หาคำตอบ แสดงตัวตน หรือแค่เพราะมัน ‘บันเทิง’ อะไรทำให้คนเติมเน็ตมาเถียงกันในโซเชียลมีเดีย
Summary
- การถกเถียงในโลกออนไลน์อยู่ตรงกลางระหว่างความบันเทิง การแลกเปลี่ยนความรู้ และการแสดงออกตัวตนของเรา อยู่ตรงกลางระหว่างความบันเทิง การแลกเปลี่ยนความรู้ และการแสดงออกตัวตนของเรา
- บ่อยครั้งคำเขียนไร้เสียงของคนแปลกหน้าสามารถเปลี่ยนมุมมองของเราได้ แต่บางครั้งมันก็ตัดความสัมพันธ์ของเรากับมนุษย์อีกคนได้เช่นกัน
...
( 1 min read )
“เราเถียงกันเรื่องคืนหนังสือห้องสมุดขนาดนี้ได้ไงวะแชท” นายอาร์ม สตรีมเมอร์สายเทคฯ ทวิตข้อความนี้ไว้
ทวิตมึนงงนี้ของเขากำลังพูดถึง ‘ประเด็นร้อน’ ประจำสัปดาห์นี้ นั่นคือดราม่าจากโพสต์หนึ่งโพสต์บนทวิตเตอร์ (หรือ X) ที่บอกว่าเขายืมหนังสือจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งแล้วลืมคืน ทำให้โดนปรับ 3,000 บาท นำไปสู่การถกเถียงใหญ่โตเรื่องความรับผิดชอบต่อของเครื่องใช้ส่วนรวมของคนไทย และเรื่องช่องว่างระหว่างวัย ที่หลายๆ คนบอกว่า ‘เด็กสมัยนี้’ รักษาแต่สิทธิของตัวเองแต่ไม่มีความรับผิดชอบต่อคนอื่น อีกหลายๆ เสียงก็บอกว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับชีวิตเราเหรอ ทำไมต้องเถียงกันใหญ่โตขนาดนี้
นี่ไม่ใช่บทความที่จะบอกว่าใครในบทสนทนานี้คือคนถูกหรือผิด แต่การถกเถียงระหว่างเรื่องที่ไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงกับเราแบบนี้บนอินเทอร์เน็ต เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันบนโซเชียลมีเดียของเรา โดยเฉพาะบนทวิตเตอร์ที่หลายๆ คนมองโดสความท็อกซิกเล็กๆ นี้เป็นคุณสมบัติสำคัญของแพลตฟอร์ม ที่ทำให้เราเสพติดมันจนไม่สามารถย้ายไปเล่นแอปอื่นแบบ Threads หรือ Blusky ได้
ในชีวิตจริงเราไม่ค่อยอยากจะไปเถียงกับใคร แต่เมื่อเราอยู่บนอินเทอร์เน็ต การถกเถียงกับคนแปลกหน้ากลับดูมีแรงดึงดูดบางอย่าง
Barna Group องค์กรนักวิจัยคริสเตียนเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการถกเถียงกันบนอินเทอร์เน็ตของคนอเมริกัน พวกเขาพบว่าเหตุที่คนเถียงกันในโลกออนไลน์มากที่สุดคือ ‘คนแปลกหน้าคนนั้นไม่ชอบสิ่งที่ฉันโพสต์’ เหตุผลนี้คิดเป็น 26% จากความเห็นของกลุ่มตัวอย่าง
เราแปลข้อมูลนี้ได้หลากหลาย แต่หนึ่งในความหมายของมันคือ การถกเถียงในโลกออนไลน์โดยมากมักเกิดขึ้นกับ ‘คนแปลกหน้า’ และแม้มันจะเป็นงานวิจัยจากสหรัฐฯ มันก็สะท้อนสิ่งที่เราเจออยู่จริงๆ
“ยิ่งเรารู้สึกนิรนาม เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเปิดเผยตัวตนของเราโดยธรรมชาติ” ลูอิส นิชกิสก์เขียนในบทความวิชาการเกี่ยวกับประเด็นเรื่องความนิรนามในโลกออนไลน์ชื่อ Why Do People Sometimes Wear an Anonymous Mask? Motivations for Seeking Anonymity Online ที่แปลว่า ‘ทำไมผู้คนถึงสวมหน้ากากนิรนาม? จุดมุ่งหมายของการตามหาความแปลกหน้าในโลกออนไลน์’
