วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568
#ระบบสังคม เป็นอย่างไร โดยเบื้องต้นมักขึ้นอยู่กับ คุณธรรม/จริยธรรม/Mindset มวลรวม ของมนุษย์ในสังคมนั่นๆเทไปทางไหน ทำนองคำพูดที่ว่า...
.
"สภาพสังคม-บ้านเมือง-เป็นอย่างไร สะท้อนประชาชนมวลรวมในประเทศนั้น ก็เป็นอย่างนั้น"---ในระบบสังคม/การเมือง (โดยเฉพาะประชาธิปไตย) นักการเมือง เปรียบเสมือน "กระจกสะท้อน" หรือ "ผลผลิต" ของทัศนคติ(+สันดาน!)มวลรวมของประชาชนในประเทศนั้นๆ
.
แล้วในสเกล #ระบบจักรวาล ล่ะ !?
.
แน่นอนว่าการเชื่อมโยงเปิดประเด็นทำนองนี้ มันกว้างงงมากกกๆ และมีปัจจัยมีความทับซ้อน-ซับซ้อนหลากหลาย ให้ได้วิเคราะห์ถกกัน ยันแตกประเด็นย่อยได้อีกมากมาย... ในที่นี้ ลองมาดูแค่บางแง่มุม (ซึ่งก็ยาวแล้ว)
.
เบื้องต้นคำว่า 'เทา' - "#ระบบสังคมเทา" สื่อถึง สภาพสังคมที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย "ความถูก-ผิด" "กฎหมาย" หรือ "กระบวนการยุติธรรม" อย่างตรงไปตรงมา หรือเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย "ความสัมพันธ์" และ "ผลประโยชน์แอบแฝง" เป็นหลัก
.
มันเปรียบเสมือนพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างสีขาว (ความถูกต้องดีงามตามระเบียบที่ควรจะเป็น) และสีดำ (อาชญากรรม/ความเลวทราม ที่ชัดเจน) โดยมีลักษณะเด่นๆ ดังนี้:
.
1. กฎหมายอยู่ใต้ "เส้นสาย"
ในระบบเทา แน่นอนว่ากฎกติกาจะถูกเขียนไว้อย่างสวยงามบนกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติจะมีการเลือกปฏิบัติ อาทิ:
.
"รู้จักใคร" สำคัญกว่า "เก่งแค่ไหน": การเข้าถึงโอกาสหรือทรัพยากรไม่ได้วัดกันที่ความสามารถ แต่วัดกันที่ว่าคุณอยู่ในเครือข่ายอำนาจของใคร
.
กฎหมายมีไว้ใช้กับคนไม่มีพวกมากหรือแค่ชาวบ้านธรรมดา: คนที่มีอำนาจเส้นสายหรือเงิน สามารถหา "ช่องว่าง" (Loophole) เพื่อเลี่ยงความผิดได้เสมอ
.
2. วัฒนธรรม "น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า" (Reciprocity)
คอรัปชั่นในระบบเทามักไม่ได้มาในรูปแบบของการยัดเงินโต้งๆ เสมอไป แต่มักมาในรูปของ:
.
การฝากฝัง: "ช่วยดูแลคนนี้หน่อยนะ แล้ววันหน้าผมจะช่วยคุณกลับ" เป็นต้น
.
การตอบแทนบุญคุณ: การได้รับสิทธิพิเศษบางอย่าง แล้วต้องยอมหลับตาข้างหนึ่งเมื่ออีกฝ่ายทำผิดหรือคอรัปฯ
.
สินน้ำใจ: สิ่งของหรือผลประโยชน์ที่ดูเหมือนเป็นน้ำใจดีงาม แต่มีนัยยะแอบแฝงเพื่อให้งานหรือการคอรัปฯราบรื่น (Speed Money)
.
3. "คนทำผิดทำชั่วที่ดูเหมือนคนดี"
นี่คือสิ่งที่ทำให้มันเป็นสีเทา:
.
คนที่คอรัปชั่น มุมอื่นอาจจะเป็นพ่อที่ดี เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ หรือเป็นผู้ใหญ่ที่เมตตา แต่เขากำลังทำลายระบบสังคมส่วนรวมเพื่อประโยชน์ของคนใกล้ตัวส่วนน้อย
.
มีการสร้างวาทกรรมขึ้นมา-สร้างความชอบธรรมให้การทำผิด เช่น "ใครๆ ก็ทำกัน" หรือ "ทำเพื่อความอยู่รอด"
.
4. การบีบให้ทุกคนต้อง "เปื้อน"
ระบบเทามักถูกออกแบบมาให้คนดีธรรมดาๆอยู่ได้ยาก หากคุณไม่ยอมรับสินบน หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย คุณอาจจะทำงานไม่สำเร็จ หรือถูกมองว่าเป็นคน "ขวางโลก" จนสุดท้ายต้องยอมทำตามน้ำไป เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้
.
สรุปสั้นๆ โดยหลักการ
- ระบบสังคมขาว: ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน
- ระบบสังคมดำ: โจรกรรม ปล้นฆ่า ผิดกฎหมายชัดเจน
- ระบบสังคมเทา: ปากบอกว่าขาว แต่หลังบ้านมีการเจรจาผลประโยชน์กันเป็นสีดำ โดยอาศัยความเกรงใจ และอำนาจมืดในการขับเคลื่อน
ระบบนี้ย่อมจะกัดกร่อนความหวังของคนรุ่นใหม่ และทำให้ "ต้นทุนการเป็นคนดี" แพงขึ้นเรื่อยๆ จนคนเก่งๆดีๆ อาจถอดใจและออกจากระบบไปในที่สุด สุดท้ายส่งผล สังคมเสื่อมทราม หรือเป็นตัวถ่วงระดับประเทศ ให้ติดกับดัก พัฒนาต่อใดๆไม่ได้ เป็นต้น
.
บางกรณีศึกษา "#ราคา ที่คนทั่วไปหรือคนดีๆ #ต้องจ่าย ในระบบสังคมที่เทา
.
การเป็น "คนดี" หรือคนที่มีหลักการที่ดี ในสังคมที่มีการทุจริตแฝงตัวอยู่นั้น มักจะมี "ต้นทุน" หรือราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าปกติ เพราะระบบที่ "เทา" มักจะถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ยอมโอนอ่อนตามน้ำ ยอมเทา-ดำ! ส่วนคนดีๆกลายเป็น ขวางทางน้ำ จึงมักจะเหนื่อยกว่าคนเทา
.
ตัวอย่าง ราคาในด้านต่างๆ ที่คนตรงๆดีๆเก่งๆ ต้องเผชิญ:
.
1. ราคาด้านความก้าวหน้า (Opportunity Cost)
ในระบบที่วัดกันที่ความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ มากกว่าฝีมือและคุณธรรม คนดีมักจะพบว่า:
.
ถูกข้ามหน้าข้ามตา: การเลื่อนตำแหน่งอาจตกเป็นของคนที่ "เข้าหาผู้ใหญ่เก่ง" หรือยอมทำในสิ่งที่ผิดกฎเกณฑ์ที่ควรจะเป็น
.
การสูญเสียโอกาส: โครงการหรืองานสำคัญๆ อาจจะหลุดมือไป เพราะไม่ยอมจ่ายใต้โต๊ะ หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย
.
2. ราคาด้านจิตใจ (Emotional & Mental Cost)
ความกดดันทางจิตใจมักจะเป็นสิ่งที่หนักหนาที่สุด:
.
ความรู้สึกโดดเดี่ยว: เมื่อไม่ยอมรับระบบที่ผิด อาจถูกมองว่าเป็น "แกะดำ" หรือเป็นคน "อยู่ยาก" "อยู่ไม่เป็น" ทำให้ถูกกีดกันออกจากกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่คอรัปฯ
.
ความโกรธแค้นและความคับข้องใจ: การเห็นคนโกงได้ดีกว่า หรือเห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยทำอะไรไม่ได้ สร้างบาดแผลทางใจสะสมรุนแรง
.
ภาวะ Burnout: การต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่ากัน หรือได้น้อยกว่า โดยที่ต้องคอยระวังตัวไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง ทำให้หมดไฟได้ง่ายๆ
.
3. ราคาด้านความปลอดภัยและชื่อเสียง (Safety & Reputation Cost)
ในสังคมที่ความทุจริตหยั่งรากลึก คนดีที่ลุกขึ้นมาคัดค้านอาจเจอกับ:
.
การกลั่นแกล้ง: ตั้งแต่การถูกย้ายไปในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ ไปจนถึงการถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องที่จุกจิกหยุมหยิมไม่เป็นเรื่อง
.
การใส่ร้าย: ระบบที่เทามักจะปกป้องพวกเดียวกันด้วยการทำลายความน่าเชื่อถือของคนที่พยายามเปิดโปงความจริง
.
4. ราคาด้านความสัมพันธ์ (Relational Cost)
ความขัดแย้งกับคนใกล้ชิด: บางครั้งครอบครัวหรือเพื่อนอาจไม่เข้าใจ และมองว่าคนดีๆ "ตึงเกินไป" จนทำให้คนรอบข้างเสียโอกาสไปด้วย
.
"ราคาที่แพงที่สุด อาจไม่ใช่เงินทองที่เสียไป แต่คือการต้องสูญเสียตัวตนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสบายในระบบที่เทาบิดเบี้ยวนี้"
.
ไม่ว่ายังไง โดยอุดมการณ์แล้ว แม้ราคาจะสูง แต่การสามารถรักษา "ความซื่อสัตย์" ไว้ได้ ก็น่าจะเป็นมรดกที่สำคัญที่สุด ที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ เพราะในวันที่ระบบเหล่านี้พังทลายลง (ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอไม่ช้าก็เร็ว) คนที่มีหลักการ จะเป็นกลุ่มเดียวที่ยังอยู่ได้อย่างสง่างาม...(**ยิ่งถ้ามี ชีวิตหลังความตาย!? ก็น่าจะเป็น ผู้ที่ปลอดภัยในระยะยาวอย่างแท้จริง**)
.
=========================
.
ส่วนระดับจักรวาล! น่าจะจัดได้ว่ามีความเทา ด้วยไหม ?
.
หากเรามองลึกลงไปในคำว่า "ระบบจักรวาล" ความเทา อาจจะมีแง่มุมแตกต่างจากความเทาของสังคมมนุษย์ เพราะความเทาในสังคมมนุษย์มักเกิดจาก "กิเลส" หรือ "เจตนาบิดเบือน" แต่ความเทาของจักรวาล ดูเหมือนจะเกิดจาก "ความเพิกเฉยที่เป็นกลาง" ? (Cosmic Indifference)
.
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกหน่อย สามารถแบ่งความเทาของจักรวาลออกเป็น 3 มิติ หลักๆ:
.
1. เทาเพราะ "ไร้ศีลธรรม" (Amoral, not Immoral)
จักรวาลไม่ได้ "ชั่วร้าย" (สีดำ) และไม่ได้ "ใจบุญ" (สีขาว) แต่มันอาจ "อยู่เหนือความดีชั่ว":
.
ไม่มีตาชั่งทางใจ: ภัยพิบัติต่างๆยันระดับดาวฤกษ์ระเบิดทำลายสิ่งมีชีวิตนับล้านได้ โดยเหมือนไม่รู้สึกผิด กฎฟิสิกส์ทำงานเหมือนเดิมไม่ว่าผลลัพธ์จะดูโหดร้ายแค่ไหน
.
ความยุติธรรมแบบเครื่องจักร: ถ้าคุณตกตึก แรงโน้มถ่วงจะดึงคุณลงมาด้วยความเร็วเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นอาชญากรหรือนักบุญ นี่จึงอาจคือความ "แฟร์" ที่อาจดูไร้หัวใจ
.
2. เทาเพราะ "ความสุ่ม" (The Grey of Randomness)
ในระดับควอนตัม จักรวาลดูเหมือนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (Uncertainty):
.
โชคชะตาที่เหมือนไม่มีเหตุผล?: บางคนเกิดมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ บางคนเกิดมาพร้อมโรคภัย จักรวาลไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่ระบบมันทำงานผ่าน "สถิติ" และ "ความน่าจะเป็น"
.
