วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569

   [ฮิริว]


ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์


(ฝั่งอาณาจักรซากุระ)


"เดินทัพ"


(ฝั่งสหภาพอินทรี)


"ท่านครับ ทัพของอาณาจักรซากุระเคลื่อนพลแล้วครับ"


"ทัพซากุระรวมกันหรือเปล่า?"


"ไม่ครับ ทัพซากุระแยกกระจายออกจากกันครับ"


"ไปบอกเอ็นเตอร์ไพรส์กับฮอร์เน็ตให้เตรียมตัวรบ"


"รับทราบ"


"ยอร์กทาวน์ล่ะ?"


"เวสทัลรักษาพยาบาลอยู่ครับ"


"ไปบอกเวสทัลว่ายอร์กทาวน์ต้องพร้อมรบใน72ชั่วโมง"


"รับทราบ"


(ฝั่งอาณาจักรซากุระ)


"โชวโฮวจมไปแล้วครับ"


"ซุยคาคุกับโชวคาคุพร้อมรบหรือเปล่า?"


"ไม่พร้อมครับ"


"มีใครพร้อมรบบ้าง?"


"อาคากิ คากะ โซวริว ฮิริวครับ"


"ตั้งอาคากิกับคากะเป็นหน่วยรบที่1 ตั้งโซวริวฮิริวเป็นหน่วยรบที่2 เคลื่อนทัพสู่มิดเวย์"


เครื่องบิน10ลำของสหภาพอินทรีบินอยู่บนฟ้า


"พบกำลังรบของอาณาจักรซากุระ"


อาคากิ  สาวหูจิ้งจอก ผมยาวสีน้ำตาลเข้มจัด ตาแดง มีหางจิ้งจอกสีน้ำตาลเก้าหาง เสื้อชั้นในสีขาว เสื้อคลุมยาวข้างนอกสีดำข้างในสีแดง กระโปรงสั้นสีแดง ถุงน่องดำ รองเท้าแดง ถุงมือดำเว้นว่างนิ้วโป้งไว้คากะ สาวจิ้งจอก ผมสั้นทรงบ๊อบสีขาว ตาสีฟ้า มีหางจิ้งจอกสีขาวเก้าหาง เสื้อชั้นในสีน้ำเงินเข้ม เสื้อคลุมยาวข้างนอกสีขาวข้างในสีน้ำเงินเข้ม กระโปรงสั้นสีน้ำเงินเข้ม ถุงน่องขาว รองเท้าสีแดง ยืนอยู่บนผิวน้ำของทะเล เสกเครื่องบินขับไล่เพื่อสอยเครื่องบินรบของสหภาพอินทรี


เครื่องบินขับไล่ของฝ่ายอาณาจักรซากุระมีไม่พอสำหรับทั้งบริเวณสนามรบ ลมเปลี่ยนทิศ มีลมหัวด้วน เมฆมาก มีหมอก ทำให้กองบินของอาณาจักรซากุระไม่อาจจัดการได้ทั่วทั้งสนามรบ


จากนั้นอาคากิกับคากะได้เสกเครื่องบินทิ้งระเบิดไปทิ้งระเบิดฐานทัพภาคพื้นดินของฝ่ายสหภาพอินทรี


"ท่านครับ เรดาร์จับหน่วยรบของศัตรูได้ครับ"


"ให้เครื่องบินขับไล่ขึ้นบินไล่อีกฝ่ายออกไป"


"รับทราบ"


เครื่องบินทิ้งระเบิดทั้งหมดของอาคากิกับคากะถูกเครื่องบินขับไล่ของสหภาพอินทรียิงใส่ ทั้งหมดเสียหายและไม่อาจทิ้งระเบิดใส่ฐานทัพภาคพื้นดินของสหภาพอินทรีได้ ฐานทัพภาคพื้นดินของสหภาพอินทรีไม่ถูกระเบิด เครื่องบินรบของสหภาพอินทรีลำหนึ่งกราดยิงใส่อาคากิ เครื่องบินรบลำหนึ่งพุ่งชนอาคากิแล้วเกิดระเบิด อาคากิยังไม่จม


(ฝ่ายสหภาพอินทรี)


"เวสทัลรักษายอร์กทาวน์เสร็จหรือยัง?"


"เสร็จแล้วครับ"


"เอ็นเตอร์ไพรส์กับฮอร์เน็ตพร้อมหรือยัง?"


"พร้อมแล้วครับ"


"ให้เอ็นเตอร์ไพรส์ ฮอร์เน็ต ยอร์กทาวน์ออกไปโจมตีอาณาจักรซากุระ"


"รับทราบ"


เอ็นเตอร์ไพรส์ สาวผมยาวสีขาวเทาเงิน ตาสีม่วง ใส่เสื้อไร้แขนสีขาว เสื้อคลุมยาวสีดำ กระโปรงสั้นสีดำ ถุงน่องสีดำ ใส่หมวกทหารมีปีกปีกสีดำตัวหมวกสีขาวไว้บนหัว ถือธนูสากล ฮอร์เน็ต สาวผมทวินเทลสีบลอนด์ ตาสีเขียว ใส่ชุดจะว่าชุดคาวบอยก็ไม่ใช่จะว่าชุดว่ายน้ำก็ไม่ใช่อีก กางเกงยีนส์ขาสั้น ชุดคลุมสีดำ ถุงน่องสีดำ รองเท้าสีเงิน ใส่หมวกคาวบอยสีดำ ยอร์กทาวน์ สาวผมยาวสีขาวเทาเงิน ตาสีม่วง ใส่ชุดเดรสสีดำขาว ถุงน่องสีดำ รองเท้าสีน้ำเงิน ทั้งหมดวิ่งไปบนพื้นผิวน้ำ เอ็นเตอร์ไพรส์ยิงธนูขึ้นไปบนฟ้า ลูกธนูแปลงร่างเป็นเครื่องบินรบ ฮอร์เน็ตกับยอร์กทาวน์ก็เสกเครื่องบินรบออกไป


ฝูงเครื่องบินรบของฮอร์เน็ตพลาดเป้าหมายไป ฝูงเครื่องบินของเอ็นเตอร์ไพรส์ทิ้งตองตอร์ปิโดโดนโซวริว สาวหูกระต่าย ผมยาวสีดำอมม่วง ตาสีฟ้า ใส่แว่นตากลม เสื้อชั้นในสีขาว เสื้อคลุมยาวสีเขียวอมน้ำเงิน กระโปรงสั้นสีเขียวอมน้ำเงิน ถุงน่องสีดำ รองเท้าสีเขียวอมน้ำเงิน ใส่ถุงมือสีดำข้างเดียวที่มือข้างซ้ายเว้นว่างนิ้วนางกับนิ้วก้อยไว้ แต่โซวริวหลบตอร์ปิโดของเครื่องบินรบของเอ็นเตอร์ไพรส์ได้ เครื่องบินรบของยอร์กทาวน์ทั้งหมดถูกเครื่องบินรบของอาณาจักรซากุระทำลายโดยไม่อาจทำลายหน่วยรบของอาณาจักรซากุระได้เลย ตอร์ปิโดจากเครื่องบินรบของหน่วยรบของสหภาพอินทรีระเบิดไปทั่วทะเลแต่ไม่โดนหน่วยรบของอาณาจักรซากุระเลย หลังจากเห็นฝูงบินรบของสหภาพอินทรีบินทั่วท้องฟ้า อาคากิ คากะ โซวริว และฮิริว สาวหูกระต่าย ผมยาวสีขาว ไว้ผมแสกกลาง ท้ายผมมัดเป็นหางม้า ตาสีฟ้า เสื้อชั้นในสีขาว เสื้อคลุมยาวสีน้ำเงิน กระโปรงสั้นสีน้ำเงิน คาดผ้าคาดหน้าผากสีน้ำเงินมีสัญลักษณ์ดอกเบญจมาศตรงกลาง ถุงเท้าสั้นสีขาว รองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ใส่ถุงมือสีดำข้างเดียวที่มือข้างขวาเว้นว่างนิ้วนางกับนิ้วก้อยไว้  ก็มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้


เอ็นเตอร์ไพรส์ยิงธนูลำแสงสีเหลือง ลูกศรเหลืองก็แปลงร่างเป็นเครื่องบินรบ ฮอร์เน็ตยอร์กทาวน์ก็เสกฝูงเครื่องบินรบออกไป ฝูงบินทั้งหมดทิ้งระเบิดโจมตีคากะจากนั้นก็ทิ้งระเบิดโจมตีอาคากิต่อ คากะบาดเจ็บสาหัสเลือดไหลไปทั่วเหมือนแม่น้ำใหญ่ที่แยกออกไปเป็นแม่น้ำเล็กหลายสาย หางหางหนึ่งกับผมของอาคากิติดไฟลุกไหม้ ฝูงบินของยอร์กทาวน์โจมตีโซวริวไปสามครั้ง เกิดระเบิดรุมล้อมโซวริวไว้ทั้งแปดทิศ ไฟไหม้เสื้อคลุมและผมของโซวริว หลังจากนั้นฝูงบินรบของสหภาพอินทรีก็ทิ้งระเบิดและตอร์ปิโดโจมตีใส่ฮิริว แต่ฮิริวหลบหลีกการโจมตีได้ทั้งหมดเกิดระเบิดไปทั่วทะเล แต่ระเบิดนั้นไม่ใกล้ฮิริวเลย


อาคากิ โซวริว เลือดไหลอาบทั้งร่างกายทุกส่วน ไฟลุกลามไปทั่วร่างกายแล้วจมลงสู่ทะเล


นอติลุส สาวผมสั้นทรงบ๊อบสีฟ้าน้ำเงินสว่าง ตาสีเหลืองปนน้ำตาล ใส่ชุดดำน้ำสีขาวเขียวดำ ถุงน่องสีดำ รองเท้าเงิน ดำน้ำอยู่ใต้พื้นผิวทะเล นอติลุสยิงตอร์ปิโดโจมตีคากะจากใต้พื้นผิวทะเล ทะเลใต้เท้าคากะระเบิด แล้วคากะก็จมลงสู่ทะเล


"โจมตีก่อนชนะก่อน ฝูงบิน ขึ้นบินได้!"


สิ้นสุดเสียงของฮิริว ฮิริวโยนไพ่ดอกไม้ขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วไพ่ดอกไม้ทั้งหมดก็แปลงร่างเป็นฝูงเครื่องบินรบ เครื่องบินรบทั้งหมดของฮิริวทิ้งระเบิดและตอร์ปิโดโจมตียอร์กทาวน์ ทะเลระเบิดเป็นแนวยาวเป็นเส้นตรงพุ่งไปหายอร์กทาวน์ ระเบิดรุมล้อมยอร์กทาวน์ไว้ทั้งแปดทิศ ผมของยอร์กทาวน์ติดไฟลุกไหม้ ยอร์กทาวน์ก็รีบหนีออกไป


จากนั้นฮิริวโยนไพ่ดอกไม้ขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง ไพ่ดอกไม้ทุกใบแปลงร่างเป็นเครื่องบินรบแล้วมุ่งไปทิ้งระเบิดและตอร์ปิโดโจมตีใส่ยอร์กทาวน์อีกครั้ง ยอร์กทาวน์ล้มลงกับชายหาด ยอร์กทาวน์ขยับไม่ได้อีกต่อไป


เอ็นเตอร์ไพรส์ยิงธนูลำแสงแล้วธนูลำแสงแปลงร่างเป็นเครื่องบินขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง ยอร์กทาวน์แม้ขยับไม่ได้ก็ยังเสกเครื่องบินรบไปได้อยู่ ฮอร์เน็ตส่งฝูงเครื่องบินรบออกไปเป็นคนสุดท้าย เครื่องบินของฝ่ายสหภาพอินทรีทั้งหมดโจมตีโดนฮิริว ระเบิดและตอร์ปิโดโดนฮิริวหมดทุกลูกและระเบิดที่ตัวฮิริวหมดทุกลูก เสื้อคลุมก็ติดไฟลุกไหม้ กระโปรงก็ติดไฟลุกไหม้


"อย่าได้กลัวปืน" ฮิริวพึมพำ


ฮิริวมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ทั้งที่เสื้อคลุมของเธอยังไฟลุกกระโปรงของเธอก็ยังไฟลุก


(ฝั่งอาณาจักรซากุระ)


ที่ฐานทัพของอาณาจักรซากุระ พลเรือเอกยาคุกันเน่เดินมาหาพลเรือเอกยามาโมโตะและพลเรือเอกนากากุโมะ


พลเรือเอกยาคุกันเน่ถามขึ้นว่า "คุณส่งอาคากิ คากะ โซวริว ฮิริวไปโจมตีมิดเวย์ใช่ไหม?"


พลเรือเอกยามาโมโตะตอบขึ้นว่า "คำสั่งฉันเองแหละ" พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็โกรธตบหน้าพลเรือเอกยามาโมโตะไปหนึ่งที แล้วพลเรือเอกยาคุกันเน่ก็พูดว่า "คุณคิดบ้าอะไรอยู่ กองกำลังก็ไม่พร้อมรบ กองกำลังเราก็มีไม่พอ ทุกหน่วยรบก็แยกออกจากกัน ทุกหน่วยรบกระจายกำลังกันไปหมด ไม่มีหน่วยไหนไปช่วยหน่วยไหนได้ ทุกหน่วยรบช่วยกันไม่ทันเวลา ผิดหลักพิชัยสงครามทั้งหมดเลย คุณส่งสี่คนนั้นไปตายชัดๆ"


มีพลทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามาบอกว่า "พบฮิริวที่เขตทะเลบริเวณมิดเวย์ครับ" พลเรือเอกยาคุกันเน่ถามขึ้นว่า "แล้วอาคากิ คากะ โซวริวล่ะ?" พลทหารคนนั้นก็ตอบว่า "จมลงทะเลหมดแล้วครับ" พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็ลงเรือส่วนตัวของตัวเองไปแล้วรีบเร่งออกเรือไปหาฮิริว


พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็พบฮิริว ไฟยังลุกติดไหม้เสื้อคลุมและกระโปรงของฮิริวอยู่ พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็เอาถังดับเพลิงดับไฟบนเสื้อคลุมและกระโปรงฮิริวนั้นแล้วก็จับแขนฮิริวเอาไว้จะดึงขึ้นมาบนเรือของตน ฮิริวพูดขึ้นไปว่า "ผู้การ..." เมื่อได้เห็นพลเรือเอกยาคุกันเน่


พลเรือเอกยาคุกันเน่บอกฮิริวว่า "รีบขึ้นมาบนเรือก่อน" แต่ฮิริวปัดแขนพลเรือเอกยาคุกันเน่ออก พลเรือเอกยาคุกันเน่เห็นก็ตกใจตะโกนถามฮิริวไปว่า "ทำไมกันล่ะ?" ฮิริวก็ตอบไปว่า "ความพ่ายแพ้เป็นเรื่องของเวลา" พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็ตอบไปว่า "ไม่เกี่ยวกันเลยซักนิด เธอทำทันเวลาแล้วด้วยซ้ำ ที่เธอแพ้เพราะพวกนั้นจะรบจะรบกันต่างหากล่ะ ขึ้นมาก่อนเถอะ ฮิริว" ฮิริวพูดขึ้นว่า "ฉันคิดอยู่แต่เรื่องการต่อสู้ ทุกคนพูดว่าฉันไม่มีความเป็นผู้หญิงเลย งั้น เอ่อ ผู้การ...ช่วยทำให้ฉันเป็นผู้หญิงที" พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็ตอบว่า "ได้สิ ฮิริว ตอนนี้เธอขึ้นเรือมาก่อน" ฮิริวพูดขึ้นว่า "ผมไม่ได้เป็นผู้หญิงแบบที่ผู้หญิงทุกคนควรจะเป็น ผมไม่ได้เป็นแบบท่านพี่โซวริว ผมมั่นใจในการต่อสู้ จะรับผู้หญิงแบบนี้เป็นเจ้าสาวไหม?" พลเรือเอกยาคุกันเน่ได้ยินที่ฮิริวพูดก็ตกใจถามขึ้นว่า "เธอพูดอะไรของเธอน่ะ ฮิริว?" ฮิริวก็เอาสำรับไพ่ดอกไม้ทั้งสำรับให้พลเรือเอกยาคุกันเน่ พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็ตกใจขึ้นถามขึ้นว่า "ทำอะไรของเธอน่ะ ฮิริว!!!?!" แล้วฮิริวก็ผลักเรือของพลเรือเอกยาคุกันเน่ออกไปให้ห่าง พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็ยิ่งตกใจขึ้นกว่าเดิม ถามฮิริวไปว่า "ทำอะไรของเธอน่ะ ฮิริว!!!?!" ซ้ำเข้าไปอีก ฮิริวเพียงแค่ยิ้มตอบกลับมา


ฮิริวล้มลง เลือดไหลไปทั่วร่างกายราวกับรากฝอยของต้นไม้ที่แผ่กระจายไปทั่วพื้นดิน ฮิริวหอบและหายใจ เปลือกตาของเธอเริ่มหย่อนคล้อน ฮิริวรู้ตัวว่าเธอไม่ไหวแล้ว ฮิริวหลับตาลง แล้วจมลงสู่ทะเล


นั่นคือภาพสุดท้ายของฮิริวที่พลเรือเอกยาคุกันเน่เห็น


พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็กลับฐาน แล้วเดินเข้าไปหาพลเรือเอกยามาโมโตะกับพลเรือเอกนากากุโมะ พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็พูดขึ้นว่า "ฮิริวจมแล้ว" แล้วพลเรือเอกยาคุกันเน่ก็เอาสำรับไพ่ดอกไม้ของฮิริวฟาดหน้าพลเรือเอกยามาโมโตะด้วยความโกรธ แล้วพลเรือเอกยาคุกันเน่ก็จับหัวของพลเรือเอกนากากุโมะไปกระแทกกำแพงจนเลือดออกจากนั้นยาคุกันเน่ก็เตะพลเรือเอกยามาโมโตะล้มลงแล้วนั่งคร่อมยามาโมโตะต่อยรัวๆจนยามาโมโตะเลือดออกปาก แล้วยาคุกันเน่ก็เดินออกไป

 [ท้องฟ้าที่ไม่มีมังกรบิน]



ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์



ฮิริวแปลว่ามังกรที่บินอยู่บนฟ้า


วันนี้ท้องฟ้าโปร่งไม่มีเมฆ ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใส แต่แดดไม่จ้า มองออกนอกหน้าต่างที่พักเห็นทะเลสีฟ้าสวยคลื่นซัดสาดที่งาม ชายหาดทรายโล่ง ต้นมะพร้าวขึ้นเป็นทิวแถว ใครเห็นก็ต้องไม่เชื่อแน่ว่าที่นี่คือค่ายทหาร ที่จริงมันก็สวยอยู่หรอก



ผ่านมาหลายวันนับตั้งแต่ที่ฮิริวเธอจมลงทะเลไป แต่ยอมรับเลยว่าผมทำใจไม่ได้เลย ผมทำใจไม่ได้เลยซักนิด ทักครั้งที่ผมมองไปที่ชายหาดริมทะเล ผมจะเห็นฮิริวยืนเตรียมพร้อมทำภารกิจอยู่เสมอ ตอนนี้ไม่แล้ว



"จดหมายครับ โยนจดหมายเป็นเครื่องบินกระดาษแบบนี้ไม่ได้เหรอครับ? ไม่เป็นไรหรอกครับ" ฮิริวพูดทุกครั้งที่เอาจดหมายมาให้(ด้วยการโยน) ตอนนี้ไม่มีสาวกระต่ายทอมบอยที่แทนตัวเองด้วยคำว่าผมโยนจดหมายมาให้อีกแล้ว



"ภารกิจเหรอครับ? จะยากแค่ไหนก็พร้อมเสมอครับ" สาวกระต่ายทอมบอยคนนั้นพูดแบบนี้ทุกครั้งที่ได้รับมอบหมายภารกิจ ตอนนี้ทุกครั้งที่อยู่ในที่ทำงาน ไม่มีใครคอยรับภารกิจ ไม่มีฮิริวมารับภารกิจ ไม่ได้ยินคำพูดนั้นแล้ว อยากได้ยินอีก อยากได้ยินฮิริวพูดออกมาอีก



"ผลตอบแทนของภารกิจครับ ช่วยตรวจสอบด้วยครับ" ฮิริวพูดทุกครั้งที่ภารกิจเสร็จสิ้น ตอนนี้ไม่มีภารกิจ ห้องทำงานก็ว่าง ไม่มีทั้งฮิริว ไม่มีทั้งคำพูดนั้น



"รายงานการรบครับ เอาไปประเมินได้เลยครับ" ฮิริวพูดทุกครั้งที่กลับมาที่ฐานทัพ ตอนนี้ฐานทัพว่างเปล่า ไม่มีฮิริวก็เหมือนไม่มีอะไรเลย



บางครั้งที่เผลอไปเดินชนเธอจนมือไปโดนตัวเธอ ฮิริวจะพูดว่า "ช่วยระวังด้วยครับ ถ้าใกล้กว่านี้ผู้การจะเจ็บเอานะ" หรือไม่ก็ "ผู้การ ขอถามก่อนผมจะชกคุณ ไม่เห็นผมเป็นผู้หญิงใช่ไหม? ไม่ได้คิดเลยใช่ไหม?" ตอนนี้ไม่เดินชนฮิริวแล้ว ก็เพราะว่าไม่มีฮิริว ไม่มีทอมบอยหูกระต่ายคนนั้นคอยพูดแบบนั้นใส่อีกแล้ว ได้แต่เดินอากาศเปล่าๆอยู่



บางครั้งก็เห็นภาพหลอนฮิริวอยู่ตรงหน้า พร้อมกับเสียงของฮิริวพูดคำพูดที่ฮิริวเคยพูดออกมา พอคุยด้วย เอามือไปจับมือฮิริว เธอก็หายไปกับอากาศ ได้แต่ตะโกนร้องหาฮิริวอยู่ตลอดเวลา มีโฮวโชว สาวผมยาวสีม่วง ตาสีม่วง ถุงน่องดำ รองเท้าแดง ที่มาหาในบางครั้งเท่านั้น คอยบอกอยู่ตลอดว่าฮิริวจมทะเลไปแล้ว ที่คุยอยู่ด้วยคือภาพหลอนที่ไม่มีอยู่จริง




แบบนี้ฐานทัพนี้ก็มีแต่อากาศเท่านั้น




อากาศ?



