คนไทยในสายตาฝรั่ง

Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
www.facebook.com/bintokrit
เมื่อ 167 ปีก่อน ระหว่างปี พ.ศ.2401-2404 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) “อ็องรี มูโอต์” (Henri Mouhot) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสได้เดินทางเข้ามาสำรวจดินแดนสยาม ตลอดจนดินแดนอื่นๆ ในแถบอินโดจีน ไม่ว่าจะเป็นลาวและกัมพูชา โดยเริ่มเข้ามาทางเรือ รอนแรมผ่านปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาสู่บางกอกหรือกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน
ระยะเวลาสามปีของการอาศัยในดินแดนแถบนี้ได้ประทับความทรงจำของเขาที่มีต่อชาวสยาม โดยบอกเล่าออกมาผ่านบันทึกการเดินทางของชาวต่างชาติซึ่งกล่าวถึงคนไทยและบ้านเมืองในแถบนี้ที่มีชื่อเสียงที่สุดเล่มหนึ่ง
การที่มูโอต์เขียนเรื่องราวต่างๆ เอาไว้ในบันทึกส่วนตัว ทำให้เขาแสดงรายละเอียดต่างๆ ตามข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา พร้อมความคิดเห็นซึ่งมีทั้งแง่ดีและร้าย ทั้งด้านบวกและลบ โดยใช้คำพูดแบบไม่อ้อมค้อม ชื่นชมคนไทยในหลายเรื่อง และตำหนิติเตียนในหลายเรื่องอีกเช่นกัน
บันทึกการเดินทางเล่มนี้มีชื่อดั้งเดิมในภาษาฝรั่งเศสว่า Voyage dans les royaumes de Siam, de Cambodge, de Laos et autres parties centrales de l’Indo-Chine เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Le Tour du Monde (เที่ยวรอบโลก) เมื่อปี ค.ศ.1863 (พ.ศ.2406) และตีพิมพ์รวมเล่มเป็นหนังสือฉบับเต็มในปี ค.ศ.1868 (พ.ศ.2411)
ก่อนที่อีกหนึ่งร้อยห้าสิบกว่าปีต่อมาจะได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดย “กรรณิกา จรรย์แสง” ในปี พ.ศ.2568 ภายใต้ชื่อว่า “บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ ในสยาม กัมพูชา ลาว และอินโดจีนตอนกลางส่วนอื่นๆ” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน

ภายในเล่มกล่าวถึงเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง ที่น่าสนใจคือมีการบรรยายบุคลิกลักษณะคนไทยในสายตาของมูโอต์เอาไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทแรกๆ ช่วงที่เพิ่งเดินทางมาถึงใหม่ๆ ภาพชีวิตของคนไทยที่มูโอต์พบเห็นในยามแรกพบนี้ติดตรึงเป็นภาพจำที่มีอิทธิพลต่อมุมมองความคิดของเขาต่อบ้านเมืองละแวกนี้ไปตลอดการเดินทาง
ซึ่งสิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดก็คือรูปร่างหน้าตา การแต่งกาย บุคลิก และอุปนิสัยใจคอของผู้คน อันสามารถแยกพิจารณาในแง่มุมต่างๆ ได้
ดังนี้
ADVERTISEMENT
1.คนไทยหน้าตาไม่ดีและดูไม่ฉลาด
ผู้หญิงดูดีกว่าผู้ชาย เด็กดูดีกว่าผู้ใหญ่
มูโอต์พรรณนาลักษณะภายนอกของคนไทยเอาไว้ว่าขี้ริ้วขี้เหร่โดยใช้คำพูดอย่างรุนแรงว่า
“ชาวสยามนั้นสังเกตง่ายแต่แรกเห็น จากกิริยาท่าทางเฉื่อยแฉะเกียจคร้าน และหน้าตาดูเซื่องๆ เซ่อๆ จมูกออกจะแบนแทบทุกคน โหนกแก้มสูง ดวงตาแลดูทื่อๆ หามีแววฉลาดไม่ รูจมูกบาน ปากกว้างเกินพอดี”
แต่เมื่อเทียบกันระหว่างหญิงไทยกับชายไทยแล้ว มูโอต์ก็ยังชื่นชมผู้หญิงมากกว่า เขามองว่าหญิงไทยดูดีกว่าผู้ชาย ตามที่ปรากฏในบันทึกว่า
“เอาเป็นว่าพอจะพูดได้เต็มปากว่าที่เมืองสยามนี้ ผู้หญิงวัยเยาว์แลดูดีกว่าพวกผู้ชายมากนัก”
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับรูปร่างตามรสนิยมของชาวตะวันตก มูโอต์ก็ยังมองว่าหุ่นแบบสาวฝรั่งสวยกว่าสตรีไทยในแดนสยามอยู่ดี ตามที่เขากล่าวว่า
“แต่หากไม่นับเรื่องรูปลักษณ์ที่ดูนิ่มนวลนี้แล้ว สาวสยามอายุระหว่าง 12 – 20 ปี ก็ไม่เห็นมีอะไรชวนริษยาสักเท่าไรเมื่อเทียบเคียงกับหุ่นทรงแบบปั้นที่ทางเราเห็นว่างาม”
คำติรูปร่างหน้าตาของมูโอต์ไม่ได้บ่งชี้ไปที่ลักษณะกายภาพตามธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว แต่มาจากค่านิยมบางประการที่เขามองว่าน่าเกลียดอีกด้วย นั่นก็คือ “การเคี้ยวหมาก”