ความมืดมนของความบังเอิญ: ภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ที่อาจดูเหมือน ระบบเวรกรรม!ที่เหมือจะไม่แฟร์ ? ไร้ที่มาที่ไป ทำให้มนุษย์รู้สึกว่าโลกนี้ "เทา" เพราะมันไม่มีระบบรางวัลหรือบทลงโทษที่เหมาะสมชัดเจน
.
3. เทาเพราะ "เอนโทรปี" (The Grey of Decay)
กฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ (Second Law of Thermodynamics) บอกว่าทุกอย่างในจักรวาลกำลังวิ่งไปสู่ความโกลาหล (Entropy):
.
สิ่งที่สวยงามและเป็นระเบียบ(ในมุมมองของมนุษย์) ในที่สุดจะถูกทำลายลงตามกาลเวลา (ความแก่ชรา, ความตาย, การสูญสลายของดวงดาว ฯลฯ)
.
ความหมายที่หายไป: ในระยะยาวอันไกลโพ้น เชิงฟิสิกส์จักรวาลอาจลงเอยที่ความว่างเปล่าและความมืด (Heat Death) ซึ่งทำให้คำถามเรื่อง "ความดี ความยิ่งใหญ่ การพัฒนาอารยธรรม ฯลฯ" ดูกระจอกไร้สาระ!ไปเลย ในสเกลระดับล้านล้านๆปี
.
=========================
.
อีกกรณี ที่น่าสนใจ: ระบบจักรวาล ต่อสิ่งมีชีวิต น่าจะมี #ระบบเวรกรรม ? ที่ยุติธรรมอย่างแท้จริงอยู่เบื้องหลังบ้างหรือไม่ ?
.
หากเรามองหา "ระบบเวรกรรม" ในจักรวาลที่เหมือนกับสมุดบัญชีธนาคาร (ทำดีสะสมแต้ม ทำชั่วตัดแต้ม รอพิพากษา!) ในเชิงวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ปัจจุบัน ต้องยอมรับก่อนว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีระบบแบบนั้นอยู่จริงหรือไม่ (**ในเชิงอื่นๆ ศาสนา ปรัชญา ฯลฯ จึงแล้วแต่ใคร จะยอมรับนับถือ-หรืออยากจะเชื่อแบบไหน**)
.
แต่เบื้องต้น เท่าที่สังเกตได้ทั่วๆไป จักรวาลมี "ระบบที่คล้ายเวรกรรม" ในรูปแบบอื่นที่ยุติธรรมในแง่ของ เหตุและผล (Causality) ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้:
.
1. ยุติธรรมด้วย "กฎแห่งเหตุและผล" (Law of Cause and Effect)
ในทางวิทยาศาสตร์ ทุกการกระทำ (Action) ย่อมมีแรงสะท้อนกลับ (Reaction) เสมอ:
.
ความยุติธรรม: หากคุณสูบบุหรี่ (เหตุ) ปอดของคุณจะเสื่อมโทรม (ผล) จักรวาลไม่ได้ลงโทษคุณเพราะคุณเป็นคนไม่ดี แต่มันคือปฏิกิริยาเคมีและชีวภาพที่ตรงไปตรงมา
.
ความเท่าเทียม: กฎนี้ทำงานกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นราชาหรือสามัญชน ถ้าคุณกระโดดจากที่สูง แรงโน้มถ่วงจะจัดการคุณอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือความยุติธรรมที่ "ไร้หน้า" และ "ไร้อคติ"
.
2. ยุติธรรมด้วย "การพัวพันทางสังคม" (Social Feedback Loop)
ในระดับมนุษย์ เวรกรรมมักมาในรูปแบบของ "ระบบความสัมพันธ์":
.
หากเราคอรัปชั่น (เหตุ) เรากำลังทำลายระบบสังคมที่เราอาศัยอยู่ (ผล) สุดท้ายความเสื่อมโทรมของสังคมนั้นจะกลับมาทำร้ายเรา หรือลูกหลานเราเองอยู่ดี
.
นี่อาจคือ "เวรกรรมเชิงโครงสร้าง" ที่ยุติธรรม เพราะมันคือผลลัพธ์รวมของการกระทำของมนุษย์ทุกคน
.
3. ปัญหาของ "ความสุ่ม" (The Problem of Randomness)
สิ่งที่อาจทำให้คนรู้สึกว่า จักรวาล "ไม่ยุติธรรม" คือเหตุการณ์ที่อาจดูเหมือนไม่มีเหตุผลรองรับในเชิงศีลธรรม:
.
คนทำดีแต่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หรือคนทำชั่วแต่เหมือนจะอยู่ดีมีสุขจนแก่ตาย
.
บทสรุป: จักรวาลไม่ได้ "ยุติธรรม" แต่ "เที่ยงตรง"(ในมุมมองมนุษย์)
จักรวาลอาจไม่มีระบบเวรกรรมที่มานั่งตัดสินว่า "คนนี้เป็นคนดีต้องได้รางวัล" แต่ที่มนุษย์พอจะสังเกตได้ จักรวาลก็มีระบบที่เรียกว่า "การอนุรักษ์พลังงานและเหตุผล" อยู่มากทีเดียว
.
ความยุติธรรมที่แท้จริง ?...อาจไม่ได้มาจากเบื้องบนระดับจักรวาลที่คอยสอดส่อง แต่มาจาก "การเลือกของมนุษย์เอง" ถ้ามนุษย์อยากให้โลกยุติธรรม ในสังคมมนุษย์ด้วยกันเอง มนุษย์มวลรวมต้องเป็นผู้สร้างระบบที่ยุติธรรมขึ้นมาเอง โดยระบบจักรวาลก็ดูจะไม่ได้ปิดกั้นใดๆ
.
เพราะจักรวาลเหมือนจะให้ "วัตถุดิบ" และ "กฎเกณฑ์" มาแล้ว ส่วน "ผลลัพธ์" คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตมวลรวมในจักรวาล ต้องร่วมกันเขียนขึ้นมา
.
ปล. แน่นอนว่า ยังมีความลี้ลับ-ไอเดีย-ปรัชญาแนวคิดแง่มุมอื่นๆอีกมากมาย ที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เรียกว่า ยุติธรรม-เทา-ดำ-ดี-ชั่ว ในการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมมนุษย์...หรือมิติที่เหนือระดับไปกว่านั้น อาทิ กรณี นรก-สวรรค์-God-ชีวิตหลังความตาย ฯลฯ ที่ยังคงเป็นปริศนาและมนุษย์พยายามค้นคว้าพิสูจน์ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน ก็ยังเป็นที่วิเคราะห์ถกเถียงต่อไป
.
ไม่ว่ายังที่แน่ๆ ในเชิงปัจเจกแต่ละคน จำเป็นต้องตัดสินใจเอาเองว่า จะเชื่อแบบไหน+จะดำเนินชีวิตตัวเองเทไปทางแบบใด ขาว เทา ดำ หรืออื่นๆ บลาๆ...แล้วก็ยอมรับผลที่ตามมาภายใต้ระบบจักรวาลต่อๆไป ไม่ว่าจะเป็นผลในระยะสั้น หรือระยะยาวในอนาคต...ยันหลังความตาย ก็ตาม...👽🖖
#ระบบสังคม เป็นอย่างไร โดยเบื้องต้นมักขึ้นอยู่กับ คุณธรรม/จริยธรรม/Mindset มวลรวม ของมนุษย์ในสังคมนั่นๆเทไปทางไหน ทำนองคำพูดที่ว่า...
.
"สภาพสังคม-บ้านเมือง-เป็นอย่างไร สะท้อนประชาชนมวลรวมในประเทศนั้น ก็เป็นอย่างนั้น"---ในระบบสังคม/การเมือง (โดยเฉพาะประชาธิปไตย) นักการเมือง เปรียบเสมือน "กระจกสะท้อน" หรือ "ผลผลิต" ของทัศนคติ(+สันดาน!)มวลรวมของประชาชนในประเทศนั้นๆ
.
แล้วในสเกล #ระบบจักรวาล ล่ะ !?
.
แน่นอนว่าการเชื่อมโยงเปิดประเด็นทำนองนี้ มันกว้างงงมากกกๆ และมีปัจจัยมีความทับซ้อน-ซับซ้อนหลากหลาย ให้ได้วิเคราะห์ถกกัน ยันแตกประเด็นย่อยได้อีกมากมาย... ในที่นี้ ลองมาดูแค่บางแง่มุม (ซึ่งก็ยาวแล้ว)
.
เบื้องต้นคำว่า 'เทา' - "#ระบบสังคมเทา" สื่อถึง สภาพสังคมที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย "ความถูก-ผิด" "กฎหมาย" หรือ "กระบวนการยุติธรรม" อย่างตรงไปตรงมา หรือเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย "ความสัมพันธ์" และ "ผลประโยชน์แอบแฝง" เป็นหลัก
.
มันเปรียบเสมือนพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างสีขาว (ความถูกต้องดีงามตามระเบียบที่ควรจะเป็น) และสีดำ (อาชญากรรม/ความเลวทราม ที่ชัดเจน) โดยมีลักษณะเด่นๆ ดังนี้:
.
1. กฎหมายอยู่ใต้ "เส้นสาย"
ในระบบเทา แน่นอนว่ากฎกติกาจะถูกเขียนไว้อย่างสวยงามบนกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติจะมีการเลือกปฏิบัติ อาทิ:
.
"รู้จักใคร" สำคัญกว่า "เก่งแค่ไหน": การเข้าถึงโอกาสหรือทรัพยากรไม่ได้วัดกันที่ความสามารถ แต่วัดกันที่ว่าคุณอยู่ในเครือข่ายอำนาจของใคร
.
กฎหมายมีไว้ใช้กับคนไม่มีพวกมากหรือแค่ชาวบ้านธรรมดา: คนที่มีอำนาจเส้นสายหรือเงิน สามารถหา "ช่องว่าง" (Loophole) เพื่อเลี่ยงความผิดได้เสมอ
.
2. วัฒนธรรม "น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า" (Reciprocity)
คอรัปชั่นในระบบเทามักไม่ได้มาในรูปแบบของการยัดเงินโต้งๆ เสมอไป แต่มักมาในรูปของ:
.
การฝากฝัง: "ช่วยดูแลคนนี้หน่อยนะ แล้ววันหน้าผมจะช่วยคุณกลับ" เป็นต้น
.
การตอบแทนบุญคุณ: การได้รับสิทธิพิเศษบางอย่าง แล้วต้องยอมหลับตาข้างหนึ่งเมื่ออีกฝ่ายทำผิดหรือคอรัปฯ
.
สินน้ำใจ: สิ่งของหรือผลประโยชน์ที่ดูเหมือนเป็นน้ำใจดีงาม แต่มีนัยยะแอบแฝงเพื่อให้งานหรือการคอรัปฯราบรื่น (Speed Money)
.
3. "คนทำผิดทำชั่วที่ดูเหมือนคนดี"
นี่คือสิ่งที่ทำให้มันเป็นสีเทา:
.
คนที่คอรัปชั่น มุมอื่นอาจจะเป็นพ่อที่ดี เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ หรือเป็นผู้ใหญ่ที่เมตตา แต่เขากำลังทำลายระบบสังคมส่วนรวมเพื่อประโยชน์ของคนใกล้ตัวส่วนน้อย
.
มีการสร้างวาทกรรมขึ้นมา-สร้างความชอบธรรมให้การทำผิด เช่น "ใครๆ ก็ทำกัน" หรือ "ทำเพื่อความอยู่รอด"
.
4. การบีบให้ทุกคนต้อง "เปื้อน"
ระบบเทามักถูกออกแบบมาให้คนดีธรรมดาๆอยู่ได้ยาก หากคุณไม่ยอมรับสินบน หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย คุณอาจจะทำงานไม่สำเร็จ หรือถูกมองว่าเป็นคน "ขวางโลก" จนสุดท้ายต้องยอมทำตามน้ำไป เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้
.
สรุปสั้นๆ โดยหลักการ
- ระบบสังคมขาว: ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน
- ระบบสังคมดำ: โจรกรรม ปล้นฆ่า ผิดกฎหมายชัดเจน
- ระบบสังคมเทา: ปากบอกว่าขาว แต่หลังบ้านมีการเจรจาผลประโยชน์กันเป็นสีดำ โดยอาศัยความเกรงใจ และอำนาจมืดในการขับเคลื่อน
ระบบนี้ย่อมจะกัดกร่อนความหวังของคนรุ่นใหม่ และทำให้ "ต้นทุนการเป็นคนดี" แพงขึ้นเรื่อยๆ จนคนเก่งๆดีๆ อาจถอดใจและออกจากระบบไปในที่สุด สุดท้ายส่งผล สังคมเสื่อมทราม หรือเป็นตัวถ่วงระดับประเทศ ให้ติดกับดัก พัฒนาต่อใดๆไม่ได้ เป็นต้น
.