ใช่ อากาศ



ที่นี่ไม่มีอะไรเลย มันมีแต่อากาศเท่านั้นแหละ ไม่มีฮิริวอีกต่อไปแล้ว



ฮิริวแปลว่ามังกรที่บินอยู่บนท้องฟ้า



มังกรในตำนานจีนคอยทำหน้าที่ควบคุมสภาพอากาศ ตอนนี้ สภาพอากาศทั้งหมดคงเกิดขึ้นพร้อมกันในวินาทีเดียวกัน ตอนนี้ ลูกเห็บ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ฝน พายุ สึนามิ ภัยแล้ง น้ำท่วม คงจะเกิดขึ้นพร้อมกันในที่เดียวกันในวินาทีเดียวกัน เพราะไม่มีเธอแล้วฮิริว ไม่มีมังกรอยู่บนฟ้าอีกต่อไปแล้ว



ไม่มีมังกรบินอยู่บนท้องฟ้าอีกต่อไปแล้ว ไม่มีเธออยู่บนท้องฟ้าอีกต่อไปแล้ว ไม่มีฮิริวอยู่บนท้องฟ้าอีกต่อไปแล้ว



หากได้เจอกันอีกครั้ง ฉันจะขอบินอยู่บนฟ้าข้างเธอชั่วนิรันดร์



หากได้เจอกันอีกครั้ง ฉันจะขอบินอยู่บนฟ้าข้างฮิริวชั่วนิรันดร์



                      [บันทึกความทรงจำของพลเรือเอกยาคุกันเน่]

 [ฮิริวคืนชีพ มังกรบินกลับสู่ท้องฟ้า]



ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์

 [ฮิริวเมต้า]



ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์



เกิดการระเบิดไปทั่วทุกมหาสมุทร ทะเลทุกทะเลเกิดระเบิดขึ้นหลายครั้งนับร้อย แล้วก็มีหมอกหนาคลุมไปทั่วบริเวณทะเลและมหาสมุทร



กลุ่มอำนาจทุกกลุ่มเลิกทำสงครามกันเองแล้วเป็นพันธมิตรกันชั่วคราว แล้วส่งหน่วยรบทั้งหมดไปทำการสืบสวนเรื่องราวทั้งหมด



เอ็นเตอร์ไพรส์ออกเดินทางบนพื้นผิวทะเล แล้วหมอกก็กลืนเธอเข้าไป เธอรีบติดต่อคนอื่นๆ แต่เครื่องมือสื่อสารของเธอใช้การไม่ได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว ทันใดนั้นเธอก็เห็นเงามืดหลายร่างในกลุ่มหมอก  "นั่นใครน่ะ!?" เอ็นเตอร์ไพรส์ถามแต่ไม่มีเสียงใดตอบกลับเธอเลย



แล้วเอ็นเตอร์ไพรส์ก็เห็นเจ้าของร่างเงาชัดเจน นั่นคือ อาร์ค-รอยัล สาวผมสั้นสีดำขลับ ตาสีฟ้า ผมนั้นปิดตาไว้ข้างหนึ่ง ใส่เสื้อแขนยาวสีขาวสีแดงสีน้ำเงินแบบน้ำทะเลมีขอบทอง กระโปรงสั้นสีดำ ใส่ผ้าคลุมยาวสีน้ำทะเลตั้งแต่เอวถึงน่อง ร้องเท้าบูทยาวสีดำ ถุงมือสีขาว ทาคาโอะ สาวผมยาวสีดำมัดผมเป็นหางม้าที่ด้านหลังผูกโบว์สีขาว ตาสีเหลืองปนสีอำพัน ใส่เสื้อสีขาว กระโปรงสั้นสีขาว ถุงน่องยาวสีดำ รองเท้าสีดำ เหน็บดาบซามูไรไว้หนึ่งเล่ม และฮิริว 



"มาแล้วเหรอ เอ็นเตอร์ไพรส์? ฉันรออยู่แล้ว เหมือนยังขาดคนอื่นไปอีกนะ ไม่ละ ทุกคนที่ต้องอยู่ที่นี่อยู่กันครบแล้ว" เสียงของอาร์ค-รอยัลดังออกมา



"ทุกคน? มีใครอยู่ที่บ้างน่ะ? เราอยู่ที่ไหน?" เอ็นเตอร์ไพรส์ถาม



"เมื่อถึงเวลา เพื่อนฉัน เมื่อถึงตอนนั้นอาจมีเพื่อนคนอื่นเข้าร่วมกับเรา" อาร์ค-รอยัลตอบเพียงแค่นั้น



"อาร์ค-รอยัล ตอบด้วย! อาร์ค-รอยัล" คราวนี้อาร์ค-รอยัลไม่ตอบคำพูดนี้ของเอ็นเตอร์ไพรส์



เอ็นเตอร์ไพรส์พูดออกไปกี่ครั้ง ก็ไม่มีใครตอบกลับเธอเลย แล้วทั้งอาร์ค-รอยัล ทาคาโอะ ฮิริว ก็หายไปกับอากาศราวกับเป็นภาพหลอน อาร์ค-รอยัลหันหลังให้เอ็นเตอร์ไพรส์เดินเข้าไปในหมอก แล้วก็เลือนหายไปในกลุ่มหมอก



"อะไรกันแน่เนี่ย! อาร์ค-รอยัล! ภาพหลอนหรือไงนะ?" เอ็นเตอร์ไพรส์พึมพำ



เอ็นเตอร์ไพรส์เดินไปตามทิศทางที่ร่างของอาร์ค-รอยัลหายไป



"ตรวจจับอะไรไม่ได้เลย ทุกอย่างที่นี่เป็นภาพลวงตาหรือเปล่า?"



เสียงของอาร์ค-รอยัลถามขึ้นว่า "ทุกคนอยู่ที่นี่กันหมดแล้วใช่ไหม?" เสียงทาคาโอะขานกลับ "ตอนนี้ เหมือนจะมีคนมาไม่ถึงนะ" เสียงฮิริวพูดแทรกว่า "สงครามครั้งขมขื่นอะไรขนาดนี้" อาร์ค-รอยัลพูดขึ้นมาว่า "ฉันอยากออกไปจากที่นี่เหมือนกัน แต่เราปฏิบัติการร่วมกันไม่ได้ในตอนนี้ ตอนนี้ การอยู่ด้วยกันควรเป็นอย่างแรก มองโลกในแง่ดีหน่อย ตอนนี้ เอ็นเตอร์ไพรส์ก็อยู่ที่นี่ด้วย เพราะงี้แหละ ยังไงยังไง ทุกอย่างต้องเป็นไปได้แน่" ทาคาโอะตอบกลับว่า "ถ้าทุกอย่างมันง่ายจริงๆล่ะก็นะ คุณเอ็นเตอร์ไพรส์ กะทันหันไปหน่อยนะ แต่ระบุชื่อคุณที" "ฮะ? ชื่อ?" คำพูดทั้งนี้เอ็นเตอร์ไพรส์พูดออกไปด้วยความสงสัยทั้งสิ้น ทาคาโอะก็ตอบกลับว่า "ใช่ เปลวไฟที่ทะลุทะลวงตัดผ่านความมืด ทำให้เห็นทางเดินที่มุ่งสู่ข้างหน้า ถ้าให้ฉันพูดล่ะก็นะ" ฮิริวพูดขึ้นมาว่า "เราจะทำงานกับเจ้าพวกนั้นจริงๆเหรอ สัตว์ประหลาด "ไซเรน" พวกนั้นถูกสร้างมาแทนที่พวกเรา" "อะไรนะ!?"คำอุทานจากความตกใจของเอ็นเตอร์ไพรส์ ทาคาโอะตอบกลับว่า "อยู่แล้ว ดูไปก่อนว่าพวกทำกันยังไง" เอ็นเตอร์ไพรส์ตกใจถามไปว่า "คิดอะไรกันอยู่น่ะ!?" แล้วร่างของอาร์ค-รอยัล ทาคาโอะ ฮิริวก็เลือนหายไป



"ภาพหลอนเหรอ?" นี่คือคำถามที่ไม่มีคำตอบที่เอ็นเตอร์ไพรส์พูดออกมา



เครื่องมือติดต่อสื่อสารของเอ็นเตอร์ไพรส์กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง เสียงจากเครื่องมือสื่อสารก็ดังออกมา



"เรดาร์พบหน่วยรบไม่ทราบฝ่าย ไปยังพิกัดนี้ด้วย" หลังจากเสียงจากเครื่องมือติดต่อสื่อสารแจ้งพิกัดแล้ว เอ็นเตอร์ไพรส์ก็มุ่งหน้าไปยังพิกัดนั้น เมื่อเอ็นเตอร์ไพรส์ไปถึง ก็พบกับร่างที่คุ้นเคยแต่กลับแตกต่างกันออกไป สาวหูกระต่ายผมยาวสีขาวแบบขี้เถ้า ตาสีฟ้า เธอคือฮิริว แต่เธอกลับไม่ได้มัดผมเป็นหางม้า เสื้อผ้าที่เธอใส่อยู่ก็เปลี่ยนไป ราวกับนักรบเถื่อน มีเพียงเสื้อคลุมยาวสีดำและมีรอยไหม้ไฟ เสื้อตัวข้างในเสื้อคลุมก็สั้นและเล็กกว่าตัวเธอมาก กระโปรงสั้นสีขี้เถ้า ถุงน่องสีดำรองเท้าสีดำ เหน็บดาบซามูไรสองเล่มไว้ที่ขาขวา มีดาบซามูไรอีกเล่มที่ขาซ้าย ผิวหนังของฮิริวออกสีขี้เถ้าผิดไปจากปกติ เป็นฮิริวที่ต่างไปจากฮิริวปกติที่เป็นอยู่ ต่างไปจากที่ฮิริวเป็นอยู่ปกติ



"ฮิริว ไม่สิ มีอะไรไม่ใช่" เอ็นเตอร์ไพรส์ที่เจอฮิริวอีกครั้งพูดขึ้น แต่เอ็นเตอร์ไพรส์เห็นว่านี่ไม่ใช่ฮิริวแบบที่ฮิริวปกติเป็นอยู่ เอ็นเตอร์ไพรส์คิดว่ามีอะไรที่คนคนนี้ไม่ใช่ฮิริว แต่เมื่อคิดครบทุกด้านแล้ว ร่างนั้นคือฮิริวไม่ผิดแน่ แต่เหมือนเป็นฮิริวที่ไม่ใช่ฮิริว เป็นฮิริวตัวจริงแน่นอนแต่ไม่ใช่ฮิริวตัวจริงที่เธอรู้จัก



ฮิริวคนนั้นเพียงแค่พูดชื่อ  "เอ็นเตอร์ไพรส์?" ขึ้นมาสั้นๆ แล้วฮิริวก็หันหลังให้เอ็นเตอร์ไพรส์แล้ววิ่งจากไป "เดี๋ยวสิ! ฮิริว!" แต่ฮิริวไม่ได้ตอบสนองต่อคำพูดของเอ็นเตอร์ไพรส์



"ถึงพลเรือเอกยาคุกันเน่ พบฮิริวค่ะ" เอ็นเตอร์ไพรส์คิดว่าในสถานการณ์นี้ต้องติดต่อพลเรือเอกยาคุกันเน่จึงบอกเรื่องของฮิริวคนนั้นต่อพลเรือเอกยาคุกันเน่



พลเรือเอกยาคุกันเน่ได้ฟังเอ็นเตอร์ไพรส์บอกว่าเจอฮิริวก็รีบเอาเรือส่วนตัวมุ่งไปหาฮิริว ไปเจอเอ็นเตอร์ไพรส์อยู่ พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็ให้เอ็นเตอร์ไพรส์พาไปหาฮิริว พอไปทางข้างหน้าได้หน่อยนึง ก็เจอพายุหมุนสีดำมหึมาเหนือผิวทะเล พายุหมุนนั้นมีปืนใหญ่ประหลาดอยู่ข้างใน ปืนใหญ่ทุกกระบอกในพายุหมุนนั้นก็ยิงไปทั่ว น้ำทะเลระเบิดกระจายไปทั่วพื้นผิวมหาสมุทร ฮิริวคนนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง



"นายเองเหรอ ผู้การ? คนที่ทำให้เอ็นเตอร์ไพรส์ต้องเจ็บปวด ไม่รู้เลยว่าทำไมเอ็นเตอร์ไพรส์ถึงแคร์นายนัก" ฮิริวคนนั้นพูด พลเรือเอกยาคุกันเน่ได้ยินฮิริวคนนั้นพูดก็ประหลาดใจถามขึ้นว่า "เอ็นเตอร์ไพรส์เหรอ?" ฮิริวคนนั้นกลับชิงตัดบทพูดว่า "ฮิริวแห่งหน่วยรบที่สอง ตอนนี้ยังเป็นนักรบ รู้แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว" พลเรือเอกยาคุกันก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ พลเรือเอกยาคุกันเน่รู้ว่าฮิริวคนนี้เป็นฮิริวตัวจริงแน่แต่เหมือนมาจากโลกคู่ขนานอื่นยังไงยังงั้น "เดี๋ยวสิ พลเรือเอกทำฉันเจ็บปวดเหรอ? พลเรือเอกรักเธอไม่ใช่เหรอฮิริว?" แต่ฮิริวคนนั้นไม่ตอบกลับคำถามนี้ของเอ็นเตอร์ไพรส์



"เอ็นเตอร์ไพรส์ ต้องให้เธอช่วยสู้ด้วย" ฮิริวคนนั้นพูดขึ้น "ฮะ!? อะ...ได้" เอ็นเตอร์ไพรส์เต็มไปด้วยคำถามเธอจึงไม่ทันเตรียมพร้อมต่อคำพูดของฮิริว แต่แล้วเธอยิงธนูลำแสงสีเหลืองใส่เข้าไปในพายุ ฮิริวชักดาบที่ข้าข้างซ้ายออกมาจากฝัก แล้วตวัดดาบเพียงครั้งเดียวก็มีลำแสงจันทร์เสี้ยวสีแดงอมดำกระจายไปทั่วพื้นผิวทะเลทั้งด้านหน้า ด้านซ้าย และด้านขวา เกิดระเบิดขนาดใหญ่ขึ้น แล้วพายุนั้นก็หายไป



"เอาล่ะ ได้เวลาบอกลาแล้ว" ฮิริวผมสีขี้เถ้าพูดขึ้น



"เดี๋ยวสิ เธอจะไปที่ไหนเหรอฮิริว" พลเรือเอกยาคุกันเน่ถาม



"ถ้าจะตามล่ะก็ อย่า อย่าทำให้ผมเป็นภัยคุกคามต่อนายเหมือนที่ผมเป็นภัยคุกคามต่อพายุหมุนประหลาดเมื่อกี้เลย.... โทษที นายทำให้ความทรงจำที่ฉันไม่ได้รู้สึกมานานมากแล้วผุดออกมา ผมหวังว่าเราจะได้เจอกันอีก ไม่รู้นะว่าในสถานการณ์ไหน เราอาจจะอยู่ด้วยกันแบบใจสัมผัสใจ ไม่ก็ต่อยกันในฐานะศัตรู" ฮิริวผมสีขี้เถ้าตอบกลับไปเพียงแค่นั้น



ฮิริวคนนั้นพูดต่อไปว่า "อ้อ! จริงสิ! ผู้การ ผมยังไม่ได้บอกอะไรบางอย่างที่ผู้การต้องชอบแน่อีกเหรอเนี่ย ผู้การอยู่กับหน่วยรบด้วยกันอยู่ตลอดเวลาแม้จะเลยวินาทีสุดท้ายไปแล้ว ผมจะมอบสิ่งดีๆให้ผู้การ ผู้การรู้ไหมผมจะให้อะไรคุณ"



ฮิริวผมสีขี้เถ้าคนนั้นเอื้อมมือไปแผ่นหลังของเธอใต้เสื้อคลุม เดินมาหาพลเรือเอกยาคุกันเน่ ฮิริวเอามือสอดเข้าไปที่กระเป๋าเสื้อของยาคุกันเน่แล้วเอามือออก



"เอาล่ะ ได้เวลาไปแล้วผู้การ ไม่ต้องห่วง ฉันจะมาหา ที่จริง ผมรู้วิธีติดต่อคุณ ผมรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน ขอให้เราได้เจอกันอีก" ฮิริวผมสีขี้เถ้าพูดทิ้งท้าย แล้วฮิริวผมสีขี้เถ้าก็เลือนหายไปในหมอกหนา แล้วหมอกทั้งหมดบนพื้นผิวทะเลก็หายไปอย่างกะทันหัน



(ฐานทัพอาณาจักรซากุระ)



"น่าทึ่งมากเลยนะที่นายกับเอ็นเตอร์ไพรส์ออกมาจากภาวะเอกฐานได้"



"ภาวะเอกฐานเหรอ?" พลเรือเอกยาคุกันเน่ตอบสนองต่อคำพูดที่น่าสงสัยของพลเรือเอกยามาโมโตะทันที


"ใช่ ภาวะเอกฐาน" พลเรือเอกยามาโมโตะตอบ



"แล้วภาวะเอกฐานคืออะไร?" พลเรือเอกยาคุกันเน่ถาม



"พื้นที่ที่ไม่อยู่ในจักรวาลและอวกาศและไม่อยู่ในกาลเวลาใดๆ น่าทึ่งมากเลยนะที่นายกับเอ็นเตอร์ไพรส์รอดออกมาจากภาวะเอกฐานได้ นายเจอฮิริวที่นั่นด้วยเหรอ?" พลเรือเอกยามาโมโตะตอบพร้อมถามพลเรือเอกยาคุกันเน่เรื่องฮิริว



"ใช่" พลเรือเอกยาคุกันเน่ตอบ



"ฮิริวไม่เหมือนเดิมใช่ไหม?" พลเรือเอกยามาโมโตะถาม



"ใช่" พลเรือเอกยาคุกันเน่ตอบ



"ฮิริวคนนั้นแหละที่สร้างภาวะเอกฐานขึ้น" พลเรือเอกยามาโมโตะพูด



พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็ตกใจถามขึ้นไปว่า "อะไรนะ?"



พลเรือเอกยามาโมโตะพูดว่า "สหภาพอินทรีส่งข้อมูลมาให้เรา มีสัตว์ประหลาดทะเลชื่อ "ไซเรน" ออกอาละวาดไปทั่วทะเล แต่พวกมันถูกกำจัดในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับภาวะเอกฐาน ฮิริวคนนั้นที่นายเจอ เป็นไปได้มากเลยล่ะว่า เป็นฮิริวจากโลกคู่ขนานอื่น หรือไม่ก็เป็นฮิริวในโลกนี้ โลกของเรานี่แหละแต่เป็นฮิริวที่มาจากอนาคต"

 [โลลิฮิริว]



ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์

 [ฮิริวคืนร่าง]



ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์

[ฮิริวปรับสมรรถภาพ]



ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์ 

 [โลลิฮิริวแยกร่าง]



ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์

   [สัตว์ประหลาดทะเล ไซเรน]



ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์



(อาณาจักรซากุระ)



พลเรือเอกยาคุกันเน่ยังคงนึกถึงฮิริวผมสีขี้เถ้าคนนั้นและคำพูดที่ฮิริวผมสีขี้เถ้าคนนั้นพูดออกมาทั้งหมดอยู่ตลอดเวลา ยิ่งพลเรือเอกคิดถึงเรื่องฮิริวผมสีขี้เถ้าคนนั้นเท่าไหร่ยิ่งไม่ได้คำตอบยิ่งมีแต่คำถามยิ่งขึ้น



แล้วโฮวโชวก็เดินเข้ามาในห้องของพลเรือเอกยาคุกันเน่แล้วแจ้งข่าว "ผู้การคะ พลเรือเอกยามาโมโตะเรียกค่ะ" แล้วโฮวโชวกับพลเรือเอกยาคุกันเน่ก็ไปที่ห้องของพลเรือเอกยามาโมโตะ



เมื่อโฮวโชวกับพลเรือเอกยาคุกกันเน่ไปถึงห้องของพลเรือเอกยามาโมโตะ เอ็นเตอร์ไพรส์ก็รออยู่แล้ว



"เกิดภาวะเอกฐานขึ้นอีกแล้ว ขอให้ทั้งสามคนไปยังพื้นที่เป้าหมาย" นี่คือคำสั่งของพลเรือเอกยามาโมโตะ



พลเรือเอกยาคุกันเน่ โฮวโชว เอ็นเตอร์ไพรส์เดินทางมาถึงสถานที่เป้าหมาย ก็เห็นพายุหมุนสีดำลูกหนึ่งอยู่บนผิวน้ำลอยสูงขึ้นไปบนฟ้า แล้วฮิริวผมสีขี้เถ้าคนนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง



"มากันอีกแล้วเหรอ?" ฮิริวผมสีขี้เถ้าคนนั้นพูด "ช่างเถอะ ผู้การ หวังว่าคุณคงไม่เหมือนตัวคุณเองในตอนนั้นนะ"



"ตัวฉันเองในตอนนั้น? หมายความว่ายังไง? ตัวฉันในอนาคตทำทุกคนตายหมดหรือว่าเป็นตัวฉันจากโลกคู่ขนานใบอื่นที่เป็นโลกของเธอ?" พลเรือเอกยาคุกันเน่ถาม



"เริ่มจับทางได้แล้วเหรอ? ยามาโมโตะบอกใช่ไหม? มากำจัดสิ่งที่พวกคุณสร้างมาแทนที่พวกเราเถอะ" ฮิริวผมสีขี้เถ้าตอบ



"สิ่งที่พวกเราสร้างขึ้นมาแทนที่พวกเธอเหรอ?" พลเรือยาคุกันเน่ถาม



"อ่า เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง" ฮิริวผมสีขี้เถ้าตอบ



ในพายุหมุนสีดำนั้นก็ให้มีหญิงสาวตาสีเหลืองน่ากลัว ผมสีม่วงสว่าง ใส่เสื้อกะลาสีสีขาว กางเกงสีดำ มีอุปกรณ์หน้าตาเหมือนฉลามหัวค้อนแบกอยู่บนหลังและมีปืนใหญ่หลายกระบอกออกมาจากอุปกรณ์นั้น ปรากฏตัวออกมา



"ฮิริว นี่เธออีกแล้วเหรอ?" หญิงประหลาดผมม่วงคนนั้นพูดออกมาทันทีเมื่อได้เห็นฮิริวผมสีขี้เถ้า



ฮิริวผมสีขี้เถ้าตวัดดาบให้ลำแสงสีแดงโจมตีสาวประหลาดผมม่วงนั้นทันที เอ็นเตอร์ไพรส์ยิงธนูแสงใส่เข้าไปในใจกลางพายุแล้วก็เกิดการระเบิดครัังใหญ่อย่างรุนแรงขึ้นกลางพายุ พายุดำนั้นหายไป หญิงสาวประหลาดผมม่วงนั้นก็หายไปด้วย



"เสร็จงานแล้ว ฉันต้องไปแล้ว" ฮิริวผมสีขี้เถ้าพูดขึ้น



"เดี๋ยวก่อนสิ ฮิริว" พลเรือเอกยาคุกันเน่พูดขัดจังหวะ



"เดี๋ยวผู้การจะรู้เองโดยไม่จำเป็นต้องได้คำตอบจากฉัน" ฮิริวผมสีขี้เถ้าพูดทิ้งท้ายแล้วหายไป หลังจากนั้น พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็เห็นหญิงสาวประหลาดผมม่วงตาเหลืองอีกคน ใส่ที่คาดผมที่มีรูปร่างเหมือนหูจิ้งจอก พกปืนใหญ่หลายกระบอกและมีหนวดปลาหมึกหลายหนวดรายล้อมตัวเธออยู่วิ่งบนผิวน้ำ



"เอ็นเตอร์ไพรส์ ตามไป"



"ค่ะ"



พลเรือเอกยาคุกันเน่ตามไปทัน "ตามมาได้ไงเนี่ย!?"หญิงประหลาดคนนั้นพูดขึ้นด้วยความตกใจ "ให้ตายสิ ทำไมเซโร่วถึงให้มีแค่พวกเราแค่คนเดียวในแต่ละกาลเวลานะ" พลเรือยาคุกันเน่ได้ยินที่หญิงประหลาดคนนั้นพูดทั้งหมดก็ถามไปว่า "ที่ว่ามีพวกเธอแค่คนเดียวในแต่ละกาลเวลาหมายความว่ายังไง เซโร่วเป็นใคร?" หญิงประหลาดก็พูดว่า "ฮิริวจมไปที่มิดเวย์ใช่ไหมล่ะ? ถ้ามาคุยกันกับฉัน ฮิริวอาจจะคืนชีพกลับมาก็ได้" พลเรือเอกยาคุกันเน่กับเอ็นเตอร์ไพรส์เร่งตามหญิงประหลาดนั้นไปแต่ก็ไม่ทัน หญิงประหลาดนั้นหนีไปได้



(อาณาจักรซากุระ)



"ไซเรน?" พลเรือเอกยาคุกันเน่ถามพลเรือเอกยามาโมโตะ



"ใช่ เราเรียกพวกนั้นว่าไซเรน ว่ากันว่าตัวตนที่แท้จริงของสัตว์ประหลาดทะเลในตำนานทั่วโลกก็คือไซเรน เรามีข้อมูลของไซเรนไม่มาก ที่พวกเธอสู้ด้วยคือเพียริฟายเอ้อร์ เราคาดว่าหน้าที่ของเธอคือการกำจัดภาวะเอกฐาน...."