บทความนี้พยายามอธิบายผลกระทบของความเป็นนิรนามในโลกออนไลน์ ในหัวข้อเกี่ยวกับความนิรนามและตัวตน ผู้เขียนเขียนว่าความเป็นคนแปลกหน้าในโลกออนไลน์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรากล้าปะทะฝีปากกับคนมากขึ้น เพราะความแปลกหน้าสามารถลดการถูกตัดสินจากสังคมได้ และด้วยความที่เราไม่จำเป็นต้องสนใจในสิ่งที่สังคมคิดนี้ ทำให้เราสามารถเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเราได้ ตัวตนซึ่งเรามักไม่เผยให้คนที่รู้จักกันเห็น
แต่นอกจากจะเป็นช่องทางการแสดงออกตัวตน อีกสิ่งที่การถกเถียงออนไลน์มอบให้เรา คือ ‘ความบันเทิง’
ตั้งแต่ปี 2015 มีการรายงานจากองค์กร Interactive Advertising Bureau (IAB) ว่าโซเชียลมีเดียแซงหน้าสื่อบันเทิงทุกอย่างในประเด็นการให้ความบันเทิง นอกจากนั้นเมื่อปี 2022 พบว่าในคนอายุต่ำกว่า 35 ปี แอปพลิเคชัน TikTok มียอดดาวน์โหลดสูงกว่าแอปดูหนัง Netflix
ดูเหมือนว่า Streamer บางเจ้าก็เล็งเห็นความนิยมของโซเชียลมีเดียในฐานะสื่อบันเทิง ในการสัมภาษณ์ระหว่าง The Hollywood Reporter กับจัสทีน เบตแมน นักเขียนบทและคณะกรรมการที่ปรึกษาเรื่องการใช้ AI ในการผลิตสื่อบันเทิงของ SAG-AFTRA เธอเล่าว่านายทุนผู้ถือเงินในการสร้างหนังบางคนไม่มองว่าตัวเองเป็นความบันเทิงหลักอีกต่อไป
“ฉันเคยได้ยินคนทำหนังเล่าให้ฟัง ว่าเขาได้รับโน้ตจากสตรีมเมอร์บางเจ้า ว่าสิ่งที่พวกเขาถ่ายทำอยู่มัน ‘ไม่เป็นจอรองมากพอ’” เธอพูด
ความเป็น ‘จอรอง’ (Second Screen) ที่ว่าหมายถึงการที่หนังทำหน้าที่เป็นเหมือนเสียงพื้นหลัง ที่จะไม่ทำให้เราหลุดความสนใจออกจาก ‘จอหลัก’ ซึ่งคือโทรศัพท์มือถือของเรานั่นเอง
มีความเป็นไปได้ว่าการถกเถียงออนไลน์นำมาซึ่งความบันเทิงในแบบที่เราไม่ได้จากความบันเทิงแบบอื่นๆ ในการสำรวจโดยสำนักข่าว The New Statesman เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว พบว่า 60% บอกว่าการถกเถียงออนไลน์ทำให้อะดรีนาลีนของพวกเขาสูบฉีด และ 77.5% ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่าการถกเถียงออนไลน์ทำให้พวกเขามีความสุข เพราะพวกเขามีโอกาสนำเสนอความเห็นที่ชัดเจนและผ่านการคิดวิเคราะห์, ได้เห็นว่ามนุษย์สามารถสื่อสารกันอย่างมีเหตุผล และสามารถเรียนรู้จากกันและกันได้
ดูเหมือนว่าความบันเทิงจากการถกเถียงออนไลน์ไม่ได้มาจากแค่ความสนุกสนานและความสูบฉีด แต่มาจากความรู้สึกของการได้เผยแพร่ความคิดของตัวเองด้วย
