พ่อแม่หลายคนชอบเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น
แล้วชอบเรียกมันว่า “ความหวังดี”
ฟังดูดีเนอะ
แต่ความจริงคือ
มันคือวิธีที่ ง่ายที่สุด
ในการไม่ต้องรับมือกับความล้มเหลวของตัวเอง
เพราะการยอมรับว่า
“ชีวิตกูไม่เป็นอย่างที่คิด”
มันยาก
มันเจ็บ
และมันต้องรับผิดชอบ
แต่การหันไปบอกลูกว่า
“ทำไมไม่เก่งเหมือนคนนั้น”
“ทำไมไม่ดีเหมือนคนนี้”
อ๋อ… อันนี้ง่าย
ไม่ต้องคิด
ไม่ต้องเปลี่ยน
ไม่ต้องรับอะไรเลย
ลูกกลายเป็นถังขยะทางอารมณ์
ที่เอาไว้ทิ้งความผิดหวังของตัวเอง
แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
พ่อแม่บางคนไม่ได้อยากให้ลูกเก่งขึ้นจริง ๆ หรอก
มันแค่อยากรู้สึกว่า
ความล้มเหลวในชีวิตตัวเอง
ยังพอมีใครที่แย่กว่าให้เหยียบ
และลูก… ก็คือคนนั้น
ทุกครั้งที่เปรียบเทียบ
มันไม่ใช่การสอน
มันคือการพูดกลาย ๆ ว่า
“กูไม่โอเคกับชีวิตกู
แต่กูจะไม่จัดการมัน
กูจะโยนมันให้มึงแทน”
แล้วมันตลกตรงไหนรู้ไหม
ตลกตรงที่
พอวันหนึ่งลูกโตขึ้น
แล้วหันกลับมาใช้มาตรฐานเดียวกัน
ถามกลับว่า
ทำไมพ่อแม่ไม่ประสบความสำเร็จ
ทำไมไม่ทำธุรกิจให้รวย
ทำไมโตมาขนาดนี้แล้วยังอยู่แค่นี้
พ่อแม่จะโกรธทันที
จะบอกว่าไม่เคารพ
จะบอกว่าอกตัญญู
จะบอกว่าเด็กมันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
แปลกดีเนอะ
มาตรฐานเดียวกันแท้ ๆ
แต่พอถึงตาพ่อแม่
กลับรับไม่ได้เฉย
และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก
ที่อีแก่หลายคนไม่พอใจ
เมื่อตัวเองต้องโดนมาตรฐานเดียวกัน
เพราะลึก ๆ แล้วพวกมึงก็รู้
ว่าพวกมึงมันกระจอกกกกก
ดีไม่พอ
ชีวิตอุบาทว์ ห่วยแตก
รู้ว่าการเปรียบเทียบมันไม่เคยยุติธรรม
แค่ตอนที่เหยื่อเป็นลูก
มันง่ายกว่าที่จะทำเป็นไม่รู้
การเปรียบเทียบลูก
ไม่ใช่สัญญาณของพ่อแม่ที่เข้มแข็ง
มันคือสัญญาณของคนที่
ยังยืนอยู่กับความกระจอกของตัวเองไม่ได้
และเลือกใช้ลูก
เป็นที่ระบายแทนที่มึงจะพัฒนาตัวเอง
ถ้าการเปรียบเทียบมันดีจริง
มันคงไม่เจ็บ
มันคงไม่ฝังแผล
และมันคงไม่ต้องห้าม
ไม่ให้ใครทำกลับ
แถมมึงคงได้ดีก่อนจะเสร่อมีลูกอีก
ความจริงง่าย ๆ คือ
พ่อแม่ที่มีวุฒิภาวะ
ไม่จำเป็นต้องเหยียบลูก
เพื่อยืนให้ตัวเองสูงขึ้น
และความล้มเหลวของพ่อแม่
ไม่ใช่การบ้านชีวิตของลูก
ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ถ้ากล้าทำกับคนอื่น
ตอนโดนบ้างก็ต้องรับให้ได้นะ
อย่าคิดมากล่ะอีแก่ทั้งหลาย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น