"ภาวะเอกฐาน? เดี๋ยว จะบอกว่าฮิริวคนนั้นสร้างภาวะเอกฐานเหรอ?" พลเรือเอกยาคุกันเน่พูดถามขึ้นขัดจังหวะก่อนพลเรือเอกยามาโมโตะจะพูดจบ



"คาดการณ์ว่าเป็นอย่างงั้น เหมือนฮิริวคนนั้นจะสร้างภาวะเอกฐานขึ้นมาเพื่อกำจัดพวกไซเรน คนที่พวกเธอไล่ตามไม่ทันคือ อ๊อปเซอร์เว่อร์ อ๊อปเซอร์เว่อร์มีหลายคน แต่พวกเธอแต่ละคนจะประจำแค่กาลเวลาใดกาลเวลาหนึ่งเท่านั้น หมายความว่าในแต่ละกาลเวลาจะมีอ๊อปเซอร์เว่อร์แค่คนเดียว เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเซโร่วเลย ดูเหมือนจะมีระดับสูงกว่าเพียริฟายเอ้อร์และอ๊อปเซอร์เว่อร์ทั่วไป" พลเรือเอกยามาโมโตะตอบ


 ทุ่งหญ้าสั้นเตี้ยต้นไม้ท้องฟ้าสีฟ้าไร้เมฆ

 เพียงแค่นี้ก็ถือว่าเราเป็นอมตะนิรันดร์แล้ว

  [ฮิริว]


ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์


(ฝั่งอาณาจักรซากุระ)


"เดินทัพ"


(ฝั่งสหภาพอินทรี)


"ท่านครับ ทัพของอาณาจักรซากุระเคลื่อนพลแล้วครับ"


"ทัพซากุระรวมกันหรือเปล่า?"


"ไม่ครับ ทัพซากุระแยกกระจายออกจากกันครับ"


"ไปบอกเอ็นเตอร์ไพรส์กับฮอร์เน็ตให้เตรียมตัวรบ"


"รับทราบ"


"ยอร์กทาวน์ล่ะ?"


"เวสทัลรักษาพยาบาลอยู่ครับ"


"ไปบอกเวสทัลว่ายอร์กทาวน์ต้องพร้อมรบใน72ชั่วโมง"


"รับทราบ"


(ฝั่งอาณาจักรซากุระ)


"โชวโฮวจมไปแล้วครับ"


"ซุยคาคุกับโชวคาคุพร้อมรบหรือเปล่า?"


"ไม่พร้อมครับ"


"มีใครพร้อมรบบ้าง?"


"อาคากิ คากะ โซวริว ฮิริวครับ"


"ตั้งอาคากิกับคากะเป็นหน่วยรบที่1 ตั้งโซวริวฮิริวเป็นหน่วยรบที่2 เคลื่อนทัพสู่มิดเวย์"


เครื่องบิน10ลำของสหภาพอินทรีบินอยู่บนฟ้า


"พบกำลังรบของอาณาจักรซากุระ"


อาคากิ  สาวหูจิ้งจอก ผมยาวสีน้ำตาลเข้มจัด ตาแดง มีหางจิ้งจอกสีน้ำตาลเก้าหาง เสื้อชั้นในสีขาว เสื้อคลุมยาวข้างนอกสีดำข้างในสีแดง กระโปรงสั้นสีแดง ถุงน่องดำ รองเท้าแดง ถุงมือดำเว้นว่างนิ้วโป้งไว้คากะ สาวจิ้งจอก ผมสั้นทรงบ๊อบสีขาว ตาสีฟ้า มีหางจิ้งจอกสีขาวเก้าหาง เสื้อชั้นในสีน้ำเงินเข้ม เสื้อคลุมยาวข้างนอกสีขาวข้างในสีน้ำเงินเข้ม กระโปรงสั้นสีน้ำเงินเข้ม ถุงน่องขาว รองเท้าสีแดง ยืนอยู่บนผิวน้ำของทะเล เสกเครื่องบินขับไล่เพื่อสอยเครื่องบินรบของสหภาพอินทรี


เครื่องบินขับไล่ของฝ่ายอาณาจักรซากุระมีไม่พอสำหรับทั้งบริเวณสนามรบ ลมเปลี่ยนทิศ มีลมหัวด้วน เมฆมาก มีหมอก ทำให้กองบินของอาณาจักรซากุระไม่อาจจัดการได้ทั่วทั้งสนามรบ


จากนั้นอาคากิกับคากะได้เสกเครื่องบินทิ้งระเบิดไปทิ้งระเบิดฐานทัพภาคพื้นดินของฝ่ายสหภาพอินทรี


"ท่านครับ เรดาร์จับหน่วยรบของศัตรูได้ครับ"


"ให้เครื่องบินขับไล่ขึ้นบินไล่อีกฝ่ายออกไป"


"รับทราบ"


เครื่องบินทิ้งระเบิดทั้งหมดของอาคากิกับคากะถูกเครื่องบินขับไล่ของสหภาพอินทรียิงใส่ ทั้งหมดเสียหายและไม่อาจทิ้งระเบิดใส่ฐานทัพภาคพื้นดินของสหภาพอินทรีได้ ฐานทัพภาคพื้นดินของสหภาพอินทรีไม่ถูกระเบิด เครื่องบินรบของสหภาพอินทรีลำหนึ่งกราดยิงใส่อาคากิ เครื่องบินรบลำหนึ่งพุ่งชนอาคากิแล้วเกิดระเบิด อาคากิยังไม่จม


(ฝ่ายสหภาพอินทรี)


"เวสทัลรักษายอร์กทาวน์เสร็จหรือยัง?"


"เสร็จแล้วครับ"


"เอ็นเตอร์ไพรส์กับฮอร์เน็ตพร้อมหรือยัง?"


"พร้อมแล้วครับ"


"ให้เอ็นเตอร์ไพรส์ ฮอร์เน็ต ยอร์กทาวน์ออกไปโจมตีอาณาจักรซากุระ"


"รับทราบ"


เอ็นเตอร์ไพรส์ สาวผมยาวสีขาวเทาเงิน ตาสีม่วง ใส่เสื้อไร้แขนสีขาว เสื้อคลุมยาวสีดำ กระโปรงสั้นสีดำ ถุงน่องสีดำ ใส่หมวกทหารมีปีกปีกสีดำตัวหมวกสีขาวไว้บนหัว ถือธนูสากล ฮอร์เน็ต สาวผมทวินเทลสีบลอนด์ ตาสีเขียว ใส่ชุดจะว่าชุดคาวบอยก็ไม่ใช่จะว่าชุดว่ายน้ำก็ไม่ใช่อีก กางเกงยีนส์ขาสั้น ชุดคลุมสีดำ ถุงน่องสีดำ รองเท้าสีเงิน ใส่หมวกคาวบอยสีดำ ยอร์กทาวน์ สาวผมยาวสีขาวเทาเงิน ตาสีม่วง ใส่ชุดเดรสสีดำขาว ถุงน่องสีดำ รองเท้าสีน้ำเงิน ทั้งหมดวิ่งไปบนพื้นผิวน้ำ เอ็นเตอร์ไพรส์ยิงธนูขึ้นไปบนฟ้า ลูกธนูแปลงร่างเป็นเครื่องบินรบ ฮอร์เน็ตกับยอร์กทาวน์ก็เสกเครื่องบินรบออกไป


ฝูงเครื่องบินรบของฮอร์เน็ตพลาดเป้าหมายไป ฝูงเครื่องบินของเอ็นเตอร์ไพรส์ทิ้งตองตอร์ปิโดโดนโซวริว สาวหูกระต่าย ผมยาวสีดำอมม่วง ตาสีฟ้า ใส่แว่นตากลม เสื้อชั้นในสีขาว เสื้อคลุมยาวสีเขียวอมน้ำเงิน กระโปรงสั้นสีเขียวอมน้ำเงิน ถุงน่องสีดำ รองเท้าสีเขียวอมน้ำเงิน ใส่ถุงมือสีดำข้างเดียวที่มือข้างซ้ายเว้นว่างนิ้วนางกับนิ้วก้อยไว้ แต่โซวริวหลบตอร์ปิโดของเครื่องบินรบของเอ็นเตอร์ไพรส์ได้ เครื่องบินรบของยอร์กทาวน์ทั้งหมดถูกเครื่องบินรบของอาณาจักรซากุระทำลายโดยไม่อาจทำลายหน่วยรบของอาณาจักรซากุระได้เลย ตอร์ปิโดจากเครื่องบินรบของหน่วยรบของสหภาพอินทรีระเบิดไปทั่วทะเลแต่ไม่โดนหน่วยรบของอาณาจักรซากุระเลย หลังจากเห็นฝูงบินรบของสหภาพอินทรีบินทั่วท้องฟ้า อาคากิ คากะ โซวริว และฮิริว สาวหูกระต่าย ผมยาวสีขาว ไว้ผมแสกกลาง ท้ายผมมัดเป็นหางม้า ตาสีฟ้า เสื้อชั้นในสีขาว เสื้อคลุมยาวสีน้ำเงิน กระโปรงสั้นสีน้ำเงิน คาดผ้าคาดหน้าผากสีน้ำเงินมีสัญลักษณ์ดอกเบญจมาศตรงกลาง ถุงเท้าสั้นสีขาว รองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ใส่ถุงมือสีดำข้างเดียวที่มือข้างขวาเว้นว่างนิ้วนางกับนิ้วก้อยไว้  ก็มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้


เอ็นเตอร์ไพรส์ยิงธนูลำแสงสีเหลือง ลูกศรเหลืองก็แปลงร่างเป็นเครื่องบินรบ ฮอร์เน็ตยอร์กทาวน์ก็เสกฝูงเครื่องบินรบออกไป ฝูงบินทั้งหมดทิ้งระเบิดโจมตีคากะจากนั้นก็ทิ้งระเบิดโจมตีอาคากิต่อ คากะบาดเจ็บสาหัสเลือดไหลไปทั่วเหมือนแม่น้ำใหญ่ที่แยกออกไปเป็นแม่น้ำเล็กหลายสาย หางหางหนึ่งกับผมของอาคากิติดไฟลุกไหม้ ฝูงบินของยอร์กทาวน์โจมตีโซวริวไปสามครั้ง เกิดระเบิดรุมล้อมโซวริวไว้ทั้งแปดทิศ ไฟไหม้เสื้อคลุมและผมของโซวริว หลังจากนั้นฝูงบินรบของสหภาพอินทรีก็ทิ้งระเบิดและตอร์ปิโดโจมตีใส่ฮิริว แต่ฮิริวหลบหลีกการโจมตีได้ทั้งหมดเกิดระเบิดไปทั่วทะเล แต่ระเบิดนั้นไม่ใกล้ฮิริวเลย


อาคากิ โซวริว เลือดไหลอาบทั้งร่างกายทุกส่วน ไฟลุกลามไปทั่วร่างกายแล้วจมลงสู่ทะเล


นอติลุส สาวผมสั้นทรงบ๊อบสีฟ้าน้ำเงินสว่าง ตาสีเหลืองปนน้ำตาล ใส่ชุดดำน้ำสีขาวเขียวดำ ถุงน่องสีดำ รองเท้าเงิน ดำน้ำอยู่ใต้พื้นผิวทะเล นอติลุสยิงตอร์ปิโดโจมตีคากะจากใต้พื้นผิวทะเล ทะเลใต้เท้าคากะระเบิด แล้วคากะก็จมลงสู่ทะเล


"โจมตีก่อนชนะก่อน ฝูงบิน ขึ้นบินได้!"


สิ้นสุดเสียงของฮิริว ฮิริวโยนไพ่ดอกไม้ขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วไพ่ดอกไม้ทั้งหมดก็แปลงร่างเป็นฝูงเครื่องบินรบ เครื่องบินรบทั้งหมดของฮิริวทิ้งระเบิดและตอร์ปิโดโจมตียอร์กทาวน์ ทะเลระเบิดเป็นแนวยาวเป็นเส้นตรงพุ่งไปหายอร์กทาวน์ ระเบิดรุมล้อมยอร์กทาวน์ไว้ทั้งแปดทิศ ผมของยอร์กทาวน์ติดไฟลุกไหม้ ยอร์กทาวน์ก็รีบหนีออกไป


จากนั้นฮิริวโยนไพ่ดอกไม้ขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง ไพ่ดอกไม้ทุกใบแปลงร่างเป็นเครื่องบินรบแล้วมุ่งไปทิ้งระเบิดและตอร์ปิโดโจมตีใส่ยอร์กทาวน์อีกครั้ง ยอร์กทาวน์ล้มลงกับชายหาด ยอร์กทาวน์ขยับไม่ได้อีกต่อไป


เอ็นเตอร์ไพรส์ยิงธนูลำแสงแล้วธนูลำแสงแปลงร่างเป็นเครื่องบินขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง ยอร์กทาวน์แม้ขยับไม่ได้ก็ยังเสกเครื่องบินรบไปได้อยู่ ฮอร์เน็ตส่งฝูงเครื่องบินรบออกไปเป็นคนสุดท้าย เครื่องบินของฝ่ายสหภาพอินทรีทั้งหมดโจมตีโดนฮิริว ระเบิดและตอร์ปิโดโดนฮิริวหมดทุกลูกและระเบิดที่ตัวฮิริวหมดทุกลูก เสื้อคลุมก็ติดไฟลุกไหม้ กระโปรงก็ติดไฟลุกไหม้


"อย่าได้กลัวปืน" ฮิริวพึมพำ


ฮิริวมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ทั้งที่เสื้อคลุมของเธอยังไฟลุกกระโปรงของเธอก็ยังไฟลุก


(ฝั่งอาณาจักรซากุระ)


ที่ฐานทัพของอาณาจักรซากุระ พลเรือเอกยาคุกันเน่เดินมาหาพลเรือเอกยามาโมโตะและพลเรือเอกนากากุโมะ


พลเรือเอกยาคุกันเน่ถามขึ้นว่า "คุณส่งอาคากิ คากะ โซวริว ฮิริวไปโจมตีมิดเวย์ใช่ไหม?"


พลเรือเอกยามาโมโตะตอบขึ้นว่า "คำสั่งฉันเองแหละ" พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็โกรธตบหน้าพลเรือเอกยามาโมโตะไปหนึ่งที แล้วพลเรือเอกยาคุกันเน่ก็พูดว่า "คุณคิดบ้าอะไรอยู่ กองกำลังก็ไม่พร้อมรบ กองกำลังเราก็มีไม่พอ ทุกหน่วยรบก็แยกออกจากกัน ทุกหน่วยรบกระจายกำลังกันไปหมด ไม่มีหน่วยไหนไปช่วยหน่วยไหนได้ ทุกหน่วยรบช่วยกันไม่ทันเวลา ผิดหลักพิชัยสงครามทั้งหมดเลย คุณส่งสี่คนนั้นไปตายชัดๆ"


มีพลทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามาบอกว่า "พบฮิริวที่เขตทะเลบริเวณมิดเวย์ครับ" พลเรือเอกยาคุกันเน่ถามขึ้นว่า "แล้วอาคากิ คากะ โซวริวล่ะ?" พลทหารคนนั้นก็ตอบว่า "จมลงทะเลหมดแล้วครับ" พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็ลงเรือส่วนตัวของตัวเองไปแล้วรีบเร่งออกเรือไปหาฮิริว


พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็พบฮิริว ไฟยังลุกติดไหม้เสื้อคลุมและกระโปรงของฮิริวอยู่ พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็เอาถังดับเพลิงดับไฟบนเสื้อคลุมและกระโปรงฮิริวนั้นแล้วก็จับแขนฮิริวเอาไว้จะดึงขึ้นมาบนเรือของตน ฮิริวพูดขึ้นไปว่า "ผู้การ..." เมื่อได้เห็นพลเรือเอกยาคุกันเน่


พลเรือเอกยาคุกันเน่บอกฮิริวว่า "รีบขึ้นมาบนเรือก่อน" แต่ฮิริวปัดแขนพลเรือเอกยาคุกันเน่ออก พลเรือเอกยาคุกันเน่เห็นก็ตกใจตะโกนถามฮิริวไปว่า "ทำไมกันล่ะ?" ฮิริวก็ตอบไปว่า "ความพ่ายแพ้เป็นเรื่องของเวลา" พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็ตอบไปว่า "ไม่เกี่ยวกันเลยซักนิด เธอทำทันเวลาแล้วด้วยซ้ำ ที่เธอแพ้เพราะพวกนั้นจะรบจะรบกันต่างหากล่ะ ขึ้นมาก่อนเถอะ ฮิริว" ฮิริวพูดขึ้นว่า "ฉันคิดอยู่แต่เรื่องการต่อสู้ ทุกคนพูดว่าฉันไม่มีความเป็นผู้หญิงเลย งั้น เอ่อ ผู้การ...ช่วยทำให้ฉันเป็นผู้หญิงที" พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็ตอบว่า "ได้สิ ฮิริว ตอนนี้เธอขึ้นเรือมาก่อน" ฮิริวพูดขึ้นว่า "ผมไม่ได้เป็นผู้หญิงแบบที่ผู้หญิงทุกคนควรจะเป็น ผมไม่ได้เป็นแบบท่านพี่โซวริว ผมมั่นใจในการต่อสู้ จะรับผู้หญิงแบบนี้เป็นเจ้าสาวไหม?" พลเรือเอกยาคุกันเน่ได้ยินที่ฮิริวพูดก็ตกใจถามขึ้นว่า "เธอพูดอะไรของเธอน่ะ ฮิริว?" ฮิริวก็เอาสำรับไพ่ดอกไม้ทั้งสำรับให้พลเรือเอกยาคุกันเน่ พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็ตกใจขึ้นถามขึ้นว่า "ทำอะไรของเธอน่ะ ฮิริว!!!?!" แล้วฮิริวก็ผลักเรือของพลเรือเอกยาคุกันเน่ออกไปให้ห่าง พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็ยิ่งตกใจขึ้นกว่าเดิม ถามฮิริวไปว่า "ทำอะไรของเธอน่ะ ฮิริว!!!?!" ซ้ำเข้าไปอีก ฮิริวเพียงแค่ยิ้มตอบกลับมา


ฮิริวล้มลง เลือดไหลไปทั่วร่างกายราวกับรากฝอยของต้นไม้ที่แผ่กระจายไปทั่วพื้นดิน ฮิริวหอบและหายใจ เปลือกตาของเธอเริ่มหย่อนคล้อน ฮิริวรู้ตัวว่าเธอไม่ไหวแล้ว ฮิริวหลับตาลง แล้วจมลงสู่ทะเล


นั่นคือภาพสุดท้ายของฮิริวที่พลเรือเอกยาคุกันเน่เห็น


พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็กลับฐาน แล้วเดินเข้าไปหาพลเรือเอกยามาโมโตะกับพลเรือเอกนากากุโมะ พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็พูดขึ้นว่า "ฮิริวจมแล้ว" แล้วพลเรือเอกยาคุกันเน่ก็เอาสำรับไพ่ดอกไม้ของฮิริวฟาดหน้าพลเรือเอกยามาโมโตะด้วยความโกรธ แล้วพลเรือเอกยาคุกันเน่ก็จับหัวของพลเรือเอกนากากุโมะไปกระแทกกำแพงจนเลือดออกจากนั้นยาคุกันเน่ก็เตะพลเรือเอกยามาโมโตะล้มลงแล้วนั่งคร่อมยามาโมโตะต่อยรัวๆจนยามาโมโตะเลือดออกปาก แล้วยาคุกันเน่ก็เดินออกไป

 [ท้องฟ้าที่ไม่มีมังกรบิน]



ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์



ฮิริวแปลว่ามังกรที่บินอยู่บนฟ้า


วันนี้ท้องฟ้าโปร่งไม่มีเมฆ ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใส แต่แดดไม่จ้า มองออกนอกหน้าต่างที่พักเห็นทะเลสีฟ้าสวยคลื่นซัดสาดที่งาม ชายหาดทรายโล่ง ต้นมะพร้าวขึ้นเป็นทิวแถว ใครเห็นก็ต้องไม่เชื่อแน่ว่าที่นี่คือค่ายทหาร ที่จริงมันก็สวยอยู่หรอก



ผ่านมาหลายวันนับตั้งแต่ที่ฮิริวเธอจมลงทะเลไป แต่ยอมรับเลยว่าผมทำใจไม่ได้เลย ผมทำใจไม่ได้เลยซักนิด ทักครั้งที่ผมมองไปที่ชายหาดริมทะเล ผมจะเห็นฮิริวยืนเตรียมพร้อมทำภารกิจอยู่เสมอ ตอนนี้ไม่แล้ว



"จดหมายครับ โยนจดหมายเป็นเครื่องบินกระดาษแบบนี้ไม่ได้เหรอครับ? ไม่เป็นไรหรอกครับ" ฮิริวพูดทุกครั้งที่เอาจดหมายมาให้(ด้วยการโยน) ตอนนี้ไม่มีสาวกระต่ายทอมบอยที่แทนตัวเองด้วยคำว่าผมโยนจดหมายมาให้อีกแล้ว



"ภารกิจเหรอครับ? จะยากแค่ไหนก็พร้อมเสมอครับ" สาวกระต่ายทอมบอยคนนั้นพูดแบบนี้ทุกครั้งที่ได้รับมอบหมายภารกิจ ตอนนี้ทุกครั้งที่อยู่ในที่ทำงาน ไม่มีใครคอยรับภารกิจ ไม่มีฮิริวมารับภารกิจ ไม่ได้ยินคำพูดนั้นแล้ว อยากได้ยินอีก อยากได้ยินฮิริวพูดออกมาอีก



"ผลตอบแทนของภารกิจครับ ช่วยตรวจสอบด้วยครับ" ฮิริวพูดทุกครั้งที่ภารกิจเสร็จสิ้น ตอนนี้ไม่มีภารกิจ ห้องทำงานก็ว่าง ไม่มีทั้งฮิริว ไม่มีทั้งคำพูดนั้น



"รายงานการรบครับ เอาไปประเมินได้เลยครับ" ฮิริวพูดทุกครั้งที่กลับมาที่ฐานทัพ ตอนนี้ฐานทัพว่างเปล่า ไม่มีฮิริวก็เหมือนไม่มีอะไรเลย



บางครั้งที่เผลอไปเดินชนเธอจนมือไปโดนตัวเธอ ฮิริวจะพูดว่า "ช่วยระวังด้วยครับ ถ้าใกล้กว่านี้ผู้การจะเจ็บเอานะ" หรือไม่ก็ "ผู้การ ขอถามก่อนผมจะชกคุณ ไม่เห็นผมเป็นผู้หญิงใช่ไหม? ไม่ได้คิดเลยใช่ไหม?" ตอนนี้ไม่เดินชนฮิริวแล้ว ก็เพราะว่าไม่มีฮิริว ไม่มีทอมบอยหูกระต่ายคนนั้นคอยพูดแบบนั้นใส่อีกแล้ว ได้แต่เดินอากาศเปล่าๆอยู่



บางครั้งก็เห็นภาพหลอนฮิริวอยู่ตรงหน้า พร้อมกับเสียงของฮิริวพูดคำพูดที่ฮิริวเคยพูดออกมา พอคุยด้วย เอามือไปจับมือฮิริว เธอก็หายไปกับอากาศ ได้แต่ตะโกนร้องหาฮิริวอยู่ตลอดเวลา มีโฮวโชว สาวผมยาวสีม่วง ตาสีม่วง ถุงน่องดำ รองเท้าแดง ที่มาหาในบางครั้งเท่านั้น คอยบอกอยู่ตลอดว่าฮิริวจมทะเลไปแล้ว ที่คุยอยู่ด้วยคือภาพหลอนที่ไม่มีอยู่จริง




แบบนี้ฐานทัพนี้ก็มีแต่อากาศเท่านั้น




อากาศ?