บางกรณีศึกษา "#ราคา ที่คนทั่วไปหรือคนดีๆ #ต้องจ่าย ในระบบสังคมที่เทา
.
การเป็น "คนดี" หรือคนที่มีหลักการที่ดี ในสังคมที่มีการทุจริตแฝงตัวอยู่นั้น มักจะมี "ต้นทุน" หรือราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าปกติ เพราะระบบที่ "เทา" มักจะถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ยอมโอนอ่อนตามน้ำ ยอมเทา-ดำ! ส่วนคนดีๆกลายเป็น ขวางทางน้ำ จึงมักจะเหนื่อยกว่าคนเทา
.
ตัวอย่าง ราคาในด้านต่างๆ ที่คนตรงๆดีๆเก่งๆ ต้องเผชิญ:
.
1. ราคาด้านความก้าวหน้า (Opportunity Cost)
ในระบบที่วัดกันที่ความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ มากกว่าฝีมือและคุณธรรม คนดีมักจะพบว่า:
.
ถูกข้ามหน้าข้ามตา: การเลื่อนตำแหน่งอาจตกเป็นของคนที่ "เข้าหาผู้ใหญ่เก่ง" หรือยอมทำในสิ่งที่ผิดกฎเกณฑ์ที่ควรจะเป็น
.
การสูญเสียโอกาส: โครงการหรืองานสำคัญๆ อาจจะหลุดมือไป เพราะไม่ยอมจ่ายใต้โต๊ะ หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย
.
2. ราคาด้านจิตใจ (Emotional & Mental Cost)
ความกดดันทางจิตใจมักจะเป็นสิ่งที่หนักหนาที่สุด:
.
ความรู้สึกโดดเดี่ยว: เมื่อไม่ยอมรับระบบที่ผิด อาจถูกมองว่าเป็น "แกะดำ" หรือเป็นคน "อยู่ยาก" "อยู่ไม่เป็น" ทำให้ถูกกีดกันออกจากกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่คอรัปฯ
.
ความโกรธแค้นและความคับข้องใจ: การเห็นคนโกงได้ดีกว่า หรือเห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยทำอะไรไม่ได้ สร้างบาดแผลทางใจสะสมรุนแรง
.
ภาวะ Burnout: การต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่ากัน หรือได้น้อยกว่า โดยที่ต้องคอยระวังตัวไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง ทำให้หมดไฟได้ง่ายๆ
.
3. ราคาด้านความปลอดภัยและชื่อเสียง (Safety & Reputation Cost)
ในสังคมที่ความทุจริตหยั่งรากลึก คนดีที่ลุกขึ้นมาคัดค้านอาจเจอกับ:
.
การกลั่นแกล้ง: ตั้งแต่การถูกย้ายไปในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ ไปจนถึงการถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องที่จุกจิกหยุมหยิมไม่เป็นเรื่อง
.
การใส่ร้าย: ระบบที่เทามักจะปกป้องพวกเดียวกันด้วยการทำลายความน่าเชื่อถือของคนที่พยายามเปิดโปงความจริง
.
4. ราคาด้านความสัมพันธ์ (Relational Cost)
ความขัดแย้งกับคนใกล้ชิด: บางครั้งครอบครัวหรือเพื่อนอาจไม่เข้าใจ และมองว่าคนดีๆ "ตึงเกินไป" จนทำให้คนรอบข้างเสียโอกาสไปด้วย
.
"ราคาที่แพงที่สุด อาจไม่ใช่เงินทองที่เสียไป แต่คือการต้องสูญเสียตัวตนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสบายในระบบที่เทาบิดเบี้ยวนี้"
.
ไม่ว่ายังไง โดยอุดมการณ์แล้ว แม้ราคาจะสูง แต่การสามารถรักษา "ความซื่อสัตย์" ไว้ได้ ก็น่าจะเป็นมรดกที่สำคัญที่สุด ที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ เพราะในวันที่ระบบเหล่านี้พังทลายลง (ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอไม่ช้าก็เร็ว) คนที่มีหลักการ จะเป็นกลุ่มเดียวที่ยังอยู่ได้อย่างสง่างาม...(**ยิ่งถ้ามี ชีวิตหลังความตาย!? ก็น่าจะเป็น ผู้ที่ปลอดภัยในระยะยาวอย่างแท้จริง**)
.
=========================
.
ส่วนระดับจักรวาล! น่าจะจัดได้ว่ามีความเทา ด้วยไหม ?
.
หากเรามองลึกลงไปในคำว่า "ระบบจักรวาล" ความเทา อาจจะมีแง่มุมแตกต่างจากความเทาของสังคมมนุษย์ เพราะความเทาในสังคมมนุษย์มักเกิดจาก "กิเลส" หรือ "เจตนาบิดเบือน" แต่ความเทาของจักรวาล ดูเหมือนจะเกิดจาก "ความเพิกเฉยที่เป็นกลาง" ? (Cosmic Indifference)
.
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกหน่อย สามารถแบ่งความเทาของจักรวาลออกเป็น 3 มิติ หลักๆ:
.
1. เทาเพราะ "ไร้ศีลธรรม" (Amoral, not Immoral)
จักรวาลไม่ได้ "ชั่วร้าย" (สีดำ) และไม่ได้ "ใจบุญ" (สีขาว) แต่มันอาจ "อยู่เหนือความดีชั่ว":
.
ไม่มีตาชั่งทางใจ: ภัยพิบัติต่างๆยันระดับดาวฤกษ์ระเบิดทำลายสิ่งมีชีวิตนับล้านได้ โดยเหมือนไม่รู้สึกผิด กฎฟิสิกส์ทำงานเหมือนเดิมไม่ว่าผลลัพธ์จะดูโหดร้ายแค่ไหน
.
ความยุติธรรมแบบเครื่องจักร: ถ้าคุณตกตึก แรงโน้มถ่วงจะดึงคุณลงมาด้วยความเร็วเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นอาชญากรหรือนักบุญ นี่จึงอาจคือความ "แฟร์" ที่อาจดูไร้หัวใจ
.
2. เทาเพราะ "ความสุ่ม" (The Grey of Randomness)
ในระดับควอนตัม จักรวาลดูเหมือนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (Uncertainty):
.
โชคชะตาที่เหมือนไม่มีเหตุผล?: บางคนเกิดมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ บางคนเกิดมาพร้อมโรคภัย จักรวาลไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่ระบบมันทำงานผ่าน "สถิติ" และ "ความน่าจะเป็น"
.
ความมืดมนของความบังเอิญ: ภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ที่อาจดูเหมือน ระบบเวรกรรม!ที่เหมือจะไม่แฟร์ ? ไร้ที่มาที่ไป ทำให้มนุษย์รู้สึกว่าโลกนี้ "เทา" เพราะมันไม่มีระบบรางวัลหรือบทลงโทษที่เหมาะสมชัดเจน
.
3. เทาเพราะ "เอนโทรปี" (The Grey of Decay)
กฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ (Second Law of Thermodynamics) บอกว่าทุกอย่างในจักรวาลกำลังวิ่งไปสู่ความโกลาหล (Entropy):
.
สิ่งที่สวยงามและเป็นระเบียบ(ในมุมมองของมนุษย์) ในที่สุดจะถูกทำลายลงตามกาลเวลา (ความแก่ชรา, ความตาย, การสูญสลายของดวงดาว ฯลฯ)
.
ความหมายที่หายไป: ในระยะยาวอันไกลโพ้น เชิงฟิสิกส์จักรวาลอาจลงเอยที่ความว่างเปล่าและความมืด (Heat Death) ซึ่งทำให้คำถามเรื่อง "ความดี ความยิ่งใหญ่ การพัฒนาอารยธรรม ฯลฯ" ดูกระจอกไร้สาระ!ไปเลย ในสเกลระดับล้านล้านๆปี
.
=========================
.
อีกกรณี ที่น่าสนใจ: ระบบจักรวาล ต่อสิ่งมีชีวิต น่าจะมี #ระบบเวรกรรม ? ที่ยุติธรรมอย่างแท้จริงอยู่เบื้องหลังบ้างหรือไม่ ?
.
หากเรามองหา "ระบบเวรกรรม" ในจักรวาลที่เหมือนกับสมุดบัญชีธนาคาร (ทำดีสะสมแต้ม ทำชั่วตัดแต้ม รอพิพากษา!) ในเชิงวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ปัจจุบัน ต้องยอมรับก่อนว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีระบบแบบนั้นอยู่จริงหรือไม่ (**ในเชิงอื่นๆ ศาสนา ปรัชญา ฯลฯ จึงแล้วแต่ใคร จะยอมรับนับถือ-หรืออยากจะเชื่อแบบไหน**)
.
แต่เบื้องต้น เท่าที่สังเกตได้ทั่วๆไป จักรวาลมี "ระบบที่คล้ายเวรกรรม" ในรูปแบบอื่นที่ยุติธรรมในแง่ของ เหตุและผล (Causality) ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้:
.
1. ยุติธรรมด้วย "กฎแห่งเหตุและผล" (Law of Cause and Effect)
ในทางวิทยาศาสตร์ ทุกการกระทำ (Action) ย่อมมีแรงสะท้อนกลับ (Reaction) เสมอ:
.
ความยุติธรรม: หากคุณสูบบุหรี่ (เหตุ) ปอดของคุณจะเสื่อมโทรม (ผล) จักรวาลไม่ได้ลงโทษคุณเพราะคุณเป็นคนไม่ดี แต่มันคือปฏิกิริยาเคมีและชีวภาพที่ตรงไปตรงมา
.
ความเท่าเทียม: กฎนี้ทำงานกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นราชาหรือสามัญชน ถ้าคุณกระโดดจากที่สูง แรงโน้มถ่วงจะจัดการคุณอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือความยุติธรรมที่ "ไร้หน้า" และ "ไร้อคติ"
.
2. ยุติธรรมด้วย "การพัวพันทางสังคม" (Social Feedback Loop)
ในระดับมนุษย์ เวรกรรมมักมาในรูปแบบของ "ระบบความสัมพันธ์":
.
หากเราคอรัปชั่น (เหตุ) เรากำลังทำลายระบบสังคมที่เราอาศัยอยู่ (ผล) สุดท้ายความเสื่อมโทรมของสังคมนั้นจะกลับมาทำร้ายเรา หรือลูกหลานเราเองอยู่ดี
.
นี่อาจคือ "เวรกรรมเชิงโครงสร้าง" ที่ยุติธรรม เพราะมันคือผลลัพธ์รวมของการกระทำของมนุษย์ทุกคน
.
3. ปัญหาของ "ความสุ่ม" (The Problem of Randomness)
สิ่งที่อาจทำให้คนรู้สึกว่า จักรวาล "ไม่ยุติธรรม" คือเหตุการณ์ที่อาจดูเหมือนไม่มีเหตุผลรองรับในเชิงศีลธรรม:
.
คนทำดีแต่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หรือคนทำชั่วแต่เหมือนจะอยู่ดีมีสุขจนแก่ตาย
.
บทสรุป: จักรวาลไม่ได้ "ยุติธรรม" แต่ "เที่ยงตรง"(ในมุมมองมนุษย์)
จักรวาลอาจไม่มีระบบเวรกรรมที่มานั่งตัดสินว่า "คนนี้เป็นคนดีต้องได้รางวัล" แต่ที่มนุษย์พอจะสังเกตได้ จักรวาลก็มีระบบที่เรียกว่า "การอนุรักษ์พลังงานและเหตุผล" อยู่มากทีเดียว
.
ความยุติธรรมที่แท้จริง ?...อาจไม่ได้มาจากเบื้องบนระดับจักรวาลที่คอยสอดส่อง แต่มาจาก "การเลือกของมนุษย์เอง" ถ้ามนุษย์อยากให้โลกยุติธรรม ในสังคมมนุษย์ด้วยกันเอง มนุษย์มวลรวมต้องเป็นผู้สร้างระบบที่ยุติธรรมขึ้นมาเอง โดยระบบจักรวาลก็ดูจะไม่ได้ปิดกั้นใดๆ
.
