ทำไมคนที่ "เก่งจริง" ถึงมีโอกาสสูงที่จะไม่รุ่งในสังคมไทย
ในช่วงหลังมานี้ ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองมากขึ้นว่า ทำไมคนที่มีความสามารถอย่างแท้จริงจำนวนไม่น้อยกลับไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพในสังคมไทย ทั้งที่ในเชิงหลักการแล้ว ความสามารถที่แท้จริงควรจะเป็นปัจจัยสำคัญของความก้าวหน้า ไม่ว่าจะในองค์กรหรือระดับประเทศก็ตาม ปรากฏการณ์ที่ขัดแย้งนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าบางทีเราอาจต้องกลับมาทบทวนกันใหม่ว่า "เรากำลังให้คุณค่ากับอะไร" และ "เรานิยามความเก่งอย่างไร" ในบริบทของสังคมเรา
เมื่อพูดถึง "คนเก่งจริง" หรือ truly competent individuals ผมคิดว่าเรามักตีความคำนี้แบบผิวเผินจนเกินไป ความเก่งจริงนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีการศึกษาสูง หรือการมีผลงานที่ถูกพูดถึงบ่อยในสื่อ แต่มันตั้งอยู่บนรากฐานของการมีความเข้าใจที่ลึกกว่า ความสามารถในการใช้วิจารณญาณที่เหมาะสมกว่า และความต่อเนื่องในการลงมือทำที่มากกว่า
คนที่เก่งจริงไม่ได้หยุดอยู่ที่การ "รู้ว่าอะไรคืออะไร" แต่เข้าใจกลไก เหตุผล และความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่อยู่เบื้องหลัง จนสามารถนำไปใช้กับสถานการณ์ใหม่ๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อนได้ อธิบายสิ่งซับซ้อนให้เป็นระบบ และมองเห็นรูปแบบที่ซ่อนอยู่ในบริบทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเผชิญกับปัญหาใหม่ในองค์กร โดยเฉพาะปัญหาโครงสร้าง คนที่มีความสามารถแบบผิวเผินอาจรีบนำเสนอแนวทางแก้ไขที่ดูน่าประทับใจแต่ไม่ได้พิจารณาผลกระทบระยะยาว ในขณะที่คนเก่งจริงจะวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหา ประเมินทางเลือกต่างๆพร้อมข้อจำกัด และเสนอแนวทางที่อาจดูธรรมดาแต่ยั่งยืนกว่า แต่สิ่งที่เรามักพบเห็นในสังคมไทยก็คือคนกลุ่มแรกมักจะได้รับความสนใจมากกว่า เพราะในสังคมของเราการนำเสนอสิ่งที่ "ดูดี" มักชนะการทำงานที่ "ดีจริง"
แต่การมีความเข้าใจในเชิงลึกอย่างเดียวก็ไม่พอ หากปราศจากความสามารถในการประเมินข้อจำกัดของตนเอง คนเก่งจริงมักตระหนักว่าความรู้ทั้งหมดมีความไม่แน่นอนอยู่ในแก่นของมัน และหลักฐานใหม่อาจทำให้สิ่งที่เคยเชื่อมั่นต้องทบทวนใหม่อยู่เสมอ ผมเรียกสิ่งนี้ว่า "ความมั่นใจแบบมีเงื่อนไข" คือความมั่นใจที่สมดุลกับความไม่แน่นอน แทนที่จะยึดมั่นในความเชื่อแบบเด็ดขาดโดยปราศจากหลักฐานรองรับ
และเหนือสิ่งอื่นใด ความเก่งจริงต้องสามารถแปลงความเข้าใจเหล่านี้ไปสู่การลงมือทำอย่างมีคุณภาพได้จริงในระยะยาว ทั้งในแง่ของการจัดการความซับซ้อน การรักษามาตรฐานภายใต้ข้อจำกัด และความสม่ำเสมอในการส่งมอบผลลัพธ์ที่ไม่ใช่เพียงครั้งคราว แต่เป็นความต่อเนื่องที่ยืนยาว
ความสามารถในลักษณะนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการพัฒนาองค์กรและสังคม แต่คำถามสำคัญคือ ระบบของเราให้การตอบแทนและส่งเสริมคนกลุ่มนี้อย่างเหมาะสมหรือไม่
จากสิ่งที่ผมสังเกตมา สังคมไทยมีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง "คุณค่าที่รับรู้ในพื้นที่สาธารณะ" และ "คุณค่าที่รับรู้ในพื้นที่การทำงานจริง" คนที่เก่งจริงมักได้รับความยอมรับจากคนที่ได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิด แต่กลับไม่ค่อยจะได้รับการมองเห็นหรือเครดิตที่เป็นสาธารณะเท่าที่ควร การให้รางวัลกับการมองเห็น (visibility -> reward) จึงอาจบดบังคุณค่าของการลงมือทำอย่างเงียบๆแบบปิดทองหลังพระอย่างไม่ตั้งใจ
ในระยะยาว สิ่งนี้สร้างวงจรที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าคนที่เก่งจริงที่ไม่ได้รับการยอมรับมักเลือกที่จะถอยห่างออกไปหรือออกจากระบบไปเลย ยกตัวอย่างได้จากคนที่เก่งจริงหลายคนที่ตัดสินใจย้ายออกนอกประเทศไปทำงานที่อื่น ทิ้งพื้นที่ให้คนที่เก่งแค่การสร้างภาพมากขึ้น ซึ่งยิ่งตอกย้ำวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับความสามารถผิวเผินมากกว่าความลึกซึ้ง องค์กรและสังคมจึงค่อย ๆ สูญเสียคนที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้จริง
หากระบบยังคงให้ความสำคัญกับ "การปรากฏตัว" มากกว่าความสามารถที่แท้จริง สังคมเราจะเสียอะไรไปบ้างโดยไม่รู้ตัว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น