ใช่ อากาศ



ที่นี่ไม่มีอะไรเลย มันมีแต่อากาศเท่านั้นแหละ ไม่มีฮิริวอีกต่อไปแล้ว



ฮิริวแปลว่ามังกรที่บินอยู่บนท้องฟ้า



มังกรในตำนานจีนคอยทำหน้าที่ควบคุมสภาพอากาศ ตอนนี้ สภาพอากาศทั้งหมดคงเกิดขึ้นพร้อมกันในวินาทีเดียวกัน ตอนนี้ ลูกเห็บ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ฝน พายุ สึนามิ ภัยแล้ง น้ำท่วม คงจะเกิดขึ้นพร้อมกันในที่เดียวกันในวินาทีเดียวกัน เพราะไม่มีเธอแล้วฮิริว ไม่มีมังกรอยู่บนฟ้าอีกต่อไปแล้ว



ไม่มีมังกรบินอยู่บนท้องฟ้าอีกต่อไปแล้ว ไม่มีเธออยู่บนท้องฟ้าอีกต่อไปแล้ว ไม่มีฮิริวอยู่บนท้องฟ้าอีกต่อไปแล้ว



หากได้เจอกันอีกครั้ง ฉันจะขอบินอยู่บนฟ้าข้างเธอชั่วนิรันดร์



หากได้เจอกันอีกครั้ง ฉันจะขอบินอยู่บนฟ้าข้างฮิริวชั่วนิรันดร์



                      [บันทึกความทรงจำของพลเรือเอกยาคุกันเน่]

 [ฮิริวเมต้า]



ผู้เขียน: ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์



เกิดการระเบิดไปทั่วทุกมหาสมุทร ทะเลทุกทะเลเกิดระเบิดขึ้นหลายครั้งนับร้อย แล้วก็มีหมอกหนาคลุมไปทั่วบริเวณทะเลและมหาสมุทร



กลุ่มอำนาจทุกกลุ่มเลิกทำสงครามกันเองแล้วเป็นพันธมิตรกันชั่วคราว แล้วส่งหน่วยรบทั้งหมดไปทำการสืบสวนเรื่องราวทั้งหมด



เอ็นเตอร์ไพรส์ออกเดินทางบนพื้นผิวทะเล แล้วหมอกก็กลืนเธอเข้าไป เธอรีบติดต่อคนอื่นๆ แต่เครื่องมือสื่อสารของเธอใช้การไม่ได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว ทันใดนั้นเธอก็เห็นเงามืดหลายร่างในกลุ่มหมอก  "นั่นใครน่ะ!?" เอ็นเตอร์ไพรส์ถามแต่ไม่มีเสียงใดตอบกลับเธอเลย



แล้วเอ็นเตอร์ไพรส์ก็เห็นเจ้าของร่างเงาชัดเจน นั่นคือ อาร์ค-รอยัล สาวผมสั้นสีดำขลับ ตาสีฟ้า ผมนั้นปิดตาไว้ข้างหนึ่ง ใส่เสื้อแขนยาวสีขาวสีแดงสีน้ำเงินแบบน้ำทะเลมีขอบทอง กระโปรงสั้นสีดำ ใส่ผ้าคลุมยาวสีน้ำทะเลตั้งแต่เอวถึงน่อง ร้องเท้าบูทยาวสีดำ ถุงมือสีขาว ทาคาโอะ สาวผมยาวสีดำมัดผมเป็นหางม้าที่ด้านหลังผูกโบว์สีขาว ตาสีเหลืองปนสีอำพัน ใส่เสื้อสีขาว กระโปรงสั้นสีขาว ถุงน่องยาวสีดำ รองเท้าสีดำ เหน็บดาบซามูไรไว้หนึ่งเล่ม และฮิริว 



"มาแล้วเหรอ เอ็นเตอร์ไพรส์? ฉันรออยู่แล้ว เหมือนยังขาดคนอื่นไปอีกนะ ไม่ละ ทุกคนที่ต้องอยู่ที่นี่อยู่กันครบแล้ว" เสียงของอาร์ค-รอยัลดังออกมา



"ทุกคน? มีใครอยู่ที่บ้างน่ะ? เราอยู่ที่ไหน?" เอ็นเตอร์ไพรส์ถาม



"เมื่อถึงเวลา เพื่อนฉัน เมื่อถึงตอนนั้นอาจมีเพื่อนคนอื่นเข้าร่วมกับเรา" อาร์ค-รอยัลตอบเพียงแค่นั้น



"อาร์ค-รอยัล ตอบด้วย! อาร์ค-รอยัล" คราวนี้อาร์ค-รอยัลไม่ตอบคำพูดนี้ของเอ็นเตอร์ไพรส์



เอ็นเตอร์ไพรส์พูดออกไปกี่ครั้ง ก็ไม่มีใครตอบกลับเธอเลย แล้วทั้งอาร์ค-รอยัล ทาคาโอะ ฮิริว ก็หายไปกับอากาศราวกับเป็นภาพหลอน อาร์ค-รอยัลหันหลังให้เอ็นเตอร์ไพรส์เดินเข้าไปในหมอก แล้วก็เลือนหายไปในกลุ่มหมอก



"อะไรกันแน่เนี่ย! อาร์ค-รอยัล! ภาพหลอนหรือไงนะ?" เอ็นเตอร์ไพรส์พึมพำ



เอ็นเตอร์ไพรส์เดินไปตามทิศทางที่ร่างของอาร์ค-รอยัลหายไป



"ตรวจจับอะไรไม่ได้เลย ทุกอย่างที่นี่เป็นภาพลวงตาหรือเปล่า?"



เสียงของอาร์ค-รอยัลถามขึ้นว่า "ทุกคนอยู่ที่นี่กันหมดแล้วใช่ไหม?" เสียงทาคาโอะขานกลับ "ตอนนี้ เหมือนจะมีคนมาไม่ถึงนะ" เสียงฮิริวพูดแทรกว่า "สงครามครั้งขมขื่นอะไรขนาดนี้" อาร์ค-รอยัลพูดขึ้นมาว่า "ฉันอยากออกไปจากที่นี่เหมือนกัน แต่เราปฏิบัติการร่วมกันไม่ได้ในตอนนี้ ตอนนี้ การอยู่ด้วยกันควรเป็นอย่างแรก มองโลกในแง่ดีหน่อย ตอนนี้ เอ็นเตอร์ไพรส์ก็อยู่ที่นี่ด้วย เพราะงี้แหละ ยังไงยังไง ทุกอย่างต้องเป็นไปได้แน่" ทาคาโอะตอบกลับว่า "ถ้าทุกอย่างมันง่ายจริงๆล่ะก็นะ คุณเอ็นเตอร์ไพรส์ กะทันหันไปหน่อยนะ แต่ระบุชื่อคุณที" "ฮะ? ชื่อ?" คำพูดทั้งนี้เอ็นเตอร์ไพรส์พูดออกไปด้วยความสงสัยทั้งสิ้น ทาคาโอะก็ตอบกลับว่า "ใช่ เปลวไฟที่ทะลุทะลวงตัดผ่านความมืด ทำให้เห็นทางเดินที่มุ่งสู่ข้างหน้า ถ้าให้ฉันพูดล่ะก็นะ" ฮิริวพูดขึ้นมาว่า "เราจะทำงานกับเจ้าพวกนั้นจริงๆเหรอ สัตว์ประหลาด "ไซเรน" พวกนั้นถูกสร้างมาแทนที่พวกเรา" "อะไรนะ!?"คำอุทานจากความตกใจของเอ็นเตอร์ไพรส์ ทาคาโอะตอบกลับว่า "อยู่แล้ว ดูไปก่อนว่าพวกทำกันยังไง" เอ็นเตอร์ไพรส์ตกใจถามไปว่า "คิดอะไรกันอยู่น่ะ!?" แล้วร่างของอาร์ค-รอยัล ทาคาโอะ ฮิริวก็เลือนหายไป



"ภาพหลอนเหรอ?" นี่คือคำถามที่ไม่มีคำตอบที่เอ็นเตอร์ไพรส์พูดออกมา



เครื่องมือติดต่อสื่อสารของเอ็นเตอร์ไพรส์กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง เสียงจากเครื่องมือสื่อสารก็ดังออกมา



"เรดาร์พบหน่วยรบไม่ทราบฝ่าย ไปยังพิกัดนี้ด้วย" หลังจากเสียงจากเครื่องมือติดต่อสื่อสารแจ้งพิกัดแล้ว เอ็นเตอร์ไพรส์ก็มุ่งหน้าไปยังพิกัดนั้น เมื่อเอ็นเตอร์ไพรส์ไปถึง ก็พบกับร่างที่คุ้นเคยแต่กลับแตกต่างกันออกไป สาวหูกระต่ายผมยาวสีขาวแบบขี้เถ้า ตาสีฟ้า เธอคือฮิริว แต่เธอกลับไม่ได้มัดผมเป็นหางม้า เสื้อผ้าที่เธอใส่อยู่ก็เปลี่ยนไป ราวกับนักรบเถื่อน มีเพียงเสื้อคลุมยาวสีดำและมีรอยไหม้ไฟ เสื้อตัวข้างในเสื้อคลุมก็สั้นและเล็กกว่าตัวเธอมาก กระโปรงสั้นสีขี้เถ้า ถุงน่องสีดำรองเท้าสีดำ เหน็บดาบซามูไรสองเล่มไว้ที่ขาขวา มีดาบซามูไรอีกเล่มที่ขาซ้าย ผิวหนังของฮิริวออกสีขี้เถ้าผิดไปจากปกติ เป็นฮิริวที่ต่างไปจากฮิริวปกติที่เป็นอยู่ ต่างไปจากที่ฮิริวเป็นอยู่ปกติ



"ฮิริว ไม่สิ มีอะไรไม่ใช่" เอ็นเตอร์ไพรส์ที่เจอฮิริวอีกครั้งพูดขึ้น แต่เอ็นเตอร์ไพรส์เห็นว่านี่ไม่ใช่ฮิริวแบบที่ฮิริวปกติเป็นอยู่ เอ็นเตอร์ไพรส์คิดว่ามีอะไรที่คนคนนี้ไม่ใช่ฮิริว แต่เมื่อคิดครบทุกด้านแล้ว ร่างนั้นคือฮิริวไม่ผิดแน่ แต่เหมือนเป็นฮิริวที่ไม่ใช่ฮิริว เป็นฮิริวตัวจริงแน่นอนแต่ไม่ใช่ฮิริวตัวจริงที่เธอรู้จัก



ฮิริวคนนั้นเพียงแค่พูดชื่อ  "เอ็นเตอร์ไพรส์?" ขึ้นมาสั้นๆ แล้วฮิริวก็หันหลังให้เอ็นเตอร์ไพรส์แล้ววิ่งจากไป "เดี๋ยวสิ! ฮิริว!" แต่ฮิริวไม่ได้ตอบสนองต่อคำพูดของเอ็นเตอร์ไพรส์



"ถึงพลเรือเอกยาคุกันเน่ พบฮิริวค่ะ" เอ็นเตอร์ไพรส์คิดว่าในสถานการณ์นี้ต้องติดต่อพลเรือเอกยาคุกันเน่จึงบอกเรื่องของฮิริวคนนั้นต่อพลเรือเอกยาคุกันเน่



พลเรือเอกยาคุกันเน่ได้ฟังเอ็นเตอร์ไพรส์บอกว่าเจอฮิริวก็รีบเอาเรือส่วนตัวมุ่งไปหาฮิริว ไปเจอเอ็นเตอร์ไพรส์อยู่ พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็ให้เอ็นเตอร์ไพรส์พาไปหาฮิริว พอไปทางข้างหน้าได้หน่อยนึง ก็เจอพายุหมุนสีดำมหึมาเหนือผิวทะเล พายุหมุนนั้นมีปืนใหญ่ประหลาดอยู่ข้างใน ปืนใหญ่ทุกกระบอกในพายุหมุนนั้นก็ยิงไปทั่ว น้ำทะเลระเบิดกระจายไปทั่วพื้นผิวมหาสมุทร ฮิริวคนนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง



"นายเองเหรอ ผู้การ? คนที่ทำให้เอ็นเตอร์ไพรส์ต้องเจ็บปวด ไม่รู้เลยว่าทำไมเอ็นเตอร์ไพรส์ถึงแคร์นายนัก" ฮิริวคนนั้นพูด พลเรือเอกยาคุกันเน่ได้ยินฮิริวคนนั้นพูดก็ประหลาดใจถามขึ้นว่า "เอ็นเตอร์ไพรส์เหรอ?" ฮิริวคนนั้นกลับชิงตัดบทพูดว่า "ฮิริวแห่งหน่วยรบที่สอง ตอนนี้ยังเป็นนักรบ รู้แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว" พลเรือเอกยาคุกันก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ พลเรือเอกยาคุกันเน่รู้ว่าฮิริวคนนี้เป็นฮิริวตัวจริงแน่แต่เหมือนมาจากโลกคู่ขนานอื่นยังไงยังงั้น "เดี๋ยวสิ พลเรือเอกทำฉันเจ็บปวดเหรอ? พลเรือเอกรักเธอไม่ใช่เหรอฮิริว?" แต่ฮิริวคนนั้นไม่ตอบกลับคำถามนี้ของเอ็นเตอร์ไพรส์



"เอ็นเตอร์ไพรส์ ต้องให้เธอช่วยสู้ด้วย" ฮิริวคนนั้นพูดขึ้น "ฮะ!? อะ...ได้" เอ็นเตอร์ไพรส์เต็มไปด้วยคำถามเธอจึงไม่ทันเตรียมพร้อมต่อคำพูดของฮิริว แต่แล้วเธอยิงธนูลำแสงสีเหลืองใส่เข้าไปในพายุ ฮิริวชักดาบที่ข้าข้างซ้ายออกมาจากฝัก แล้วตวัดดาบเพียงครั้งเดียวก็มีลำแสงจันทร์เสี้ยวสีแดงอมดำกระจายไปทั่วพื้นผิวทะเลทั้งด้านหน้า ด้านซ้าย และด้านขวา เกิดระเบิดขนาดใหญ่ขึ้น แล้วพายุนั้นก็หายไป



"เอาล่ะ ได้เวลาบอกลาแล้ว" ฮิริวผมสีขี้เถ้าพูดขึ้น



"เดี๋ยวสิ เธอจะไปที่ไหนเหรอฮิริว" พลเรือเอกยาคุกันเน่ถาม



"ถ้าจะตามล่ะก็ อย่า อย่าทำให้ผมเป็นภัยคุกคามต่อนายเหมือนที่ผมเป็นภัยคุกคามต่อพายุหมุนประหลาดเมื่อกี้เลย.... โทษที นายทำให้ความทรงจำที่ฉันไม่ได้รู้สึกมานานมากแล้วผุดออกมา ผมหวังว่าเราจะได้เจอกันอีก ไม่รู้นะว่าในสถานการณ์ไหน เราอาจจะอยู่ด้วยกันแบบใจสัมผัสใจ ไม่ก็ต่อยกันในฐานะศัตรู" ฮิริวผมสีขี้เถ้าตอบกลับไปเพียงแค่นั้น



ฮิริวคนนั้นพูดต่อไปว่า "อ้อ! จริงสิ! ผู้การ ผมยังไม่ได้บอกอะไรบางอย่างที่ผู้การต้องชอบแน่อีกเหรอเนี่ย ผู้การอยู่กับหน่วยรบด้วยกันอยู่ตลอดเวลาแม้จะเลยวินาทีสุดท้ายไปแล้ว ผมจะมอบสิ่งดีๆให้ผู้การ ผู้การรู้ไหมผมจะให้อะไรคุณ"



ฮิริวผมสีขี้เถ้าคนนั้นเอื้อมมือไปแผ่นหลังของเธอใต้เสื้อคลุม เดินมาหาพลเรือเอกยาคุกันเน่ ฮิริวเอามือสอดเข้าไปที่กระเป๋าเสื้อของยาคุกันเน่แล้วเอามือออก



"เอาล่ะ ได้เวลาไปแล้วผู้การ ไม่ต้องห่วง ฉันจะมาหา ที่จริง ผมรู้วิธีติดต่อคุณ ผมรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน ขอให้เราได้เจอกันอีก" ฮิริวผมสีขี้เถ้าพูดทิ้งท้าย แล้วฮิริวผมสีขี้เถ้าก็เลือนหายไปในหมอกหนา แล้วหมอกทั้งหมดบนพื้นผิวทะเลก็หายไปอย่างกะทันหัน



(ฐานทัพอาณาจักรซากุระ)



"น่าทึ่งมากเลยนะที่นายกับเอ็นเตอร์ไพรส์ออกมาจากภาวะเอกฐานได้"



"ภาวะเอกฐานเหรอ?" พลเรือเอกยาคุกันเน่ตอบสนองต่อคำพูดที่น่าสงสัยของพลเรือเอกยามาโมโตะทันที


"ใช่ ภาวะเอกฐาน" พลเรือเอกยามาโมโตะตอบ



"แล้วภาวะเอกฐานคืออะไร?" พลเรือเอกยาคุกันเน่ถาม



"พื้นที่ที่ไม่อยู่ในจักรวาลและอวกาศและไม่อยู่ในกาลเวลาใดๆ น่าทึ่งมากเลยนะที่นายกับเอ็นเตอร์ไพรส์รอดออกมาจากภาวะเอกฐานได้ นายเจอฮิริวที่นั่นด้วยเหรอ?" พลเรือเอกยามาโมโตะตอบพร้อมถามพลเรือเอกยาคุกันเน่เรื่องฮิริว



"ใช่" พลเรือเอกยาคุกันเน่ตอบ



"ฮิริวไม่เหมือนเดิมใช่ไหม?" พลเรือเอกยามาโมโตะถาม



"ใช่" พลเรือเอกยาคุกันเน่ตอบ



"ฮิริวคนนั้นแหละที่สร้างภาวะเอกฐานขึ้น" พลเรือเอกยามาโมโตะพูด



พลเรือเอกยาคุกันเน่ก็ตกใจถามขึ้นไปว่า "อะไรนะ?"



พลเรือเอกยามาโมโตะพูดว่า "สหภาพอินทรีส่งข้อมูลมาให้เรา มีสัตว์ประหลาดทะเลชื่อ "ไซเรน" ออกอาละวาดไปทั่วทะเล แต่พวกมันถูกกำจัดในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับภาวะเอกฐาน ฮิริวคนนั้นที่นายเจอ เป็นไปได้มากเลยล่ะว่า เป็นฮิริวจากโลกคู่ขนานอื่น หรือไม่ก็เป็นฮิริวในโลกนี้ โลกของเรานี่แหละแต่เป็นฮิริวที่มาจากอนาคต"





Iron(III) oxide ferric oxide

 Iron(III) oxide ferric oxide

การตระเตรียม

แก้ไข

ไอรอน(III)ออกไซด์เป็นผลิตภัณฑ์จากการออกซิเดชันของเหล็ก สามารถเตรียมได้ในห้องปฏิบัติการโดยการอิเล็กโทรไลซิสสารละลายโซเดียมไบคาร์บอเนตซึ่งเป็นอิเล็กโทรไลต์เฉื่อย โดยใช้ขั้วบวกเป็นเหล็ก:

4 Fe + 3 O 2 + 2 H 2 O → 4 FeO(OH)

ไฮเดรตไอรอน(III) ออกไซด์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเขียนในที่นี้ว่าFeO(OH)จะคายน้ำประมาณ200 ° C [ 18 [ 19 ]

2 FeO(OH) → Fe 2 O 3 + H 2 O

แมกนีไทต์

 แมกนีไทต์

แมกนีไทต์

บทความ

พูดคุย

ภาษา

ดาวน์โหลดเป็น PDF

เฝ้าดู

แก้ไข

บทความนี้เกี่ยวกับแร่แมกนีไทต์ที่พบในแหล่งแร่ธรรมชาติ สำหรับการใช้ประโยชน์อื่น ๆ ดูที่ ไอเอิร์น(II,III) ออกไซด์

อย่าสับสนกับ แมกนีไซต์ หรือ แมงกาไนต์

แมกนีไทต์ (Magnetite) เป็นแร่ชนิดหนึ่งและเป็นหนึ่งในสินแร่เหล็กที่สำคัญ มีสูตรเคมีคือ Fe²⁺Fe³⁺₂O₄ จัดอยู่ในกลุ่มออกไซด์ของเหล็ก และมีสมบัติเฟอร์ริแมกเนติก (ferrimagnetic)[6] มันถูกดึงดูดด้วยแม่เหล็กและสามารถทำให้เป็นแม่เหล็กเพื่อกลายเป็นแม่เหล็กถาวรได้ด้วยตัวเอง[7][8] ยกเว้นแหล่งแร่เหล็กธรรมชาติ (native iron) ซึ่งพบได้ยากยิ่ง แมกนีไทต์เป็นแร่ที่มีสมบัติทางแม่เหล็กมากที่สุดในบรรดาแร่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติทั้งหมดบนโลก[7][9] ชิ้นส่วนของแมกนีไทต์ที่ถูกทำให้เป็นแม่เหล็กโดยธรรมชาติ เรียกว่า หินแม่เหล็ก (lodestone) จะดูดเศษเหล็กชิ้นเล็ก ๆ ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่คนโบราณค้นพบสมบัติความเป็นแม่เหล็กเป็นครั้งแรก[10]

แมกนีไทต์
ภาพ: แมกนีไทต์จากโบลิเวีย

ข้อมูลทั่วไป
หมวดหมู่: แร่ออกไซด์, กลุ่มสปิเนล, กลุ่มโครงสร้างสปิเนล
สูตรเคมี: ไอเอิร์น(II,III) ออกไซด์, Fe²⁺Fe³⁺₂O₄
สัญลักษณ์ IMA: Mag[1]
การจำแนกแบบ Strunz: 4.BB.05
ระบบผลึก: ไอโซเมตริก (Isometric)
ชั้นผลึก: เฮกซอกทาฮีดรัล (Hexoctahedral) (m3m)
สัญลักษณ์ H-M: (4/m 3 2/m)
หมู่ปริภูมิ (Space group): Fd3m (no. 227)
หน่วยเซลล์ (Unit cell): a = 8.397 Å; Z = 8

