วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568

 

หาคำตอบ แสดงตัวตน หรือแค่เพราะมัน ‘บันเทิง’ อะไรทำให้คนเติมเน็ตมาเถียงกันในโซเชียลมีเดีย

-ก
+

Everyday Life

Live & Learn

Lifestyle

12 ธ.ค. 67

creator
ทัศนา พุทธประสาท
-ก
+
Light
ฟังบทความ
Summary
  • การถกเถียงในโลกออนไลน์อยู่ตรงกลางระหว่างความบันเทิง การแลกเปลี่ยนความรู้ และการแสดงออกตัวตนของเรา อยู่ตรงกลางระหว่างความบันเทิง การแลกเปลี่ยนความรู้ และการแสดงออกตัวตนของเรา
  • บ่อยครั้งคำเขียนไร้เสียงของคนแปลกหน้าสามารถเปลี่ยนมุมมองของเราได้ แต่บางครั้งมันก็ตัดความสัมพันธ์ของเรากับมนุษย์อีกคนได้เช่นกัน

...

( 1 min read )


“เราเถียงกันเรื่องคืนหนังสือห้องสมุดขนาดนี้ได้ไงวะแชท” นายอาร์ม สตรีมเมอร์สายเทคฯ ทวิตข้อความนี้ไว้


ทวิตมึนงงนี้ของเขากำลังพูดถึง ‘ประเด็นร้อน’ ประจำสัปดาห์นี้ นั่นคือดราม่าจากโพสต์หนึ่งโพสต์บนทวิตเตอร์ (หรือ X) ที่บอกว่าเขายืมหนังสือจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งแล้วลืมคืน ทำให้โดนปรับ 3,000 บาท นำไปสู่การถกเถียงใหญ่โตเรื่องความรับผิดชอบต่อของเครื่องใช้ส่วนรวมของคนไทย และเรื่องช่องว่างระหว่างวัย ที่หลายๆ คนบอกว่า ‘เด็กสมัยนี้’ รักษาแต่สิทธิของตัวเองแต่ไม่มีความรับผิดชอบต่อคนอื่น อีกหลายๆ เสียงก็บอกว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับชีวิตเราเหรอ ทำไมต้องเถียงกันใหญ่โตขนาดนี้ 

นี่ไม่ใช่บทความที่จะบอกว่าใครในบทสนทนานี้คือคนถูกหรือผิด แต่การถกเถียงระหว่างเรื่องที่ไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงกับเราแบบนี้บนอินเทอร์เน็ต เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันบนโซเชียลมีเดียของเรา โดยเฉพาะบนทวิตเตอร์ที่หลายๆ คนมองโดสความท็อกซิกเล็กๆ นี้เป็นคุณสมบัติสำคัญของแพลตฟอร์ม ที่ทำให้เราเสพติดมันจนไม่สามารถย้ายไปเล่นแอปอื่นแบบ Threads หรือ Blusky ได้

ในชีวิตจริงเราไม่ค่อยอยากจะไปเถียงกับใคร แต่เมื่อเราอยู่บนอินเทอร์เน็ต การถกเถียงกับคนแปลกหน้ากลับดูมีแรงดึงดูดบางอย่าง 

Barna Group องค์กรนักวิจัยคริสเตียนเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการถกเถียงกันบนอินเทอร์เน็ตของคนอเมริกัน พวกเขาพบว่าเหตุที่คนเถียงกันในโลกออนไลน์มากที่สุดคือ ‘คนแปลกหน้าคนนั้นไม่ชอบสิ่งที่ฉันโพสต์’ เหตุผลนี้คิดเป็น 26% จากความเห็นของกลุ่มตัวอย่าง 

เราแปลข้อมูลนี้ได้หลากหลาย แต่หนึ่งในความหมายของมันคือ การถกเถียงในโลกออนไลน์โดยมากมักเกิดขึ้นกับ ‘คนแปลกหน้า’ และแม้มันจะเป็นงานวิจัยจากสหรัฐฯ มันก็สะท้อนสิ่งที่เราเจออยู่จริงๆ 

“ยิ่งเรารู้สึกนิรนาม เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเปิดเผยตัวตนของเราโดยธรรมชาติ” ลูอิส นิชกิสก์เขียนในบทความวิชาการเกี่ยวกับประเด็นเรื่องความนิรนามในโลกออนไลน์ชื่อ Why Do People Sometimes Wear an Anonymous Mask? Motivations for Seeking Anonymity Online ที่แปลว่า ‘ทำไมผู้คนถึงสวมหน้ากากนิรนาม? จุดมุ่งหมายของการตามหาความแปลกหน้าในโลกออนไลน์’ 

