รู้จัก Moral Licensing
เมื่อ 'ผู้พิทักษ์' บนโลกออนไลน์มักเป็น 'วายร้าย' ในชีวิตจริง
.
ในสังคมออนไลน์คุณสามารถพบ นักบุญ, นักปราชญ์ และ ผู้พิทักษ์ ที่น่าเลื่อมใสได้อย่างง่ายดาย ไม่ใช่เพราะสังคมของเราก้าวหน้าขึ้น แต่เป็นเพราะขีดความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เพิ่มขึ้น ทำให้ใครก็สามารถสถาปนาตัวเองเป็นผู้หยั่งรู้ ผู้บรรลุ หรือผู้มาก่อนกาลได้ ส่วน 'นิสัย' และ 'พฤติกรรม' ในชีวิตจริงของพวกเขาอาจต้องพิจารณาให้ลึกมากไปกว่านั้น
.
ครั้งหนึ่งพิธีกรชื่อดัง 'เอลเลน ดีเจนเนอเรส' (Ellen DeGeneres) ผู้ที่ใครต่างก็เชื่อว่าเธอจริงใจและใจดี กลับถูกโจมตีว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นคนใจร้าย ไม่แคร์ใคร และมีพฤติกรรมที่เป็นพิษในที่ทำงาน ขณะที่ 'แซม แบงก์แมน-ฟรีด' (Sam Bankman-Fried) อดีตมหาเศรษฐีคริปโตผู้ก่อตั้ง FTX ที่พยายามนำเสนอว่าตัวเองเป็นคนสมถะ และแนะนำผู้คนไปสู่หนทางแห่งความสำเร็จในโลกธุรกิจ กลับถูกตัดสินโทษจำคุก 25 ปี และปรับ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ฐานฉ้อโกงและยักยอกเงินลูกค้า
.
คำถามคือ ทำไมหลายครั้งคนที่มักแสดงตนว่า "เป็นคนดี" โดยเฉพาะบนสื่อสังคมออนไลน์ มักซุกซ่อนนิสัยร้าย ๆ ที่ขัดกับสิ่งที่พวกเขาเชื่อและศรัทธา?
.
🟣 โพสต์ 'ดี' แล้ว ทำ 'ชั่ว' ได้
.
ในทางจิตวิทยาให้คำจำกัดความปรากฏการณ์ในลักษณะนี้ว่า 'Moral Licensing' หรือ 'ใบอนุญาตทางศีลธรรม' เป็นอคติทางความคิดที่ทำให้เราเชื่อว่า หากทำความดีหรือเป็นคนดีแล้ว (ในความคิดของตนเอง) จะสามารถทำตัวแย่แค่ไหนก็ได้ กลไกนี้เปรียบเสมือนการสะสม 'แต้มบุญ' ภายในใจ เมื่อเราทำสิ่งที่รู้สึกว่าดีหรือถูกต้องไปแล้ว เราจะแอบให้รางวัลตัวเองด้วยการอนุญาตให้ทำสิ่งที่ไม่ดีหรือขัดกับศีลธรรมในภายหลัง โดยที่ยังรู้สึกถึงความเป็น 'คนดี' ของตัวเองอยู่
.
ในทำนองเดียวกัน เมื่อคนเหล่านี้ได้ "แสดงออก" ถึงการทำดีบางอย่าง เช่น รณรงค์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ แสดงทัศนะความก้าวหน้าด้านสังคม ผ่านการโพสต์ยาวเหยียด มันจะทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองได้ "ทำดี" ให้กับสังคมไปแล้ว ที่สำคัญคือเป็นสังคมใหญ่ด้วย ดังนั้นมันจึงดูไม่รู้สึกแย่สักเท่าไหร่หากจะทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดูเฮงซวยในสายตาคนกลุ่มน้อย อาทิ วีนลูกน้อง โบ้ยงานคนอื่น ขาดความรับผิดชอบ หรือบางครั้งก็ทำสวนทางกับสิ่งที่ตัวเองโพสต์ไปเลย
.