เพราะจักรวาลเหมือนจะให้ "วัตถุดิบ" และ "กฎเกณฑ์" มาแล้ว ส่วน "ผลลัพธ์" คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตมวลรวมในจักรวาล ต้องร่วมกันเขียนขึ้นมา
.
ปล. แน่นอนว่า ยังมีความลี้ลับ-ไอเดีย-ปรัชญาแนวคิดแง่มุมอื่นๆอีกมากมาย ที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เรียกว่า ยุติธรรม-เทา-ดำ-ดี-ชั่ว ในการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมมนุษย์...หรือมิติที่เหนือระดับไปกว่านั้น อาทิ กรณี นรก-สวรรค์-God-ชีวิตหลังความตาย ฯลฯ ที่ยังคงเป็นปริศนาและมนุษย์พยายามค้นคว้าพิสูจน์ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน ก็ยังเป็นที่วิเคราะห์ถกเถียงต่อไป
.
ไม่ว่ายังที่แน่ๆ ในเชิงปัจเจกแต่ละคน จำเป็นต้องตัดสินใจเอาเองว่า จะเชื่อแบบไหน+จะดำเนินชีวิตตัวเองเทไปทางแบบใด ขาว เทา ดำ หรืออื่นๆ บลาๆ...แล้วก็ยอมรับผลที่ตามมาภายใต้ระบบจักรวาลต่อๆไป ไม่ว่าจะเป็นผลในระยะสั้น หรือระยะยาวในอนาคต...ยันหลังความตาย ก็ตาม...👽🖖
#ระบบสังคม เป็นอย่างไร โดยเบื้องต้นมักขึ้นอยู่กับ คุณธรรม/จริยธรรม/Mindset มวลรวม ของมนุษย์ในสังคมนั่นๆเทไปทางไหน ทำนองคำพูดที่ว่า...
.
"สภาพสังคม-บ้านเมือง-เป็นอย่างไร สะท้อนประชาชนมวลรวมในประเทศนั้น ก็เป็นอย่างนั้น"---ในระบบสังคม/การเมือง (โดยเฉพาะประชาธิปไตย) นักการเมือง เปรียบเสมือน "กระจกสะท้อน" หรือ "ผลผลิต" ของทัศนคติ(+สันดาน!)มวลรวมของประชาชนในประเทศนั้นๆ
.
แล้วในสเกล #ระบบจักรวาล ล่ะ !?
.
แน่นอนว่าการเชื่อมโยงเปิดประเด็นทำนองนี้ มันกว้างงงมากกกๆ และมีปัจจัยมีความทับซ้อน-ซับซ้อนหลากหลาย ให้ได้วิเคราะห์ถกกัน ยันแตกประเด็นย่อยได้อีกมากมาย... ในที่นี้ ลองมาดูแค่บางแง่มุม (ซึ่งก็ยาวแล้ว)
.
เบื้องต้นคำว่า 'เทา' - "#ระบบสังคมเทา" สื่อถึง สภาพสังคมที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย "ความถูก-ผิด" "กฎหมาย" หรือ "กระบวนการยุติธรรม" อย่างตรงไปตรงมา หรือเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง แต่ถูกขับเคลื่อนด้วย "ความสัมพันธ์" และ "ผลประโยชน์แอบแฝง" เป็นหลัก
.
มันเปรียบเสมือนพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างสีขาว (ความถูกต้องดีงามตามระเบียบที่ควรจะเป็น) และสีดำ (อาชญากรรม/ความเลวทราม ที่ชัดเจน) โดยมีลักษณะเด่นๆ ดังนี้:
.
1. กฎหมายอยู่ใต้ "เส้นสาย"
ในระบบเทา แน่นอนว่ากฎกติกาจะถูกเขียนไว้อย่างสวยงามบนกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติจะมีการเลือกปฏิบัติ อาทิ:
.
"รู้จักใคร" สำคัญกว่า "เก่งแค่ไหน": การเข้าถึงโอกาสหรือทรัพยากรไม่ได้วัดกันที่ความสามารถ แต่วัดกันที่ว่าคุณอยู่ในเครือข่ายอำนาจของใคร
.
กฎหมายมีไว้ใช้กับคนไม่มีพวกมากหรือแค่ชาวบ้านธรรมดา: คนที่มีอำนาจเส้นสายหรือเงิน สามารถหา "ช่องว่าง" (Loophole) เพื่อเลี่ยงความผิดได้เสมอ
.
2. วัฒนธรรม "น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า" (Reciprocity)
คอรัปชั่นในระบบเทามักไม่ได้มาในรูปแบบของการยัดเงินโต้งๆ เสมอไป แต่มักมาในรูปของ:
.
การฝากฝัง: "ช่วยดูแลคนนี้หน่อยนะ แล้ววันหน้าผมจะช่วยคุณกลับ" เป็นต้น
.
การตอบแทนบุญคุณ: การได้รับสิทธิพิเศษบางอย่าง แล้วต้องยอมหลับตาข้างหนึ่งเมื่ออีกฝ่ายทำผิดหรือคอรัปฯ
.
สินน้ำใจ: สิ่งของหรือผลประโยชน์ที่ดูเหมือนเป็นน้ำใจดีงาม แต่มีนัยยะแอบแฝงเพื่อให้งานหรือการคอรัปฯราบรื่น (Speed Money)
.
3. "คนทำผิดทำชั่วที่ดูเหมือนคนดี"
นี่คือสิ่งที่ทำให้มันเป็นสีเทา:
.
คนที่คอรัปชั่น มุมอื่นอาจจะเป็นพ่อที่ดี เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ หรือเป็นผู้ใหญ่ที่เมตตา แต่เขากำลังทำลายระบบสังคมส่วนรวมเพื่อประโยชน์ของคนใกล้ตัวส่วนน้อย
.
มีการสร้างวาทกรรมขึ้นมา-สร้างความชอบธรรมให้การทำผิด เช่น "ใครๆ ก็ทำกัน" หรือ "ทำเพื่อความอยู่รอด"
.
4. การบีบให้ทุกคนต้อง "เปื้อน"
ระบบเทามักถูกออกแบบมาให้คนดีธรรมดาๆอยู่ได้ยาก หากคุณไม่ยอมรับสินบน หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย คุณอาจจะทำงานไม่สำเร็จ หรือถูกมองว่าเป็นคน "ขวางโลก" จนสุดท้ายต้องยอมทำตามน้ำไป เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้
.
สรุปสั้นๆ โดยหลักการ
- ระบบสังคมขาว: ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน
- ระบบสังคมดำ: โจรกรรม ปล้นฆ่า ผิดกฎหมายชัดเจน
- ระบบสังคมเทา: ปากบอกว่าขาว แต่หลังบ้านมีการเจรจาผลประโยชน์กันเป็นสีดำ โดยอาศัยความเกรงใจ และอำนาจมืดในการขับเคลื่อน
ระบบนี้ย่อมจะกัดกร่อนความหวังของคนรุ่นใหม่ และทำให้ "ต้นทุนการเป็นคนดี" แพงขึ้นเรื่อยๆ จนคนเก่งๆดีๆ อาจถอดใจและออกจากระบบไปในที่สุด สุดท้ายส่งผล สังคมเสื่อมทราม หรือเป็นตัวถ่วงระดับประเทศ ให้ติดกับดัก พัฒนาต่อใดๆไม่ได้ เป็นต้น
.
บางกรณีศึกษา "#ราคา ที่คนทั่วไปหรือคนดีๆ #ต้องจ่าย ในระบบสังคมที่เทา
.
การเป็น "คนดี" หรือคนที่มีหลักการที่ดี ในสังคมที่มีการทุจริตแฝงตัวอยู่นั้น มักจะมี "ต้นทุน" หรือราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าปกติ เพราะระบบที่ "เทา" มักจะถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ยอมโอนอ่อนตามน้ำ ยอมเทา-ดำ! ส่วนคนดีๆกลายเป็น ขวางทางน้ำ จึงมักจะเหนื่อยกว่าคนเทา
.
ตัวอย่าง ราคาในด้านต่างๆ ที่คนตรงๆดีๆเก่งๆ ต้องเผชิญ:
.
1. ราคาด้านความก้าวหน้า (Opportunity Cost)
ในระบบที่วัดกันที่ความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ มากกว่าฝีมือและคุณธรรม คนดีมักจะพบว่า:
.
ถูกข้ามหน้าข้ามตา: การเลื่อนตำแหน่งอาจตกเป็นของคนที่ "เข้าหาผู้ใหญ่เก่ง" หรือยอมทำในสิ่งที่ผิดกฎเกณฑ์ที่ควรจะเป็น
.
การสูญเสียโอกาส: โครงการหรืองานสำคัญๆ อาจจะหลุดมือไป เพราะไม่ยอมจ่ายใต้โต๊ะ หรือไม่ยอมใช้เส้นสาย
.
2. ราคาด้านจิตใจ (Emotional & Mental Cost)
ความกดดันทางจิตใจมักจะเป็นสิ่งที่หนักหนาที่สุด:
.
ความรู้สึกโดดเดี่ยว: เมื่อไม่ยอมรับระบบที่ผิด อาจถูกมองว่าเป็น "แกะดำ" หรือเป็นคน "อยู่ยาก" "อยู่ไม่เป็น" ทำให้ถูกกีดกันออกจากกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่คอรัปฯ
.
ความโกรธแค้นและความคับข้องใจ: การเห็นคนโกงได้ดีกว่า หรือเห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยทำอะไรไม่ได้ สร้างบาดแผลทางใจสะสมรุนแรง
.
ภาวะ Burnout: การต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่ากัน หรือได้น้อยกว่า โดยที่ต้องคอยระวังตัวไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง ทำให้หมดไฟได้ง่ายๆ
.
3. ราคาด้านความปลอดภัยและชื่อเสียง (Safety & Reputation Cost)
ในสังคมที่ความทุจริตหยั่งรากลึก คนดีที่ลุกขึ้นมาคัดค้านอาจเจอกับ:
.
การกลั่นแกล้ง: ตั้งแต่การถูกย้ายไปในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ ไปจนถึงการถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องที่จุกจิกหยุมหยิมไม่เป็นเรื่อง
.
การใส่ร้าย: ระบบที่เทามักจะปกป้องพวกเดียวกันด้วยการทำลายความน่าเชื่อถือของคนที่พยายามเปิดโปงความจริง
.
4. ราคาด้านความสัมพันธ์ (Relational Cost)
ความขัดแย้งกับคนใกล้ชิด: บางครั้งครอบครัวหรือเพื่อนอาจไม่เข้าใจ และมองว่าคนดีๆ "ตึงเกินไป" จนทำให้คนรอบข้างเสียโอกาสไปด้วย
.
"ราคาที่แพงที่สุด อาจไม่ใช่เงินทองที่เสียไป แต่คือการต้องสูญเสียตัวตนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสบายในระบบที่เทาบิดเบี้ยวนี้"
.
ไม่ว่ายังไง โดยอุดมการณ์แล้ว แม้ราคาจะสูง แต่การสามารถรักษา "ความซื่อสัตย์" ไว้ได้ ก็น่าจะเป็นมรดกที่สำคัญที่สุด ที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ เพราะในวันที่ระบบเหล่านี้พังทลายลง (ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอไม่ช้าก็เร็ว) คนที่มีหลักการ จะเป็นกลุ่มเดียวที่ยังอยู่ได้อย่างสง่างาม...(**ยิ่งถ้ามี ชีวิตหลังความตาย!? ก็น่าจะเป็น ผู้ที่ปลอดภัยในระยะยาวอย่างแท้จริง**)
.
=========================
.
ส่วนระดับจักรวาล! น่าจะจัดได้ว่ามีความเทา ด้วยไหม ?
.
หากเรามองลึกลงไปในคำว่า "ระบบจักรวาล" ความเทา อาจจะมีแง่มุมแตกต่างจากความเทาของสังคมมนุษย์ เพราะความเทาในสังคมมนุษย์มักเกิดจาก "กิเลส" หรือ "เจตนาบิดเบือน" แต่ความเทาของจักรวาล ดูเหมือนจะเกิดจาก "ความเพิกเฉยที่เป็นกลาง" ? (Cosmic Indifference)
.