ลักษณะเฉพาะ
สี: ดำ, เทาพร้อมโทนสีน้ำตาลเมื่อสะท้อนแสงอาทิตย์
สัณฐานผลึก (Crystal habit): แบบแปดหน้า (Octahedral), เม็ดละเอียดไปจนถึงเนื้อแน่น (massive)
การเกิดแฝด (Twinning): บนระนาบ {111} เป็นทั้งระนาบแฝดและระนาบประกอบ ตามกฎสปิเนล เป็นแฝดแบบสัมผัส (contact twins)
แนวแตกเรียบ (Cleavage): ไม่ชัดเจน มีรอยแยก (parting) บน {111} ดีมาก
รอยแตก (Fracture): ไม่สม่ำเสมอ (Uneven)
ความเหนียว (Tenacity): เปราะ
ความแข็งตามสเกลโมห์ส (Mohs scale hardness): 5.5–6.5
ความวาว (Luster): แบบโลหะ (Metallic)
สีผงละเอียด (Streak): ดำ
ความโปร่ง (Diaphaneity): ทึบแสง (Opaque)
ความถ่วงจำเพาะ (Specific gravity): 5.17–5.18
ความหนาแน่น (Density): 5 g/cm³
การละลาย: ละลายช้าในกรดไฮโดรคลอริก
อ้างอิง: [2][3][4][5]

ชนิดพันธุ์หลัก
หินแม่เหล็ก (Lodestone): เป็นแม่เหล็กและมีขั้วเหนือใต้ที่แน่นอน

ภาพ: แมกนีไทต์เป็นหนึ่งในแร่ไม่กี่ชนิดที่มีสมบัติเฟอร์ริแมกเนติก มันถูกดึงดูดด้วยแม่เหล็กดังที่แสดงไว้ที่นี่
ภาพ: หน่วยเซลล์ของแมกนีไทต์ ทรงกลมสีเทาคือออกซิเจน สีเขียวคือเหล็กไดวาเลนต์ สีน้ำเงินคือเหล็กไตรวาเลนต์ นอกจากนี้ยังแสดงอะตอมเหล็กในที่ว่างแปดหน้า (สีฟ้าอ่อน) และอีกอะตอมในที่ว่างสี่หน้า (สีเทา)

แมกนีไทต์มีสีดำหรือน้ำตาลอมดำพร้อมความวาวแบบโลหะ มีความแข็งตามสเกลโมห์ส 5–6 และให้สีผงละเอียดสีดำ[7] เม็ดแมกนีไทต์ขนาดเล็กพบได้ทั่วไปในหินอัคนีและหินแปร[11]

ชื่อทางเคมีตาม IUPAC คือ ไอเอิร์น(II,III) ออกไซด์ และชื่อทางเคมีทั่วไปคือ เฟอร์รัส-เฟอร์ริก ออกไซด์ (ferrous-ferric oxide)[12]

สมบัติ

นอกจากในหินอัคนีแล้ว แมกนีไทต์ยังพบในหินตะกอน รวมถึงชั้นหินเหล็กแถบ (banded iron formations) และในตะกอนทะเลสาบและทะเล ทั้งในรูปเม็ดตะกอนที่ถูกพัดพามา (detrital grains) และในรูปซากดึกดำบรรพ์แม่เหล็ก (magnetofossils) อนุภาคนาโนแมกนีไทต์ยังเชื่อกันว่าเกิดขึ้นในดิน ซึ่งพวกมันอาจถูกออกซิไดซ์อย่างรวดเร็วกลายเป็นแมกฮีไมต์ (maghemite)[13]

โครงสร้างผลึก

องค์ประกอบทางเคมีของแมกนีไทต์คือ Fe²⁺(Fe³⁺)₂(O²⁻)₄ นี่บ่งชี้ว่าแมกนีไทต์ประกอบด้วยทั้งเหล็กเฟอร์รัส (ไดวาเลนต์) และเหล็กเฟอร์ริก (ไตรวาเลนต์) ซึ่งบ่งบอกถึงการตกผลึกในสภาพแวดล้อมที่มีระดับออกซิเจนปานกลาง[14][15] รายละเอียดหลักของโครงสร้างถูกกำหนดขึ้นในปี ค.ศ. 1915 มันเป็นหนึ่งในโครงสร้างผลึกแรก ๆ ที่ได้จากการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ มันมีโครงสร้างแบบสปิเนลผกผัน (inverse spinel) โดยมีไอออน O²⁻ ก่อตัวเป็นแลตทิซแบบเฟซเซ็นเตอร์คิวบิก (face-centered cubic) และไอออนบวกของเหล็กเข้าไปอยู่ในช่องว่างระหว่างโครง (interstitial sites) ครึ่งหนึ่งของไอออนบวก Fe³⁺ อยู่ในตำแหน่งทรงสี่หน้า (tetrahedral sites) ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งพร้อมกับไอออนบวก Fe²⁺ อยู่ในตำแหน่งทรงแปดหน้า (octahedral sites) หน่วยเซลล์ประกอบด้วยไอออน O²⁻ จำนวนสามสิบสองไอออน และความยาวหน่วยเซลล์คือ a = 0.839 nm[15][16]

ในฐานะสมาชิกของกลุ่มสปิเนลผกผัน แมกนีไทต์สามารถเกิดเป็นสารละลายของแข็ง (solid solutions) กับแร่ที่มีโครงสร้างคล้ายกันได้ รวมถึงอัลโวสปิเนล (ulvospinel, Fe₂TiO₄) และแมกนีซิโอเฟอร์ไรต์ (magnesioferrite, MgFe₂O₄)[17]

ไททาโนแมกนีไทต์ (Titanomagnetite) หรือที่รู้จักในชื่อ ไททาไนเฟอรัส แมกนีไทต์ (titaniferous magnetite) เป็นสารละลายของแข็งระหว่างแมกนีไทต์และอัลโวสปิเนลที่ตกผลึกในหินอัคนีสีเข้ม (mafic igneous rocks) หลายชนิด ไททาโนแมกนีไทต์อาจเกิดกระบวนการออกซี-เอ็กซ์โซลูชัน (oxy-exsolution) ในระหว่างการเย็นตัว ทำให้เกิดการแทรกสลับของแมกนีไทต์และอิลเมไนต์ (ilmenite)[17]

สัณฐานและขนาดของผลึก

แมกนีไทต์ที่เกิดตามธรรมชาติและสังเคราะห์ขึ้น ส่วนใหญ่มักพบในรูปผลึกแปดหน้า (octahedral) ที่ล้อมรอบด้วยระนาบ {111} และรูปทรงสิบสองหน้าแบบรอมบิก (rhombic-dodecahedra)[15] การเกิดผลึกแฝดเกิดขึ้นบนระนาบ {111}[3]

การสังเคราะห์ด้วยวิธีไฮโดรเทอร์มอล (Hydrothermal synthesis) มักจะได้ผลึกเดี่ยวรูปแปดหน้าซึ่งอาจมีขนาดใหญ่ถึง 10 มิลลิเมตร (3⁄8 นิ้ว)[15] เมื่อมีตัวเร่งการตกผลึก (mineralizers) เช่น 0.1 M HI หรือ 2 M NH₄Cl และที่ความดัน 0.207 MPa ที่อุณหภูมิ 416–800 °C แมกนีไทต์จะเติบโตเป็นผลึกที่มีรูปร่างผสมผสานของรูปทรงสิบสองหน้าแบบรอมบิก[15] ผลึกจะมีความมนกลมมากกว่าปกติ การปรากฏของรูปทรงขั้นสูงถูกพิจารณาว่าเป็นผลมาจากการลดลงของพลังงานพื้นผิวซึ่งเกิดจากอัตราส่วนพื้นผิวต่อปริมาตรที่ต่ำลงในผลึกทรงมน[15]

ปฏิกิริยา

แมกนีไทต์มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจสภาวะที่หินก่อตัวขึ้น แมกนีไทต์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนเพื่อผลิตฮีมาไทต์ (hematite) และคู่แร่นี้จะก่อตัวเป็นบัฟเฟอร์ที่สามารถควบคุมความสามารถในการออกซิไดซ์ของสภาพแวดล้อมได้ (ฟิวจาซิตีของออกซิเจน) บัฟเฟอร์นี้รู้จักกันในชื่อ บัฟเฟอร์ฮีมาไทต์-แมกนีไทต์ หรือ HM buffer ที่ระดับออกซิเจนต่ำลง แมกนีไทต์สามารถก่อตัวเป็นบัฟเฟอร์กับควอตซ์และฟายาไลต์ (fayalite) ที่รู้จักกันในชื่อ บัฟเฟอร์ QFM ที่ระดับออกซิเจนต่ำลงไปอีก แมกนีไทต์จะก่อตัวเป็นบัฟเฟอร์กับวูสไทต์ (wüstite) ที่รู้จักกันในชื่อ บัฟเฟอร์ MW บัฟเฟอร์ QFM และ MW ถูกใช้อย่างกว้างขวางในการทดลองในห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับเคมีของหิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัฟเฟอร์ QFM ให้ค่าฟิวจาซิตีของออกซิเจนใกล้เคียงกับหินอัคนีส่วนใหญ่[18][19]

โดยทั่วไปแล้ว หินอัคนีประกอบด้วยสารละลายของแข็งของทั้งไททาโนแมกนีไทต์และฮีโมอิลเมไนต์ (hemoilmenite) หรือไททาโนฮีมาไทต์ (titanohematite) องค์ประกอบของคู่แร่เหล่านี้ถูกใช้ในการคำนวณค่าฟิวจาซิตีของออกซิเจน: ช่วงของสภาวะออกซิไดซ์ที่พบในหินหนืด (magmas) และสถานะออกซิเดชันช่วยกำหนดว่าหินหนืดอาจวิวัฒนาการไปอย่างไรโดยการตกผลึกแยกส่วน (fractional crystallization)[20] แมกนีไทต์ยังถูกผลิตขึ้นจากหินเพอริโดไทต์ (peridotites) และดูไนต์ (dunites) โดยกระบวนการเซอร์เพนทิไนเซชัน (serpentinization)[21]

สมบัติทางแม่เหล็ก

หินแม่เหล็ก (Lodestones) ถูกใช้เป็นเข็มทิศแม่เหล็กในรูปแบบแรกเริ่ม แมกนีไทต์เป็นเครื่องมือสำคัญในวิชาบรรพแม่เหล็ก (paleomagnetism) ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์สำคัญในการทำความเข้าใจการแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาค (plate tectonics) และเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์สำหรับวิชาแมกนีโตไฮโดรไดนามิกส์ (magnetohydrodynamics) และสาขาวิทยาศาสตร์อื่น ๆ[22]

ความสัมพันธ์ระหว่างแมกนีไทต์กับแร่เหล็กออกไซด์อื่น ๆ เช่น อิลเมไนต์ ฮีมาไทต์ และอัลโวสปิเนล ได้รับการศึกษาอย่างมาก ปฏิกิริยาระหว่างแร่เหล่านี้กับออกซิเจนมีอิทธิพลต่อวิธีการและเวลาที่แมกนีไทต์จะรักษาบันทึกของสนามแม่เหล็กโลกไว้[23]

ที่อุณหภูมิต่ำ แมกนีไทต์จะเกิดการเปลี่ยนเฟสของโครงสร้างผลึกจากโครงสร้างโมโนคลินิก (monoclinic) ไปเป็นโครงสร้างคิวบิก (cubic) ที่รู้จักกันในชื่อ การเปลี่ยนสภาพเวอร์เวย์ (Verwey transition) การศึกษาทางแสงแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนสภาพจากโลหะไปเป็นฉนวนนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและเกิดที่ประมาณ 120 K[24] การเปลี่ยนสภาพเวอร์เวย์ขึ้นอยู่กับขนาดเกรน สถานะโดเมน ความดัน[25] และสัดส่วนสัมพันธ์ทางเคมีระหว่างเหล็กกับออกซิเจน (stoichiometry)[26] จุดไอโซทรอปิก (isotropic point) ยังเกิดขึ้นใกล้กับการเปลี่ยนสภาพเวอร์เวย์ที่ประมาณ 130 K ณ จุดนั้น เครื่องหมายของค่าคงที่แอนไอโซทรอปีเชิงผลึกแม่เหล็ก (magnetocrystalline anisotropy constant) จะเปลี่ยนจากบวกเป็นลบ[27] อุณหภูมิคูรี (Curie temperature) ของแมกนีไทต์คือ 580 °C (853 K; 1,076 °F)[28]

หากมีแมกนีไทต์ในปริมาณมากเพียงพอ มันสามารถถูกตรวจพบได้ในการสำรวจทางอากาศด้วยแม่เหล็ก (aeromagnetic surveys) โดยใช้แมกนีโทมิเตอร์ (magnetometer) ซึ่งวัดความเข้มของสนามแม่เหล็ก[29]

จุดหลอมเหลว

ดูเพิ่มเติม: ไอเอิร์น(II,III) ออกไซด์ § สมบัติ
อนุภาคของแข็งแมกนีไทต์หลอมเหลวที่ประมาณ 1,583–1,597 °C (2,881–2,907 °F)[30][31]: 794 

การกระจายตัวของแหล่งแร่

ภาพ: แมกนีไทต์และแร่หนักอื่น ๆ (สีเข้ม) ในทรายชายหาดที่เป็นควอตซ์ (เจนไน, อินเดีย)

บางครั้งพบแมกนีไทต์ในปริมาณมากในทรายชายหาด ทรายสีดำเช่นนี้ (ทรายแร่ หรือทรายเหล็ก) พบได้ในหลายสถานที่ เช่น ลุงกวูทานในฮ่องกง แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และชายฝั่งตะวันตกของเกาะเหนือของนิวซีแลนด์[32] แมกนีไทต์ที่ถูกกัดเซาะจากหิน จะถูกพัดพามายังชายหาดโดยแม่น้ำและถูกทำให้เข้มข้นขึ้นโดยการกระทำของคลื่นและกระแสน้ำ แหล่งแร่ขนาดใหญ่ถูกค้นพบในชั้นหินเหล็กแถบ[33][34] หินตะกอนเหล่านี้ถูกใช้เพื่ออนุมานการเปลี่ยนแปลงของปริมาณออกซิเจนในชั้นบรรยากาศของโลก[35]

แหล่งแมกนีไทต์ขนาดใหญ่ยังพบได้ในภูมิภาคอาตากามาของชิลี (แนวแร่เหล็กชิลี)[36] ภูมิภาคบาเลนไตเนสของอุรุกวัย[37] คิรูนา สวีเดน[38] พื้นที่ทัลลาวังในนิวเซาท์เวลส์[39] และในเทือกเขาแอดิรอนแด็กของนิวยอร์กในสหรัฐอเมริกา[40] เขากาดีแอต เอจ จิลล์ ภูเขาที่สูงที่สุดของมอริเตเนีย ประกอบด้วยแร่ชนิดนี้ทั้งหมด[41] ในเขตเทศบาลโมลินาเซกา อัลบาเรส และราบานัล เดล กามิโน ในจังหวัดเลออน (สเปน) มีแหล่งแร่แมกนีไทต์ในชั้นหินยุคออร์โดวิเชียน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแหล่งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มันถูกทำเหมืองระหว่างปี 1955 ถึง 1982[42] นอกจากนี้ยังพบแหล่งแร่ในนอร์เวย์ โรมาเนีย และยูเครน[43] เนินทรายที่อุดมด้วยแมกนีไทต์พบได้ทางตอนใต้ของเปรู[44] ในปี 2005 บริษัทสำรวจแห่งหนึ่งชื่อ Cardero Resources ได้ค้นพบแหล่งเนินทรายที่มีแมกนีไทต์จำนวนมหาศาลในเปรู ทุ่งเนินทรายครอบคลุมพื้นที่ 250 ตารางกิโลเมตร (100 ตารางไมล์) โดยเนินทรายที่สูงที่สุดอยู่ที่มากกว่า 2,000 เมตร (6,560 ฟุต) เหนือพื้นทะเลทราย ทรายประกอบด้วยแมกนีไทต์ 10%[45]

ในปริมาณที่มากพอ แมกนีไทต์สามารถส่งผลต่อการเดินเรือด้วยเข็มทิศได้ ในแทสเมเนียมีหลายพื้นที่ที่มีหินซึ่งมีสมบัติแม่เหล็กสูง ซึ่งสามารถรบกวนเข็มทิศได้อย่างมาก จำเป็นต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติมและการสังเกตซ้ำเมื่อใช้เข็มทิศในแทสเมเนียเพื่อลดปัญหาการเดินเรือให้น้อยที่สุด[46]

ผลึกแมกนีไทต์ที่มีสัณฐานแบบลูกบาศก์นั้นหายาก แต่เคยพบที่แบลแมต เทศมณฑลเซนต์ลอว์เรนซ์ นิวยอร์ก[47][48] และที่ลองบาน สวีเดน[49] สัณฐานแบบนี้อาจเป็นผลมาจากการตกผลึกในสภาวะที่มีไอออนบวก เช่น สังกะสี อยู่ด้วย[50]

แมกนีไทต์ยังสามารถพบได้ในซากดึกดำบรรพ์อันเนื่องมาจากกระบวนการไบโอมิเนอรัลไลเซชัน (biomineralization) และถูกเรียกว่า แมกนีโตฟอสซิล (magnetofossils)[51] นอกจากนี้ยังมีกรณีของแมกนีไทต์ที่มีต้นกำเนิดจากอวกาศซึ่งมาจากอุกกาบาต[52]

การปรากฏในสิ่งมีชีวิต

ชีวแม่เหล็ก (Biomagnetism) มักเกี่ยวข้องกับการมีอยู่ของผลึกแมกนีไทต์ที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต ซึ่งพบได้อย่างกว้างขวางในสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ[53] สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีตั้งแต่แบคทีเรียที่เคลื่อนที่ตามสนามแม่เหล็ก (magnetotactic bacteria) (เช่น Magnetospirillum magnetotacticum) ไปจนถึงสัตว์ รวมถึงมนุษย์ ซึ่งพบผลึกแมกนีไทต์ (และสารประกอบที่ไวต่อแม่เหล็กอื่น ๆ) ในอวัยวะต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับสปีชีส์[54][55] แมกนีไทต์ที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตอธิบายถึงผลกระทบของสนามแม่เหล็กอ่อน ๆ ต่อระบบชีวภาพ[56] นอกจากนี้ยังมีพื้นฐานทางเคมีสำหรับความไวของเซลล์ต่อสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก (galvanotaxis)[57]

ภาพ: แมกนีโตโซม (magnetosomes) ที่เป็นแมกนีไทต์ในแบคทีเรียกลุ่มแกมมาโปรทีโอแบคทีเรีย

อนุภาคแมกนีไทต์บริสุทธิ์ถูกสร้างขึ้นโดยกระบวนการไบโอมิเนอรัลไลเซชันในแมกนีโตโซม ซึ่งผลิตโดยแบคทีเรียที่เคลื่อนที่ตามสนามแม่เหล็กหลายสปีชีส์ แมกนีโตโซมประกอบด้วยสายโซ่ยาวของอนุภาคแมกนีไทต์ที่เรียงตัวกัน ซึ่งแบคทีเรียใช้ในการนำทาง หลังจากแบคทีเรียเหล่านี้ตายลง อนุภาคแมกนีไทต์ในแมกนีโตโซมอาจถูกเก็บรักษาไว้ในตะกอนในรูปของแมกนีโตฟอสซิล แบคทีเรียไร้ออกซิเจนบางชนิดที่ไม่ได้เคลื่อนที่ตามสนามแม่เหล็กก็สามารถสร้างแมกนีไทต์ในตะกอนที่ปราศจากออกซิเจนได้ โดยการรีดิวซ์เฟอร์ริกออกไซด์อสัณฐานให้กลายเป็นแมกนีไทต์[58]

นกหลายสปีชีส์เป็นที่ทราบกันว่ามีการฝังผลึกแมกนีไทต์ไว้ในจะงอยปากส่วนบนเพื่อการรับรู้สนามแม่เหล็ก (magnetoreception)[59] ซึ่ง (ร่วมกับคริปโตโครมในเรตินา) ทำให้นกสามารถรับรู้ทิศทาง ขั้ว และขนาดของสนามแม่เหล็กโดยรอบได้[54][60]

ลิ่นทะเล (Chitons) ซึ่งเป็นหอยชนิดหนึ่ง มีโครงสร้างคล้ายลิ้นที่เรียกว่า แรดูลา (radula) ปกคลุมด้วยฟันที่เคลือบด้วยแมกนีไทต์ หรือเดนติเคิล (denticles)[61] ความแข็งของแมกนีไทต์ช่วยในการบดอาหาร

แมกนีไทต์จากสิ่งมีชีวิตอาจเก็บบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสนามแม่เหล็กที่สิ่งมีชีวิตนั้นเคยสัมผัส ซึ่งอาจทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการอพยพของสิ่งมีชีวิต หรือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลกในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้[62]

สมองมนุษย์

ดูเพิ่มเติม: ฝุ่นละออง § อันตรายทางปัญญาและสุขภาพจิต

สิ่งมีชีวิตสามารถผลิตแมกนีไทต์ได้[55] ในมนุษย์ พบแมกนีไทต์ได้ในหลายส่วนของสมอง รวมถึงสมองกลีบหน้า กลีบข้าง กลีบท้ายทอย และกลีบขมับ ก้านสมอง ซีรีเบลลัม และปมประสาทฐาน (basal ganglia)[55][63] เหล็กสามารถพบได้ในสามรูปแบบในสมอง ได้แก่ แมกนีไทต์ ฮีโมโกลบิน (ในเลือด) และเฟอร์ริติน (โปรตีน) และพื้นที่ของสมองที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อโดยทั่วไปจะมีธาตุเหล็กมากกว่า[63][64] แมกนีไทต์สามารถพบได้ในฮิปโปแคมปัส ฮิปโปแคมปัสเกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูล โดยเฉพาะการเรียนรู้และความจำ[63] อย่างไรก็ตาม แมกนีไทต์สามารถมีพิษได้เนื่องจากประจุหรือธรรมชาติทางแม่เหล็ก และการมีส่วนร่วมในความเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) หรือการผลิตอนุมูลอิสระ[65] งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าแผ่นบีตา-อะไมลอยด์ (beta-amyloid plaques) และโปรตีนเทา (tau proteins) ที่เกี่ยวข้องกับโรคความเสื่อมของระบบประสาท มักเกิดขึ้นหลังจากความเครียดออกซิเดชันและการสะสมของธาตุเหล็ก[63]

นักวิจัยบางส่วนยังเสนอว่ามนุษย์มีสัมผัสทางแม่เหล็ก[66] โดยเสนอว่าสิ่งนี้อาจช่วยให้บางคนสามารถใช้การรับรู้สนามแม่เหล็กเพื่อการนำทางได้[67] บทบาทของแมกนีไทต์ในสมองยังไม่เป็นที่เข้าใจดีนัก และมีความล่าช้าโดยทั่วไปในการประยุกต์ใช้เทคนิคสมัยใหม่แบบสหวิทยาการในการศึกษาชีวแม่เหล็ก[68]

ภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนของตัวอย่างเนื้อเยื่อสมองมนุษย์สามารถแยกความแตกต่างระหว่างแมกนีไทต์ที่ผลิตโดยเซลล์ของร่างกายเองกับแมกนีไทต์ที่ดูดซับจากมลพิษในอากาศ รูปแบบธรรมชาติจะมีลักษณะขรุขระและเป็นผลึก ในขณะที่แมกนีไทต์จากมลพิษเกิดขึ้นเป็นอนุภาคนาโนทรงกลม แมกนีไทต์ในอากาศซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เป็นผลมาจากมลพิษ (โดยเฉพาะการเผาไหม้) อนุภาคนาโนเหล่านี้สามารถเดินทางไปยังสมองผ่านทางเส้นประสาทรับกลิ่น เพิ่มความเข้มข้นของแมกนีไทต์ในสมอง[63][65] ในตัวอย่างสมองบางส่วน อนุภาคนาโนจากมลพิษมีจำนวนมากกว่าอนุภาคธรรมชาติในอัตราส่วนมากถึง 100:1 และอนุภาคแมกนีไทต์ที่มาจากมลพิษดังกล่าวอาจเชื่อมโยงกับความเสื่อมของระบบประสาทที่ผิดปกติ ในการศึกษาหนึ่ง พบอนุภาคนาโนที่มีลักษณะเฉพาะดังกล่าวในสมองของคน 37 คน: 29 คนในจำนวนนี้ อายุระหว่าง 3 ถึง 85 ปี อาศัยและเสียชีวิตในเม็กซิโกซิตี ซึ่งเป็นจุดที่มีมลพิษทางอากาศสูงอย่างมีนัยสำคัญ อีกแปดคนที่เหลือ อายุระหว่าง 62 ถึง 92 ปี จากแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เสียชีวิตด้วยโรคความเสื่อมของระบบประสาทที่มีความรุนแรงแตกต่างกันไป[69] อนุภาคดังกล่าวอาจมีส่วนทำให้เกิดโรคอย่างโรคอัลไซเมอร์ได้[70] แม้ว่าความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุจะยังไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่การศึกษาในห้องปฏิบัติการชี้ให้เห็นว่าเหล็กออกไซด์ เช่น แมกนีไทต์ เป็นส่วนประกอบของแผ่นโปรตีนในสมอง แผ่นดังกล่าวเชื่อมโยงกับโรคอัลไซเมอร์[71]

พบระดับธาตุเหล็กที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเหล็กที่มีสมบัติแม่เหล็ก ในบางส่วนของสมองในผู้ป่วยอัลไซเมอร์[72] การติดตามการเปลี่ยนแปลงของความเข้มข้นของธาตุเหล็กอาจทำให้สามารถตรวจพบการสูญเสียเซลล์ประสาทและการพัฒนาของโรคความเสื่อมของระบบประสาทก่อนที่จะเริ่มมีอาการ[64][72] เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างแมกนีไทต์และเฟอร์ริติน[63] ในเนื้อเยื่อ แมกนีไทต์และเฟอร์ริตินสามารถผลิตสนามแม่เหล็กขนาดเล็กซึ่งจะมีปฏิสัมพันธ์กับการถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (MRI) ทำให้เกิดความเปรียบต่างของภาพ[72] ผู้ป่วยโรคฮันติงตันไม่ได้แสดงระดับแมกนีไทต์ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม พบระดับที่สูงในหนูทดลองที่ใช้ในการศึกษา[63]

การประยุกต์ใช้

เนื่องจากมีปริมาณเหล็กสูง แมกนีไทต์จึงเป็นสินแร่เหล็กที่สำคัญมาช้านาน[73] มันถูกรีดิวซ์ในเตาถลุงเหล็กเพื่อผลิตเหล็กดิบหรือเหล็กพรุน (sponge iron) สำหรับการแปรรูปเป็นเหล็กกล้า[74]

การบันทึกด้วยแม่เหล็ก

การบันทึกเสียงโดยใช้เทปอะซีเตตแม่เหล็กถูกพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930 เครื่องแมกนีโตฟอนของเยอรมันในยุคแรกใช้ผงแมกนีไทต์ที่ BASF เคลือบลงบนเซลลูโลสอะซีเตต ก่อนที่จะเปลี่ยนไปใช้แกมมาเฟอร์ริกออกไซด์ในไม่ช้าเนื่องจากมีสัณฐานที่เหนือกว่า[75] หลังสงครามโลกครั้งที่สอง บริษัท 3M ยังคงทำงานต่อยอดจากการออกแบบของเยอรมัน ในปี 1946 นักวิจัยของ 3M พบว่าพวกเขายังสามารถปรับปรุงเทปกระดาษที่ใช้แมกนีไทต์ของตนเอง ซึ่งใช้ผงผลึกรูปลูกบาศก์ ได้โดยการแทนที่แมกนีไทต์ด้วยอนุภาครูปเข็มของแกมมาเฟอร์ริกออกไซด์ (γ-Fe₂O₃)[75]

ตัวเร่งปฏิกิริยา

ประมาณ 2–3% ของงบประมาณพลังงานโลกถูกจัดสรรให้กับกระบวนการฮาเบอร์สำหรับการตรึงไนโตรเจน ซึ่งต้องพึ่งพาตัวเร่งปฏิกิริยาที่ได้มาจากแมกนีไทต์ ตัวเร่งปฏิกิริยาอุตสาหกรรมได้มาจากผงเหล็กละเอียด ซึ่งโดยปกติได้มาจากการรีดิวซ์แมกนีไทต์ความบริสุทธิ์สูง ผงโลหะเหล็กจะถูกเผา (ออกซิไดซ์) เพื่อให้ได้แมกนีไทต์หรือวูสไทต์ที่มีขนาดอนุภาคตามที่กำหนด จากนั้นอนุภาคแมกนีไทต์ (หรือวูสไทต์) จะถูกรีดิวซ์บางส่วน เพื่อกำจัดออกซิเจนบางส่วนในกระบวนการ อนุภาคตัวเร่งปฏิกิริยาที่ได้จะประกอบด้วยแกนกลางของแมกนีไทต์ ห่อหุ้มด้วยเปลือกของวูสไทต์ ซึ่งถูกห่อหุ้มอีกชั้นด้วยเปลือกนอกของโลหะเหล็ก ตัวเร่งปฏิกิริยาจะคงปริมาตรโดยรวมส่วนใหญ่ไว้ในระหว่างการรีดิวซ์ ทำให้ได้วัสดุที่มีรูพรุนสูงและพื้นที่ผิวมาก ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา[76][77]

อนุภาคนาโนแมกนีไทต์

อนุภาคขนาดไมโครและนาโนของแมกนีไทต์ถูกใช้ในหลากหลายการประยุกต์ใช้ ตั้งแต่ทางชีวการแพทย์ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม หนึ่งในการใช้งานคือการทำน้ำให้บริสุทธิ์: ในการแยกด้วยแม่เหล็กเกรเดียนต์สูง (high gradient magnetic separation) อนุภาคนาโนแมกนีไทต์ที่ใส่ลงในน้ำที่ปนเปื้อนจะจับกับอนุภาคแขวนลอย (เช่น ของแข็ง แบคทีเรีย หรือแพลงก์ตอน) และตกตะกอนลงสู่ก้นภาชนะ ทำให้สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนออกไปได้ และอนุภาคแมกนีไทต์สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้[78] วิธีนี้ใช้ได้ผลกับอนุภาคกัมมันตรังสีและสารก่อมะเร็งเช่นกัน ทำให้เป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่สำคัญในกรณีที่มีโลหะหนักปนเปื้อนในระบบน้ำ[79]

อีกหนึ่งการประยุกต์ใช้ของอนุภาคนาโนแม่เหล็กคือในการสร้างเฟอร์โรฟลูอิด (ferrofluids) ซึ่งถูกใช้ในหลายรูปแบบ เฟอร์โรฟลูอิดสามารถใช้สำหรับการนำส่งยาแบบจำเพาะเจาะจงในร่างกายมนุษย์[78] การทำให้เป็นแม่เหล็กของอนุภาคที่จับกับโมเลกุลยาทำให้สามารถ "ลาก" สารละลายด้วยแม่เหล็กไปยังบริเวณที่ต้องการของร่างกายได้ วิธีนี้จะช่วยให้การรักษาเฉพาะพื้นที่เล็ก ๆ ของร่างกาย แทนที่จะรักษาทั่วทั้งร่างกาย และอาจมีประโยชน์อย่างยิ่งในการรักษามะเร็ง เป็นต้น เฟอร์โรฟลูอิดยังถูกใช้ในเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (MRI) อีกด้วย[80]

อุตสาหกรรมเหมืองถ่านหิน

สำหรับการแยกถ่านหินออกจากเศษหิน จะใช้การแช่ในอ่างตัวกลางที่มีความหนาแน่นสูง เทคนิคนี้อาศัยความแตกต่างของความหนาแน่นระหว่างถ่านหิน (1.3–1.4 ตันต่อ ลบ.ม.) และหินดินดาน (2.2–2.4 ตันต่อ ลบ.ม.) ในตัวกลางที่มีความหนาแน่นระหว่างกลาง (น้ำผสมแมกนีไทต์) หินจะจมและถ่านหินจะลอย[81]

แมกนีทีน (Magnetene)

แมกนีทีนเป็นแผ่นแบนสองมิติของแมกนีไทต์ที่มีคุณสมบัติแรงเสียดทานต่ำมากเป็นพิเศษ[82]

แกลเลอรี

ภาพ: ผลึกแมกนีไทต์รูปแปดหน้าขนาดใหญ่สุดถึง 1.8 ซม. บนผลึกเฟลด์สปาร์สีครีม แหล่งที่พบ: เซร์โร อัวญากีโน แคว้นโปโตซี โบลิเวีย

ภาพ: ผลึกแมกนีไทต์ที่มีพื้นผิวหน้าเรียบนูนแบบอิพิแทกเซียล

ภาพ: แมกนีไทต์ในเนื้อพื้นหินคาลโคไพไรต์ที่ตัดกัน

ภาพ: แมกนีไทต์ที่มีสัณฐานผลึกลูกบาศก์ซึ่งหายาก จากเทศมณฑลเซนต์ลอว์เรนซ์ นิวยอร์ก

ดูเพิ่มเติม

การบลูอิง (เหล็กกล้า) – กระบวนการที่เหล็กกล้าถูกป้องกันสนิมบางส่วนด้วยชั้นแมกนีไทต์

เขตสินแร่เหล็กบัวเอนาวิสตา

ผลิตภัณฑ์จากการกัดกร่อน

เฟอร์ไรต์

ไกรไกต์

แมกนีเซีย (ในส่วนผสมธรรมชาติกับแมกนีไทต์)

ขี้เหล็กโรงรีด (Mill scale)

แมกนีส ผู้เลี้ยงแกะ

หินซันสโตนแลตทิซสีรุ้ง

ทรายเหล็ก

ทรายเหล็ก

 ทรายเหล็ก

บทความ

พูดคุย

ภาษา

ดาวน์โหลดเป็น PDF

เฝ้าดู

แก้ไข

ทรายเหล็ก (Ironsand) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ทรายเหล็ก (iron-sand หรือ iron sand) เป็นทรายชนิดหนึ่งที่มีความเข้มข้นของธาตุเหล็กสูง โดยทั่วไปมีสีเทาเข้มหรือออกดำ

ภาพ: ทรายเหล็กจากฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา ถูกดึงดูดด้วยแม่เหล็ก

ส่วนประกอบหลักคือ แมกนีไทต์ (Fe3O4) และยังมีไทเทเนียม ซิลิกา แมงกานีส แคลเซียม และวาเนเดียมในปริมาณเล็กน้อย[1]

ทรายเหล็กมีแนวโน้มที่จะร้อนขึ้นเมื่อถูกแสงแดดโดยตรง จนทำให้มีอุณหภูมิสูงพอที่จะทำให้เกิดแผลไหม้เล็กน้อยได้ ดังนั้นจึงเป็นอันตรายต่อชายหาดเล่นเซิร์ฟยอดนิยมฝั่งตะวันตกในนิวซีแลนด์ เช่น หาดพิฮา[2]

การเกิด

ทรายเหล็กพบได้ทั่วโลก แม้ว่าองค์ประกอบแร่เหล็กในทรายเหล็กส่วนใหญ่จะเป็นแมกนีไทต์ แต่ทรายชนิดนี้มักจะผสมกับทรายชนิดอื่นที่ถูกน้ำพัดพามาจากภูเขาหรือแหล่งแร่ใต้น้ำ[3] องค์ประกอบที่แน่นอนของส่วนผสมทรายอาจแตกต่างกันอย่างมากแม้ในภูมิภาคทางภูมิศาสตร์เดียวกัน ในบางพื้นที่ทรายอาจมีควอตซ์เป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่บางพื้นที่ทรายอาจประกอบด้วยหินภูเขาไฟ เช่น หินบะซอลต์ เป็นหลัก ขึ้นอยู่กับชนิดของแร่ธาตุตามเส้นทางน้ำที่ไหลผ่าน ทรายเหล็กมักจะถูกพัดพามาระหว่างทางจากชั้นแร่ สายแร่ หรือก้อนแร่แมกนีไทต์ที่แทรกอยู่ ซึ่งอาจมีต้นกำเนิดอยู่ห่างไกลจากแหล่งสะสมของทราย และถูกน้ำพัดพาไปตามกระแสน้ำพร้อมกับทรายอื่นๆ[4] เนื่องจากมีน้ำหนักมากกว่าทรายชนิดอื่น มันจึงมักถูกทับถมในบริเวณที่น้ำมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางหรือความเร็วอย่างฉับพลัน เช่น บริเวณปากแม่น้ำที่กว้างขึ้น หรือบริเวณที่คลื่นซัดเข้าหาฝั่งและไหลกลับ[5]

ทรายเหล็กจะผสมอยู่กับทรายอื่นๆ ในลักษณะเม็ดเล็กๆ สีดำหรือน้ำเงินเข้มของแมกนีไทต์ ทรายที่ใช้ในการทำเหมืองมักมีปริมาณแมกนีไทต์ตั้งแต่ 19% ไปจนถึงต่ำเพียง 2% โดยทั่วไปแล้วทรายเหล็กจะต้องถูกแยกออกจากส่วนผสมของทราย เนื่องจากแมกนีไทต์มักหนักกว่าควอตซ์ เฟลด์สปาร์ หรือแร่ธาตุอื่นๆ การแยกจึงมักทำโดยการร่อนในบ่อร่อนแร่ (Sluice box) ซึ่งเป็นวิธีการคล้ายกับการร่อนทองแต่ทำในขนาดที่ใหญ่กว่า การแยกด้วยบ่อร่อนแร่โดยทั่วไปจะได้ความเข้มข้นของแมกนีไทต์ตั้งแต่ 30 ถึง 50% ขึ้นอยู่กับชนิดของทรายและวิธีการที่ใช้ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีการพัฒนากระบวนการแยกด้วยแม่เหล็กซึ่งสามารถผลิตหัวแร่ที่มีความเข้มข้นสูงถึง 70%[6] เมื่อผ่านการแต่งแร่แล้ว เม็ดแมกนีไทต์ก็สามารถถูกถลุงเป็นเหล็กในรูปแบบต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ลักษณะที่ร่วนและเป็นเม็ดของแร่ทำให้ยากต่อการเก็บกักไว้ในเตาถลุงแบบโบราณหรือเตาถลุงเหล็ก (Blast furnace) ทั่วไป เนื่องจากมันมีแนวโน้มที่จะไหลแบบเม็ดกรวด (เลียนแบบของเหลวในปริมาณมาก) และถูกพัดพาได้ง่ายด้วยแรงลมจากเครื่องสูบลม จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะแปรรูปโดยใช้วิธีการผลิตเหล็กหรือเหล็กกล้าแบบทั่วไป ดังนั้นจึงมีการพัฒนาวิธีการถลุงแร่แบบใหม่ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม เม็ดแมกนีไทต์มักมีธาตุโลหะอื่นเจือปนอยู่ เช่น โครเมียม สารหนู หรือไทเทเนียม[7] เนื่องจากลักษณะของทราย การทำเหมืองจึงมักไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่จะย้ายสถานที่ไปเรื่อยๆ[6]

เอเชีย

ในอดีต ทรายเหล็กถูกใช้อย่างแพร่หลายในวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีนและญี่ปุ่น

จีน

ทรายเหล็กมีการใช้ในระดับปานกลางและเฉพาะท้องถิ่นในจีนช่วงปลายการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่นับเป็นสินค้าที่ไม่ค่อยมีความสำคัญนักตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของอุตสาหกรรมเหล็กของจีน ซึ่งแตกต่างจากส่วนอื่นๆ ของยูเรเซียและแอฟริกา หลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งชี้ว่ามีการใช้เตาถลุงเหล็กแบบโบราณ (Bloomery) ในจีนโบราณนั้นมีน้อยมาก[8] ชนบทของจีนอุดมไปด้วยแหล่งแร่ที่มีทั้งถ่านหิน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่เผาไหม้ให้อุณหภูมิสูง และแร่เหล็กที่มีปริมาณฟอสฟอรัสสูง ประมาณ 1200 ปีก่อนคริสตศักราช ชาวจีนได้พัฒนาวิธีการถลุงแร่ที่เป็นหินให้กลายเป็นเหล็กดิบ (Pig iron) จากนั้นจึงนำมาหลอมใหม่และเทลงในแม่พิมพ์เพื่อขึ้นรูปเป็นเหล็กหล่อ (Cast iron) แม้ว่าโลหะที่ได้จะเปราะมาก แต่วิธีนี้สามารถผลิตเหล็กได้ในปริมาณที่มากกว่าการถลุงแบบเตาโบราณ (Bloomery) และให้ผลผลิตโลหะต่อแร่ที่สูงกว่ามาก เมื่อถึงศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตศักราช อุตสาหกรรมเหล็กของจีนก็ใหญ่และก้าวหน้าที่สุดในโลก เมื่อถึงคริสตศตวรรษที่ 1 พวกเขาได้พัฒนาวิธีการเผา (Puddling) สำหรับการผลิตเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ (Mild steel) การผลิตเหล็กกล้าเบ้าหลอม (Crucible steel) สำหรับทำดาบและอาวุธอื่นๆ และกระบวนการทางเคมีในการลดคาร์บอนในเหล็กดิบเหลวอย่างรวดเร็วเพื่อทำเหล็กเหนียว (Wrought iron) โดยใช้คุณสมบัติออกซิเดชันของดินประสิว (เรียกว่ากระบวนการ Heaton ซึ่งถูกค้นพบโดยอิสระโดยจอห์น ฮีตัน ในช่วงทศวรรษ 1860)[9] จีนยังคงเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลกจนถึงศตวรรษที่ 11 โดยผลิตเหล็กและเหล็กกล้าที่มีราคาค่อนข้างย่อมเยาได้ในปริมาณมาก[10][11]

โดนัลด์ บี แวกเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะวิทยาจีนโบราณ ตั้งข้อสังเกตว่าความพยายามที่จะสืบค้นประวัติของทรายเหล็กในจีนนั้นจบลงด้วยผลลัพธ์ที่สรุปแน่ชัดไม่ได้ หลักฐานชิ้นหนึ่งอาจบ่งชี้ถึงการใช้งานตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง (ประมาณ ค.ศ. 700-900) ในขณะที่หลักฐานอื่นๆ ดูเหมือนจะขัดแย้งกับการตีความนี้[6] เนื่องจากสงคราม การรุกราน ความอดอยาก ความไม่ไว้วางใจรัฐบาล ประชากรล้นเกิน การแพร่ระบาดของฝิ่นที่เพิ่มขึ้น และความขัดแย้งระหว่างสมาคมลับของคนงานเหมืองต่างๆ ทำให้มีข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้น้อยมากระหว่างศตวรรษที่ 11 และศตวรรษที่ 19 เมื่อนักขุดแร่ชาวยุโรปชื่อ เฟลิกซ์ เทเกนเกรน เดินทางมาถึงและพบว่าอุตสาหกรรมของจีนอยู่ในสภาพทรุดโทรม เทเกนเกรนบันทึกว่าทรายเหล็กถูกขุดโดยใช้บ่อร่อนแร่ในมณฑลเหอหนานและฝูเจี้ยนโดยเกษตรกรท้องถิ่น และถูกถลุงบนเตาถ่านเพื่อทำเครื่องมือ แต่มันต้องใช้แรงงานมาก ซึ่งทำให้มันมีราคาแพงมาก มันถูกถลุงเฉพาะในที่ที่มีไม้เพียงพอสำหรับเป็นเชื้อเพลิงและไม่สามารถหาเหล็กกล้าที่ถูกกว่าได้ง่าย ดังนั้นวัสดุนี้จึงถือว่าไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในจีน[7][12] อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการทำเหมืองเป็นงานกลางแจ้งที่ปลอดภัย มันจึงถูกปฏิบัติโดยเกษตรกรท้องถิ่นเพื่อเสริมรายได้ทุกที่ที่มีแร่; ในศตวรรษที่ 19 ทรายที่ผ่านการร่อนแล้วหนัก 1,000 ปอนด์ (450 กก.) โดยทั่วไปขายได้ในราคาเทียบเท่า 50 ถึง 60 ดอลลาร์สหรัฐ (ตามอัตราแลกเปลี่ยนปี 2016 ประมาณ 900–1000 ดอลลาร์ หรือ 700–800 ยูโร)[5]

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน ทรายเหล็กถูกขุดแบบเหมืองแร่ลานแร่ (Placer mine) ตามแนวชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของจีนและใช้สำหรับการถลุงเหล็กกล้า[12][5] องค์ประกอบโดยทั่วไปของทรายเหล็กนี้คือ เหล็กในรูปโลหะ 48.88% ซิลิกา 25.84% ฟอสฟอรัส 0.232% และกำมะถัน 0.052%[6]

อินโดนีเซีย

ในอินโดนีเซีย ทรายเหล็กพบได้มากบนชายฝั่งทางใต้ของเกาะชวา

ญี่ปุ่น

การทำเหมืองขนาดใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นในญี่ปุ่นจนกระทั่งศตวรรษที่ 7 หรือ 8 ก่อนหน้านั้นโลหะมักถูกนำเข้าสู่ญี่ปุ่นจากจีนและเกาหลี[13] เชื่อกันว่าแหล่งแร่เหล็กมีน้อยในญี่ปุ่น ดังนั้นประมาณศตวรรษที่ 8 เทคโนโลยีการผลิตเหล็กจึงพัฒนาขึ้นโดยใช้ทรายเหล็ก (ซาเท็ตสึ) เป็นวัตถุดิบ เนื่องจากลักษณะที่ร่วนของทราย มันยากที่จะถลุงในเตาถลุงแบบโบราณ (Bloomery) ปกติ หรือใช้ในเตาถลุงเหล็ก (Blast furnace) เพื่อผลิตเหล็กดิบ (Pig iron) ดังนั้นชาวญี่ปุ่นจึงพัฒนาเตาถลุงแบบเปิดด้านบนที่เรียกว่า ทาทารา (Tatara) ทาทาราถูกสร้างขึ้นให้มีรูปร่างเตี้ยคล้ายอ่าง ซึ่งคล้ายกับเตาถลุงเหล็กแนวนอน ที่สามารถเททรายเหล็กลงไปและเก็บกักไว้ได้ และถลุงเป็นขั้นตอน แตกต่างจากวิธีอื่นๆ ถ่านถูกกองทับบนทรายและถลุงจากด้านบน เพื่อป้องกันไม่ให้ทรายถูกลมจากเครื่องสูบลมพัดกระจัดกระจาย แทนที่จะใช้อิฐหรือหิน ทาทาราทำจากดินเหนียวเพื่อที่จะสามารถทุบให้แตกออกเพื่อนำก้อนโลหะ (Bloom) ออกมาได้ วิธีนี้ทำให้สามารถถลุงแร่ในปริมาณที่มากกว่าเตาถลุงแบบโบราณชนิดอื่นๆ ได้มาก

