ประโยคนี้
เป็นสิ่งที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตั้งแต่เด็กจนโต
รวมถึงจากนักเรียนวัยทำงานจำนวนมากของดิฉัน
Enabler หรือคนให้ท้ายทั้งหลาย
มักพูดประโยคนี้ใส่คนอื่นได้อย่างสบายใจ
แต่ไม่เคยมีใครถามเลยว่า
อะไรทำให้คนคนหนึ่ง
มาถึงจุดที่ โอเคกับการไม่มีพ่อแม่อีกต่อไป
เพราะไม่มีใครตื่นเช้ามาแล้วตัดสินใจว่า
“วันนี้ฉันจะไม่รักพ่อแม่แล้วนะ”
คนเรามาถึงจุดนั้น
หลังจากพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังจากอธิบาย
หลังจากอดทน
หลังจากหวัง
หลังจากผิดหวัง
และหลังจากเจ็บจนระบบประสาทเรียนรู้ว่า
การมีพ่อแม่อยู่ในชีวิต = อันตรายทางใจ
แต่ประโยค
“พ่อแม่ไม่อยู่แล้วจะรู้สึก”
กลับถูกโยนมาเหมือนคาถาศีลธรรม
เพื่อปิดปาก
ไม่ใช่เพื่อเข้าใจ
มันไม่ใช่คำถาม
มันคือคำสั่งให้ รู้สึกผิด
ทั้งที่คนพูดไม่เคยอยู่ในร่างคนฟังแม้แต่วินาทีเดียว
นอกจะไม่มี Empathy แล้วก็ยัง 'เสนอหน้า' ยัดเยียดมุมอันคับแคบของตัวเองให้คนอื่นอีก !!
ความจริงที่คนจำนวนมากไม่อยากยอมรับคือ
พ่อแม่บางคน
ไม่เคยทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ปลอดภัย”
แต่เป็นแหล่งกำเนิดบาดแผล
และความผูกพันที่สร้างจากความกลัว
การควบคุม
การดูถูก
หรือการใช้ลูกเป็นที่ระบายอีโก้
มันไม่ใช่ความรัก
มันคือการผูกมัด
พ่อแม่ที่ จิตปกติ
จะไม่ทำให้ลูกต้องใช้เวลาทั้งชีวิต
เพื่อหนีจากตัวเอง
หรือฝันถึงชีวิตที่สงบกว่า
ในวันที่ไม่มีพ่อแม่อยู่แล้ว
ดังนั้นเวลาที่ใครบางคนพูดว่า
“ถ้าพ่อแม่ไม่อยู่แล้วจะรู้สึก”
แล้วอีกฝ่ายตอบว่า
“รู้สึกโล่ง”
“รู้สึกเบา”
หรือแม้แต่ “รู้สึกดี”
นั่นไม่ใช่ความเลว
แต่มันคือสัญญาณของระบบประสาท(Nervous System)
ที่ไม่ต้องอยู่ในโหมดเอาตัวรอดอีกต่อไป
แต่ Enabler จะไม่อยากได้ยินเรื่องนี้
เพราะถ้ายอมรับว่าลูกบางคน
ไม่ได้เสียใจเมื่อพ่อแม่หายไป
มันแปลว่า
พ่อแม่ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยอัตโนมัติ
และนั่นคือความจริง
ที่พวกเขาไม่พร้อมรับ
คนที่พูดประโยคนี้ใส่คนอื่น
จึงไม่ใช่คนห่วงใย
แต่เป็นคนที่ต้องการรักษาภาพโลกแบบเดิม
โดยยอมให้คนอื่นเจ็บต่อไป
คำถามจึงไม่ใช่ว่า
“พ่อแม่ไม่อยู่แล้วจะรู้สึกไหม”
แต่คือ
“อะไรทำให้ลูกคนหนึ่ง
ต้องรู้สึกว่า
ชีวิตจะดีกว่า
ถ้าพ่อแม่ไม่อยู่”
ก็คิดดูเอาละกันว่าป่วยจิตกันแค่ไหนที่ Enabler หลายคนรู้ตัวว่า สิ่งที่เด็กเจอแย่แค่ไหน แต่สามารถตีมึนหน้าตาเฉยทำตัวว่ามันปกติไม่ได้ร้ายแรงอะไร
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น