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกหน่อย สามารถแบ่งความเทาของจักรวาลออกเป็น 3 มิติ หลักๆ:
.
1. เทาเพราะ "ไร้ศีลธรรม" (Amoral, not Immoral)
จักรวาลไม่ได้ "ชั่วร้าย" (สีดำ) และไม่ได้ "ใจบุญ" (สีขาว) แต่มันอาจ "อยู่เหนือความดีชั่ว":
.
ไม่มีตาชั่งทางใจ: ภัยพิบัติต่างๆยันระดับดาวฤกษ์ระเบิดทำลายสิ่งมีชีวิตนับล้านได้ โดยเหมือนไม่รู้สึกผิด กฎฟิสิกส์ทำงานเหมือนเดิมไม่ว่าผลลัพธ์จะดูโหดร้ายแค่ไหน
.
ความยุติธรรมแบบเครื่องจักร: ถ้าคุณตกตึก แรงโน้มถ่วงจะดึงคุณลงมาด้วยความเร็วเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นอาชญากรหรือนักบุญ นี่จึงอาจคือความ "แฟร์" ที่อาจดูไร้หัวใจ
.
2. เทาเพราะ "ความสุ่ม" (The Grey of Randomness)
ในระดับควอนตัม จักรวาลดูเหมือนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (Uncertainty):
.
โชคชะตาที่เหมือนไม่มีเหตุผล?: บางคนเกิดมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ บางคนเกิดมาพร้อมโรคภัย จักรวาลไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่ระบบมันทำงานผ่าน "สถิติ" และ "ความน่าจะเป็น"
.
ความมืดมนของความบังเอิญ: ภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ที่อาจดูเหมือน ระบบเวรกรรม!ที่เหมือจะไม่แฟร์ ? ไร้ที่มาที่ไป ทำให้มนุษย์รู้สึกว่าโลกนี้ "เทา" เพราะมันไม่มีระบบรางวัลหรือบทลงโทษที่เหมาะสมชัดเจน
.
3. เทาเพราะ "เอนโทรปี" (The Grey of Decay)
กฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ (Second Law of Thermodynamics) บอกว่าทุกอย่างในจักรวาลกำลังวิ่งไปสู่ความโกลาหล (Entropy):
.
สิ่งที่สวยงามและเป็นระเบียบ(ในมุมมองของมนุษย์) ในที่สุดจะถูกทำลายลงตามกาลเวลา (ความแก่ชรา, ความตาย, การสูญสลายของดวงดาว ฯลฯ)
.
ความหมายที่หายไป: ในระยะยาวอันไกลโพ้น เชิงฟิสิกส์จักรวาลอาจลงเอยที่ความว่างเปล่าและความมืด (Heat Death) ซึ่งทำให้คำถามเรื่อง "ความดี ความยิ่งใหญ่ การพัฒนาอารยธรรม ฯลฯ" ดูกระจอกไร้สาระ!ไปเลย ในสเกลระดับล้านล้านๆปี
.
=========================
.
อีกกรณี ที่น่าสนใจ: ระบบจักรวาล ต่อสิ่งมีชีวิต น่าจะมี #ระบบเวรกรรม ? ที่ยุติธรรมอย่างแท้จริงอยู่เบื้องหลังบ้างหรือไม่ ?
.
หากเรามองหา "ระบบเวรกรรม" ในจักรวาลที่เหมือนกับสมุดบัญชีธนาคาร (ทำดีสะสมแต้ม ทำชั่วตัดแต้ม รอพิพากษา!) ในเชิงวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ปัจจุบัน ต้องยอมรับก่อนว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีระบบแบบนั้นอยู่จริงหรือไม่ (**ในเชิงอื่นๆ ศาสนา ปรัชญา ฯลฯ จึงแล้วแต่ใคร จะยอมรับนับถือ-หรืออยากจะเชื่อแบบไหน**)
.
แต่เบื้องต้น เท่าที่สังเกตได้ทั่วๆไป จักรวาลมี "ระบบที่คล้ายเวรกรรม" ในรูปแบบอื่นที่ยุติธรรมในแง่ของ เหตุและผล (Causality) ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้:
.
1. ยุติธรรมด้วย "กฎแห่งเหตุและผล" (Law of Cause and Effect)
ในทางวิทยาศาสตร์ ทุกการกระทำ (Action) ย่อมมีแรงสะท้อนกลับ (Reaction) เสมอ:
.
ความยุติธรรม: หากคุณสูบบุหรี่ (เหตุ) ปอดของคุณจะเสื่อมโทรม (ผล) จักรวาลไม่ได้ลงโทษคุณเพราะคุณเป็นคนไม่ดี แต่มันคือปฏิกิริยาเคมีและชีวภาพที่ตรงไปตรงมา
.
ความเท่าเทียม: กฎนี้ทำงานกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นราชาหรือสามัญชน ถ้าคุณกระโดดจากที่สูง แรงโน้มถ่วงจะจัดการคุณอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือความยุติธรรมที่ "ไร้หน้า" และ "ไร้อคติ"
.
2. ยุติธรรมด้วย "การพัวพันทางสังคม" (Social Feedback Loop)
ในระดับมนุษย์ เวรกรรมมักมาในรูปแบบของ "ระบบความสัมพันธ์":
.
หากเราคอรัปชั่น (เหตุ) เรากำลังทำลายระบบสังคมที่เราอาศัยอยู่ (ผล) สุดท้ายความเสื่อมโทรมของสังคมนั้นจะกลับมาทำร้ายเรา หรือลูกหลานเราเองอยู่ดี
.
นี่อาจคือ "เวรกรรมเชิงโครงสร้าง" ที่ยุติธรรม เพราะมันคือผลลัพธ์รวมของการกระทำของมนุษย์ทุกคน
.
3. ปัญหาของ "ความสุ่ม" (The Problem of Randomness)
สิ่งที่อาจทำให้คนรู้สึกว่า จักรวาล "ไม่ยุติธรรม" คือเหตุการณ์ที่อาจดูเหมือนไม่มีเหตุผลรองรับในเชิงศีลธรรม:
.
คนทำดีแต่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หรือคนทำชั่วแต่เหมือนจะอยู่ดีมีสุขจนแก่ตาย
.
บทสรุป: จักรวาลไม่ได้ "ยุติธรรม" แต่ "เที่ยงตรง"(ในมุมมองมนุษย์)
จักรวาลอาจไม่มีระบบเวรกรรมที่มานั่งตัดสินว่า "คนนี้เป็นคนดีต้องได้รางวัล" แต่ที่มนุษย์พอจะสังเกตได้ จักรวาลก็มีระบบที่เรียกว่า "การอนุรักษ์พลังงานและเหตุผล" อยู่มากทีเดียว
.
ความยุติธรรมที่แท้จริง ?...อาจไม่ได้มาจากเบื้องบนระดับจักรวาลที่คอยสอดส่อง แต่มาจาก "การเลือกของมนุษย์เอง" ถ้ามนุษย์อยากให้โลกยุติธรรม ในสังคมมนุษย์ด้วยกันเอง มนุษย์มวลรวมต้องเป็นผู้สร้างระบบที่ยุติธรรมขึ้นมาเอง โดยระบบจักรวาลก็ดูจะไม่ได้ปิดกั้นใดๆ
.
เพราะจักรวาลเหมือนจะให้ "วัตถุดิบ" และ "กฎเกณฑ์" มาแล้ว ส่วน "ผลลัพธ์" คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตมวลรวมในจักรวาล ต้องร่วมกันเขียนขึ้นมา
.
ปล. แน่นอนว่า ยังมีความลี้ลับ-ไอเดีย-ปรัชญาแนวคิดแง่มุมอื่นๆอีกมากมาย ที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เรียกว่า ยุติธรรม-เทา-ดำ-ดี-ชั่ว ในการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมมนุษย์...หรือมิติที่เหนือระดับไปกว่านั้น อาทิ กรณี นรก-สวรรค์-God-ชีวิตหลังความตาย ฯลฯ ที่ยังคงเป็นปริศนาและมนุษย์พยายามค้นคว้าพิสูจน์ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน ก็ยังเป็นที่วิเคราะห์ถกเถียงต่อไป
.
ไม่ว่ายังที่แน่ๆ ในเชิงปัจเจกแต่ละคน จำเป็นต้องตัดสินใจเอาเองว่า จะเชื่อแบบไหน+จะดำเนินชีวิตตัวเองเทไปทางแบบใด ขาว เทา ดำ หรืออื่นๆ บลาๆ...แล้วก็ยอมรับผลที่ตามมาภายใต้ระบบจักรวาลต่อๆไป ไม่ว่าจะเป็นผลในระยะสั้น หรือระยะยาวในอนาคต...ยันหลังความตาย ก็ตาม...👽🖖
SUS: ทำไมไม่มี ‘แมว’ ในปีนักษัตร? คำตอบอาจอยู่ที่ ‘หนู’ เพื่อนรัก จอมหักหลังมาตั้งแต่โบราณ
.
‘ทำไมปีนักษัตรถึงไม่มีแมว?’
.
น่าจะเป็นหนึ่งในคำถามที่หลายๆ คนเคยสงสัย และเป็นปริศนาที่ขัดกับความรู้สึกของเราในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เพราะหากเราลองกวาดสายตาไปรอบๆ เราจะพบว่า ‘แมว’ เป็นสัตว์ที่อยู่กับเรามาตลอด เป็นทั้งสัตว์นำโชคในร้านค้า และเป็นทั้งเจ้านายสำหรับทาสแบบเราๆ
.
แต่ท่ามกลางสัตว์ถึง 12 ชนิดที่อยู่ใน ‘ปีนักษัตร’ ตั้งแต่หนู วัว เสือ ไปจนถึงหมู แต่ไม่มีแมว แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้สัตว์ที่ฉลาดล้ำเลิศระดับนี้ พลาดโอกาสในการจารึกชื่อลงบนหน้าปัดปฏิทินจีนโบราณกันนะ?
.
[มหากาพย์การหักหลังของ ‘หนู’ เพื่อนรัก]
หากจะหาเหตุผลเบื้องหลัง เราต้องย้อนกลับไปสู่ตำนานการกำเนิดนักษัตร เมื่อครั้งเง็กเซียนฮ่องเต้ทรงต้องการจัดระเบียบปีศักราช จึงประกาศเชิญชวนสัตว์ทั่วโลกมาแข่งขันวิ่งเพื่อชิงตำแหน่ง โดย 12 ลำดับแรกจะได้รับการจารึกให้เป็นอมตะ
.
ในตอนนั้น ‘แมว’ และ ‘หนู’ ยังเป็นเพื่อนรักกัน แต่ด้วยธรรมชาติของแมว ที่เป็นสัตว์หากินกลางคืน รักการนอนเป็นชีวิตจิตใจ มันจึงฝากฝังให้หนูช่วยปลุกเมื่อถึงเวลาแข่ง แต่เมื่อรุ่งเช้ามาถึง ความทะเยอทะยานกลับชนะมิตรภาพ เจ้าหนูแอบย่องออกไปเงียบๆ โดยไม่ปริปากปลุกเพื่อนรักแม้แต่น้อย
.
หรือในเวอร์ชันที่ดุเดือดกว่านั้น ตำนานเล่าว่าแมวและหนูขออาศัยขี่หลังวัว ข้ามแม่น้ำสายใหญ่มาด้วยกัน แต่ในจังหวะที่จะเข้าเส้นชัย หนูตัดสินใจผลักแมวตกลงไปในแม่น้ำเพื่อกำจัดคู่แข่ง กว่าแมวจะตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งได้ ตำแหน่งทั้ง 12 ที่นั่งก็ถูกจับจองไปจนเต็มหมดแล้ว โดยมีเจ้าหนูเจ้าเล่ห์คว้าอันดับหนึ่งไปครอง
.
ตำนานนี้ไม่เพียงแต่อธิบายว่าทำไมแมวถึงไม่อยู่ในนักษัตร แต่มันยังกลายเป็นความบาดหมางระดับเผ่าพันธุ์ ที่อธิบายว่าทำไมแมวถึงต้องวิ่งไล่กวดหนูอย่างเอาเป็นเอาตายจนถึงทุกวันนี้ ก็อาจจะเพื่อชำระแค้นจากการถูกพรากที่นั่งในตำนานนั่นเอง
.
