วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

 พ่อแม่หลายคนชอบเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น

แล้วชอบเรียกมันว่า “ความหวังดี”

ฟังดูดีเนอะ

แต่ความจริงคือ

มันคือวิธีที่ ง่ายที่สุด

ในการไม่ต้องรับมือกับความล้มเหลวของตัวเอง

เพราะการยอมรับว่า

“ชีวิตกูไม่เป็นอย่างที่คิด”

มันยาก

มันเจ็บ

และมันต้องรับผิดชอบ

แต่การหันไปบอกลูกว่า

“ทำไมไม่เก่งเหมือนคนนั้น”

“ทำไมไม่ดีเหมือนคนนี้”

อ๋อ… อันนี้ง่าย

ไม่ต้องคิด

ไม่ต้องเปลี่ยน

ไม่ต้องรับอะไรเลย

ลูกกลายเป็นถังขยะทางอารมณ์

ที่เอาไว้ทิ้งความผิดหวังของตัวเอง

แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

พ่อแม่บางคนไม่ได้อยากให้ลูกเก่งขึ้นจริง ๆ หรอก

มันแค่อยากรู้สึกว่า

ความล้มเหลวในชีวิตตัวเอง

ยังพอมีใครที่แย่กว่าให้เหยียบ

และลูก… ก็คือคนนั้น

ทุกครั้งที่เปรียบเทียบ

มันไม่ใช่การสอน

มันคือการพูดกลาย ๆ ว่า

“กูไม่โอเคกับชีวิตกู

แต่กูจะไม่จัดการมัน

กูจะโยนมันให้มึงแทน”

แล้วมันตลกตรงไหนรู้ไหม

ตลกตรงที่

พอวันหนึ่งลูกโตขึ้น

แล้วหันกลับมาใช้มาตรฐานเดียวกัน

ถามกลับว่า

ทำไมพ่อแม่ไม่ประสบความสำเร็จ

ทำไมไม่ทำธุรกิจให้รวย

ทำไมโตมาขนาดนี้แล้วยังอยู่แค่นี้

พ่อแม่จะโกรธทันที

จะบอกว่าไม่เคารพ

จะบอกว่าอกตัญญู

จะบอกว่าเด็กมันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง

แปลกดีเนอะ

มาตรฐานเดียวกันแท้ ๆ

แต่พอถึงตาพ่อแม่

กลับรับไม่ได้เฉย

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก

ที่อีแก่หลายคนไม่พอใจ

เมื่อตัวเองต้องโดนมาตรฐานเดียวกัน

เพราะลึก ๆ แล้วพวกมึงก็รู้

ว่าพวกมึงมันกระจอกกกกก

ดีไม่พอ

ชีวิตอุบาทว์ ห่วยแตก

รู้ว่าการเปรียบเทียบมันไม่เคยยุติธรรม

แค่ตอนที่เหยื่อเป็นลูก

มันง่ายกว่าที่จะทำเป็นไม่รู้

การเปรียบเทียบลูก

ไม่ใช่สัญญาณของพ่อแม่ที่เข้มแข็ง

มันคือสัญญาณของคนที่

ยังยืนอยู่กับความกระจอกของตัวเองไม่ได้

และเลือกใช้ลูก

เป็นที่ระบายแทนที่มึงจะพัฒนาตัวเอง

ถ้าการเปรียบเทียบมันดีจริง

มันคงไม่เจ็บ

มันคงไม่ฝังแผล

และมันคงไม่ต้องห้าม

ไม่ให้ใครทำกลับ

แถมมึงคงได้ดีก่อนจะเสร่อมีลูกอีก

ความจริงง่าย ๆ คือ

พ่อแม่ที่มีวุฒิภาวะ

ไม่จำเป็นต้องเหยียบลูก

เพื่อยืนให้ตัวเองสูงขึ้น

และความล้มเหลวของพ่อแม่

ไม่ใช่การบ้านชีวิตของลูก

ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ถ้ากล้าทำกับคนอื่น

ตอนโดนบ้างก็ต้องรับให้ได้นะ

อย่าคิดมากล่ะอีแก่ทั้งหลาย





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น