บทความนี้พยายามอธิบายผลกระทบของความเป็นนิรนามในโลกออนไลน์ ในหัวข้อเกี่ยวกับความนิรนามและตัวตน ผู้เขียนเขียนว่าความเป็นคนแปลกหน้าในโลกออนไลน์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรากล้าปะทะฝีปากกับคนมากขึ้น เพราะความแปลกหน้าสามารถลดการถูกตัดสินจากสังคมได้ และด้วยความที่เราไม่จำเป็นต้องสนใจในสิ่งที่สังคมคิดนี้ ทำให้เราสามารถเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเราได้ ตัวตนซึ่งเรามักไม่เผยให้คนที่รู้จักกันเห็น 

แต่นอกจากจะเป็นช่องทางการแสดงออกตัวตน อีกสิ่งที่การถกเถียงออนไลน์มอบให้เรา คือ ‘ความบันเทิง’ 

ตั้งแต่ปี 2015 มีการรายงานจากองค์กร Interactive Advertising Bureau (IAB) ว่าโซเชียลมีเดียแซงหน้าสื่อบันเทิงทุกอย่างในประเด็นการให้ความบันเทิง นอกจากนั้นเมื่อปี 2022 พบว่าในคนอายุต่ำกว่า 35 ปี แอปพลิเคชัน TikTok มียอดดาวน์โหลดสูงกว่าแอปดูหนัง Netflix 

ดูเหมือนว่า Streamer บางเจ้าก็เล็งเห็นความนิยมของโซเชียลมีเดียในฐานะสื่อบันเทิง ในการสัมภาษณ์ระหว่าง The Hollywood Reporter กับจัสทีน เบตแมน นักเขียนบทและคณะกรรมการที่ปรึกษาเรื่องการใช้ AI ในการผลิตสื่อบันเทิงของ SAG-AFTRA เธอเล่าว่านายทุนผู้ถือเงินในการสร้างหนังบางคนไม่มองว่าตัวเองเป็นความบันเทิงหลักอีกต่อไป

“ฉันเคยได้ยินคนทำหนังเล่าให้ฟัง ว่าเขาได้รับโน้ตจากสตรีมเมอร์บางเจ้า ว่าสิ่งที่พวกเขาถ่ายทำอยู่มัน ‘ไม่เป็นจอรองมากพอ’” เธอพูด 

ความเป็น ‘จอรอง’ (Second Screen) ที่ว่าหมายถึงการที่หนังทำหน้าที่เป็นเหมือนเสียงพื้นหลัง ที่จะไม่ทำให้เราหลุดความสนใจออกจาก ‘จอหลัก’ ซึ่งคือโทรศัพท์มือถือของเรานั่นเอง 

มีความเป็นไปได้ว่าการถกเถียงออนไลน์นำมาซึ่งความบันเทิงในแบบที่เราไม่ได้จากความบันเทิงแบบอื่นๆ ในการสำรวจโดยสำนักข่าว The New Statesman เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว พบว่า 60% บอกว่าการถกเถียงออนไลน์ทำให้อะดรีนาลีนของพวกเขาสูบฉีด และ 77.5% ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่าการถกเถียงออนไลน์ทำให้พวกเขามีความสุข เพราะพวกเขามีโอกาสนำเสนอความเห็นที่ชัดเจนและผ่านการคิดวิเคราะห์, ได้เห็นว่ามนุษย์สามารถสื่อสารกันอย่างมีเหตุผล และสามารถเรียนรู้จากกันและกันได้ 


ดูเหมือนว่าความบันเทิงจากการถกเถียงออนไลน์ไม่ได้มาจากแค่ความสนุกสนานและความสูบฉีด แต่มาจากความรู้สึกของการได้เผยแพร่ความคิดของตัวเองด้วย  

share


“ต่างจากที่เราคาดการณ์ การถกเถียงกันในโลกออนไลน์นั้นสามารถส่งผลแง่บวกกับสุขภาพจิตของคนได้ผ่านการเพิ่มพูนความมั่นใจในตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อผู้เข้าถกเถียงได้รับการกดไลก์และแชร์จากการถกเถียงของพวกเขา” The New Statesman เขียน และราวๆ 15% ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่าปฏิกิริยาจากชาวเน็ตเป็นแหล่งสร้างความสุขของพวกเขา 