แต่ถ้าเราตัดความดราม่าในตำนานออก แล้วมองผ่านเลนส์ประวัติศาสตร์ เราจะพบเหตุผลที่สมเหตุสมผลกว่านั้น
.
นักวิชาการระบุว่าระบบ 12 นักษัตรของจีนนั้นเริ่มมีรูปร่างชัดเจนมาตั้งแต่ปลายยุครณรัฐ หรือประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาล ในขณะที่ ‘แมวบ้าน’ ที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน เพิ่งนำเข้ามาจากตะวันออกกลางผ่านเส้นทางสายไหม ในช่วงราชวงศ์ฮั่น ตะวันตก ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากระบบนักษัตรถูกสถาปนาไปแล้วหลายร้อยปี
.
ถึงแม้จะมีหลักฐานทางโบราณคดีพบกระดูกของ ‘แมวดาว’ (Leopard Cat) ในชุมชนเกษตรกรรมแถบมณฑลส่านซี ที่มีอายุย้อนไปถึง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่พวกมันก็ถูกจัดอยู่ในหมวดสัตว์ป่า และมักถูกรวมอยู่กับสัตว์ดุร้ายอย่างหมีและเสือ มากกว่าเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน
.
นอกจากนี้ ในสังคมเกษตรกรรมโบราณ สัตว์อย่างวัวหรือหนูยังมีความเกี่ยวข้องกับผลผลิตและการพยากรณ์พืชพรรณ มากกว่าแมวที่ยังเป็นสิ่งมีชีวิตแปลกใหม่ พูดง่ายๆ คือ แมวอาจจะ ‘มาถึงช้าเกินไป’ และยังไม่เชื่องมากพอในวันที่คนโบราณคัดเลือกสัตว์นักษัตร
.
[แมวเป็นนาย เราเป็นบ่าว]
แต่ถึงอย่างไร แมวกลับเป็นสัตว์ที่ยึดวัฒนธรรมจีนและครองใจทุกคนได้สำเร็จ เช่น ในคัมภีร์ 'หลี่จี้' (Book of Rites) บันทึกไว้ว่าชาวจีนโบราณถึงขั้นมีพิธีบูชา ‘เทพเจ้าแมว’ ในช่วงปลายปี เพื่อขอบคุณที่ช่วยปกป้องรวงข้าวในนาจากเหล่าหนูตัวร้าย
.
ความพิเศษของแมวยังสะท้อนผ่านวัฒนธรรม การต้อนรับแมวเข้าบ้านในสมัยก่อน ที่มีคำเรียกคือ ‘พิ่ง’ (聘) ซึ่งมีความหมายเดียวกับการจ่ายสินสอดเพื่อหมั้นเจ้าสาว โดยครอบครัวจะต้องเตรียมของขวัญ เช่น ปลาเสียบไม้หรือเกลือ เพื่อแลกกับการรับแมวมาเลี้ยง แสดงให้เห็นว่าแมวไม่เคยเป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติของครอบครัวมาตั้งแต่อดีต
.
และความน่าสนใจยิ่งกว่าคือในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม แมวสามารถเบียดชนะกระต่ายและก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง 1 ใน 12 นักษัตรได้อย่างภาคภูมิ หรือแม้แต่ในเมืองกูชิง รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย ก็ยกให้แมวเป็นสัญลักษณ์และความภูมิใจของเมืองจนกลายเป็น ‘เมืองแห่งแมว’ ที่โด่งดังไปทั่วโลก
.
หรือถ้าใครยังสงสัยว่าแมวนั้นมีอิทธิพลขนาดไหนในชีวิตเรา ลองกลับไปมองหน้าเจ้านายที่บ้านดู แล้วจะรู้ว่าต่อให้ไม่มีชื่อในนักษัตร พวกมันก็ครองโลกใบนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
.
#SUS #BrandThink #CreativeChange
#Empowering #Diversity #PositiveImpact
วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568
ฝน คือน้ำ's post
กลุ่มแยก
ฝน คือน้ำ
·
Admin
·
npdtoSosrec8ghm106
9
thm46u22h69u1t70lt9h06ghaf
m
2443h869iga3t7
·
พ่อแม่หลายคนชอบพูดว่า
‘เถียงคำไม่ตกฟาก’
ประโยคนี้ฟังดูเหมือนสอนมารยาท
แต่ความจริงคือประโยคสำหรับ หนีความพ่ายแพ้ทางเหตุผล
เพราะทันทีที่ลูกเริ่มอธิบายได้
ตั้งคำถามได้
หรือให้เหตุผลที่ดีกว่า
พ่อแม่บางคนกลับรับไม่ได้
ไม่ใช่เพราะลูกหยาบ
แต่เพราะ อัตตาตัวเองกำลังแพ้
คำว่า เถียงคำไม่ตกฟาก
เลยไม่ได้หมายถึง “ลูกไม่มีสัมมาคารวะ”
แต่มันแปลว่า
กูเถียงแพ้แล้ว
เสือกให้เหตุผลที่ดีกว่าลูกไม่ได้
เลยต้องใช้อำนาจข่ม
เพื่อทำให้ตัวเองดูชนะ
นี่ไม่ใช่การสั่งสอน
แต่มันคือการ กลบความขายขี้หน้าจากความพ่ายแพ้
ถ้าพ่อแม่มีเหตุผลที่ดีกว่า
ไม่มีใครต้องขึ้นเสียง
ไม่มีใครต้องข่ม
ไม่มีใครต้องเอาคำว่า
“กูเป็นพ่อแม่” มาปิดปากลูก
เพราะเหตุผลที่แข็งแรง
มันไม่กลัวการตั้งคำถาม
แต่พ่อแม่บางคน
ไม่คิดจะหาคำอธิบาย
ไม่คิดจะทบทวน
ไม่คิดจะเรียนรู้เพิ่ม
เลือกทางลัดที่สุดคือ
ใช้อำนาจ
แล้วเรียกมันว่า วัฒนธรรม
เรียกมันว่า ความกตัญญู
เรียกมันว่า การอบรม
ทั้งที่จริงๆ คือ
ความขี้เกียจทางปัญญา
และ ความขี้ขลาดทางอารมณ์
ลูกไม่ได้เถียงเพราะอยากชนะ
ลูกเถียงเพราะอยากเข้าใจ
อยากให้สิ่งที่ทำ
สมเหตุสมผลกับชีวิตจริงของตัวเอง
แต่พ่อแม่แบบนี้
ไม่สนใจความเข้าใจ
สนใจแค่ว่าใครอยู่บน ใครอยู่ล่าง
สุดท้ายเลยเหลือทักษะเดียวที่ใช้เป็น
ไม่ต้องคิด
ไม่ต้องอธิบาย
ไม่ต้องรับผิดชอบความรู้สึกใคร
ใช้เป็นอยู่อย่างเดียว
คือ บงการบังคับชาวบ้าน
และนี่แหละ
ไม่ใช่การเลี้ยงดู
แต่มันคือการใช้อำนาจกับคนที่อ่อนแอกว่า
แล้วหลอกตัวเองว่า
“กูกำลังสั่งสอน”
ใน Inner Work Session
ทั้งในบริบทภาษาอังกฤษและการใช้ชีวิต
นักเรียนของดิฉันหลายคน
สภาพภายนอกคือ “ไม่มั่นใจในตัวเอง”
แต่รากจริงๆ คือ โดนข่มมาทั้งชีวิต
ล่าสุด นักเรียนที่เป็น Wedding Planner
เราไปเจอปมที่ฝังมาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ
ใช่ค่ะ… 3 ขวบ
เด็กคนนั้นโตมาเป็นผู้ใหญ่
ที่วันนี้แม้แต่ภาษาไทย
ก็สื่อสารไม่รู้เรื่อง
ไม่ใช่เพราะไม่ฉลาด
แต่เพราะถูกข่มมานาน
จนเรียนรู้ว่า
“การพูด = ความเสี่ยง”
สุดท้ายเลยเก็บทุกอย่างไว้ในหัว
ไม่ถาม
ไม่เช็ก
ไม่กล้าชี้แจง
ไม่ต้องถามเลยว่า
ภาษาอังกฤษจะสื่อสารรู้เรื่องไหม
เพราะเจ้าตัว กลัวคนเข้าใจผิดอย่างรุนแรง
ผลกระทบก็ชัด
ทำงานผิดบ่อย
จับประเด็นพลาด
เข้าใจไม่ตรงกัน
เพราะไม่กล้าถามตั้งแต่ต้น
จนกระทั่งใน Session
ความกลัวค่อยๆ คลาย
รู้สึกปลอดภัยพอ
ที่จะตั้งคำถาม
และนั่นคือจุดที่ชีวิตเริ่มเปลี่ยน
วัฒนธรรมแบบนี้แหละ
ที่ทำให้เด็ก “ดูโง่”
เพราะมีผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมคิด
คอยแพร่พันธุ์ความกลัวต่อไปไม่รู้จบ
ถ้าคุณอยากออกจาก
Toxic Loop
ที่โตมากับการถูกข่ม
ถูกปิดปาก
และถูกลดคุณค่า
ฝน คือน้ำ's post
กลุ่มแยก
ฝน คือน้ำ
·
Admin
·
npsdtroeSo3l86
m
7tlu93c
0
2f8m8475m70g8cci0gchi20a27102hg9098
1
0
·
ความสบาย
คือศัตรูของความก้าวหน้า
___________
1. หยุดถามชีวิต
เมื่อทุกอย่างยังพอไหว เราจะเลิกถามตัวเองว่าดีกว่านี้ได้ไหม ความสบายทำให้เราอยู่กับคำว่าโอเค ทั้งที่หัวใจยังอยากไปไกลกว่านั้น
2. ยอมทนง่ายขึ้น
เพราะมันยังไม่เจ็บพอ เราเลยทนกับงานคน
หรือชีวิตที่ไม่ใช่ ความสบายทำให้การทนดูเป็นเรื่องปกติ
3. เวลาหายเงียบ ๆ
วันคืนผ่านไปในความคุ้นเคย จนรู้ตัวอีกทีเวลา
ก็เอาความฝันของเราไปพร้อมกันโดยไม่ส่งเสียงเตือน
4. ผัดวันเก่งขึ้น
ความสบายทำให้คำว่าเดี๋ยวค่อยทำฟังดู
ไม่ผิด ทั้งที่มันกำลังเลื่อนชีวิตเราออกไปเรื่อย ๆ
5. ฝันเล็กลง
จากที่เคยอยากไปให้สุด กลายเป็นแค่อยู่ให้รอดเพราะ
ความสบายค่อย ๆ ลดขนาดความฝันโดยไม่ขออนุญาต
6. กลัวเริ่มใหม่
เรากลัวเสียของเดิม แม้มันจะไม่ดีพอ
ความคุ้นเคยเลยกลายเป็นกรงที่มองไม่เห็น
7. เลิกฝึกตัวเอง
เมื่อไม่จำเป็นต้องเก่ง เราก็หยุด
พัฒนา ทั้งที่โลกไม่เคยหยุดรอใคร
8. กลัวล้มเกินจริง
ไม่ใช่เพราะล้มแรง แต่เพราะไม่เคยล้ม
ความสบายทำให้เรากลัวครูที่ชื่อว่าความผิดพลาด
9. ใจพูดเบาลง
เสียงหัวใจยังอยู่ แต่ถูกกลบ
ด้วยเสียงความเคยชินที่ดังขึ้นทุกวัน
10. พลาดโอกาส
หลายโอกาสไม่ได้หายไป แต่เราเลือก
ไม่คว้า เพราะความสบายบอกว่ายังไม่ต้องรีบ
11. เลือกปลอดภัย
เรามักเลือกสิ่งที่มั่นคง มากกว่าสิ่งที่
มีความหมาย เพราะความสบายไม่ชอบความเสี่ยง
12. ไม่รู้ตัวเก่ง
ศักยภาพแท้จริงจะไม่โผล่
ถ้าเราไม่เคยกดดันตัวเองให้พ้นจากจุดเดิม
13. พูดว่าพอ
หลายครั้งคำว่าพอแล้วไม่ได้
แปลว่าอิ่ม แต่แปลว่ากลัวจะเปลี่ยน
14. รอวันหยุด
ใช้ชีวิตเพื่อรอวันพักแทนที่
จะสร้างวันที่อยากตื่นมาเจอ
15. เสียตัวตน
เรายอมตามใจคนอื่นเพื่อรักษา
ความสบาย จนลืมถามใจตัวเอง
16. เลี่ยงความเหนื่อย
ทั้งที่ความเหนื่อยบางอย่างคือบันได
ของการเติบโต แต่เรากลับเลือกทางเรียบ
17. แค่ไม่แย่
ความสบายทำให้เราพอใจ
กับคำว่าไม่แย่ ทั้งที่ชีวิตควรได้ดีกว่านั้น
18. ติดความสบาย
ความสบายไม่ผิด แต่วันที่เรา
ติดมันคือวันที่ความก้าวหน้าหยุดเดิน
ประโยคนี้
เป็นสิ่งที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตั้งแต่เด็กจนโต
รวมถึงจากนักเรียนวัยทำงานจำนวนมากของดิฉัน
Enabler หรือคนให้ท้ายทั้งหลาย
มักพูดประโยคนี้ใส่คนอื่นได้อย่างสบายใจ
แต่ไม่เคยมีใครถามเลยว่า
อะไรทำให้คนคนหนึ่ง
มาถึงจุดที่ โอเคกับการไม่มีพ่อแม่อีกต่อไป
เพราะไม่มีใครตื่นเช้ามาแล้วตัดสินใจว่า
“วันนี้ฉันจะไม่รักพ่อแม่แล้วนะ”
คนเรามาถึงจุดนั้น
หลังจากพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังจากอธิบาย
หลังจากอดทน
หลังจากหวัง
หลังจากผิดหวัง
และหลังจากเจ็บจนระบบประสาทเรียนรู้ว่า
การมีพ่อแม่อยู่ในชีวิต = อันตรายทางใจ
แต่ประโยค
“พ่อแม่ไม่อยู่แล้วจะรู้สึก”
กลับถูกโยนมาเหมือนคาถาศีลธรรม
เพื่อปิดปาก
ไม่ใช่เพื่อเข้าใจ
มันไม่ใช่คำถาม
มันคือคำสั่งให้ รู้สึกผิด
ทั้งที่คนพูดไม่เคยอยู่ในร่างคนฟังแม้แต่วินาทีเดียว
นอกจะไม่มี Empathy แล้วก็ยัง 'เสนอหน้า' ยัดเยียดมุมอันคับแคบของตัวเองให้คนอื่นอีก !!