“ต่างจากที่เราคาดการณ์ การถกเถียงกันในโลกออนไลน์นั้นสามารถส่งผลแง่บวกกับสุขภาพจิตของคนได้ผ่านการเพิ่มพูนความมั่นใจในตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อผู้เข้าถกเถียงได้รับการกดไลก์และแชร์จากการถกเถียงของพวกเขา” The New Statesman เขียน และราวๆ 15% ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่าปฏิกิริยาจากชาวเน็ตเป็นแหล่งสร้างความสุขของพวกเขา
แต่ในขณะเดียวกัน ความบันเทิงของการถกเถียงออนไลน์นี้เป็นดาบสองคม เพราะมันมาพร้อมกับความรู้สึกแง่ลบด้วย ถึงแม้จะมีระยะห่างแตกต่างจากการถกเถียงปกติ สมองของเราก็ยังคงมองการถกเถียงเป็นการเผชิญหน้ารูปแบบหนึ่งอยู่ดี ส่งผลให้หากเรา ‘อินเกิน’ ในการถกเถียงออนไลน์ เราอาจรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน โมโห หรือแม้แต่เศร้าเมื่อคนฝั่งตรงข้ามตีความข้อถกเถียงของเราผิดพลาด และมักจบลงที่การมิวต์หรือบล็อกกันไป
นักวิชาการหลายๆ คนเล็งเห็นข้อดีที่การถกเถียงออนไลน์สามารถมอบให้เราได้ “เป็นเรื่องจริงตามที่ใครๆ เขาว่าว่าพื้นที่โลกออนไลน์นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกแง่ลบและการแบ่งฝักฝ่าย แต่สิ่งที่ฉันเห็นคือผู้คนพร้อมมากๆ ที่จะมีบทสนทนายากๆ กันบนอินเทอร์เน็ต” อะแมนดา บอเกน นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันพูด งานวิจัยของเธอคือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการถกเถียงบนโลกออนไลน์ เพื่อหาวิธีการใช้ประโยชน์สูงสุดจากมัน
เธอพบว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของการถกเถียงออนไลน์ คือแพลตฟอร์มมักชี้ปลายทางของมันไปยังการ ‘ตัดความสัมพันธ์’ บ่อยกว่าการพยายาม ‘ซ่อมแซมความสัมพันธ์’ ซึ่งเธอมองว่าแพลตฟอร์มต่างๆ สามารถช่วยลดการตัดสัมพันธ์ได้จากการเพิ่มความเป็นมนุษย์ลงไปในแพลตฟอร์มของพวกเขา เช่น การเพิ่มขนาดรูปโปรไฟล์ให้ใหญ่ขึ้น หรือการที่แพลตฟอร์มลดความสำคัญเรื่องยอดไลก์และแชร์ให้น้อยลง
การถกเถียงในโลกออนไลน์นั้นล่องลอยอยู่ตรงกลางระหว่างความบันเทิง การแลกเปลี่ยนความรู้ และการแสดงออกตัวตนของเรา บ่อยครั้งคำเขียนไร้เสียงของคนแปลกหน้าสามารถเปลี่ยนมุมมองของเราได้ แต่บางครั้งมันก็ตัดความสัมพันธ์ของเรากับมนุษย์อีกคนได้เช่นกัน
ผ่าวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ให้เกรดการจัดการของภาครัฐ สู่อนาคตการเมืองไทย
จากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ตอนล่าง คุณพึงพอใจการบริหารจัดการของรัฐบาล ในภาพรวมมากน้อยเพียงใด
การเก็บรวบรวมข้อมูลนี้นำไปใช้เพื่อ กิจกรรมทางการตลาดโดย ยึดหลัก ปฏิบัติตามนโยบายคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล










ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น