🟣 เมื่อทำดีแล้วก็จะคำนึงถึงศีลธรรมน้อยลง
.
Moral Licensing ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด แต่ได้รับการพิสูจน์จากนักจิตวิทยาแล้วว่า มนุษย์มีกลไกการจัดการกับความรู้สึกของตนเองในลักษณะนี้จริง ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต (University of Toronto) ที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการทำความดีและศีลธรรม พบว่า ผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (ในความคิดเท่ากับทำความดี) มีแนวโน้มที่จะมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่น้อยลง และมีแนวโน้มที่จะโกงและขโมยมากขึ้น เพราะพวกเขารู้สึกว่าตนเองเป็น "คนดีที่รักษ์โลก" ไปแล้ว จึงลดความระมัดระวังเรื่องศีลธรรมด้านอื่นลง
.
🟣 แล้วทำไมบนโลกออนไลน์ถึงกลายเป็น 'สนามแห่งความดี' ที่คนร้าย ๆ เลือกมาชุบตัว?
.
ในสังคมออนไลน์นั้นหอมหวานสำหรับนักบุญซ่อนบาป นักปราชญ์ซ่อนปืน เพราะบนโซเชียลมีเดียเราสามารถสร้างภาพว่าตนเองเป็นอะไรได้ง่ายกว่าในชีวิตจริง เพียงแค่โพสต์แสดงความคิดเห็นไปในทางเดียวกันกับกระแสสังคม แสดงทัศนะส่วนตัวว่าตนเองหัวก้าวหน้าผ่านอักษรที่ไร้เสียง ไม่ว่าใครก็สามารถรู้สึก "อิ่มเอมทางศีลธรรม" ได้ง่าย และเมื่ออิ่มเอมใจแล้ว พวกเขาก็จะลดทอนความเข้มงวดกับพฤติกรรมในชีวิตจริง ทำให้กลายเป็นคนที่ "ปากว่าตาขยิบ" ในที่สุด
.
พูดง่าย ๆ คือ ถ้ามองเรื่องนี้เป็นการลงทุน การเสียเวลาโพสต์แสดงความคิดเห็นของตนบนโลกโซเชียล แล้วรอให้มีคนมาสรรเสริญความดีเพื่อตอกย้ำว่าตัวเองเป็นคนมีศีลธรรม มันเป็นการลงทุนที่ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับการที่ต้องออกไปเหน็ดเหนื่อยลงพื้นที่ คอยรณรงค์ให้ผู้คนหันมารักษ์โลก สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ หรือลงแรงในกิจกรรมต่าง ๆ จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้เราเห็นคนดีหัวก้าวหน้าผุดขึ้นมาในสังคมเยอะยิ่งกว่าดอกเห็ด
.
แต่ถึงกระนั้นก็ยังเชื่อว่า ต่อให้ทฤษฎีจะกล่าวอย่างไร แต่คนที่คิดดีและทำดีนั้นมีอยู่จริงแน่นอน การเหมารวมแบบมองมุมเดียวอาจไม่สามารถตัดสินหรืออนุมานเรื่องใดได้ ในทำนองเดียวกัน เราก็ไม่อาจตัดสินใครเพียงแค่เขาโพสต์อะไรลงโซเชียลมีเดียแล้วดูดี
.
เรื่อง : กนกวรรณ เชียงตันติ์
ภาพ : มณฑล ชลสุข
----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW' 👆 เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
----
#MoralLicensing
#ใบอนุญาตทางศีลธรรม
#ผู้พิทักษ์
#คนดี
#วายร้าย
#ทำความชั่ว
#ศีลธรรม
#โซเชียลมีเดีย
#โลกออนไลน์
#MentalHealth
#SUMUPTaste
#SUMUPTH
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น