ความจริงที่คนจำนวนมากไม่อยากยอมรับคือ
พ่อแม่บางคน
ไม่เคยทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ปลอดภัย”
แต่เป็นแหล่งกำเนิดบาดแผล
และความผูกพันที่สร้างจากความกลัว
การควบคุม
การดูถูก
หรือการใช้ลูกเป็นที่ระบายอีโก้
มันไม่ใช่ความรัก
มันคือการผูกมัด
พ่อแม่ที่ จิตปกติ
จะไม่ทำให้ลูกต้องใช้เวลาทั้งชีวิต
เพื่อหนีจากตัวเอง
หรือฝันถึงชีวิตที่สงบกว่า
ในวันที่ไม่มีพ่อแม่อยู่แล้ว
ดังนั้นเวลาที่ใครบางคนพูดว่า
“ถ้าพ่อแม่ไม่อยู่แล้วจะรู้สึก”
แล้วอีกฝ่ายตอบว่า
“รู้สึกโล่ง”
“รู้สึกเบา”
หรือแม้แต่ “รู้สึกดี”
นั่นไม่ใช่ความเลว
แต่มันคือสัญญาณของระบบประสาท(Nervous System)
ที่ไม่ต้องอยู่ในโหมดเอาตัวรอดอีกต่อไป
แต่ Enabler จะไม่อยากได้ยินเรื่องนี้
เพราะถ้ายอมรับว่าลูกบางคน
ไม่ได้เสียใจเมื่อพ่อแม่หายไป
มันแปลว่า
พ่อแม่ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยอัตโนมัติ
และนั่นคือความจริง
ที่พวกเขาไม่พร้อมรับ
คนที่พูดประโยคนี้ใส่คนอื่น
จึงไม่ใช่คนห่วงใย
แต่เป็นคนที่ต้องการรักษาภาพโลกแบบเดิม
โดยยอมให้คนอื่นเจ็บต่อไป
คำถามจึงไม่ใช่ว่า
“พ่อแม่ไม่อยู่แล้วจะรู้สึกไหม”
แต่คือ
“อะไรทำให้ลูกคนหนึ่ง
ต้องรู้สึกว่า
ชีวิตจะดีกว่า
ถ้าพ่อแม่ไม่อยู่”
ก็คิดดูเอาละกันว่าป่วยจิตกันแค่ไหนที่ Enabler หลายคนรู้ตัวว่า สิ่งที่เด็กเจอแย่แค่ไหน แต่สามารถตีมึนหน้าตาเฉยทำตัวว่ามันปกติไม่ได้ร้ายแรงอะไร
โปรดใช้ชีวิตธรรมดาของคุณต่อไปเถิด
ถ้าหากชีวิตเช่นนี้
มันดูดีเกินไปในสายตาใคร
และสะกิดให้เขาหมั่นไส้
จนต้องเกลียด ด่า สาปแช่ง
ก็จงรู้ไว้ว่า
นั่นไม่ใช่เพราะคุณไปทำอะไรเขา
แต่เพราะแค่การมีอยู่ของคุณ
มันดันไปตอกย้ำลมหายใจของเขาว่า
“กระจอก”
อย่าลดตนลงไปเกลียด หรือด่าตอบเลยค่ะ
เพราะแค่นี้ ชะตาชีวิตของพวกเขา…
ก็น่าเวทนามากพอแล้ว
วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568
วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568
1. โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่งมักเกิดขึ้นกับคนที่ประสบความสำเร็จ โดยคนกลุ่มนี้จะคิดว่าความสำเร็จที่ได้มาเกิดจากโชคช่วยไม่ใช่ความสามารถของตนเอง และมักมีความกังวลตลอดเวลาว่าคนอื่นจะจับได้ว่าตนเป็นตัวปลอม
2. ผู้ที่มีอาการนี้มักแสดงออกด้วยการขยันทำงานหนักเกินความจำเป็นและยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ เพื่อปกปิดสิ่งที่ตนคิดว่าเป็นข้อบกพร่อง จนส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต เช่น โรคนอนไม่หลับหรือโรคซึมเศร้า
3. การไม่กล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือเมื่อเจอปัญหาเพราะกลัวความบกพร่องจะถูกเปิดเผย ถือเป็นกับดักที่ขัดขวางการเรียนรู้และการเติบโต ซึ่งต่างจากคนที่กล้าขอคำปรึกษาที่จะก้าวหน้าได้ไวกว่า
4. แรงกดดันจากครอบครัวและความคาดหวังที่สูงเกินไปในวัยเด็ก ส่งผลให้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าหากไม่ประสบความสำเร็จ จึงไม่กล้าทำสิ่งใหม่ๆ เพราะกลัวความล้มเหลว
5. การจดบันทึกความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน หรือการแลกเปลี่ยนเรื่องราวดีๆ กับคนใกล้ชิด เป็นวิธีเยียวยาชั้นดีที่ช่วยเรียกความมั่นใจกลับคืนมาในวันที่รู้สึกสงสัยในคุณค่าของตัวเอง
6. การหาเพื่อนปรับทุกข์ที่มีประสบการณ์คล้ายกัน หรือการผันตัวไปเป็นผู้ให้คำแนะนำแก่ผู้อื่น จะช่วยลดความกดดันและทำให้ตระหนักได้ว่าตนเองมีความรู้ความสามารถมากกว่าที่คิด
สรุปจากหนังสือ
วิชาสำคัญ
ในวันที่ต้องเติบโต
สั่งซื้อ : https://s.shopee.co.th/6ptfv2q5X8
อุลตร้าเซเว่น
อุลตร้าเซเว่น
เนื้อหา
เรื่องราวนี้กล่าวถึงวีรกรรมของ หน่วยอัลตร้าการ์ดผู้ปกป้องโลกจากผู้รุกรานจากต่างดาว และวีรบุรุษ อัลตร้าเซเว่นผู้ร่วมมือกับหน่วยอัลตร้าการ์ดและชาวโลกคนอื่นๆ
แม้ว่า ธีมหลักของ " อุลตร้าแมน " คือการปรากฏตัวของสัตว์ประหลาดในฐานะส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่เรื่องราวของผลงานชิ้นนี้กลับวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งกับสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาที่มีเจตนารุกรานอย่างชัดเจน
รูปแบบของรายการเหมือนกับรายการ "อุลตร้าแมน" และรายการก่อนหน้าอย่าง " กัปตันอุลตร้า " โดยมีเพลงเปิดรายการ Takeda Hour ตามด้วยหน้าจอชื่อเรื่อง โฆษณา เพลงเปิดรายการ และรายการ หลัก [ 1 ]
การผลิต
ผลงานชิ้นนี้เป็นภาคที่สามในซีรีส์แฟนตาซีพิเศษของ Tsuburaya Productions [ 2 ]และยังวางแผนไว้เป็นภาคที่สี่ ใน ซีรีส์ Ultra ของ TBS อีกด้วย [หมายเหตุ 1 ]เช่นเดียวกับ "Ultraman" มันดำเนินตามสูตรเดียวกันคือ "ทีมพิเศษต่อสู้เพื่อสันติภาพของมนุษยชาติและฮีโร่ร่างยักษ์ที่ร่วมมือกับพวกเขา"
ตามคำกล่าวของ Kazuho Mitsudaผู้มีส่วนร่วมในการผลิต"เราตระหนักถึงความแตกต่างจาก 'Ultraman' ในหลายๆ ด้าน เช่น การเสริมสร้างองค์ประกอบนิยายวิทยาศาสตร์เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ชมที่มีอายุมากขึ้น" [ 3 ]
โครงการนี้เริ่มต้นในฤดูใบไม้ร่วงปี 1966 (โชวะที่ 41) ในขณะที่ "อุลตร้าแมน" ยังคงออกอากาศอยู่[ 4 ] [ 5 ]หลังจากตัดสินใจเลือกทิศทางที่ว่า" ศัตรูจะรวมตัวกันเป็นผู้รุกรานจากอวกาศ " [ 2 ]การลองผิดลองถูกยังคงดำเนินต่อไปเพื่อหาทิศทางใหม่ หลังจากข้อเสนอเริ่มต้น "ฐานอวกาศหมายเลข 7" ข้อเสนอสำหรับ "อุลตร้าการ์ด" ที่ส่งในเดือนตุลาคม 1966 (โชวะที่ 41) [หมายเหตุ 2 ]นั้นอิงตามคำขอสำหรับ "ซีรีส์ไซไฟแนวอวกาศที่เข้มข้น" มันไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเป็นภาคต่อของ "อุลตร้าแมน" แต่ถูกวางแผนให้เป็นซีรีส์ไซไฟที่เกี่ยวกับอวกาศ มันแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ระหว่างสมาชิกกองกำลังป้องกันโลกในยุคอวกาศและผู้รุกราน และเป็นการผจญภัยในอวกาศเชิงกลโดยไม่มีฮีโร่ที่แปลงร่างได้[ 7 ] [ 4 ] [ 6 ] [ 8 ] [ หมายเหตุ 3 ]
แผนงานฉบับปรับปรุงสำหรับภาคต่อของอุลตร้าแมนถูกรวบรวมขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปี 1967 และพัฒนาเป็นUltra Eye [หมายเหตุ 4 ] เรื่องราวเกี่ยวกับแดน โมโรโบชิ เด็กหนุ่มผู้มีพลังจิตครึ่งเอเลี่ยนอาร์ ครึ่ง มนุษย์โลก ที่มายังโลกเพื่อตามหาแม่ของเขาและเข้าร่วมหน่วยอัลตร้าการ์ดในฐานะคนขับรถซูเปอร์คาร์ ในยามวิกฤต เขาจะแปลงร่างเป็นเอเลี่ยนอาร์ที่ชื่อเรดแมนเพื่อต่อสู้กับเอเลี่ยน[ 4 ] [ 6 ] [ 8 ] ชื่อ "เรดแมน" ถูกใช้บ่อยในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ของสึบุรายะ[หมายเหตุ 5 ]และยังปรากฏบนปกบทภาพยนตร์ของซีรีส์นี้ด้วย[หมายเหตุ 6 ]ต่อมา ชื่อของฮีโร่ ถูกยืมมาจาก "อัลตร้าเซเว่น" ซึ่งเป็น "เรื่องตลกดั้งเดิมเกี่ยวกับมนุษย์ลิงเจ็ดตัว" ที่ เท็ตสึโอะ คินโจคิดขึ้นมาเพื่อสืบทอดจาก " ไคจูบูสก้า " [ 11 ]และชื่อนี้ได้รับการตัดสินใจอย่างเป็นทางการให้เป็น "อัลตร้าเซเว่น" เนื่องจากฟังดูดีและติดหู[ 6 ] [ 8 ] "อัลตร้าแมนเซเว่น" เป็นความผิดพลาด [ หมายเหตุ 7 ]
ต่อมา เขาได้รับการตั้งชื่อย้อนหลังว่าเป็นฮีโร่คนที่เจ็ดของหน่วยอัลตร้าการ์ด[ 6 ] [ 8 ] การออกแบบของอัลตร้าเซเว่นนั้นดำเนินการโดย โทรู นาริตะซึ่งเป็นผู้ที่ออกแบบอุลตร้าแมนด้วยและเขาเปลี่ยนจากดีไซน์หุ่นยนต์เชิงกลไปเป็นดีไซน์เกราะสีน้ำเงินสไตล์ตะวันตก ก่อนที่จะมาถึงดีไซน์ปัจจุบันของเขา [ 8 ]
