“คุณโกรธฉันหรือเปล่า?” . . นี่คือคำถามที่หลายคนเผลอพูดออกมาโดยไม่รู้ตัวในเวลาที่บรรยากาศรอบตัวดูไม่ค่อยราบรื่น หรือเวลาที่เราไม่มั่นใจในความสัมพันธ์กับคนตรงหน้า . บางครั้งเราเลือกที่จะยิ้ม, เออออไปตามน้ำ, หรือแม้แต่ขอโทษทั้งที่ไม่ได้ทำผิด เพียงเพราะเราอยากให้ทุกอย่างสงบลง สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ “ความเกรงใจ” แต่มันกำลังสะท้อนพฤติกรรมที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “Fawn Response” หรือการพยายามเอาใจภัยคุกคาม เพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย . แต่ปัญหาที่มักจะเกิดคือ ยิ่งเราทำบ่อยเท่าไร ยิ่งทำให้เราดูเหมือน “ไม่มั่นใจ” ในตัวเองมากขึ้นเท่านั้น จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และด้านอื่นๆ ของชีวิต . . Fawn Response คืออะไร และทำไมถึงเกิดขึ้น? . ตามธรรมชาติแล้ว เมื่อมีสถานการณ์ที่กดดัน ร่างกายของมนุษย์ก็จะมีกลไกตอบสนองที่เรารู้จักกันดี คือ Fight (สู้), Flight (หนี), Freeze (หยุดนิ่ง) แต่มีอีกหนึ่งกลไกที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ Fawn หรือการเอาใจและยอมตาม . Fawn เป็นกลไกการเอาตัวรอด (Survival Response) ที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกว่า “ฉันจะปลอดภัยก็ต่อเมื่อทำให้คนตรงหน้าพอใจ” หรือพูดง่ายๆ ว่าแทนที่จะต่อสู้หรือถอยหนี เรากลับเลือกจะทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้ผู้ที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามสงบลง แม้จะต้องแลกด้วยการกดทับความรู้สึกหรือความต้องการของตัวเองก็ตาม . ตัวอย่างเช่น [ ] คนที่ถูกหัวหน้างานตำหนิแรงๆ ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของตัวเอง แต่กลับรีบขอโทษและรับผิดแทนเพื่อนร่วมงานเพียงเพราะกลัวว่าจะถูกเกลียด [ ] คู่รักที่ทะเลาะกัน และอีกฝ่ายแสดงอารมณ์รุนแรง คนที่มี Fawn Response มักจะรีบยอมทุกอย่าง แม้ในใจจะไม่เห็นด้วย เพียงเพื่อให้สถานการณ์สงบเร็วที่สุด [ ] เพื่อนในกลุ่มที่ไม่กล้าแสดงความเห็นต่าง แม้รู้สึกอึดอัดกับการตัดสินใจของกลุ่ม แต่ก็เลือกที่จะยิ้มและบอกว่า “โอเค เอาตามนั้น” . ทั้งหมดนี้ทำให้ภายนอกดูเหมือนว่า “เป็นคนน่ารัก ยอมคน” แต่ความจริงคือการเสียสละความต้องการของตัวเองเพื่อรักษาความสงบ ซึ่งเมื่อเกิดซ้ำๆ จะสะสมเป็นความรู้สึก ไม่มั่นใจในตัวเอง และสูญเสียตัวตนไปทีละน้อย . . อ่านต่อ (3)
(1/3) ทำไม “พฤติกรรมเอาใจ” ถึงพบมากขึ้นในยุคนี้ . ในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะกับ Millennials และ Gen Z พฤติกรรม Fawn Response หรือการเอาใจคนอื่นจนลืมตัวเอง ยิ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้น สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันรอบด้านที่รุมเร้าเข้ามาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นโลกการทำงาน ความสัมพันธ์ หรือการใช้ชีวิตในยุคโซเชียล . [ ] 1. โลกการทำงานที่แข่งขันสูง ปัจจุบัน หลายองค์กรให้ความสำคัญกับความเร็วและผลงานเป็นหลัก ทำให้พนักงานจำนวนมากกลัวการถูกมองว่าไม่เก่งพอ หรือไม่ทุ่มเทมากพอ . แทนที่จะกล้าโต้แย้งหรือเสนอความเห็นที่แตกต่าง หลายคนเลือกจะ ยอมรับทุกอย่างตามที่เจ้านายหรือทีมต้องการ แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม เพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือความขัดแย้ง สิ่งนี้สะสมไปเรื่อยๆ จนทำให้หลายคนสูญเสียความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง และไม่กล้าพูดสิ่งที่คิดจริงๆ เพราะกลัวว่าจะกระทบโอกาสในหน้าที่การงาน . [ ] 2. โซเชียลมีเดียและวัฒนธรรมการเปรียบเทียบ . โลกออนไลน์ในปัจจุบันทำให้เราถูกเปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าตา ไลฟ์สไตล์ การงาน หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ การรักษาภาพลักษณ์ให้ดูดีจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าการฟังเสียงภายในของตัวเอง . การไล่ตามยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือการได้รับการยอมรับจากคนแปลกหน้าบนโลกออนไลน์ ทำให้หลายคนเผลอสร้างนิสัย “คนชอบอะไร เราก็จะทำแบบนั้น” จนความต้องการแท้จริงของตัวเองค่อยๆ ถูกกดทับไป นี่คือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้พฤติกรรม People Pleasing และ Fawn Response แพร่หลายอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานรุ่นใหม่ที่ใช้โซเชียลเป็นพื้นที่หลักในการแสดงตัวตน . [ ] 3. ความสัมพันธ์ยุคใหม่ที่ไม่มั่นคง . ในยุคที่คำว่า “Ghosting” หรือการหายไปเฉยๆ โดยไม่อธิบายกลายเป็นเรื่องปกติ หลายคนจึงใช้การ “เอาใจ” เป็นเครื่องมือเพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ . ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์รัก มิตรภาพ หรือแม้แต่เครือข่ายในที่ทำงาน คนจำนวนมากเลือกจะยอมตามและพยายามทำทุกอย่างให้คนตรงหน้าพอใจ เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะถูกทิ้งหรือถูกตัดออกจากวงจรสังคม ผลคือเราค่อยๆ สูญเสียตัวตน และติดกับดักการทำทุกอย่างเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่อาจไม่ได้ตอบแทนเรากลับมาอย่างเท่าเทียม . ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า สภาพแวดล้อมทางสังคมในยุคนี้ได้หล่อหลอมให้ Fawn Response กลายเป็นกลไกที่ถูกใช้งานบ่อยกว่าที่เคย เราไม่ได้เอาใจเพียงเพราะอยากให้คนรอบข้างสบายใจเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อสู้กับความกลัวที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ว่า “ถ้าไม่ทำ คนอื่นจะไม่รัก ไม่ยอมรับ หรือไม่เห็นคุณค่าเรา”
(2/3)
สัญญาณว่าคุณอาจกำลัง “Fawn”
.
แม้พฤติกรรมนี้จะไม่ผิด แต่ถ้าเกิดขึ้นซ้ำๆ จะทำให้เราสูญเสียความมั่นใจและตัวตนของตัวเอง โดยสัญญาณที่มักพบ ได้แก่
.
[ ] คิดมากเกินไปหลังจากเจอใครสักคน และกลับมาทบทวนทุกคำพูดจนไม่กล้าพบหน้าอีกครั้ง
[ ] ไม่สามารถพูดคำว่า “ไม่” และเมื่อยอมทำสิ่งที่ไม่อยากทำ ก็รู้สึกอึดอัดและโกรธตัวเอง
[ ] กลัวความขัดแย้ง จนเลือกเงียบ แม้จะมีความคิดเห็นที่ต่างออกไป
[ ] เปลี่ยนบุคลิกเหมือนกิ้งก่าให้เข้ากับคนรอบตัวทุกกลุ่ม จนบางครั้งไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบหรือเชื่ออะไรจริงๆ
[ ] มักตกหลุมรักคนที่เข้าถึงยากหรือวิจารณ์แรง เพราะความรู้สึกแบบนี้ “คุ้นเคย” เหมือนบ้านในวัยเด็ก
[ ] รู้สึกไม่มีตัวตน เสียงในใจถูกกดทับ จนไม่รู้จักตัวเองแล้ว
.
แม้สัญญาณเหล่านี้อาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าเกิดขึ้นซ้ำๆ จนกลายเป็นนิสัย พฤติกรรมเหล่านี้ก็สามารถกัดกร่อนความมั่นใจในตัวเอง และทำให้เราใช้ชีวิตอยู่เพื่อ “คนอื่น” มากกว่าตัวเราเองได้เช่นกัน
.
การรู้ทันสัญญาณของ Fawn Response จึงเป็นเหมือนการเปิดไฟฉายให้เห็นว่า เรากำลังเผลอหลงทางในความพยายามเอาใจใครมากเกินไปหรือเปล่า และถึงเวลาหรือยังที่เราจะเริ่มฟังเสียงของหัวใจตัวเองอีกครั้ง
.
.
วิธีค่อยๆ หลุดออกจากวงจรนี้
.