ทรายเหล็กในญี่ปุ่นมีสองรูปแบบ ทรายเหล็กแบบ มาซะ (Masa) พบปนอยู่กับทรายควอตซ์ที่ถูกน้ำพัดพาลงมาจากภูเขาหินแกรนิต แมกนีไทต์ในทรายนี้มีสิ่งเจือปนหรือออกไซด์ของโลหะอื่นน้อย ทรายเหล็กมาซะใช้สำหรับการผลิตเหล็กเหนียวและเหล็กกล้า ซึ่งใช้ในทุกสิ่งตั้งแต่เครื่องมือจนถึงเครื่องครัว ทรายเหล็กถูกใช้อย่างกว้างขวางในญี่ปุ่นสำหรับการผลิตเหล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับดาบญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม[14] ทรายเหล็กแบบ อะโคเมะ (Akome) พบปนอยู่กับทรายที่เกิดจากหินอัคนีชนิดไดโอไรต์ แมกนีไทต์ในทรายนี้มักมีไทเทเนียมไดออกไซด์มากกว่า 5% ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิในการถลุง ทรายเหล็กอะโคเมะถูกใช้ในเตาทาทาราเพื่อผลิตเหล็กดิบ ซึ่งจากนั้นจะนำไปใช้ทำสิ่งของจากเหล็กหล่อ (นาเบะงาเนะ) ในการผลิตเหล็กกล้า อะโคเมะจะถูกเติมลงในทาทาราระหว่างขั้นตอนแรกของการถลุง โดยทำหน้าที่เป็นตัวประสานและตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับการผลิตเหล็กกล้า จากนั้นจึงเททรายเหล็กมาซะลงไปในขั้นตอนต่อไป[15][8] เมื่อถลุงเพื่อผลิตเหล็กดิบ ทราย 1,000 ปอนด์ (450 กก.) หรือ 120 คัมเมะ โดยทั่วไปจะให้ผลผลิตเป็นเหล็กดิบประมาณ 200 ปอนด์ (91 กก.) เหล็กกล้า 20 ปอนด์ (9.1 กก.) และตะกรัน 70 ปอนด์ (32 กก.) เมื่อถลุงเพื่อผลิตเหล็กกล้า ทราย 1,000 ปอนด์ (450 กก.) จะให้ผลผลิตเป็นเหล็กกล้าประมาณ 100 ปอนด์ (45 กก.) ตะกรัน 100 ปอนด์ (45 กก.) และเหล็กดิบ 90 ปอนด์ (41 กก.) ตะกรันและเหล็กดิบที่ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานจะถูกนำมาหลอมรวมกันเพื่อขึ้นรูปเป็นเหล็กเหนียว ซึ่งส่วนผสม 1,000 ปอนด์ (450 กก.) จะผลิตเหล็กได้ประมาณ 500 ปอนด์ (230 กก.)[16]

ยุโรป

ทรายเหล็กพบได้ในหลายพื้นที่ในยุโรป แม้ว่าจะไม่ค่อยถูกนำมาใช้ในการถลุง มันมักพบร่วมกับทรายภูเขาไฟหรือหินบะซอลต์ ตัวอย่างเช่น พบในเตเนรีเฟ ประเทศสเปน ซึ่งเม็ดแมกนีไทต์มีปริมาณไทเทเนียมและสิ่งเจือปนอื่นๆ สูงมาก องค์ประกอบโดยทั่วไปคือ เหล็กออกไซด์ 79.2% ไทเทเนียมไดออกไซด์ 14.6% แมงกานีสออกไซด์ 1.6% ซิลิกาและอะลูมิเนียมออกไซด์ 0.8% และโครเมียมปริมาณเล็กน้อย นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในแม่น้ำดี ในอเบอร์ดีนเชียร์ สกอตแลนด์ ซึ่งมีเหล็กออกไซด์ 85.3% ไทเทเนียมไดออกไซด์ 9.5% สารหนู 1.0% และซิลิกาและอะลูมิเนียมออกไซด์ 1.5%[17]

นิวซีแลนด์

ภาพ: หาดเทเฮงกา / เบเทลส์บีช เป็นชายหาดทรายเหล็กที่ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองออกแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์

ทรายเหล็กเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางบนชายฝั่งตะวันตกของเกาะเหนือของนิวซีแลนด์[18] ทรายนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของหาดทรายสีดำบนเกาะเหนือ เช่นเดียวกับพื้นทะเลโดยรอบ แมกนีไทต์ในทรายมีปริมาณไทเทเนียมค่อนข้างมาก และบางครั้งถูกเรียกว่า ไททาโนแมกนีไทต์ (Titanomagnetite) มันเกิดจากการปะทุของภูเขาไฟที่เกิดขึ้นในยุคไพลสโตซีน และเกิดขึ้นเนื่องจากการกัดเซาะของมหาสมุทรต่อหินภูเขาไฟซึ่งถูกคลื่นซัดเข้าหาฝั่งเพื่อก่อตัวเป็นเนินทรายของหาดทรายสีดำ แมกนีไทต์ผสมอยู่กับทรายที่เกิดจากหินแอนดีไซต์และไรโอไลต์[19] ส่วนผสมของทรายโดยทั่วไปมีแมกนีไทต์อยู่ 5 ถึง 40%[20]

นิวซีแลนด์มีแหล่งแร่เหล็กจำกัด แต่แหล่งทรายเหล็กนั้นมีขนาดใหญ่มาก มันถูกใช้โดยผู้ตั้งถิ่นฐานยุคแรกบางส่วนเพื่อผลิตเหล็กกล้าและเหล็กดิบ แต่วัสดุดังกล่าวไม่สามารถถลุงในเตาถลุงแบบโบราณหรือเตาถลุงเหล็กทั่วไปได้[21] บริษัทถลุงแร่สองสามแห่งก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 แต่ไม่สามารถแปรรูปแร่ได้อย่างประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ เนื่องจากลักษณะที่เป็นทรายและมีปริมาณไทเทเนียมสูง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะก่อตัวเป็นคาร์ไบด์ที่แข็งและเปราะในเหล็กกล้า ในปี 1939 มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อศึกษาคุณสมบัติของแร่และคิดค้นวิธีการถลุงในระดับอุตสาหกรรม คณะกรรมการสรุปว่า การเผาผนึก (Sintering) ทรายให้เป็นก้อนหรือเม็ดขนาดใหญ่ขึ้น จะช่วยขจัดปัญหาในการถลุงทรายในเตาถลุงเหล็กได้[22] อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นสงครามโลกครั้งที่สองได้เริ่มต้นขึ้น ดังนั้นการพัฒนาเพิ่มเติมจึงถูกระงับและไม่ได้ดำเนินการต่อจนกระทั่งช่วงปลายทศวรรษ 1960 โดยผลิตเหล็กกล้าออกมาเป็นครั้งแรกในปี 1969[23]

ทรายเหล็กถูกขุดแบบเหมืองลานแร่จากไวคาโตนอร์ทเฮด นิวซีแลนด์สตีลใช้ 1.2 ล้านตันในการสร้างเหล็กกล้า ในกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ การทำเหมืองที่ทาโฮราผลิตได้มากถึง 4 ล้านตันเพื่อการส่งออก เหมืองก่อนหน้านี้มีอยู่ที่ไวปิปีในเซาท์ทารานากิ ข้อเสนอของบริษัทไอรอนออร์เอ็นแซด จำกัด สำหรับการทำเหมืองทรายเหล็กนอกชายฝั่งทารานากิเพิ่มเติม เผชิญกับการต่อต้านจากชาวเมารีบางส่วนและกลุ่มอื่นๆ ในปี 2005 หลังจากข้อพิพาทเรื่องที่ดินชายฝั่งและพื้นทะเลของนิวซีแลนด์[24] ทรายเหล็กจำนวนมากถูกส่งออกไปยังจีนและญี่ปุ่น แต่ในปี 2011 โรงงานผลิตแห่งเดียวของนิวซีแลนด์ผลิตเหล็กกล้าและเหล็กได้ 650,000 เมตริกตันต่อปี[19] นิวซีแลนด์เป็นประเทศเดียวที่ใช้ทรายเหล็กสำหรับการถลุงในระดับอุตสาหกรรม[25] องค์ประกอบโดยทั่วไปของแมกนีไทต์คือ เหล็กออกไซด์ 82% ไทเทเนียมไดออกไซด์ 8% และซิลิกา 8%; กำมะถัน 0.015% และฟอสฟอรัส 0.015% ในความเข้มข้นของแมกนีไทต์ 100% นี้มีศักยภาพสูงสุดที่จะให้ผลผลิตเหล็กในรูปโลหะประมาณ 58% แม้ว่าไทเทเนียมจะไม่สามารถสกัดกลับคืนมาได้ด้วยเทคนิคสมัยใหม่[26]

สหรัฐอเมริกา

ทรายเหล็กพบได้อย่างกว้างขวางทั่วสหรัฐฯ โดยเฉพาะในพื้นที่นิวยอร์ก แคลิฟอร์เนียตอนใต้ นิวอิงแลนด์ และเกรตเลกส์ ซึ่งมักจะผสมกับทรายเฟลด์สปาร์และบางครั้งมีเม็ดการ์เนตสีสว่าง แมกนีไทต์จากพื้นที่เหล่านี้มักมีโครเมียมและไทเทเนียมในปริมาณสูง[4] ในศตวรรษที่ 19 ทรายเหล็กบางครั้งถูกใช้เป็นทรายซับสำหรับงานคอนกรีตและงานก่ออิฐ หรือที่หายากกว่านั้นคือเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเหล็กกล้า ช่างตีเหล็กคนหนึ่งในคอนเนตทิคัตใช้มันเพื่อทำเหล็กเส้น (Bar stock)[27]

ประวัติศาสตร์

ตามรายการออนไลน์ของ OED สำหรับคำว่า sand-iron เจไดไดอาห์ มอร์ส (1761–1826) ซึ่งเขียนใน The American universal geography (ฉบับใหม่, 1796 (2 เล่ม)) ระบุว่า จาเร็ด อีเลียต (1685-1763) ได้ประดิษฐ์ sand-iron หรือการผลิตเหล็กจากทรายสีดำ ขึ้นในปี 1761[28] อย่างไรก็ตาม ช่างฝีมือชาวญี่ปุ่นได้ใช้ทรายเหล็กในการทำดาบมาเป็นเวลาอย่างน้อย 1200 ปีแล้ว การผลิตเหล็กจากทรายเหล็กในเตาถลุง "ทาทารา" ซึ่งทำจากอิฐและดินเหนียว ยังคงปฏิบัติโดยช่างฝีมือชาวญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้

ดาบญี่ปุ่น

ดาบญี่ปุ่น

 ต่อไปนี้เป็นคำแปลเป็นภาษาไทยของเนื้อหาที่ให้มา:


---


วิธีการผลิต


แก้ไข


ภาพบรรยากาศภายในโรงตีดาบโดยทั่วไป ทางด้านขวาของภาพด้านหน้าจะเห็นเตาเผาสำหรับให้ความร้อนแก่ "ทามาฮางาเนะ" (Tamahagane) ซึ่งเรียกว่า "ฮิโดโกะ" (Hidoko) หรือ "โฮโดะ" (Hodo) และลึกเข้าไปด้านหลังจะเป็นอุปกรณ์รูปทรงกล่องที่เรียกว่า "ฟุยิโงะ" (Fuigo) สำหรับเป่าลมเข้าไปในเตา ช่างตีดาบจะนั่งทำงานบนเบาะทรงกลมตรงกลางภาพการจัดแสดงที่เรียงลำดับการเปลี่ยนแปลงของทามาฮางาเนะในกระบวนการผลิตดาบญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันจากด้านขวา


เพื่อให้บรรลุคุณสมบัติสามประการคือ "ไม่หัก ไม่โค้งงอ และคมกริบ" ในระดับที่สูงมากไปพร้อม ๆ กัน ช่างตีดาบจำนวนมากตั้งแต่สมัยโบราณจึงได้คิดค้นกรรมวิธีในการผลิตเหล็กกล้าที่ใช้เป็นวัตถุดิบของดาบญี่ปุ่น การคัดสรร และการตีขึ้นรูปดาบ วัตถุดิบหลักที่ช่างตีดาบใช้ตั้งแต่ยุคดาบโบราณ (โคโต - Kotō) ในสมัยเฮอันเป็นต้นมา คือเหล็กกล้าที่เรียกว่า "ทามาฮางาเนะ" ซึ่งผลิตขึ้นโดยกรรมวิธี "ทาทาระบูกิ" (Tatara-buki) ที่ใช้ทรายเหล็กเป็นวัตถุดิบ หลักฐานทางโบราณคดีที่แน่ชัดระบุว่าการถลุงเหล็กแบบทาทาระบูกิโดยใช้ทรายเหล็กนั้น อย่างน้อยที่สุดได้มีการทำขึ้นที่แคว้นคิบิ (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสำนักบิเซ็นในภายหลัง) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตทรายเหล็กขนาดใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 6 หรือยุคโคฟุน และเชื่อว่าได้แพร่กระจายจากที่นี่ไปทั่วประเทศ เตาถลุงของญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นทรงกล่องเตี้ย ซึ่งแตกต่างจากของจีนและเกาหลี และถือว่ามีลักษณะเฉพาะเมื่อมองในระดับโลก [63] อย่างไรก็ตาม ชื่อ "ทามาฮางาเนะ" นั้นไม่ได้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ถูกตั้งขึ้นหลังจากกลางสมัยเมจิเป็นต้นมา เดิมทีเป็นชื่อทางการค้าของเหล็กกล้าที่ผลิตโดยโรงงานเหล็กยาสุกิ (Yasugi) ในจังหวัดชิมาเนะ และส่งมอบให้กองทัพบกและกองทัพเรือเพื่อใช้เป็นวัสดุทำเบ้าหลอม [64][65] จากการวิเคราะห์พบว่าคุณภาพของเหล็กกล้าเริ่มลดลงหลังจากถึงจุดสูงสุดในสมัยคามาคุระ และมีการกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตเหล็กกล้า ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง [66] สำหรับดาบโบราณยุคก่อนเฮอัน (上古刀 - Jōkotō) ซึ่งมักถูกแยกออกจากดาบญี่ปุ่นนั้น เป็นที่ทราบแน่ชัดแล้วว่ามีการใช้เตาขนาดเล็กที่เรียกว่า "เตาทรงกล่องแบบแร่เหล็ก" ซึ่งใช้แร่เหล็กเป็นวัตถุดิบ ในปัจจุบัน มีช่างตีดาบที่ใช้ "โอโรชิกาเนะ" (Oroshigane - เหล็กแปรรูป, การนำวัสดุเหล็กมาหลอมลดออกซิเจนอีกครั้งเพื่อผลิตเหล็กกล้าสำหรับทำดาบ) แบบโบราณ หรือใช้เหล็กกล้าที่ถลุงขึ้นเอง ซึ่งได้รับการสืบทอดในฐานะเทคโนโลยีดั้งเดิมที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น


อนึ่ง เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวิธีการผลิตและวัตถุดิบที่ใช้ทำดาบญี่ปุ่นในยุคดาบโบราณ (โคโต) ตั้งแต่สมัยเฮอันจนถึงยุคอาซูจิ-โมโมยามะ จึงไม่เป็นที่กระจ่างชัด วิธีการผลิตดาบญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมในปัจจุบันนั้น เชื่อว่าสืบทอดมาจากยุคดาบใหม่ (新刀期 - Shintō-ki) ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในราวปีเคโช (Keichō) ตอนปลายยุคอาซูจิ-โมโมยามะ และเป็นไปตามบันทึกตั้งแต่สมัยเอโดะเป็นต้นมา [67] สาเหตุที่วิธีการตีขึ้นรูปในยุคดาบโบราณไม่ได้ถูกสืบทอดอย่างถูกต้องแม่นยำนั้น เชื่อว่าเป็นเพราะอุทกภัยครั้งใหญ่ของแม่น้ำโยชิอิในปี ค.ศ. 1590 ซึ่งทำลายศูนย์กลางการผลิตดาบญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้นของสำนักบิเซ็นจนเกือบหมดสิ้น และศูนย์กลางการผลิตดาบญี่ปุ่นได้ย้ายไปยังสำนักมิโนะ (Mino) ประกอบกับผลจากการรวมประเทศญี่ปุ่นโดยโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ทำให้เหล็กกล้าที่ใช้ในการตีขึ้นรูปกลายเป็นมาตรฐานเดียวกัน [68][69] อามาดะ อากิสึงุ (Amada Akitsugu) ช่างตีดาบผู้ได้รับสถานะสมบัติทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ที่สำคัญ (สมบัติของชาติมีชีวิต) และทุ่มเทให้กับการถลุงเหล็กด้วยตนเองมาหลายปี กล่าวว่า เนื้อเหล็กพื้น (จิเต็ตสึ - Jitetsu) ของดาบโบราณและดาบใหม่มีความแตกต่างกันอย่างเด็ดขาด และไม่สามารถระบุวัตถุดิบและวิธีการตีดาบในยุคดาบโบราณได้อย่างชัดเจน [70] วัสดุและวิธีการผลิตดาบชื่อดังแห่งยุคคามาคุระยังคงอยู่ในระหว่างการวิจัย [71] ตั้งแต่ปลายยุคเอโดะเป็นต้นมา ช่างตีดาบและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาได้ทำการวิจัยอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่จะเก็บตัวอย่างจากดาบโบราณของจริงมาวิเคราะห์ จึงกล่าวกันว่ายังไม่สามารถผลิตดาบที่มีชื่อเสียงจากยุคคามาคุระขึ้นมาใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ [72]


อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 2014 คาวาจิ คุนิฮิระ (Kawachi Kunihira) ได้จัดแสดงผลงาน "คุนิฮิระ คาวาจิโนะคามิ คุนิสึเกะ" (Kunihira Kawachinokami Kunisuke) ในงาน "นิทรรศการดาบชื่อดังที่สร้างขึ้นใหม่" ซึ่งจัดโดยสมาคมอนุรักษ์ดาบศิลปะญี่ปุ่น (Nihon Bijutsu Token Hozon Kyokai) และประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ในการจำลอง "มิดาเระ อุสึริ" (Midare Utsuri - เงาสะท้อนไม่เป็นระเบียบ) ซึ่งเป็นลักษณะลายเนื้อเหล็กพื้นของดาบโบราณที่กล่าวกันว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำด้วยวัตถุดิบในปัจจุบัน และได้รับรางวัล "มาซามุเนะโช" (Masamune-shō - รางวัลมาซามุเนะ) (สาขาทาจิและดาบ) ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดในวงการดาบ [หมายเหตุ 12] สาขาทาจิและดาบนั้นไม่มีผู้ได้รับรางวัลมาเป็นเวลานานถึง 18 ปี นับเป็นความสำเร็จครั้งแรกในรอบ 18 ปี ด้วยเหตุนี้ กลไกการเกิดมิดาเระ อุสึริจึงได้รับการไขกระจ่างและสามารถจำลองขึ้นมาใหม่ได้เกือบ 100% คาวาจิกล่าวว่า ดาบที่ได้รับรางวัลมีเนื้อเหล็กพื้นที่อ่อนนุ่มกว่าดาบที่ทำด้วยวิธีการทั่วไป และความสำเร็จนี้เกิดจากการเปลี่ยนวิธีการชุบแข็ง (ยากิอิเระ) โดยให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งในฐานะอาวุธมากกว่าการเป็นงานศิลปะที่เน้นความงามของลายดาบ (ฮามง) [73][74][75] อย่างไรก็ตาม พึงระวังว่าการที่สามารถจำลองรูปลักษณ์ภายนอกของดาบได้นั้น เป็นคนละประเด็นกับการที่สามารถจำลองเทคนิคของยุคดาบโบราณในทางโบราณคดีได้หรือไม่ คำอธิบายต่อไปนี้เป็นวิธีการผลิตทั่วไปที่ปฏิบัติโดยช่างตีดาบร่วมสมัย [76]


การสร้างเหล็กกล้าคุณภาพสูง


แก้ไข


ทาทาระบูกิ (การถลุงเหล็กแบบญี่ปุ่นโบราณ)

เหล็กกล้าที่ใช้เป็นวัสดุทำดาบญี่ปุ่นเรียกว่า "วาโค" (Wakō) หรือ "ทามาฮางาเนะ" (Tamahagane) ทามาฮางาเนะผลิตขึ้นโดยกรรมวิธี "ทาทาระบูกิ" ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น แตกต่างจากกรรมวิธีผลิตเหล็กกล้าในต่างประเทศที่ใช้แร่เหล็กเป็นวัตถุดิบ การใช้ทรายเหล็กเป็นวัตถุดิบทำให้สามารถเกิดปฏิกิริยารีดักชันได้อย่างรวดเร็วที่อุณหภูมิต่ำ และยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากใช้ทรายเหล็กซึ่งมีสิ่งเจือปนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการผลิตเหล็กกล้าสมัยใหม่ จึงทำให้ได้เหล็กกล้าคุณภาพดี [77]

การชุบน้ำและตี (มิซึเฮชิ)

ทามาฮางาเนะที่ได้รับความร้อนจะถูกตีด้วยค้อนให้เป็นแผ่นบางแบนราบ จากนั้นนำไปจุ่มน้ำให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว ส่วนที่มีคาร์บอนเกินจะหลุดร่อนออก ขั้นตอนนี้เรียกว่า "มิซึเฮชิ" (Mizuheshi - การกดด้วยน้ำ) หรือ "มิซึเฮชิ" (การลดด้วยน้ำ) จนถึงขั้นตอนนี้เรียกว่างานเตรียมเนื้อเหล็ก หรือ "เฮชิ" (Heshi)

การพับซ้อนและให้ความร้อน (สึมิวากาชิ)

ก้อนที่แข็งขึ้นหลังผ่านการเผาและชุบแข็งนี้เรียกว่า "เฮชิกาเนะ" (Heshigane) จะถูกทุบด้วยค้อนให้แตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นจะคัดแยกชิ้นส่วนเหล่านั้นออกเป็นเหล็กแข็งที่มีคาร์บอนสูงและเหล็กอ่อนที่มีคาร์บอนต่ำ นำชิ้นเหล็กเหล่านี้ไปซ้อนกันบนปลายของเครื่องมือตีเหล็กที่เรียกว่า "เทโกะ" (Teko) แยกตามประเภท แล้วห่อด้วยกระดาษวาชิ (Washi) จากนั้นโรยด้วยขี้เถ้าฟางและราดด้วยน้ำดินเหนียว ก่อนจะนำเข้าเตาไฟ (ฮิโดโกะ) และให้ความร้อนจนดินเหนียวที่ผิวละลาย ขี้เถ้าฟาง (ซิลิกาจากพลานต์โอปอล) และซิลิกาจากดินเหนียวจะหลอมละลายกลายเป็นแก้วปกคลุมพื้นผิวรอยต่อของเหล็ก ป้องกันการเกิดฟิล์มออกไซด์ของเหล็ก (ไอเอิร์น(II) ออกไซด์ และไอเอิร์น(II, III) ออกไซด์) จึงช่วยป้องกันการสูญเสียเนื้อเหล็กจากการเผาไหม้ (*ซิลิกาที่หลอมละลายนี้ยังใช้ในการเชื่อมประสานเหล็กในขั้นตอนการตีเชื่อมที่จะกล่าวถึงต่อไป โดยใช้ประโยชน์จากปรากฏการณ์เดียวกันในการป้องกันฟิล์มออกไซด์ นอกจากนี้ ในทุกขั้นตอนการตีเชื่อม ซิลิกาที่หลอมละลายเป็นแก้วจะถูกตีออกมากระเด็นออกนอกเนื้อเหล็ก และผลึกระหว่างเนื้อเหล็กจะถูกอัดแน่นเข้าด้วยกัน) จากนั้นใช้ค้อนเล็กตีให้เป็นก้อนขนาดประมาณ 6x9 ซม. หากเหล็กยังไม่พอ ก็จะซ้อนเพิ่ม ให้ความร้อน และใช้ค้อนเล็กตีขึ้นรูปต่อไป จนได้น้ำหนักที่ต้องการประมาณ 1.8 - 2.0 กก. ขั้นตอนทั้งหมดนี้คือ "สึมิวากาชิ" (Tsumiwakashi) นอกจากทามาฮางาเนะแล้ว เหล็กดิบ (เซ็นเท็ตสึ - Sentetsu) ที่มีคาร์บอนสูง และเหล็กบริสุทธิ์ที่เรียกว่า "โฮโจเท็ตสึ" (Hōchōtetsu) ก็จะผ่านขั้นตอนสึมิวากาชิและการตีขั้นต้นต่อไปเช่นกัน