มูโอต์เห็นคนไทยเคี้ยวหมากอยู่ตลอดเวลาทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งเขามองว่าดูไม่น่ามอง ดังที่กล่าวว่า “ชาวสยามต่างกินหมากกันไม่เว้น ตั้งแต่เจ้าไปจนถึงไพร่ขอทาน จนถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว” และ “ริมฝีปากแดงคล้ำเพราะกินหมากเป็นประจำ ซ้ำฟันยังดำสนิทเหมือนไม้มะเกลือ”
ในสายตาของชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาเห็นคนไทยเคี้ยวหมากจนฟันดำนั้นช่างดูไม่งามเอาเสียเลย และทำให้บรรดาเด็กๆ ซึ่งปากยังคงขาวสะอาดแลดูสดใสกว่าพวกผู้ใหญ่
มูโอต์กล่าวว่า “การเคี้ยวหมากทำให้ปากดูไม่น่ามอง” และ “ข้าพเจ้าพบเห็นเด็กๆ น่ารักน่าเอ็นดูจนอยากจะคว้าตัวมากอด แต่เมื่อล่วงเข้าอีกวัยหนึ่ง พวกผู้ใหญ่กลับแลดูน่าเกลียดเพราะเคี้ยวหมากจนฟันดำและปากเจ่อ”
คนไทยในสายตามูโอต์มีภาพลักษณ์เป็นบวกขึ้นมาทันทีเมื่อกล่าวถึงลูกเด็กเล็กแดงไร้เดียงสา ต่างกับพวกผู้ใหญ่ที่เขามักมองในแง่ลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เด็กน้อยเหล่านี้กำลังเล่นสนุกสนานตามแม่น้ำลำคลองอันมีอยู่เกลื่อนกล่นในแดนสยาม ซึ่งมูโอต์บรรยายถึงภาพความประทับใจในส่วนนี้เอาไว้ว่า
“ตอนแวะพบเจ้าเมืองที่ปากน้ำ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าที่ประเทศนี้ เด็กๆ กับน้ำช่างมีชีวิตผูกโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ข้าพเจ้าเห็นลูกๆ ของข้าหลวงคนนี้กระโดดลงน้ำ ดำผุดดำว่ายเหมือนปลาทั้งที่ยังตัวเล็กตัวน้อยอยู่เลย เป็นภาพที่ตื่นตาตื่นใจและน่ารักชวนมอง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพวกผู้ใหญ่ซึ่งต่างกันลิบลับ”
2.คนไทยขี้เกียจ คนจีนขยัน
คนไทยจน คนจีนรวยกว่า
การที่คนไทยมีค่านิยมเคี้ยวหมากเป็นกิจวัตร จึงทำให้หมากเป็นสินค้าสำคัญอย่างหนึ่งของสยาม ทว่าคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากสินค้านี้กลับไม่ใช่คนไทย หากแต่เป็นคนจีนที่มีหัวการค้ามากกว่า และใช้โอกาสนี้เป็นลู่ทางในการสร้างเนื้อสร้างตัวจนมั่งคั่งร่ำรวย คนจีนอาศัยหมากเป็นช่องทางในการทำมาหากิน และเข้ายึดกุมอำนาจทางเศรษฐกิจจากการลงทุนทำสวนหมากและขายให้กับลูกค้าคนไทย ทำให้พวกเขายกระดับฐานะตัวเองขึ้นมาได้ ส่วนคนไทยส่วนใหญ่ยังคงย่ำอยู่กับที่ คนจีนบริโภคหมากไม่ต่างกับคนไทยเช่นกัน แต่คนจีนบริโภคสินค้าที่ตัวเองผลิตและจำหน่าย ขณะที่คนไทยบริโภคอย่างเดียวแต่ไม่ได้กระโจนลงไปเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายด้วย
มูโอต์กล่าวว่า “หมากเป็นผลผลิตของชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสยาม พวกเขาเพาะปลูก บำรุงรักษาอย่างดี และขายได้ราคางาม ชาวจีนอพยพเหล่านี้เป็นกสิกรมือดี เป็นพ่อค้าหัวไว พูดภาษาไทยได้คล่องราวกับเกิดในประเทศนี้เลยทีเดียว พวกเขาเคี้ยวหมากหยับๆ เหมือนชาวบ้านทั่วไป และยอบตัวคุกเข่าเมื่ออยู่ต่อหน้าขุนนางและพระเจ้าแผ่นดินเหมือนกัน แต่ขณะเดียวกันก็ทำมาค้าขึ้น พอเริ่มมีเงิน เกียรติยศชื่อเสียงก็ตามมา”
แล้วเหตุใดคนไทยจึงไม่ลงมือผลิตและค้าขายแบบคนจีนเล่า?
มูโอต์สรุปเรื่องนี้ด้วยทัศนะของตนเองว่าเพราะคนไทยขี้เกียจแต่คนจีนขยัน
นอกจากนั้นคนจีนยังเป็นนักแสวงโชคที่มักออกไปหาลู่ทางทำกินในที่ต่างๆ โดยไม่ยึดติดว่าดินแดนแห่งนั้นจะเป็นที่ใด
ตามที่เขากล่าวเอาไว้ในบันทึกว่า
“ชาวสยามเป็นคนเกียจคร้าน การกสิกรรมส่วนใหญ่จึงตกอยู่ในมือของชาวจีนซึ่งขยันขันแข็งกว่า แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวจีนอพยพเข้ามาน้อยลง เพราะหันไปตั้งหลักแหล่งที่ออสเตรเลีย แคลิฟอร์เนีย สิงคโปร์ และดินแดนอื่นที่เจริญมั่งคั่งกว่า”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น