การเปลี่ยนพฤติกรรมที่ฝังรากลึกไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสมองและร่างกายของเราถูกโปรแกรมให้เชื่อว่า “นี่คือวิธีที่ปลอดภัย” มานานหลายปี แต่ข่าวดีคือ เราสามารถค่อยๆ ฝึกตัวเองใหม่ได้ด้วยก้าวเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน
.
[ ] Pause หยุดก่อนตอบสนอง
.
เวลาที่รู้สึกอยากรีบขอโทษ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเราผิดจริงหรือเปล่า หรือเวลาที่กำลังจะตอบตกลงทำสิ่งที่ไม่อยากทำ ลองหยุดหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามตัวเองว่า “ฉันรู้สึกยังไง?” “ฉันต้องการอะไร?”
.
เพียงการหยุดคิดไม่กี่วินาที จะทำให้เราไม่ทำอะไรไปโดยอัตโนมัติ และเป็นโอกาสเล็กๆ ที่เราจะได้ฟังเสียงในใจของตัวเองแทนที่จะรีบทำเพื่อคนอื่น
.
[ ] Lean Back ลดความเร่งด่วนที่ไม่จำเป็น
.
หลายครั้งที่เราตอบสนองอย่างรีบเร่ง ไม่ใช่เพราะสถานการณ์ต้องการ แต่เพราะสมองเรารู้สึกกลัวว่าจะทำให้คนอื่นผิดหวัง เช่น เวลาที่ได้รับข้อความจากเจ้านายหรือพ่อแม่ในช่วงที่กำลังยุ่งอยู่ เรามักจะรีบหยุดทุกอย่างเพื่อตอบทันที
.
แต่จริงๆ แล้ว การทำสิ่งตรงหน้าให้เสร็จก่อนแล้วค่อยตอบกลับ ไม่ได้ทำให้โลกพังลงมา ตรงกันข้าม มันคือการส่งสัญญาณไปยังร่างกายว่า “เราไม่ได้อยู่ในอันตราย” และเราเป็นผู้ควบคุมเวลาของตัวเองได้
รูปโปรไฟล์ของ missiontothemoon.co
missiontothemoon.co
1 สัปดาห์
(3/3)
[ ] Look Inward ฝึกพูดความต้องการเล็กๆ
.
หนึ่งในผลเสียของ Fawn Response คือเราลืมไปว่าจริงๆ แล้วเราต้องการอะไร เพราะเสียงของคนอื่นดังกว่าตลอดเวลา การฝึกพูดความต้องการในเรื่องเล็กๆ เช่น การเลือกอาหาร ร้านกาแฟ หรือภาพยนตร์ที่อยากดูก็เป็นการสร้างกล้ามเนื้อความมั่นใจให้กับตัวเองได้
.
และยิ่งเรากล้าพูดในสิ่งเล็กๆ ได้มากขึ้นเท่าไร เวลาเจอเรื่องใหญ่ เช่น การตัดสินใจในงานหรือในชีวิต เราก็จะยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ง่ายขึ้น
.
[ ] Set Boundaries ตั้งขอบเขตที่ชัดเจน
.
หลายคนกลัวว่าการตั้งขอบเขตจะทำให้ตัวเองดูเป็นคนเย็นชา หรือทำลายความสัมพันธ์ แต่ความจริงคือ ขอบเขตคือการทำให้ความสัมพันธ์แข็งแรงและซื่อสัตย์มากขึ้น เพราะเมื่อเรากล้าแสดงให้คนอื่นเห็นว่า “ตรงนี้คือพื้นที่ของเรา” เราก็กำลังบอกกับตัวเองว่า “เราเห็นคุณค่าในตัวเอง” และคนที่รักเราจริงจะเคารพในขอบเขตเหล่านี้ ไม่ใช่จากไปเพราะมัน
.
.
ท้ายที่สุดแล้ว Fawn Response ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะกลไกนี้เกิดขึ้นเพื่อการเอาตัวรอดที่เคยช่วยเราในวัยเด็ก แต่ถ้าเรายึดติดกับมันตลอดเวลา มันอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราห่างไกลจากตัวตนที่แท้จริง
.
เพราะความรักและความยอมรับที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการที่เรายอมตามทุกอย่าง แต่มาจากการที่เรากล้าเป็นตัวเอง และยังได้รับการยอมรับในแบบที่เราเป็น
.
และบางที “การเอาใจคนอื่นมากเกินไป” จึงไม่ใช่ความใจดี แต่คือสัญญาณว่าลึกๆ แล้ว เราอาจจะยังไม่มั่นใจในตัวเอง
.
.
อ้างอิง
- If you regularly react this way, you probably look insecure to others, says psychology expert—here’s what to do instead: Meg Josephson, CNBC Make It - http://bit.ly/3VBMeGd
.
.
#FawnRespond
#Insecure
#trend
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น