วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

 ยอมรับครับว่าบทภาคนี้เขียนมาดีในแง่ของจิตวิทยา เพราะตัวละครทุกรายมีที่มาที่ไป มีคาแรคเตอร์ที่น่าพูดถึงหลายอย่าง นอกจากบทจิลล์ ตัวเอกของเรื่องที่มีแรงผลักดันจากภาคแรกในการประกอบอาชีพ (เป็นนักจิตช่วยวัยรุ่น) แล้ว บทวายร้ายโรคจิตก็ยังน่าสนใจครับ เพราะนายคนนี้ มีอาการทางจิตประเภทหลงผิด (Delusion) ทั้งแยกตัวจากสังคม มีพฤติกรรมหวาดระแวง และยังเชื่อแบบเหนียวแน่น (อย่างผิดๆ) ด้วย
ฉากที่พี่แกไปแสดงละครหุ่นในไนท์คลับ มันสะท้อนให้เห็นเลยเขามองโลกในอีกมุมโดยสิ้นเชิง ซึ่งการมองในมุมแบบนั้น ทำให้คนดูเข้าใจเลยครับ ว่าสำหรับเขาแล้ว การฆ่าคนหรือการพรากสิ่งที่คนอื่นรักไปนั้น ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันเป็นเรื่องเหมาะสมด้วยซ้ำ…
อย่างหนึ่งที่ผมชอบในหนังชุดนี้ก็คือแง่มุมทางจิตวิทยานั่นแหละครับ หนังไม่ได้เน้นขายฉากตื่นเต้นหรือความสยอง แต่หนังพยายามสื่อสารกับเราให้เข้าใจถึงสาเหตุของ “ภัยที่มาจากมนุษย์” ไม่ว่าจะคนที่คิดเลว หรือคนที่มีอาการทางจิตจนหลงผิด ทำสิ่งเลวร้าย ส่วนใหญ่แล้ว การที่คนเหล่านั้นกลายเป็นพิษเป็นภัย ก็เพราะการเลี้ยงดู เพราะสภาพสังคมที่หล่อหลอมมา ตามด้วยการถูกปฏิบัติอย่างเลวร้าย แบบที่ตัวร้ายภาคนี้โดนไงครับ ทั้งเจ้าของไนท์คลับที่เอาแต่จะไล่เขาท่าเดียว ไม่มีการถามไถ่ว่าเขาเป็นอะไรหรือเปล่า ถึงได้แสดงอาการแปลกๆ หรือคนดูที่พร้อมจะโห่ไล่เขาทันทีที่ทำอะไรไม่ถูกใจ
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนมีปัญหาทางจิต ก็เกิดจากผลแห่งการกระทำของมนุษย์ด้วยกันนี่แหละ
คนไม่ยอมฟังกัน (แต่เธอต้องฟังฉันนะ) ไม่พูดกันดีๆ (แต่เธอห้ามมาหยาบกับฉันนะ) ไม่ยอมเข้าใจซึ่งกันและกัน (แต่เธอต้องเข้าใจฉันสิ)…
Fred Walton ที่เขียนบทและกำกับทั้งสองภาค พยายามจะบอกให้เรามองที่ต้นเหตุแห่งปัญหาเรื่องภัยจากมนุษย์ แล้วลองช่วยกันแก่ด้วยการหันมาเห็นแก่กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีไมตรีต่อกันแบบที่จิลล์และจอห์นทำ
ถ้าลองว่าคนช่วยประคองกัน ปัญหาแบบนี้ย่อมลดลงไปได้ในระดับหนึ่ง แม้จะช่วยคนที่หลงผิดไม่ได้ในทันที แต่อย่างน้อยก็ไม่ทำให้มีคนหลงผิดเพิ่มปริมาณไปมากกว่านี้ (อย่างจูเลียเอง หากไร้คนช่วย เธออาจจบลงที่โรงพยาบาลบ้าก็ได้)
x

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น