแจ้งเรื่องแก่โจของ โจของดีใจว่า “แม้นสุมาอี้ ตายเสียได้ เราก็นอนใจ"
อีกหลายวันต่อมา โจของก็ทูลแนะให้พระเจ้าเวยอ๋องเสด็จ ไปเช่นไหว้กษัตริย์องค์ก่อน ณ สุสานโกเบงเหลง โจซองจัดขบวน พยุหยาตราอย่างใหญ่โต แม่ทัพนายกองและขุนนางน้อยใหญ่ โจของก็ให้เดินทางไปด้วยเกือบหมดเมือง
สุมาอี้เห็นโจซองออกนอกเมืองไปแล้ว ในเมืองไม่เหลือกำลัง อยู่เลย ก็ปรึกษากับบุตรชายทั้งสองของตน หาวิธีที่จะขจัดโจของ เสีย หลังจากนั้น สุมาอี้ก็ให้บรรดาทหารที่เคยอยู่ใต้การบังคับ บัญชาของตนมาก่อน บุกเข้าไปควบคุมจวนของโจของ
ที่สุสานโกเบงเหลง ก็ส่งม้าเร็วนำฎีกาที่เขียนไว้ล่วงหน้า ไปถวายแก่พระเจ้าเว่ยฉีอ๋อง ข้ามแม่น้ำเลาะเหอไว้ ตัดเส้นทางกลับของโจซอง หลังจากนั้น พร้อมกันนั้น สุมาอี้ก็จัดส่งกำลังไปควบคุมสะพานลอย
ได้ข่าวว่าเมืองหลวงถูกสุมาอี้ยึดไป ก็ตกใจจนหน้าซีด เว่ยจีอ่อง เมื่อม้าเร็วนำฎีกาถวายแก่พระเจ้าเว่ยฉีอ๋องแล้ว โจของ ทหารของท่านลงไปบ้างเท่านั้น ท่านเห็นสมควรจะจัดการอย่างไรดี?” มีความประสงค์เป็นอย่างอื่น นอกจากจะปลดเปลื้องอำนาจทาง จึงรับสั่งแก่โจของว่า “ท่านอาจารย์มีหนังสือมาบอกเรา ท่านมิได้
พำนักที่เมืองฮูโต๋ก่อน ครั้นแล้วจึงมีพระราชโองการระดมพล จัดการกับสุมาอี้เสีย” แต่โจของกลับลังเลมิรู้ที่จะทำประการใด โจอี้น้องชายของโจของจึงทูลว่า “พระองค์ควรจะเสด็จไป
โจของนั่งคิดนอนคิดอยู่คืนหนึ่งกับอีกวันหนึ่งที่สุสานโกเบงเหลง จึงได้ตกลงใจที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของสุมาอี้ มอบอำนาจ การบัญชาทหารให้กับสุมาอี้ไป แล้วกล่าวแก่ขุนนางใหญ่น้อย ทั้งหลายว่า “เรายอมลาออกจากราชการมีชีวิตอยู่เยี่ยงคนสามัญ ที่พอมีพอกินก็พอใจแล้ว” ครั้นแล้วโจซองก็สั่งให้เดินทางกลับ เมืองหลวง
เมื่อโจซองกลับถึงเมืองหลวงเลาะหยาง สุมาอี้ก็จับตัวโจของ จะคนในตระกูลโจทั้งหมด บั่นคอไม่มีเหลือ พร้อมทั้งให้ริบทรัพย์สิน เงินทองของตระกูลโจทั้งหมดเข้าท้องพระคลังจนสิ้น และคน
จากนั้นเป็นต้นมา อำนาจของรัฐวุยก็ตกอยู่ในมือของสุมาอี้ พระเจ้าเวยฉีอ๋องตั้งให้สุมาอี้เป็นอัครมหาเสนาบดี สุมาอี้ สุมาสู และสุมาจาว 3 พ่อลูก จึงปกครองรัฐวุยด้วยอำนาจเต็มแต่บัดนั้นมา กลยุทธ์นี้จึงมีผู้สรุปว่า
“ยามเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นผลดี ควรจะสะกดกลั้นตัวเองไว้ แสร้งทำเป็นโง่เง่า อวดฉลาดยิ่งจะไม่เป็นผลดีแก่ตน นี้เป็นวิธีรู้รักษา ตัวรอดอย่างหนึ่งในยามปั่นป่วน คนฉลาดมักจะใช้วิธีการนี้ป้องกัน ตัวและวางแผนเอาชนะศัตรู คนที่ดูโง่เขลานั้น โดยภายนอกก็อาจจะ เห็นเป็นเต่าตุ่น แต่ที่แท้แล้วภายในนั้นคมกริบ รู้เขารู้เรา พึงถอย ก็รู้จักถอย มิดันทุรังรุกไปโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ดังนั้น จึงสามารถ ที่จะเป็นฝ่ายริเริ่มกระทำในการทั้งปวง เพราะเข้าใจในเหตุการณ์ อย่างรู้แจ้งแทงตลอดและรอจังหวะที่จะบุกกระหน่ำมิยอมให้ศัตรู ตั้งตัวติดตลอดเวลา กลยุทธ์นี้ มักจะพบเห็นบ่อยๆ โดยทั่วไป ผู้ใด ใช้เป็นด้วยความสันทัดจัดเจน ผู้นั้นย่อมจะได้รับผลสำเร็จ และเป็น ผู้ที่น่ากลัวสำหรับฝ่ายตรงข้ามที่มิรู้แจ้งในกล”
จาก 36กลยุทธ์ แห่ง ชัยชนะ ในการสัประยุทธ์ทุกปริมณฑล แปลไทยโดย บุญศักดิ์ แสงระวี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น