การตีขึ้นรูป (การตีขั้นต้น - ชิตะคิตาเอะ)

บล็อกเหล็กที่ร้อนแดงจะถูกตีด้วยค้อนให้แผ่ออก แล้วพับครึ่งตรงกลาง จากนั้นตีซ้อนทับกันอีก ทำซ้ำขั้นตอน "การพับและตีซ้ำ" นี้ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน อนึ่ง การที่ช่างตีดาบ (โยโกซะ - Yokozā) และลูกมือ (ซากิเตะ - Sakite) ตีเหล็กสลับกันด้วยค้อนที่เรียกว่า "มุโควซึจิ" (Mukōzuchi) นี้เองที่เป็นที่มาของสำนวน "ไอซึจิ โวะ อุสึ" (Aizuchi wo utsu - ตีค้อนสอดประสาน, หมายถึงการคล้อยตามหรือสนับสนุนซึ่งกันและกัน) ในขั้นตอนนี้จะมีการพับเหล็กประมาณ 5-6 ครั้ง


การประกอบเหล็กชนิดต่าง ๆ


แก้ไข


สึมิวากาชิ

เมื่อตีเหล็กขั้นต้นสำหรับทามาฮางาเนะ เหล็กดิบ และโฮโจเท็ตสึทั้งสามชนิดเสร็จแล้ว จะนำมาตีด้วยค้อนเล็กให้แตกเป็นชิ้นเหล็กอีกครั้ง คัดเลือกชิ้นเหล็กเหล่านี้เพื่อให้ได้ส่วนผสมที่เหมาะสมของเหล็กแต่ละชนิด แล้วนำมาซ้อนกันและหลอมเชื่อมติดกันเช่นเดียวกับสึมิวากาชิครั้งแรก ในขั้นตอนนี้ เหล็กจะถูกแปรสภาพเป็นเหล็ก 4 ชนิดที่มีปริมาณคาร์บอนแตกต่างกัน ได้แก่ เหล็กแกนใน (ชินงาเนะ - Shingane) เหล็กสันดาบ (มุเนงาเนะ - Munegane) เหล็กคม (ฮาโนงาเนะ - Hanokane) และเหล็กผิวข้าง (งาวางาเนะ - Gawagane)

การตีขึ้นรูป (การตีขั้นปลาย - อาเงะคิตาเอะ)

ในขั้นตอนนี้ จะมีการพับเหล็กแกนในประมาณ 7 ครั้ง เหล็กสันดาบ 9 ครั้ง เหล็กคม 15 ครั้ง และเหล็กผิวข้างประมาณ 12 ครั้ง การตีแผ่และพับซ้ำหลายครั้งจะช่วยขับไล่สิ่งเจือปน เช่น กำมะถัน คาร์บอนส่วนเกิน และสิ่งเจือปนที่ไม่ใช่โลหะออกไป ทำให้ได้เหล็กกล้าที่เป็นเนื้อเดียวกัน แข็งแกร่ง และมีชั้นบาง ๆ นับพันชั้น

การตีเชื่อมและการตีแผ่ยาว (ทันโซ และ นิเอะโนเบะ)

ภาพตัดขวางแสดงโครงสร้างและชื่อส่วนต่าง ๆ ของเหล็กกล้าในดาบญี่ปุ่น (ภาพตัดขวางแบบการตีสี่ด้านประกอบ - ชิโฮซึเมะคิตาเอะ) การประกอบโครงสร้างดาบยังมีวิธีอื่น ๆ อีก เช่น การตีสามแผ่นหลัก (ฮงซันไมคิตาเอะ) การตีแบบพับม้วน (มาคุริคิตาเอะ) การตีแบบครอบ (คาบุเซะคิตาเอะ) และการตีแบบเนื้อเดียว (มุคุคิตาเอะ) (ดูภาพอ้างอิง (ภาษาอังกฤษ))

หลังจากได้เหล็กทั้งสี่ชนิดคือ เหล็กแกนใน เหล็กสันดาบ เหล็กคม และเหล็กผิวข้าง ผ่านการตีขั้นต้น สึมิวากาชิครั้งที่สอง และการตีขั้นปลายแล้ว จะนำเหล็กสันดาบ เหล็กแกนใน และเหล็กคมมาซ้อนกันสามชั้นแล้วตีเชื่อมให้ติดกัน จากนั้นตีแผ่ออกให้มีความหนาประมาณ 20 มม. กว้าง 40 มม. ยาวประมาณ 90 มม. จนได้เหล็กประมาณ 4 ชิ้น แล้วตัดแยกออกจากกัน เรียกส่วนนี้ว่า "ชินงาเนะ" (แกนใน) เหล็กผิวข้างจะถูกนำไปให้ความร้อนและตีแผ่ให้ยาวเป็นสองเท่าของแกนใน แล้วตัดแบ่งครึ่ง จะได้เหล็กผิวข้าง 2 ชิ้นที่ยาวเท่ากับแกนใน (ในการประกอบแบบชิโฮซึเมะคิตาเอะ) จะนำเหล็กผิวข้าง เหล็กแกนใน และเหล็กผิวข้าง มาซ้อนกันตามลำดับ ให้ความร้อนจนเชื่อมติดกัน แล้วตีแผ่ออกให้ได้ขนาดความหนาประมาณ 15 มม. กว้าง 30 มม. ยาวประมาณ 500-600 มม. จากนั้นตัดส่วนที่เรียกว่า "เทโกะ" ออก และนำส่วน "นาคาโงะ" (Nakago - โคนดาบส่วนที่อยู่ในด้ามจับ) มาต่อเชื่อมด้วยความร้อน

การตีขึ้นรูปเบื้องต้น (ซูโนเบะ)

ทำการ "ซูโนเบะ" (Sunobe) คือการตีแผ่เหล็กให้เป็นรูปทรงดาบ ตัดปลายให้เป็นรูปสามเหลี่ยม แต่หากปล่อยไว้เช่นนั้น เหล็กสันดาบและเหล็กแกนในจะปรากฏออกมาทางด้านคมดาบ ดังนั้นจึงต้องงอปลายแหลมนั้นไปทางด้านสันดาบ เพื่อให้เฉพาะเหล็กคมที่แข็งเท่านั้นอยู่ทางด้านคมดาบ [78] รูปทรงในขั้นตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดรูปทรงสุดท้ายของดาบญี่ปุ่น จึงต้องใช้ค้อนเล็กตีแต่งอย่างระมัดระวัง

การตีขึ้นรูปด้วยไฟ (ฮิซึคุริ)

ตีสันดาบให้เป็นรูปสามเหลี่ยม และตีด้านคมดาบ (ฮิราจิ - Hiraji) ให้บางลง ตีโคนดาบส่วนสันให้มนกลม สุดท้ายตีแต่ง "สันดาบ (ชิโนงิจิ - Shinogiji)" เพื่อจัดรูปทรงโดยรวม นำตัวดาบทั้งหมดไปให้ความร้อนต่ำจนเป็นสีแดงเหมือนถั่วอาซูกิ แล้วปล่อยให้เย็นลงอย่างช้า ๆ

การตีเย็น (คาระชิเมะ)

เมื่อเย็นแล้ว ใช้หินลับหยาบขัดคราบสกปรกสีดำบนผิวออก แล้วใช้ค้อนเล็กตีแต่งบริเวณฮิราจิและชิโนงิจิเพื่อขึ้นรูปขณะเย็น (การแปรรูปเย็น) จากนั้นแก้ไขแนวเส้นตรงของสันดาบและคมดาบให้เรียบร้อย และใช้เครื่องมือที่เรียกว่า "เซน" (Sen - กบเหล็ก) ซึ่งเป็นกบมือถือขนาดใหญ่คล้ายมีดตัดเหล็ก ขูดแต่งส่วนที่นูนไม่เรียบออก ในขั้นตอนนี้จะกำหนด "ความยาวคมดาบ" และ "มุงิมาจิ" (Munemachi - รอยบากที่สันดาบ) และ "ฮามาจิ" (Hamachi - รอยบากที่คมดาบ)

การลับหยาบ (นามะโทงิ)

ใช้หินลับลบรอยขูดของกบเหล็กออก เรียกว่า "นามะโทงิ" (Namatogi) จากนั้นใช้ขี้เถ้าฟางผสมน้ำขัดถูคราบน้ำมันออก แล้วทำให้แห้ง


การควบคุมอุณหภูมิ


แก้ไข


ภาพเปรียบเทียบระหว่างภาพพิมพ์ลายเส้นที่บันทึกลวดลายฮามงอย่างแม่นยำ (โอชิกาตะ) กับภาพถ่าย ส่วนที่เป็นสีขาวทางด้านคมดาบในภาพถ่ายคือส่วนที่ถูกขัดแต่งเพื่อให้เห็นฮามงได้ชัดเจน (ฮาโดริ) ฮามงคือเส้นละเอียดที่อยู่ภายในส่วนสีขาวนั้น [79][80]

การพอกดิน (สึจิโอกิ)

เพื่อเตรียมการ "ยากิอิเระ" (Yakiire - การชุบแข็ง) ซึ่งเป็นการทำให้ตัวดาบที่ร้อนเย็นลงอย่างรวดเร็วด้วยน้ำ จะทำการ "สึจิโอกิ" (Tsuchioki - การพอกดิน) โดยใช้ดินสำหรับทำยากิบะ (ยากิบะสึจิ) 3 ชนิด คือ สำหรับฮิราจิ สำหรับฮามง และสำหรับชิโนงิจิ พอกลงบนตัวดาบ โดยทั่วไปจะทาดินสำหรับฮิราจิให้ทั่วฮิราจิเป็นชั้นบาง ๆ สม่ำเสมอ จากนั้นใช้พู่กันวาดลวดลายฮามงด้วยดินสำหรับฮามง สุดท้ายพอกดินสำหรับชิโนงิจิเป็นชั้นหนาตั้งแต่บริเวณฮามงขึ้นไปจนถึงสันดาบ การพอกดินหนาที่ชิโนงิจินี้เองที่ทำให้ในระหว่างการชุบแข็ง ด้านคมดาบเย็นตัวอย่างรวดเร็วและเกิดการแข็งตัวอย่างเต็มที่ ในขณะที่ด้านสันดาบเย็นตัวช้ากว่าและไม่แข็งมากนัก ในทางกลับกัน ก็มีวิธีการพอกดินเฉพาะส่วนที่เป็นฮามง เพื่อยับยั้งการเกิดฟองอากาศในส่วนที่พอกดิน ทำให้เฉพาะปลายคมดาบเย็นตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนชิโนงิจิเย็นตัวอย่างช้า ๆ ด้วยฟองอากาศที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือวิธีการชุบแข็งโดยไม่ต้องพอกดินเลย โดยอาศัยหลักการที่ส่วนคมดาบซึ่งบางกว่าจะเย็นตัวเร็วกว่า ผลจากการชุบแข็งทำให้ปริมาตรของเหล็กขยายตัวและแข็งขึ้น ก่อให้เกิดความโค้งงออันเป็นเอกลักษณ์ของดาบญี่ปุ่น โดยด้านคมดาบจะโก่งนูนออกมา ด้านสันดาบจะมีการขยายตัวน้อยและเป็นเหล็กกล้าที่มีความเหนียวมากกว่าความแข็ง ทำหน้าที่รองรับเหล็กด้านคมดาบที่แข็งแต่เปราะ (รูปร่างความโค้งสุดท้ายนั้น เกิดจากการตีด้วยค้อนเพื่อปรับแต่งระหว่างกระบวนการ) [81]

การชุบแข็ง (ยากิอิเระ)

โดยปกติแล้ว ช่างตีดาบจะหรี่ไฟในโรงงานระหว่างการชุบแข็ง เพื่อสังเกตอุณหภูมิของเหล็กจากสีของแสงที่เปล่งออกมา นำตัวดาบที่พอกดินแล้วใส่ลึกเข้าไปในเตาไฟ (ฮิโดโกะ) และให้ความร้อนอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ปลายดาบจนถึงโคนดาบจนได้อุณหภูมิประมาณ 800°C อุณหภูมิในการให้ความร้อนมีความสำคัญที่สุด ช่างตีดาบจะใช้ความระมัดระวังอย่างที่สุดในการประเมินสภาวะความร้อนที่เหมาะสมที่สุด จากนั้นจึงจุ่มตัวดาบลงในอ่างน้ำอย่างรวดเร็วเพื่อทำให้เย็นลงทันที ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ตัวดาบจะโค้งงอขึ้นในน้ำ หลังจากเย็นตัวลงอย่างเพียงพอแล้วจึงนำขึ้นมา และลับด้วยหินหยาบเพื่อตรวจสอบแนวฮามงที่เกิดขึ้น ในกรณีของดาบสองคม เช่น หอก (ยาริ) หรือดาบสองคม (เคน) จะใช้เตาไฟพิเศษที่เรียกว่า "เด็นงาคุโระ" (Dengakuro) ซึ่งสามารถให้ความร้อนได้อย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งเล่ม จากการชุบแข็ง จะเกิดโครงสร้างที่แข็งมากเรียกว่ามาร์เทนไซต์ (Martensite) ขึ้นบนผิวดาบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของมาร์เทนไซต์ที่ปรากฏ หากมองเห็นอนุภาคกลม ๆ บนผิวเนื้อเหล็กพื้น (จิเท็ตสึ) เป็นจุด ๆ เรียกว่า "นิเอะ" (Nie) หรือ "นิเอะ" (沸) และหากมองไม่เห็นเป็นอนุภาคเดี่ยว ๆ แต่เห็นเป็นเส้นสีขาวละเอียดเรียกว่า "นิโออิ" (Nioi) เพื่อแยกความแตกต่าง


อนึ่ง อุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นอยู่ที่ประมาณ 10 ถึง 30 องศาเซลเซียส ในกรณีของน้ำมันจะอยู่ที่ประมาณ 60 ถึง 80 องศาเซลเซียส


สำหรับมีดหรือเครื่องมือตัดอื่น ๆ นอกจากน้ำแล้ว อาจมีการชุบแข็งด้วยน้ำมัน ในกรณีของดาบญี่ปุ่น เคยมีการทำกับดาบทหารในช่วงสงคราม แต่ในปัจจุบัน เชื่อว่ามีการชุบแข็งดาบญี่ปุ่นด้วยน้ำมันน้อยมาก การชุบแข็งด้วยน้ำมันจะไม่ทำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็ว จึงลดความเสี่ยงของความล้มเหลว เช่น รอยร้าวที่คมดาบ (ฮาคิเระ) แต่มักจะได้โครงสร้างเหล็กกล้าที่ยืดหยุ่นกว่าการชุบด้วยน้ำ และส่วนใหญ่จะให้ผลลัพธ์เป็นฮามงแบบนิโออิ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับทักษะในเทคนิคการชุบแข็งเป็นอย่างมาก และขึ้นอยู่กับระดับการกวนของสารหล่อเย็นด้วยเช่นกัน การชุบแข็งด้วยน้ำมันอาจทำให้แข็งกว่าการชุบด้วยน้ำได้ หากไม่พูดถึงความคม (เนื่องจากในสังคมสมัยใหม่แทบไม่มีโอกาสได้ใช้ดาบเป็นอาวุธจริง ยกเว้นในศิลปะการชักดาบอิไอโด) การชุบแข็งด้วยน้ำมันไม่สามารถสร้างความสดใส (ซาเระ) ให้กับฮามงได้ จึงถือว่าไม่เหมาะสมสำหรับดาบร่วมสมัยที่มุ่งเน้นความเป็นศิลปหัตถกรรม [82] ทั้งนี้ คำจำกัดความของดาบญี่ปุ่นสมัยใหม่ที่กำหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น คือ ต้องผ่านการชุบแข็งด้วยน้ำ ดังนั้น การชุบแข็งด้วยน้ำมันจึงถือว่าผิดกฎหมายควบคุมอาวุธปืนและดาบ

การอบคืนตัว (ไอโทริ)

นี่คือขั้นตอนการอบคืนตัว โดยให้ความร้อนแก่ตัวดาบเหนือไฟในเตาเป็นเวลานานจนได้อุณหภูมิประมาณ 150 องศาเซลเซียส เพื่อให้โครงสร้างเหล็กกล้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากการชุบแข็งมีความเสถียรภาพ เพิ่มความเหนียวและป้องกันการบิ่นของคมดาบ ความโค้งงออาจเกิดขึ้นในแนวขวางเล็กน้อย จึงต้องใช้ค้อนไม้ตีแก้ไขบนแท่นไม้ จากนั้นนำส่วนโคนดาบ (นาคาโงะ) ไปอบอ่อน (ยากินามาชิ) เพื่อปรับแต่งรูปทรง


ในบางกรณี หลังจากนี้อาจมีขั้นตอนการนำก้อนทองแดงที่ร้อนแล้วมาหนีบตัวดาบเพื่อลบรอยแข็งบริเวณสันดาบ (มุเนยากิ โวะ โทรุ) อีกด้วย


การตกแต่งสำเร็จ


แก้ไข


การตรวจสอบและตกแต่งโดยช่างตีดาบ (คาจิโอชิ)

หลังจากเสร็จสิ้นการชุบแข็งแล้ว จะทำการแก้ไขความโค้งงอของดาบ และช่างตีดาบจะทำการขัดแต่งหยาบ (อาราเคซุริ) ในขั้นตอนนี้ จะทำการตรวจสอบรอยตำหนิเล็ก ๆ การกระจายตัวของเนื้อเหล็ก และรูปลักษณ์ของเนื้อเหล็กพื้นและคมดาบ พร้อมกับปรับแต่งขั้นสุดท้าย

การตกแต่งโคนดาบ (นาคาโงะ จิตาเตะ)

ตกแต่งโคนดาบ (นาคาโงะ) ด้วยกบเหล็กหรือตะไบให้ได้รูปทรง และเจาะรู "เมคุงิอานะ" (Mekugiana - รูสำหรับสลักไม้) โดยทั่วไป 1 รู หรือ 2 รูขึ้นไปสำหรับดาบบางเล่มในยุคบาคุมัตสึ หอกบางประเภท หรือดาบสำหรับฝึกอิไอโด หลังจากนี้จะทำการตกแต่งด้วย "ยาสุริเมะ" (Yasurime - ลายตะไบอันเป็นเอกลักษณ์ของช่างตีดาบแต่ละคน เพื่อป้องกันการลื่น)

การเซาะร่อง (ฮิคากิ)

สำหรับดาบที่จะมีร่อง (ฮิ - Hi) จะทำการเซาะร่องในขั้นตอนนี้

การลับขั้นต้น (ชิตาจิ โทงิ)

ใช้หินลับเป็นหลักในการลับเนื้อเหล็กพื้นและฮามง

การสลักชื่อ (เมคิริ)

สุดท้าย ช่างตีดาบจะใช้สิ่ว (ทากาเนะ) สลักชื่อ ที่อยู่ ปีที่ผลิต ฯลฯ ลงบนโคนดาบ (นาคาโงะ) โดยทั่วไปจะสลักชื่อช่างตีดาบและที่อยู่ไว้ที่ด้านนอก (โอโมเตะ - ด้านที่อยู่ข้างนอกเมื่อพกพาดาบ) และสลักปีที่ผลิตหรือชื่อเจ้าของไว้ที่ด้านใน (อุระ) แต่ก็มีข้อยกเว้น เช่น การสลักชื่อไว้ด้านใน หรือดาบที่ไม่มีการสลักชื่อ (มุเม)

การลับขั้นสุดท้าย (ชิอาเงะ โทงิ)

ลับเนื้อเหล็กพื้นและฮามง และขัดเงาให้เหมือนกระจกด้วยแท่งขัด (มิกากิโบ) ตกแต่งส่วนปลายดาบ (โบชิ) ให้มีลักษณะ "นารุเมะ" (Narume)


เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนทั้งหมดที่ช่างตีดาบดำเนินการแล้ว ต่อไปจะเป็นขั้นตอนการลับขั้นสุดท้ายโดยช่างลับดาบ (โทงิชิ - Togishi) แต่กล่าวกันว่าก่อนยุคเอโดะ ช่างตีดาบจะเป็นผู้ลับดาบด้วยตนเอง จุดที่การลับดาบญี่ปุ่นแตกต่างอย่างมากจากการลับมีดทั่วไปคือ มีจุดมุ่งหมายหลักในการดึงเอาความงามทางสุนทรียะของดาบญี่ปุ่นในฐานะงานศิลปหัตถกรรมออกมา โดยยังคงไว้ซึ่งความคมในฐานะอาวุธ และไม่เพียงลับเฉพาะส่วนคมดาบเท่านั้น แต่ยังลับทั่วทั้งตัวดาบ ขั้นตอนการลับนี้ยังถูกนำมาใช้ในการบำรุงรักษาหลังจากดาบเสร็จสมบูรณ์แล้วด้วย (โดยหลักคือการขจัดสนิม)


หลังจากผ่านการลับขั้นสุดท้ายนี้แล้ว ดาบจะถูกนำไปประกอบเข้ากับอุปกรณ์ภายนอก (โคชิราเอะ) ที่ผลิตขึ้นต่างหาก ดาบญี่ปุ่นจึงจะเสร็จสมบูรณ์ ดาบญี่ปุ่นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยช่างตีดาบเพียงผู้เดียว แต่จะเสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยฝีมือของช่างลับดาบ ช่างทำฝักดาบ (ซายะชิ - Sayashi) ช่างลงรัก (นุริชิ - Nurishi) ช่างลงรักสีทอง (มาเระชิ - Makieshi) ช่างโลหะ (คินโคชิ - Kinkōshi) ช่างเงิน (ชิโรงาเนชิ - Shiroganeshi) และช่างฝีมืออื่น ๆ [83] ช่างฝีมือแต่ละคนจะรับผิดชอบส่วนต่าง ๆ โดยสังเขปดังนี้:


· ช่างตีดาบ (Tōkō): สร้างตัวดาบ เรียกอีกอย่างว่า "โทโช" (Tōshō) หรือ "คาจิ" (Kaji)

· ช่างลับดาบ (Togishi): ทำหน้าที่ลับตัวดาบ

· ช่างทำฝักดาบ (Sayashi): ทำหน้าที่สร้างฝักดาบ (ซายะ)

· ช่างเงิน (Shiroganeshi): ทำหน้าที่ผลิตชิ้นส่วนโลหะ เช่น ฮาบากิ (Habaki - ปลอกทองเหลืองที่โคนดาบ) และสึบะ (Tsuba - การ์ดกันดาบ)

· ช่างพันด้ามดาบ (Tsukamakishi): ทำหน้าที่พันสายรัดด้ามดาบ (Tsuka-ito)

· ช่างลงรัก (Nurishi), ช่างลงรักสีทอง (Makieshi), ช่างโลหะ (Kinkōshi): ทำหน้าที่ตกแต่งลวดลายบนฝักดาบ การ์ดกันดาบ ฯลฯ