เราคิดเองจริงหรือแค่ถูกสังคมปั้นมา: มุมมองของ Michel Foucault ต่อ “ตัวเลือกที่หลอกตา"
.
Point ของบทความนี้: ถ้าความรู้ที่เราเชื่อว่าคิดเอง กลับเป็นผลผลิตของอำนาจ แล้วความคิดไหนเป็น “ของเรา” จริงๆ?
.
โดยทั่วไปเรามักจะคิดว่าว่า “ฉันคิดเองได้ ตัดสินใจเองได้ ไม่ได้โดนใครบงการ”
.
แต่หลายครั้งความคิดเราเหมือนถูกจัดวางมาแล้วล่วงหน้า ทั้งไลฟ์สไตล์อยากได้ ความสำเร็จที่ควรตามหา หรือแม้แต่ความดีและความชั่วที่ยึดถือ
.
Michel Foucault ให้คำตอบ ว่า
“ความรู้ไม่เคยเป็นกลาง ทุกความรู้ล้วนถูกผลิตขึ้นเพื่อรองรับโครงสร้างอำนาจบางอย่าง”
.
We should admit that power produces knowledge (power and knowledge directly imply one another); that there is no power relation without the correlative constitution of a field of knowledge, nor any knowledge that does not presuppose and constitute at the same time power relations. - Discipline and Punish
.
Foucault แสดงให้เห็นว่าเรามีความเชื่อที่ผิดๆ อยู่ ซึ่งคือความเชื่อที่ว่า:
"การเชื่อว่าความรู้ที่เราใช้ตัดสินใจมาจากการไตร่ตรองส่วนตัว ทั้งที่จริงมันถูกผลิตผ่านสถาบัน อำนาจ และบรรทัดฐานสังคม"
.
ซึ่งขัดกับความเชื่อเรื่องเสรีภาพในการคิดอย่างสิ้นเชิง
.
สิ่งที่ฟูโก้เสนอคือแนวคิด Power/Knowledge ซึ่งไม่ใช่ “อำนาจ หรือ ความรุนแรง" โดยตรง แต่เป็นอำนาจที่ "ผลิตความรู้" ให้คนเชื่อว่ามันคือ ความจริง
.
กลไกของอำนาจมีประมาณนี้
.
[🏫 มีสถาบันสร้างความจริง] โรงเรียน รัฐ แพทย์ สื่อ ฯลฯ กำหนดว่าอะไรคือเรื่องจริง เรื่องผิดปกติ เรื่องที่ควรกลัว เรื่องที่ควรทำตาม
.
[🏃♂️ทำให้ความรู้เป็นพฤติกรรมซ้ำๆ] เมื่อถูกสอนเรื่องไหนซ้ำๆ เราจะ internalize มัน แล้วทำตามโดยไม่ต้องถูกบังคับ
.
[✔️ทำให้เต็มใจเชื่อ] เพราะมันไม่ใช่การใช้กำลัง แต่มันทำให้เรา “เชื่ออย่างสนิทใจ” ว่านี่คือสิ่งถูกต้อง
.
ผมจะพาดูตัวอย่างง่ายๆอย่างเช่น "ความขยัน"
.
โรงเรียนสอนว่าเด็กดีคือต้องขยัน
บริษัทสอนว่าคนเก่งคือต้องทำงานหนัก
จน "ความขยัน" ถูกปั้นให้เป็น ความจริงเชิงศีลธรรมด้วยฝีมือของ 🏫 สถาบันสร้างความจริง
.
และมันถูกทำให้เห็นซ้ำๆ โดยคนที่เชื่อว่าความขยัน = ดี เราจะรู้สึกผิดเมื่อพัก กดดันตัวเองให้ต้องยุ่งตลอดเวลา ทั้งหมดนี้ไม่ต้องมีเจ้านายมาคอยบอก แต่เพราะความเชื่อมันฝังแล้ว
.
และเราถูกทำให้เต็มใจเชื่อโดยที่เราสนับสนุนวัฒนธรรมนี้ด้วยตนเอง เช่น ชื่นชมคนที่ทำงานหนักกว่า บางคนอวดความเหนื่อยของตัวเอง เพราะมันคือ “สถานะ”
.
สรุปคือ เรากลายเป็นคนส่งต่อความรู้เรื่อง ความขยัน ที่สร้างจากอำนาจ โดยที่ไม่มีใครต้องบังคับเลย
.
อีกตัวอย่างที่มักเป็นประเด็นบ่อยๆก็คือ Beauty Standard 💋
.
ในสื่อมักแสดงให้เห็นว่าคนสวยต้องผอม เป๊ะ หุ่นแบบนางแบบ
คลินิกมักโฆษณาว่า “จมูกนิด ปากกระจับมาสด้า” คือสวย
โรงเรียนล้อเด็กอ้วนจนมันกลายเป็น norm
.
และเราเห็นคนลงสตอรี่ถ่ายรูปไปวิ่ง
เวลาถ่ายรูปต้องใช้ฟิลเตอร์
กลัวน้ำหนักขึ้น
นี่คือการ internalize ความเชื่อว่า “ต้องผอม หน้าเป๊ะ ถึงจะมีคุณค่า”
.
แล้วเราทำไงได้หละทีนี้?
.
ฟูโก้ไม่ได้สอนให้เราหนีอำนาจ (เพราะมันหนีไม่ได้) แต่สอนให้เรารู้ทันมัน แล้ว “เลือกเองมากขึ้น”
.
โดยการทำ 3 ขั้นตอนนี้
.
[1] ตั้งคำถามว่า “ความเชื่อนี้เริ่มมาจากไหน?” ดูว่ามันมีรากมาจากสื่อ ระบบการศึกษา ครอบครัว หรือสถาบันไหน
[2] แยก "ความต้องการแท้จริง" ออกจาก "ความต้องการที่ถูกทำให้คิดว่าต้องการ" โดยการถามตัวเองว่า "ถ้าไม่มีใครเห็น ไม่มีใครบอกว่าควรทำ…เรายังอยากทำสิ่งนี้อยู่ไหม?"
[3] ฝึก Disciplinary Awareness ด้วย 3 คำถามนี้
ใครกำลังนิยาม “สิ่งที่ถูกต้อง”?
ใครได้ประโยชน์จากบรรทัดฐานนี้?
ใครที่กำลังถูกควบคุม หรือต้องถูกควบคุม?
.
คุณไม่จำเป็นต้องหลุดจากทุกอำนาจในโลก ฟูโก้ไม่เคยบอกให้ทำแบบนั้น
แต่ถ้าคุณเริ่ม “เห็นกลไกที่หล่อหลอมความคิดตัวเอง” คุณก็เริ่มสร้างอิสรภาพแบบของคุณเองได้แล้ว
.
มันไม่ใช่การแหวกแนว หัวดื้อ กบฎ
แต่เป็นการหยุดยอมเชื่อทุกอย่างที่สังคมส่งมาให้แบบเนียนๆ
.
ตามอ่านได้ที่ Michel Foucault – Discipline and Punish: The Birth of the Prison (1975)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น