แต่ในขณะเดียวกัน ความบันเทิงของการถกเถียงออนไลน์นี้เป็นดาบสองคม เพราะมันมาพร้อมกับความรู้สึกแง่ลบด้วย ถึงแม้จะมีระยะห่างแตกต่างจากการถกเถียงปกติ สมองของเราก็ยังคงมองการถกเถียงเป็นการเผชิญหน้ารูปแบบหนึ่งอยู่ดี ส่งผลให้หากเรา ‘อินเกิน’ ในการถกเถียงออนไลน์ เราอาจรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน โมโห หรือแม้แต่เศร้าเมื่อคนฝั่งตรงข้ามตีความข้อถกเถียงของเราผิดพลาด และมักจบลงที่การมิวต์หรือบล็อกกันไป 

นักวิชาการหลายๆ คนเล็งเห็นข้อดีที่การถกเถียงออนไลน์สามารถมอบให้เราได้ “เป็นเรื่องจริงตามที่ใครๆ เขาว่าว่าพื้นที่โลกออนไลน์นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกแง่ลบและการแบ่งฝักฝ่าย แต่สิ่งที่ฉันเห็นคือผู้คนพร้อมมากๆ ที่จะมีบทสนทนายากๆ กันบนอินเทอร์เน็ต” อะแมนดา บอเกน นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันพูด งานวิจัยของเธอคือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการถกเถียงบนโลกออนไลน์ เพื่อหาวิธีการใช้ประโยชน์สูงสุดจากมัน

เธอพบว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของการถกเถียงออนไลน์ คือแพลตฟอร์มมักชี้ปลายทางของมันไปยังการ ‘ตัดความสัมพันธ์’ บ่อยกว่าการพยายาม ‘ซ่อมแซมความสัมพันธ์’ ซึ่งเธอมองว่าแพลตฟอร์มต่างๆ สามารถช่วยลดการตัดสัมพันธ์ได้จากการเพิ่มความเป็นมนุษย์ลงไปในแพลตฟอร์มของพวกเขา เช่น การเพิ่มขนาดรูปโปรไฟล์ให้ใหญ่ขึ้น หรือการที่แพลตฟอร์มลดความสำคัญเรื่องยอดไลก์และแชร์ให้น้อยลง 


การถกเถียงในโลกออนไลน์นั้นล่องลอยอยู่ตรงกลางระหว่างความบันเทิง การแลกเปลี่ยนความรู้ และการแสดงออกตัวตนของเรา บ่อยครั้งคำเขียนไร้เสียงของคนแปลกหน้าสามารถเปลี่ยนมุมมองของเราได้ แต่บางครั้งมันก็ตัดความสัมพันธ์ของเรากับมนุษย์อีกคนได้เช่นกัน


 ขออภัยในความไม่สะดวก ระบบกำลังตรวจสอบการใช้งาน กรุณาลองใหม่อีกครั้ง
ชวนผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์สะท้อนความเห็นต่อการจัดการน้ำท่วม

ผ่าวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ให้เกรดการจัดการของภาครัฐ สู่อนาคตการเมืองไทย

จากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ตอนล่าง คุณพึงพอใจการบริหารจัดการของรัฐบาล ในภาพรวมมากน้อยเพียงใด

การเก็บรวบรวมข้อมูลนี้นำไปใช้เพื่อ กิจกรรมทางการตลาดโดย ยึดหลัก ปฏิบัติตามนโยบายคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล



Share article

RELATED

ในยุคที่คนต้องสู้ฟัดกับอัลกอริทึมโซเชียลมีเดีย​ ทำไม Substack คือคำตอบแพลตฟอร์มแห่งใหม่ของเราในตอนนี้?

หรืออัลกอริทึมจะ ‘พร้อมเสิร์ฟ’ เกินไปจน ‘การสำรวจความสนใจ’ ไม่เติมเต็มเท่าที่ควร

ทำไมคนในโลกออนไลน์กำลังมีทฤษฎีที่ว่า ‘การใช้ชีวิตออฟไลน์จะเป็นสิ่งหรูหรา?’

กระแส ‘แบนเกมและเว็บโป๊’ กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก มาตรการจำกัดการเข้าถึงนี้จะเป็นผลดีหรือผลักให้คนเข้าหา ‘ช่องทางใต้ดิน’

Save Your Humanity, Go Offline: เมื่อโลกออนไลน์ไม่ค่อยเป็นมิตรกับมนุษย์ เราอาจต้อง ‘หันหนี’ จากมันดูบ้าง

Thailand Web Stat

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น