ข้อเสนอสำหรับงานนี้[เชิงอรรถที่ 8 ] ระบุ ว่าวันเริ่มต้นออกอากาศ คือ วันที่ 15 ตุลาคมพ.ศ. 2510 (โชวะที่ 42) อย่างไรก็ตาม หลังจากการลดจำนวนตอนของ Captain Ultra จากเดิม 26 ตอนเหลือ 24 ตอน งานนี้จึงถูกเลื่อนให้เริ่มออกอากาศเร็วขึ้นสองสัปดาห์เป็นวันที่1 ตุลาคม
เรื่องราวเริ่มต้นด้วย "โลกกำลังตกเป็นเป้าหมายของเอเลี่ยนจำนวนมากเนื่องจากการทวีความรุนแรงของสงครามรุกรานระหว่างดาวเคราะห์" ดังนั้นจึงมีการจัดตั้งองค์กรทางทหารระดับโลกขึ้นมา คือกองกำลังป้องกันโลกเพื่อต่อต้านการรุกรานของเอเลี่ยนเหล่านี้ หน่วยอัลตร้าการ์ดถูกจัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยรบพิเศษภายในกองกำลังป้องกันโลก เรื่องราวยังเน้นเรื่องทางการทหารอย่างมาก โดยมีการแสดงภาพสงครามข่าวกรองต่อต้านเอเลี่ยนที่เป็นศัตรูมากมาย นอกจากนี้ยังเน้นความดราม่าในแต่ละตอนด้วย
- ตอนที่ 6 "เขตมืด" แสดงให้เห็นถึงโศกนาฏกรรมของการไม่สามารถหาทางอยู่ร่วมกับเอเลี่ยนที่เดิมทีไม่เป็นอันตรายได้ ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่โลกอาจชนกับเมืองอวกาศ
- ตอนที่ 8 "เมืองเป้าหมาย" ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวเกี่ยวกับการรุกรานของมนุษย์ต่างดาวเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ผิวเผินและเปราะบางระหว่างชาวโลกด้วยอารมณ์ขันเสียดสีเล็กน้อย
- ตอนที่ 11 "บินสู่ภูเขาวิเศษ" เสียดสีความไร้สาระของสังคมในโลกแห่งความเป็นจริง ที่ซึ่งผู้คนเสียสละผู้อื่นเพื่อความอยู่รอดของตนเอง ผ่านการกระทำของมนุษย์ต่างดาวชราที่ขโมยชีวิตของชาวโลกเพื่อดำรงชีวิตของตนเอง
- ตอนที่ 16 "ดวงตาที่ส่องประกายในความมืด" แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ ผ่านการกระทำและคำพูดของมนุษย์ต่างดาวที่เข้าใจผิดว่ายานสำรวจดาวเคราะห์ที่ส่งโดยองค์การพัฒนาอวกาศเป็นอาวุธรุกราน และเดินทางมายังโลกเพื่อแก้แค้น
- ตอนที่ 26 "สุดยอดอาวุธ R1" เล่าถึงโศกนาฏกรรมของ สัตว์ประหลาดอวกาศที่ตกเป็นเหยื่อของการทดลองอาวุธใหม่ที่ดำเนินการโดยกองกำลังป้องกันโลก และ วิพากษ์วิจารณ์การแข่งขันสะสมอาวุธที่ไร้สาระ ซึ่งไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง
- ตอนที่ 37 "ดวงตาอัลตร้าที่ถูกขโมย" นำเสนอความแตกต่างระหว่างค่านิยมของเด็กสาวต่างดาวที่ถูกสังเวยในการโจมตีโลกและละทิ้งการใช้ชีวิตบนโลก กับค่านิยมของแดน โมโรโบชิ
- ตอนที่ 42 "ผู้ส่งสารที่ไม่ใช่มอลต์" สั่นคลอนความรู้สึกยุติธรรมของเซเว่นอย่างรุนแรง ด้วยการตั้งคำถามว่าชาวโลกเป็นลูกหลานของผู้รุกรานหรือไม่
- ตอนที่ 43 "ฝันร้ายแห่งดาวเคราะห์ดวงที่สี่" นำเสนอภาพอนาคตของการใช้ระบบอัตโนมัติผ่านคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ และ วิพากษ์วิจารณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและความเชื่ออย่างงมงาย ใน อำนาจสูงสุดของวิทยาศาสตร์ ในขณะนั้น
เขาสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่เหนือกว่าขอบเขตของความบันเทิง
เอเลี่ยนและสมุนของพวกมัน สัตว์ประหลาดและหุ่นยนต์ ถูกนำเสนอในฐานะ " ผู้รุกรานที่มุ่งเป้าไปที่โลกและอาวุธชีวภาพหรือหุ่นยนต์ของพวกมัน " และบุคลิกเฉพาะตัวของพวกมันมักถูกลดทอนลง บางครั้งชื่อของพวกมันก็ไม่ได้ถูกเปิดเผยในระหว่างภาพยนตร์ด้วยซ้ำ นี่เป็นความแตกต่างอย่างชัดเจนจากอุลตร้าแมน ซึ่งเน้นย้ำถึงบุคลิกของสัตว์ประหลาดและเปิดเผยชื่อของพวกมันในเครดิตเปิดเรื่อง ผู้รุกรานรู้ถึงการมีอยู่ของเซเว่นและตัวตนที่แท้จริงของเขาในฐานะแดน และบางครั้งก็พยายามทำให้แดนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากโดยการขโมยเครื่องมือแปลงร่างของเขา อัลตร้าอาย หรือวางแผนลอบสังหารเขา[หมายเหตุ 9 ]ในทางกลับกัน ก็มีหลายครั้งที่ผู้รุกรานไม่รู้ถึงการมีอยู่ของเซเว่นหรือตัวตนที่แท้จริงของแดน และรู้สึกสับสนหรือประหลาดใจกับการปรากฏตัวของเขา[ หมายเหตุ 10 ]
ในทางกลับกัน ซีรีส์นี้ยังพยายามดึงดูดเด็กๆ ด้วยคุณค่าด้านความบันเทิง เช่น คุณสมบัติความเป็นวีรบุรุษของเซเว่น พลัง เหนือธรรมชาติ ที่หลากหลาย กว่าอุลตร้าแมน เช่น ความสามารถในการเปลี่ยนความสูงได้อย่างอิสระ ฉากการต่อสู้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ดุเดือดไปจนถึงเหนือจินตนาการ และฉากที่น่าตื่นเต้นของหน่วยอุลตร้าการ์ดขณะปฏิบัติการ เมื่อเทียบกับซีรีส์อุลตร้าอื่นๆ ซีรีส์นี้มีเอเลี่ยนขนาดเท่าคนจริงจำนวนมากที่ไม่เติบโตจนมีขนาดใหญ่ยักษ์ ทำให้หน่วยอุลตร้าการ์ดมีโอกาสแสดงฝีมือมากมาย และมีหลายครั้งที่หน่วยอุลตร้าการ์ดเอาชนะเอเลี่ยนเหล่านี้ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเซเว่น[ หมายเหตุ 11 ] [หมายเหตุ 12 ]
ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของงานนี้คือ การใช้ชุด มาสคอต น้อย กว่างานสองชิ้นก่อนหน้า กล่าวกันว่าเป็นเพราะการแสดงชุดมาสคอตได้กลายเป็นธุรกิจที่มั่นคงแล้ว[ 12 ] [ หมายเหตุ 13 ]
ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน ซีรีส์นี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก ผลงานไซไฟของอังกฤษ เรื่อง Thunderbirds [ 13 ] [ 14 ] [ 15 ]และในเชิงพาณิชย์ มีของเล่นหุ่นยนต์ออกมามากกว่าภาพยนตร์สองเรื่องก่อนหน้า[เชิงอรรถ 14 ]โดยเรียนรู้จากบทเรียนที่ได้รับจาก Ultraman ซึ่งถูกบังคับให้ยุติลงในช่วงที่ได้รับความนิยมสูงสุดเนื่องจากตารางการถ่ายทำล่าช้าฉากธนาคาร สำหรับซีรีส์นี้ จึงถูกถ่ายทำในระหว่างการออกอากาศของ Captain Ultra และลำดับการปล่อยอาวุธสุดยอดของกองกำลังป้องกัน เช่น Ultra Hawk ได้รับการสร้างสรรค์อย่างประณีตเป็นพิเศษโดยมีความคล้ายคลึงกับใน Thunderbirds อย่างมาก
เดิมทีซีรีส์นี้มีกำหนดฉาย 3 ฤดูกาล รวม 39 ตอน อย่างไรก็ตาม หลังจากซีรีส์ก่อนหน้า "Captain Ultra" มีเรตติ้งผู้ชมลดลงเหลือเฉลี่ย 25.6% เรตติ้งผู้ชมของซีรีส์นี้ก็เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 30% [เชิงอรรถ 15 ]ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทางสถานีโทรทัศน์ และในช่วงปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2511 จึงมีการตัดสินใจที่จะผลิตเพิ่มอีก 10 ตอน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผลขาดทุนสะสมที่แย่ลงจาก "Ultra Q" ตั้งแต่ฤดูกาลที่สามเป็นต้นไป ทีมงานจึงลดค่าใช้จ่ายด้านเครื่องแต่งกายและฉากพิเศษ และยังผลิตตอนที่มีผู้รุกรานขนาดเท่าตัวจริงที่ไม่ต้องใช้เครื่องแต่งกายอีกด้วย[เชิงอรรถ 16 ]การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้จำนวนผู้ชมในกลุ่มเด็กที่รอคอยที่จะได้เห็นฮีโร่ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ลดลง หลังจากตอนที่ 36 "The Deadly 0.1 Second" ทำเรตติ้งผู้ชมได้ 16.8% เรตติ้งผู้ชมก็ผันผวนระหว่าง 17% ถึง 23% นอกจากนี้ สื่อยังส่งเสริมกระแสความนิยมของโยไคและจิตวิญญาณแห่งกีฬาในขณะนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกว่า "เรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดนั้นล้าสมัยไปแล้ว" [ 13 ] [หมายเหตุ 17 ]อย่างไรก็ตาม การประชุมวางแผนสำหรับรายการภาคต่อ " ปฏิบัติการลึกลับ " เริ่มขึ้นอย่างจริงจังในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2511 [หมายเหตุ 18 ] ดังนั้น การสิ้นสุดของ "ซีรีส์เอฟเฟกต์พิเศษอัลตร้าคิวแฟนตาซี" ในรายการทาเคดะชั่วโมงจึงไม่ได้เกิดจากการลดลงของเรตติ้งผู้ชมในครึ่งหลังของซีรีส์เพียงอย่างเดียว ตอนสุดท้ายซึ่งแสดงภาพการอำลาระหว่างอัลตร้าเซเว่นและเจ้าหน้าที่แอนน์ มีเรตติ้งผู้ชมอยู่ที่ 28.5% ใกล้เคียงกับระดับเริ่มต้น










