คุณต้องเคยได้ยินคำนี้
ยิ่งอยากได้ ยิ่งไม่ได้
ยิ่งทวงยิ่งเรียกร้อง
ยิ่งกดดันยิ่งไม่ได้
โดยเฉพาะกับสิ่งที่
ตัวเองไม่มีสิทธิ์
เช่น เงินของลูก
เคยสงสัยไหมว่า
ทำไมลูกที่รักพ่อแม่จริงๆ
ถึงอยากดูแลพ่อแม่
ทั้งที่พ่อแม่ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย?
เพราะความรักไม่ต้องบังคับ
คนที่อยากให้
เขาจะให้เอง
แต่คนที่ต้องใช้คำว่า
“หน้าที่”
“บุญคุณ”
“บาปกรรม”
มาค้ำ
มักไม่ใช่คนที่น่าดูแล
แต่เป็นคนที่ “อยากได้”
และความต่างระหว่าง
พ่อแม่ที่ลูกรัก
กับพ่อแม่ที่ลูกหนี
ไม่ใช่เรื่องเงิน
แต่มันคือ
ความรู้สึกว่า
ลูกเป็น “คน”
หรือเป็น “ทรัพยากร”
หรือพูดอีกแบบว่า
มองลูกทั้งเป็น 'สิ่งของ'
และ 'ของที่ต่ำกว่า'
คุณสมบัติ: “พ่อแม่ที่คู่ควร
จะอยากให้ลูก
มีชีวิตของตัวเอง”
พ่อแม่แบบนี้จะไม่รู้สึกว่า
ชีวิตลูก = ของเขา
เขาจะไม่ถามว่า
“เมื่อไหร่จะกลับมาอยู่บ้าน”
แต่จะถามว่า
“อยู่ตรงนั้นโอเคไหม”
เขาจะไม่พูดว่า
“แกต้องดูแลฉันตอนแก่”
แต่จะพูดว่า
“ไม่ต้องห่วงฉัน
ดูแลตัวเองให้ดีก็พอ”
เขาไม่เอาความเหงาไปถ่วงลูก
ไม่เอาความล้มเหลวไปเกาะลูก
ไม่เอาความกลัวแก่ไปผูกลูก
ลูกอยากโทรหาเอง
อยากกลับบ้านเอง
อยากให้เงินเอง
อยากดูแลเอง
เพราะไม่รู้สึกว่าถูกรีด
ไม่รู้สึกว่าถูกใช้
ไม่รู้สึกว่ากำลังจ่ายหนี้ชีวิต
ฝั่งที่ไม่คู่ควร
ชอบอ้างคำว่ากตัญญู
พ่อแม่แบบนี้จะรู้สึกว่า
ชีวิตลูก = ทรัพย์สินของเขา
เขาจะไม่ถามว่า
“แกโอเคไหม”
แต่จะถามว่า
“แกจะกลับมาเมื่อไหร่”
เขาจะไม่พูดว่า
“ใช้ชีวิตของแกเถอะ”
แต่จะพูดว่า
“ทิ้งพ่อแม่ไปได้ยังไง”
เขาจะไม่รับผิดชอบ
ความเหงาของตัวเอง
แต่โยนให้ลูก
ไม่รับผิดชอบชีวิตตัวเอง
แต่ผูกลูกไว้เป็นหลักประกัน
ลูกโทรไปเพราะกลัว
ไม่ใช่เพราะรัก
กลับบ้านเพราะรู้สึกผิด
ไม่ใช่เพราะอยากกลับ
ให้เงินเพราะโดนกดดัน
ไม่ใช่เพราะเต็มใจ
แล้วพ่อแม่แบบนี้
จะเรียกสิ่งนี้ว่า “กตัญญู”
ทั้งที่ความจริงมันคือ
การบงการในคราบศีลธรรม
และนี่แหละคือผลลัพธ์
ของสังคมที่สอนให้เด็ก “กตัญญู”
แต่ไม่เคยสอนพ่อแม่
ให้ “เป็นผู้ใหญ่”
กูเห็นมันทุกวัน
ในชีวิตจริง
ผู้ใหญ่เต็มตัว
แต่ไม่รู้จักอารมณ์ตัวเอง
ไม่รู้ว่าทำไมเลือกชีวิตแบบนี้
ไม่รู้ว่าทำไมยอมจนตัวเองหาย
เพราะไม่เคยถูกเลี้ยง
ให้เป็น “คน”
และ Inner Work
ไม่ใช่การซ่อมเด็ก
แต่มันคือการแก้ระบบที่พัง
ถ้าอ่านแล้วเจ็บ
แปลว่าเริ่มเห็นความจริง
ไม่ใช่มึงอ่อนไหว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น